วันเวลาปัจจุบัน 25 ส.ค. 2019, 19:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2014, 09:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2080


 ข้อมูลส่วนตัว


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

รูปภาพ

ความต่างระหว่างใจที่มีสมาธิ กับ ใจที่ไม่มีสมาธิ


ส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินว่าดูจิตกัน แต่เราไม่ค่อยจะได้ยินเรื่องของการดูกาย เพราะเราคิดว่าการดูกายนี้มันสู้ดูจิตไม่ได้ แต่การที่จะดูจิตได้นี้จำเป็นจะต้องมีสมาธิก่อน เพราะว่าจิตนี้ไวมาก ถ้าไม่มีสมาธิทำใจให้นิ่งก่อนจะดูจิตไม่ได้จะตามไม่ทัน พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ดูกายก่อนกายคตาสติก่อน ในสติปัฏฐาน ๔ มีจุดที่ให้ดูอยู่ ๔ จุด จุดแรกก็คือกาย จุดที่สองก็คือเวทนา จุดที่สามก็คือจิต และจุดที่สี่ก็คือธรรม ท่านให้ดูกายก่อนเพราะว่ากายเป็นส่วนหยาบเป็นส่วนช้า ที่เราสามารถติดตามดูการเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกได้อย่างสบาย ส่วนจิตนี้อารมณ์ต่างๆ ความคิดปรุงเเต่งต่างๆ นี้ มันละเอียดและมันไวมาก เราจะไม่มีความสามารถที่จะติดตามและทำให้เกิดประโยชน์ได้ เราจึงต้องดูกายก่อน

เจริญสติที่กายก่อน เฝ้าดูการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ถ้าใจเกาะติดอยู่กับร่างกายเวลานั่งสมาธิใจก็จะไม่ลอยไปลอยมา ให้บริกรรมพุทโธๆ ก็จะบริกรรมแต่พุทโธเพียงอย่างเดียว ไม่เหมือนกับพวกเราที่เวลานั่งสมาธิกัน เวลาบริกรรมพุทโธได้สัก ๒-๓ ครั้ง ก็ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว ถ้าทำอย่างนี้แล้วนั่งไปนานเท่าไรก็ไม่มีวันที่จะสงบได้ จะสงบได้นี้ต้องอยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆ ไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่องภายใน ๔-๕ นาทีใจก็เข้าสู่ความสงบได้ รวมเป็นหนึ่งเป็นอุเบกขาได้ สักแต่ว่ารู้ได้ หรือถ้าใช้การดูลมหายใจเข้า-ออกก็จะอยู่กับการดูลมเพียงอย่างเดียว ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ รู้ตรงจุดเดียวก็รู้ตรงจุดที่ลมหายใจเข้า-ออกบริเวณปลายจมูก หรือบริเวณเหนือริมฝีปากเป็นจุดที่ลมจะสัมผัสกับร่างกายเวลาเข้าไปเวลาออกมา ถ้ามีสติเฝ้าอยู่ ดูอยู่ตรงจุดนั้นอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่เผลอไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่นานใจก็จะรวมเข้าสู่ความสงบได้เช่นเดียวกัน

นี่คือวิธีเจริญสติเพื่อให้เกิดสมาธิ เพื่อให้เกิดอุเบกขา พอเกิดอุเบกขาแล้ว ก็เหมือนกับการได้รับประทานอาหารอิ่มแล้ว พออิ่มแล้วพอออกมาเห็นขมนมเนย ถ้ามีตัณหาความอยากกินเนื่องจากยังมีนิสัยยังไม่ได้ตัดตัณหาความอยาก แต่ความจริงร่างกายไม่อยากจะกิน แต่ใจยังอยากจะกินอยู่ เราก็สามารถใช้ปัญญาสอนใจได้ว่า อย่าไปกิน กินแล้วมันจะเป็นโทษกับร่างกายกับจิตใจ กับร่างกายก็คือทำให้ร่างกายมีน้ำหนักเกิน มีน้ำหนักมากเกินไปทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ เป็นภัยแก่จิตใจก็เพราะว่าจะส่งเสริมความอยาก ส่งเสริมความทุกข์ใจให้มีอายุต่อไปยาวขึ้นไป ถ้าเราต้องการที่จะให้ใจของเราหลุดพ้นจากความทุกข์ เราก็ต้องไม่ทำตามความอยาก ถ้าใจอิ่มแล้วมีอุเบกขาแล้วพอได้รับข้อมูลอย่างนี้ก็จะไม่ทำตามความอยากได้ จะไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด

แต่สำหรับใจที่ยังไม่มีอุเบกขานี้ ก็เหมือนกับคนที่ยังไม่ได้กินข้าว พอเจอขนมนมเนยขึ้นมาก็อยากจะกินทันที แล้วก็ต่อให้ช้างมาฉุด ต่อให้ใครมาสอนว่าไม่กินก็จะไม่ฟัง เพราะตอนนั้นมันหิวมันก็จะกิน นี่คือความแตกต่างกันระหว่างใจที่มีอุเบกขากับใจที่ไม่มีอุเบกขา ใจที่มีสมาธิกับใจที่ไม่มีสมาธิ เวลามีอุเบกขาแล้วพอใช้สัมมาทิฏฐิ ใช้เหตุผลมาสอนใจไม่ให้ทำตามความอยากใจก็จะเชื่อ แต่ถ้าไม่มีสมาธิไม่มีอุเบกขา ต่อให้เอาพระพุทธเจ้ามาสอนต่อหน้าก็ทำตามไม่ได้ หยุดความอยากไม่ได้.


ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๗
“ภาวนามยปัญญ” : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

https://www.facebook.com/Suchart.Abhijato

:b47: รวมคำสอน “พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=47981


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2014, 01:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2778

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2014, 07:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2014, 08:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.ย. 2010, 09:07
โพสต์: 762

แนวปฏิบัติ: อานาปาฯ
งานอดิเรก: ศึกษาพุทธธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม
ชื่อเล่น: ปลีกวิเวก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8:

.....................................................
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุสเส
ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้คู่ความดี คือผู้ที่ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์และเทวดา
วรรคทอง วรรคธรรม โดยท่าน ว.วชิรเมธี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มี.ค. 2015, 19:32 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1590


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2015, 11:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 962


 ข้อมูลส่วนตัว


4A ขออนุโมทนาสาธุค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร