วันเวลาปัจจุบัน 26 ม.ค. 2021, 05:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2020, 10:30 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 2169

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กิเลสเป็นอย่างไร
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


รูปภาพ

วันนี้จะอธิบายถึงเรื่องกิเลสให้ฟัง กิเลสมีอยู่แล้วทุกคน
กายในใจของแต่ละคนๆ มีกิเลสมากมาย
แต่ตนเองอาจจะไม่รู้จักกิเลสก็ได้
เราพากันทำทาน รักษาศีล พากันหัดภาวนา
ก็ต้องการที่จะชำระกิเลสเป็นขั้นเป็นตอนไป
การเจริญภาวนาให้เกิดสมาธิปัญญาก็เหมือนกัน
ต้องการที่จะชำระกิเลสนั่นเอง

กิเลสมันมีหลายขั้นหลายอย่าง บางทีเราตั้งใจจะชำระกิเลส
แต่กิเลสกลับมาเป็นตัวของเรา เลยหมดหนทางไม่มีทางชำระ
เราตั้งใจจะมองดูกิเลส แต่กิเลสกลับมามองดูตัวเราอย่างนี้ก็มี
เหตุนั้นจึงเป็นการยากที่จะรู้จักตัวกิเลส

กิเลสบางอย่างมันทำให้เราสบาย เลยเข้าใจว่าไม่มีกิเลส
บางอย่างมันทำให้เราเดือดร้อนกลุ้มใจ อันนั้นเห็นได้ง่าย
ไม่ต้องอื่นไกลอะไรหรอก ตัวเราเองนี่แหละ เรามีตัว มีกาย มีใจ
บางครั้งบางคราวมันน้อยใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเราไม่พอใจ
แล้วก็เกิดน้อยใจท้อแท้ใจ
อันนั้นเป็นกิเลสทั้งนั้น รู้แล้วเราก็หาวิธีชำระหรือหาวิธีแก้ไข

มันท้อแท้ใจ แล้วน้อยใจนั้น มันเป็นเพราะอะไร ?
เพราะคนอื่นทำให้เราไม่ถูกใจ ทำให้เราไม่พอใจ
หรือว่าถือว่าเราทำดี แต่สิ่งนั้นไม่ให้ความดีแก่ตน ก็เลยน้อยใจท้อใจ
เข้ากับคำที่ว่า “ทำดีได้ดี มีที่ไหน” แท้ที่จริงนั้น เหตุที่ไม่ได้ดีมีอยู่
แต่ตนเองไม่มีปัญญา ไม่สามารถที่จะรู้ในเรื่องนั้น ว่ามันไม่ได้ดีเพราะอะไร
อันนี้เห็นได้ง่ายแต่แก้ได้ยาก

กิเลสที่เห็นได้ยาก เช่น เราเหนื่อย เราขี้เกียจ
ไม่อยากไหว้พระสวดมนต์ ไม่อยากทำความเพียรภาวนา
ผลัดเปลี่ยนเวลา เอาไว้เสียก่อนเถิดค่ำๆ
ตอนนี้เอาไว้เสียก่อน ทำตอนกลางคืนตอนดึกเถิด
พอดึกๆ ขึ้นมาเกิดความง่วงเหงาเลยไม่อยากลุก ก็เลยเอาไว้ตอนเช้าเสียก่อน
พอตอนเช้ามาก็หนาว อยู่ในที่นอนมันอบอุ่น เลยไม่อยากลุก ลุกขึ้นก็หนาวเย็น
อันนี้แหละเข้าใจว่าตนสบายแล้วก็พอแล้วละ

กิเลสมันทำให้เกิดความพอใจในความอบอุ่น
เลยเข้าใจว่าตนไม่มีกิเลส
อย่างนี้แก้ยาก และยากที่จะเห็นได้ด้วย


ถ้าหากมันเกิดโกรธเคืองคนใดคนหนึ่งขึ้นมา
จนกระทั่งไม่อยากมองหน้าไม่อยากเข้าใกล้ อันนั้นเห็นง่าย แต่ว่าแก้ยาก
คือเรามุ่งแต่จะให้คนอื่นดีถ่ายเดียว ตัวตนเองไม่พยายามแก้ตนเอง
อยากให้เขาทำดีกับเราทุกสิ่งทุกอย่าง เราจึงจะดี เราจึงค่อยสบาย
อันนี้เห็นง่าย แก้ยากเหมือนกัน
เพราะเราไม่เห็นกิเลสเกิดขึ้นที่ตัวของเรา ไปเห็นแต่กิเลสคนอื่น
ที่ว่าเขาทำไม่ดีพูดไม่ดีนั้น เราไม่คิดถึงกิเลสของตนที่มันเกิดขึ้นมา

กิเลสมีหลายเรื่องหลายอย่าง ในตัวของเรานั้นมีแต่ตัวกิเลสเต็มไปหมด
ความขี้เกียจ ความเหน็ดเหนื่อย ความมักง่าย ความไม่พยายามที่จะชำระกิเลส
ก็เป็นกิเลสซ้อนขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง มันมีหลายชั้นหลายเชิง ซับซ้อนกันอยู่
เช่น เราขี้เกียจ แต่ไม่พยายามแก้กิเลสนั้น ปล่อยตามใจ
อันนั้นเลยเป็นกิเลสซ้อนกิเลสขึ้นมาอีก

กิเลส คือ ความเศร้าหมองของใจ
เราเห็นได้ง่ายอย่างที่อธิบายมาแล้ว
คือ ความโกรธ กลุ้มใจ ทำให้มืดมิด ปิดไม่เห็นความดีของคนอื่น
เขาจะดีสักเท่าไรก็ไม่ยอมเห็นไม่ยอมรู้ อันนั้นเป็นกิเลสปิดไว้
คือปิดใจของเรา หุ้มห่อใจของเรา ปัญญาของเรา
ไม่ให้เห็นเรื่องความดีของคนอื่นและสิ่งอื่น
เรียกว่ากิเลสเหมือนกัน คือ ใจมัวหมองเศร้าหมอง
พูดกันง่ายๆ ว่า กิเลสเกิดขึ้นในปัจจัยชาติทั้ง ๔ เอาตรงนี้เสียก่อน

ผ้าผ่อนเครื่องนุ่งห่มปกปิดร่างกาย นี่เป็นบ่อเกิดของกิเลสเหมือนกัน
ในเมื่อไม่ใช่นุ่งห่มปกปิดเพื่อกำบังความอาย
แต่ต้องการจะให้สวยสดงดงาม รูปพรรณสีสันต่างๆ
ได้อันนี้แล้วก็ไม่พอ อยากได้อันโน้น
ได้อันโน้นแล้วก็ยังไม่พอ อยากได้อันอื่นต่อไปอีก
ได้แล้วเอามาใช้แล้วก็มองดู ทีแรกก็ดูสวยสดงดงามชอบใจ
ความอยากได้ก็เป็นกิเลส ได้แล้วมามองดูชอบใจก็เป็นกิเลส
ใช้ไปหน่อยหนึ่ง ไม่พอใจอยากทิ้ง อันนั้นก็เป็นกิเลส

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า นุ่งห่มให้เป็นเพียงเครื่องหุ้มห่ออสุภะ
คนเราเขาเรียกว่าผีดิบ คือมันเน่าทั้งตัว ซึมซาบไปด้วยเหงื่อไคล ของสกปรกปฏิกูล
โดยเฉพาะที่ว่าทวารทั้ง ๙ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางปาก และทางทวารหนักเบา
ของเน่าไหลผ่านอยู่ตลอดเวลา ซึมซาบอยู่ตลอดทุกเมื่อทุกยาม
เหตุนั้นเราจึงต้องใช้ผ้าหุ้มปกปิดไว้ จึงเรียกว่าห่ออสุภะของปฏิกูล

ลองคิดดูซิ อันผ้าที่เราห่อปฏิกูลนั้น ของดิบของดีมีค่ามีราคาสักเท่าไรก็ตาม
เอาไปห่อของเน่า มันก็เน่าตามๆ กันหมด
มันจะดีวิเศษตรงไหน ผ้าปิดของเน่าห่อของเน่าเอาไว้ไม่ให้เป็นที่อุจาด
ให้เข้าใจเพียงแค่นี้ เห็นเพียงแค่นี้ มันก็หมดความกังวลห่วงใย
จะสวยหรือไม่สวยไม่ว่า ใหม่หรือเก่าไม่ว่า
เป็นเพียงเพื่อหุ้มห่อร่างกาย เพื่อปกปิดของสกปรกปฏิกูล
หรือเพื่อให้กายอบอุ่นและอยู่ได้สบาย
ถ้าไม่มีเครื่องหุ้มห่อให้อบอุ่น มันก็หนาว เดือดร้อนมาก
หรือเพื่อปกปิดร่างกาย ป้องกันแมลงเหลือบยุง นี่พิจารณาอันที่หนึ่ง


พิจารณาต่อไปถึงเรื่องผ้าที่เรานุ่งห่มซากอสุภะ
ก็เป็นธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหมือนกันกับตัวเรา
ธาตุอาศัยธาตุ คือ ร่างกายของเราเกิดขึ้นมาจากธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม
ผ้าผ่อนที่เรานุ่งห่มใช้อยู่ ก็เกิดขึ้นมาจากธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม
ของทั้งสองอย่างนี้ก็พึ่งพาอาศัยกันไประยะหนึ่งชั่วระยะหนึ่ง
แล้วก็จะต้องแยกกันไป
คือขาดหรือผุพังเปื่อยเน่าไป
พิจารณาเช่นนี้แล้วก็หมดกังวล
ก็เลยสักแต่ว่า เพียงอาศัยชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น

อาหาร พวกที่สองคืออาหาร เราจำเป็นต้องอาศัยใช้ทุกวัน
ผ้านั้นใส่ทุกอิริยาบถ แต่อาหารนี่เราพึ่งเราอาศัยเพียงชั่ววันหนึ่ง
วันละครั้งหรือชาวบ้านก็วันละ ๒-๓ ครั้ง
อาหารที่เรารับประทาน มันยั่วยวนให้เราชอบใจติดใจในรสชาติ
สิ่งนั้นดี เห็นเข้าแล้วก็นึกอยากรับประทานให้มาก
ของนั้นดีของนี้ไม่ดี ของดีก็อยากได้มากๆ ของไม่ดีก็ไม่อยากได้
มันติดอยู่ในของหมู่นี้ ที่ปลายลิ้นนั่น พออาหารกระทบปลายลิ้นนิดเดียวเท่านั้น
รู้จักรสชาติดีหรือไม่ดี อร่อยหรือไม่ร่อย ตรงปลายลิ้นนิดเดียวเท่านั้น

แต่ว่าใจนั่นซี มันไปสร้างกิเลสขึ้น ให้ชอบติดอกติดใจ
อาหารมันพ้นปลายลิ้นไปแล้ว รสชาติที่ปลายลิ้นก็หมดไปแล้ว
แต่มันยังคิดอยากอยู่นั่นแหละ
คืออยากให้มันแตะที่ปลายลิ้นอีก ให้มันกระทบที่ปลายลิ้นอีก
เผ็ด เค็ม หวาน เปรี้ยว ทุกสิ่งทุกประการ
ทำให้ชอบใจไม่ชอบใจ ทำให้ติดอกติดใจ
ห่วงใยคิดถึงอาลัย ทำใจให้เศร้าหมอง คือใจไม่ปรกติ

ถ้าอยากอยู่อย่างนั้น คืออยากได้ ก็เป็นเรื่องขวนขวาย เป็นเรื่องแสวงหา
ได้มาในทางที่ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง
นานๆ หนักเข้า ก็เป็นเรื่องต้องการและแสวงหามากขึ้น
ทุกคนก็อยากได้ทุกคนก็แสวงหา มันจึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือน
คนนั้นได้มาก คนนี้ได้น้อย คนนั้นรับประทานมาก คนนี้รับประทานน้อย
คนนั้นรับประทานของดี คนนี้รับประทานของไม่ดี อะไรต่างๆ ยุ่งกันไปใหญ่
เป็นเรื่องทะเลาะวิวาทถกเถียงซึ่งกันและกัน กลายเป็นกิเลสไปใหญ่โต

ถ้าหากว่าเห็นเป็นสักแต่ว่า เป็นเครื่องบำบัดโรคคือความหิว
เหมือนกับที่เขากินยาควินินนั่น มันขมมาก
แต่เขาอยากจะให้ไข้มาลาเรียหาย เขาก็อุตส่าห์กลืนกิน
ถ้าคิดได้เพียงแค่นั้น ก็หมดเรื่องกันไป

อาหารเป็นของปฏิกูล อาหารเป็นของสกปรก ลองดูซี อาหารจะดีสักเท่าไรก็ตาม
เราเอามาเคี้ยวเข้าในปากนี่ พอคายออกมาแล้ว กลืนกินอีกไม่ได้
เพราะมันสกปรกตั้งแต่อยู่ในปาก กลืนเข้าไปในท้องแล้วก็เปื่อยเน่า
ซึมซาบเป็นเหงื่อเป็นไคลออกมา ของเล็กๆ น้อยๆ ซึมซาบออกมา
ที่เป็นของใหญ่มันก็ไหลออกไปตามลำไส้ เศษกากอาหารเหม็นเน่าปฏิกูล

เวลารับประทานหัวเราะกันเฮฮา
อยากจะอวดชาวบ้านอวดชาวเมืองเขาด้วยซ้ำ
รับประทานอะไรก็ว่าตนรับประทานของดิบของดี
คนมีหน้ามีเกียรติมีเงินมีทอง
เวลาถ่ายเทออกไปปิดมิดไม่มีใครเห็นหรอก
กลัวเขาจะเห็น อยู่คนเดียวยังดมของเน่าอยู่นั่น

นี่แหละคนเราไปหลงแต่อย่างนั้น
ทางกัมมัฏฐานพูดกันง่ายๆ เข้าใจง่าย แต่เป็นคำหยาบว่า
...อวดตนอวดดิน อวดกินอวดขี้ หลงตนหลงดิน หลงกินหลงขี้
อาหารที่กินเข้าไป มันจะไปไหน ก็เป็นขี้นั่นเอง เศษนั่นเขาเรียกว่าขี้
เศษอะไรก็ตามเถิด เช่น เศษอ้อยก็เรียกขี้ชานอ้อย
อันนั้นมันเป็นเศษอาหารที่เรารับประทานเข้าไป มันไปตามลำไส้
ถ่ายออกมาเขาเรียกว่าขี้ อันเดียวกันนั่นแหละ

เบื้องต้นเมื่อทีแรกเข้าไปเรียกว่าข้าว
เวลาออกเขาเรียกว่าขี้ ก็เพียงแค่นี้แหละไม่มีอะไรหรอก
แล้วในผลที่สุดก็เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ของเก่า


ตัวของเราก็เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม
มันบกพร่องไป ดินน้ำไม่เพียงพอ
มันบกพร่องมันเหือดแห้งไป ก็เลยเพิ่มเข้าไปใหม่
พอไปนานๆ เข้า มันก็บกพร่องไปอีก ก็เพิ่มเข้าไปใหม่อีก
ก็เพียงเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไร

ถ้าหากไม่รับประทานเสียเลย
คนเราก็อยู่ไม่ได้ สัตว์ทั้งหลาย เช่น มนุษย์ เป็นต้น
จะต้องมีอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง
ต้องมีอาหารเป็นเครื่องจ้างให้มันดำรงอยู่
ถ้าไม่จ้างมันก็เดือดร้อน มันก็กระวนกระวาย มันดิ้นรนหาของจ้าง
คืออาหารนั่นแหละเอามาจ้างมัน
ถ้าเราพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว ก็ให้สักแต่ว่ากินเพียงเพื่ออยู่
อย่างเขาพูดกันภาษาตลาดว่า “กินเพื่ออยู่”
มันถูกของเขา น่าชมคนที่พูด ช่างพูดได้ตรงจริงๆ

กินเพื่อจ้างให้มันอยู่ อยู่ก็เพื่อตาย อยู่ไปเพื่อคอยท่าวันตาย

ถ้ามีเครื่องจ้างพอเพียง ก็จ้างมันไว้ได้นานหน่อย นานวันตายหน่อย
ถ้าเครื่องจ้างไม่พอเพียง คือกินไม่ได้ มันก็ตายเร็วลงไป
มันไม่มีสาระอะไรเลยชีวิตของคนเรา
ในขณะที่เราจ้าง ให้มันคุ้มค่าก็รีบทำความดีเสีย
ถ้าจะจ้างไว้เฉยๆ มันไม่ได้ประโยชน์อะไร มันก็เสียค่าจ้างเฉยๆ น่ะซี


นี่พูดสองอย่างคือ เครื่องนุ่งห่มผ้าผ่อน
แล้วก็อาหารสำหรับหล่อเลี้ยงร่างกาย
ยังมีอีกสองอย่างคือ ที่อยู่อาศัยและยา
สำหรับบำรุงรักษาเวลาเจ็บไข้ไม่สบาย
สองอย่างนี้ก็ทำนองเดียวกันนั้น นี่แหละกิเลสมันอยู่ตามนี้แหละ

ถ้าเราใช้มันไม่เป็น ทำให้เกิดกิเลส
เป็นความติดความห่วงใยอาลัย ชอบอกชอบใจ
ทำใจให้มืดมิดปิดไม่เห็นคุณเห็นโทษ
ถ้าได้ขึ้นมาก็เห็นแต่คุณลืมโทษ
ถ้าไม่ได้ก็เห็นแก่โทษลืมคุณ
นี่เพราะกิเลสมันอยู่ตามพวกนี้


คราวนี้เราพากันพยายามที่ชำระแก้ไขกิเลสนั้น
แก้ได้โดยวิธีใด ? พากันแก้ตรงไหนกัน ?


ได้ชี้กิเลสให้เห็น กิเลสมันเกิดตามของหมู่นี่แหละ
มันเกิดอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทุกขณะทุกอิริยาบถ (ดังอธิบายมา)
แล้วคิดหรือยัง ตั้งใจแล้วหรือยังว่าจะแก้กิเลส
หรือมีแต่กิเลสเพิ่มพูนหุ้มห่อมากขึ้นทุกวัน

ถ้าไม่คิดหาหนทางที่จะแก้ มันก็ไม่มีหนทางที่จะหมดหรอก กิเลสอันนั้น
กิเลสตัวนี้ล่ะพาให้เราเดือดร้อนเป็นทุกข์ ไม่รู้จักตัวของมันและไม่พยายามที่จะแก้
มันก็จะพากันจมดิ่งลงในกองของกิเลส ในห้วงของกิเลส ไม่มีวันจะฟูขึ้นมา

เหตุนั้น จงพากันพิจารณาให้เห็นกิเลสเสียก่อน
เห็นว่ากิเลสอันนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

เอาแค่นี้แหละไม่เอามากมายอะไรหรอก เอาสองคำเท่านั้นแหละ

กิเลสเป็นเหตุให้เราได้รับความทุกข์เดือดร้อน
กิเลสที่เราชำระให้สะอาดแล้วนั้น เป็นเหตุให้เราพ้นจากทุกข์


เท่านี้แหละภาวนาเท่านี้ ไม่เอาอื่นไกลมากมายอะไร
เมื่อประสบพบเห็นสิ่งใด ได้ยินได้ฟัง ได้รู้เห็นสิ่งใด
ก็เอาอันนี้แหละเป็นคำบริกรรมภาวนา ก็จะได้ความรู้ขึ้นมา
แล้วก็มีหนทางที่จะแก้ไขกิเลสอันนั้น ให้มันเบาบางหรือหมดสิ้นไปในที่สุด

เอาละ เท่านี้ละ

นั่งสมาธิ
(พระอาจารย์อบรมนำก่อน)

ใจมันคิดอย่างไร ก็ไปตามที่มันคิดนึกนั่นละ
ใจกระโดดไปโน่นไปนี่ มันก็กระโดดตามเหมือนกับเงา
ถ้าเราวิ่งเร็วมันก็เร็วตาม ถ้าเราวิ่งช้ามันก็ช้าตาม เมื่อเราหยุดมันก็หยุด

กิเลสมันอยู่ที่จิต ถ้าหากว่าจิตหยุดนิ่งแล้ว
ไม่กระโดดโลดโผน ไม่วิ่งแล้ว มันหยุดแล้ว ก็ไม่มีกิเลส


เหมือนกับเงานั่นแหละ เมื่อหยุดแล้วเงาก็ไม่มี
เมื่อเราไม่เดิน มันก็ไม่ไปแล้วอยู่คงที่
ตะวันเที่ยงแล้วเหยียบเงาอยู่คงที่
หมดแล้วสบายแล้ว ไม่มีกิเลสแล้ว คิดไปอย่างนั้น

ถ้าหากเห็นตัวกิเลสแล้วเดือดร้อน
เมื่อความหนาวความร้อน ความขี้เกียจคร้านเกิดขึ้นมา
ความโทมนัสน้อยใจ ความโลภ ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นมา
ไม่พอใจ คือมันไม่อยากเห็นกิเลส
กลัวกิเลส กิเลสมันเลยได้ใจใหญ่ มันขนาบเลยทีนี้
มีความโกรธเล็กๆ น้อยๆ มันก็ทำให้โกรธชัดขึ้น โกรธมากขึ้น
มีความเกลียดเล็กๆ น้อยๆ มันก็ทำให้เกลียดจัดเข้า
มันปรุงแต่งให้พออกพอใจยิ่งขึ้นทุกที ไม่อย่างนั้นไม่เรียกกิเลส
มันเข้าไปอยู่ที่ใจ มันเข้าไปปรากฏซ้อนอยู่ที่ใจ

เหตุนั้นจึงว่าเมื่อเราต้องการจะชำระกิเลส
อย่าไปกลัวตัวกิเลสที่โผล่ออกมา
นั่นแหละคือตัวการสำคัญ เราจะไปทำลายมันตรงนั้นแหละ


วิธีทำลายและวิธีประหารนั้น
อย่าไปจับตรงที่มันโกรธสิ่งใด หรือมันชอบสิ่งใด
หรือมันอยากได้อะไร อย่าไปมองดูตรงนั้น
มองดูตัวของเราที่มันไปชอบ
ที่มันไปโกรธ ไปเกลียด หรือพอใจอยากได้
มองดูตัวนี้ต่างหาก ถึงจะเห็นกิเลส

อย่าไปหลงมองวัตถุสิ่งที่มันอยากได้
นี่เราไปมองดูแต่ภายนอก มันสงบไม่มีอะไรปรากฏ
ก็สบาย สบายใจแล้ว พอแล้ว เข้าใจว่ากิเลสไม่มี

คำว่า “กิเลสไม่มี” มันพอใจแล้ว สบายแล้ว
นั่นแหละตัวกิเลส
แต่เราไม่เข้าใจ
นี่แหละมันหลอกเราให้เข้าใจว่ากิเลสเป็นตัวเรา มันถือว่าเป็นเรา
ก็เลยหมดหนทางแก้ไข เพราะไม่รู้จักตัวกิเลส
กิเลสมันเป็นของจร ไม่ใช่ตัวเรา คือไม่ใช่จิตใจ

ถ้าหากเรามีสติ รู้เท่าทันตัว “ใจ” อยู่ตลอดเวลา
เห็น “ใจ” อยู่ทุกขณะ จิตจะรวมหรือไม่รวมก็ช่างมันเถิด
ขอให้เห็น ขอให้รู้ตัว “ใจ” อยู่ตลอดเวลา
กิเลสมันจะปรากฏขึ้นมาหรือไม่ปรากฏขึ้นมา
ก็ให้เห็นที่ตัว “ใจ” ตลอดเวลา มันก็ใช้ได้

อย่าไปคิดว่ามันจะเป็นอย่างโน้น มันจะเป็นอย่างนี้
อย่าไปคิด ให้เข้าใจว่า กิเลสเกิดขึ้นที่ใจ
ให้รู้ใจของตัวอยู่ตลอดเวลา มีสติรู้ตัวใจอยู่เสมอ


“ใจ” คือผู้เป็นกลาง ผู้คิดผู้นึกเป็นอาการของใจ
จับเอาตรงนี้ให้ได้เสียก่อน มันปรุงมันแต่งก็เรียกอาการของใจ
รู้อย่างนี้ตลอดเวลาก็ใช้ได้ ต่อนั้นไปก็แล้วแต่เรื่อง
มันจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ข้อสำคัญที่สุดคือ
จับเอาใจ ตรงนี้ให้ได้ เท่านี้ก็พอ ไม่เอามากมายอะไรหรอก

เอาละ พากันทำภาวนา



หนังสือ พระธรรมเทศนาของพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี)
เล่มที่ ๕ “กิเลสเป็นอย่างไร” (วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐) :b8: :b8: :b8:


:b50: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=35963

:b50: รวมคำสอน “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43000

:b50: ประมวลภาพ “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี” วัดหินหมากเป้ง
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=42782


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร