วันเวลาปัจจุบัน 05 มิ.ย. 2020, 04:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2020, 18:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2380


 ข้อมูลส่วนตัว


พ้นจากความเป็นศพ
พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ)
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐

คัดมาจาก...หนังสือรวมพระธรรมเทศนา ๑๐๘ กัณฑ์ เล่ม ๑
ที่ระลึกในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พ.ศ.๒๕๒๕
จัดพิมพ์โดย ชมรมพุทธศาสตร์เอสโซ่
:b8: :b8: :b8:


รูปภาพ

ณ บัดนี้จะได้เริ่มอบรมกัมมัฏฐาน ตามลำดับแห่งวันธรรมสวนะที่เวียนมาถึง ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจะพูดธรรมะพอเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติในเบื้องต้นบ้างเล็กน้อย เราจะสังเกตว่ากัมมัฏฐานที่พระสัมมาสัมพุทธะทรงสอนให้ปฏิบัตินั้น สอนเป็นระยะๆ กัน ในเบื้องต้นทรงสอนให้ผู้ปฏิบัติทำสติสัมปชัญญะความเพียรให้มีขึ้น ครั้นแล้วจึงหัดให้พิจารณาดูที่ใกล้ๆ ที่เห็นได้ง่าย คือที่ร่างกายเรานี้เอง ให้พิจารณาเป็นอาการ ๓๑ หรือ ๓๒ บ้าง ให้เห็นปฏิกูลหรือแยกธาตุ ๔ บ้าง

ส่วนวันนี้ ทรงสอนให้พิจารณาร่างกายเราโดยเปรียบกับซากศพ ให้พิจารณาเห็นแจ้งรู้จริง ตามธรรมดาเรามักเพลิดเพลินเมาในชีวิต ยังไม่ระลึกถึงความตายเลย แต่ความตายนั้นจะมีแก่เราแน่นอน แต่จะเมื่อไรไม่รู้ อาจมีในวันนี้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ เมื่อความตายมาเฉพาะหน้า เราจะขอผลัดขอรอทุเลาเพื่อสั่งการงานหรือทำกิจบางอย่างไม่ได้เลย พิจารณาความตายอันมีแก่ชีวิตเรา ให้เห็นว่าความตายนี้เป็นของแน่นอน แต่เวลาตายไม่แน่นอน ที่ว่าเวลาตายไม่แน่นอนนั้นสำหรับเรา เพราะเราไม่ทราบว่าจะมีเมื่อไร แต่เวลาของความตายเป็นของแน่นอน ฉะนั้นเราจะเข้ามาอยู่กับร่างกายก็มาอยู่กับสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่รู้จะพรากเมื่อไร จึงประมาทไม่ได้

พระสัมมาสัมพุทธะรับสั่งถามพระอานนท์ว่า “อานนท์ เจริญมรณสติวันละกี่ครั้ง” ทูลตอบว่า “๗ ครั้ง” พระองค์รับสั่งว่า “ยังประมาทนัก ตถาคตเจริญทุกชั่วลมหายใจ” จึงเห็นได้ว่าผู้มีญาณสูงขึ้นเช่นพระสัมมาสัมพุทธะ พระองค์ทรงระลึกถึงความตายอันเป็นความไม่ประมาทเสมอ อันนี้เพื่อไม่ประมาทจะได้รู้ว่า เมื่อตายไปแล้วมีอะไรตามไป ทรัพย์สมบัติที่มีไว้ก็เป็นเหมือนของเล่นชั่วครู่ชั่วคราว ตายแล้วไม่มีอะไรติดไปด้วย

วกไปดูร่างกายเมื่อลมหายใจหมด มีอาการเปลี่ยนเกิดให้แข็งแล้วขึ้นอืด มีอาการต่างๆ น้ำเหลืองไหลเฟอะ ถ้าเราเองพิจารณาเห็น ก็จะเห็นปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เมื่อพิจารณาดังนี้ก็จะเห็นว่าทุกวันนี้เราก็อยู่ศพ ไปกับศพ กินนอนกับศพนั่นเอง เป็นไปด้วยศพทั้งนั้น ต่างแต่ว่าเป็นศพที่ยังมีชีวิต เมื่อเห็นร่างกายปฏิกูลน่าเกลียด จะบรรเทาสุภสัญญา ความเห็นร่างกายว่าสวยงามเสียได้ เมื่อจิตเข้ามาพิจารณาดู เห็นร่างกายเป็นศพเป็นผี เช่นนี้แล้ว จิตจึงบังเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายนั้น สะอิดสะเอียนขยะแขยง หันออกจากร่างกาย กิริยาที่จิตออก เรียกว่าจิตเข้าสู่ธรรม หาธรรม จิตถึงธรรม เมื่อถึงธรรมแล้ว จิตจะพ้นจากโลกคือร่างกายไปได้

ตามธรรมดาจิตเรา มักมี อภิชฌา ความยินดี โทมนัส ความยินร้าย โลเก ในโลก คือร่างกายนี้ เห็นร่างกายนี้ ว่าเป็น “เอตํ มม” นั่นเป็นของเรา “เอโส หมสฺมิ” นั่นเป็นเรา “เอโส เม อตฺตา” นั่นเป็นอัตตาตัวตนของเรา นี่เป็นพื้นเพที่เคยถือกันมา ฉะนั้นใครจะมาแตะต้องล่วงเกินร่างกายนี้ไม่ได้ ถือมาก แต่ครั้นถึงคราวอวสานแล้วเป็นศพทั่วกันหมด ไม่มีอะไรเลย เป็นเหยื่อของปาณกชาติต่างๆ เมื่อมากำหนดพิจารณาอยู่อย่างนี้ ผู้พิจารณานั่นต้องทำความสำคัญในใจ คือเพ่งด้วยใจที่แรงให้เห็นร่างกายเป็นศพเป็นผีขึ้นอืด บางทีศพจะลอยเป็นภาพมาให้เห็น หลับตาลืมตาก็เห็น ยืน ฯลฯ ก็เห็นเรื่อยไป ถ้าผู้ปฏิบัติได้ประสบอย่างนี้ก็อย่าตกใจเลย อย่าเข้าใจว่าผีหลอก พึงเข้าใจว่ากัมมัฏฐานเข้าระดับแล้ว นั่นเรียกว่า “อุคฺคหนิมิตฺต” นิมิตติดตา มองศพพิจารณาดูศพ ศพก็จะลอยขึ้นมาให้แลเห็นที่หน้า เป็นแต่ร่างโครงกระดูกบ้าง ถ้าเรามีสติไม่กลัวก็รู้ว่านี่เกิดเพราะเราเพ่ง เราเพ่งอะไร ภโว ก็ปรากฏขึ้นมา

เมื่อปรากฏขึ้นมาก็พิจารณาง่าย มองดูผีเห็นผีก็เห็นได้ง่าย เมื่อพิจารณาเช่นนั้นแล้ว นึกขยายให้ใหญ่ให้เล็กให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อมองดูเห็นอย่างนี้อย่าได้ตกใจสะดุ้งกลัวเสียสติ ให้ดูอยู่ แล้วน้อมเข้ามาที่เราว่าผีที่เข้ามามีอาการน่าเกลียดน่ากลัวฉันใด ร่างกายเราก็เป็นผีเหมือนกัน ผีอยู่กับเราเราไม่กลัว ผีโน้นเรากลัว คือโมหะนั่นเอง จงนำออกจากจิต อย่าให้ติดในภายใน อย่าให้โมหะบังปัญญาจักษุได้

เมื่อพิจารณาเห็นร่างกายแล้ว เกิดสะดุ้งกลัว ก็ไม่ชอบแก่การปฏิบัติในกัมมัฏฐานเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าจะให้เกิดผลดี ก็ต้องปล่อย ต้องวาง ทำความรู้สึกว่าบัดนี้เราเห็นชัดแล้ว ร่างกายกับเราไม่ใช่อันเดียวกัน กายเป็นผีชัดๆ แต่เราไม่ใช่ร่างกาย เราก็ไม่ใช่ผี ร่างกายเป็นศพ เราไม่ใช่ร่างกาย เราก็พ้นจากความเป็นศพ เมื่อเราเข้ามาอยู่กับร่างกาย คือเข้าอยู่กับศพกับผี ถ้าเราปล่อยวางร่างกายเสียได้ ก็จะพ้นจากศพจากผี ไม่ต้องเกิด ฯลฯ อีก อาการของร่างกายที่เคยมีอย่างไรทุกอย่างหมด เมื่อเราออกจากร่างกายได้แล้ว อาการเหล่านั้นก็ไม่เข้าครอบงำ จิตก็หลุดจากอาการเหล่านั้น พ้นยืดถือ พ้นจากความเป็นผีเป็นศพ ด้วยประการฉะนี้

ให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาหมั่นคำนึง และน้อมซึ่งภาวนาเช่นนั้นเข้ามาสู่ตัว ว่าตัวเราจะต้องเป็นเช่นนั้น ไม่ล่วงพ้นไปได้ จะถึงเมื่อไรไม่รู้ แล้วไม่ประมาท รีบชำระจิต ปฏิบัติในทางที่ถูกที่ชอบ ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา ข้อสำคัญให้ผู้ปฏิบัติถอนความยินดียินร้ายที่เข้าติดในโลก คือร่างกายนี้เสีย ถอนอัตตาตัวตนที่เข้าไปตั้งยึดถือ ว่านั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นอัตตาตัวตนของเรา ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า “เนตํ มม” นั่นไม่ใช่ของเรา “เนโส หมสฺมิ” นั่นไม่ใช่เรา “น เมโส อตฺตา” นั่นไม่ใช่อัตตาตัวตนของเรา ถอนอัตตานุทิฏฐิให้ได้ดังนี้

เมื่อผู้ปฏิบัติมาทำความรู้สึกอยู่กับรู้ด้วยปล่อยวางเสีย อัตตาตัวตนที่เข้าไปตั้งอยู่ในรูปกายนั้นก็ย่อมละลายหายไป เมื่ออัตตาตัวตนละลายหายไป ทุกข์ภายในก็ตกหมด กล่าวเฉพาะโสกะ ฯลฯ ซึ่งเป็นไฟนรกขุมหนึ่งๆ สุมอยู่ในอก ก็ดับจากจิตไป จิตก็ปลอดโปร่งจากไฟนรกเหล่านี้

เป็นจิตชุ่มชื่น อิ่มเอิบ ผ่องใส เบิกบาน ในทางจิตก็หมดภัยที่จะมารังควานรบกวน ส่วนภัยทางโลก คือ ร่างกายก็เป็นไปตามสภาพของมัน เพราะร่างกายนี้เป็นสังขาร เกิดขึ้นเพราะกรรมเก่าตกแต่งให้มีขึ้น เมื่อเกิดแล้วจะเป็นอยู่ได้เพียงใด ก็สุดแล้วแต่กรรมเก่าๆ ตามเลี้ยง เหมือนดวงประทีปที่โพลงได้นาน เพราะน้ำมันในดวงประทีป ถ้าน้ำมันมากก็โพลงได้นาน ถ้าน้อยก็โพลงได้น้อย ร่างกายของเราก็เช่นเดียวกัน เหมือนดวงประทีปนั่นแหละ จะดีชั่วอยู่นานไม่นานเพราะกรรมเก่าเลี้ยงดูอยู่ และกรรมเก่าได้ส่งผลมาแล้ว มาให้เกิดเป็นชายก็เป็นชาย เกิดเป็นหญิงก็เป็นหญิง แก้ไม่ได้ ส่วนจะให้ได้ผลดี ในปัจจุบันอย่างไร ต้องอาศัยอุปถัมภกกรรม หรืออุปฆาตกกรรม หรืออุปปีฬกกรรม ถ้ากรรมเก่าดี ใหม่ดีก็ ๒ แรงช่วยกัน เรียกว่าชนกกรรมและอุปถัมภกกรรม เหมือนพายเรือตามน้ำ ถ้ากรรมเก่าทำไว้ไม่ดี ใหม่ดี เหมือนพายเรือทวนน้ำ พอไปได้ เรียกว่าชนกกรรมหรืออุปปีฬกกรรม พยายามต่อไป ต้องอาศัยกรรมดังนี้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผลที่สุดเหมือนกันหมด คือกายต้องแก่เจ็บตาย เป็น “โรคนิทฺธํ” เป็นรังของโรค “ปภงฺ คุณํ” เป็นที่เปื่อยเน่าผุพัง เมื่อเรายึดในร่างกาย เราก็อยู่กับศพเปื่อยเน่า ไปอยู่กับร่างกายที่เป็นผี ก็เป็นผี ไปอยู่กับร่างกายที่เป็นศพ ก็เป็นศพ เราก็ไม่พ้นเป็นผีเป็นศพไปได้ แต่ถ้าเราเป็นผู้รู้ ปล่อยวางร่างกายเสียได้ หัดแยกแบ่งออกเป็นคนละส่วน พยายามหัดแบ่งแยก ชื่อว่าดำเนินในมรรค ถึงอย่างไรก็ยังอยู่ในการปฏิบัติ ถ้าแยกได้นิโรธก็แจ้งแก่ผู้นั้น แยกวางได้ วิมุตติก็โผล่ขึ้นมา เกิดแก่ผู้นั้น ผู้นั้นก็พ้นจากเป็นผีเป็นศพ ร่างกายเกิดผู้นั้นไม่ได้เกิดด้วย ฯลฯ ร่างกายเป็นอะไรผู้นั้นไม่ได้เป็นด้วย พ้นดั่งนี้ ถ้าปฏิบัติได้ ผลแห่งกัมมัฏฐานก็ปรากฏขึ้น

เราตั้งแต่อ้อนแต่ออกมาเคยยึดถือจนชินเคยตัวแล้ว ไม่เคยพิจารณาปล่อยวางเลย ครั้นพิจารณาดังนี้เข้าก็พิจารณายาก พิจารณาไม่ใคร่เห็นเป็นการทวนกระแส แต่ให้หมั่นพิจารณาเถิด ให้ถือเอาว่าหมั่นพิจารณา ดีกว่าไม่ทำ ทำจนปรากฏบ่อยก็เกิดอานิสงส์มากมายดังนี้

เมื่อได้อธิบายธรรมพอเป็นแนวทางให้ทราบโดยควรแล้ว แต่นี้จะเริ่มให้สวดในเอกายนมรรค สัมมาสติ ให้พิจารณาร่างกายเป็นซากศพ และปกิณณกคาถา เป็นลำดับไป ขอให้เราทุกคนจงอธิษฐานจิตว่า บัดนี้ถึงวาระที่เราเฝ้าซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียนพระกัมมัฏฐานจากพระโอษฐ์ และพระองค์ทรงแสดงพระกัมมัฏฐานโปรดแก่พวกเราโดยตรง เราจงน้อมจิตรับพระพุทธโอวาทมาพิจารณาในภายใน ให้รู้แจ้งเห็นจริง ให้เห็นซึ่งร่างกายนี้ เป็นซากศพเป็นผี แล้วปล่อยซึ่งร่างกายนั้น เมื่อปล่อยร่างกายนั้นได้ จักเข้าถึงธรรม ได้ชื่อว่าได้เฝ้าพระบรมศาสดา โดยพุทธวจนะแสดงว่า “จักประโยชน์อันใดที่มานั่งแลดูกายที่เป็นของเปื่อยเน่าผุพังนี้ ผู้ใดเห็นธรรมชื่อว่าเห็นเราผู้ตถาคต ผู้ใดเห็นเราผู้ตถาคต ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม”


**********

:b49: :b50: รวมคำสอน “พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=58788


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron