วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ย. 2021, 06:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2021, 07:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4258


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

การพิจารณากายให้หนักไปทางอสุภะ
ตามความเป็นปฏิกูลโสโครกของร่างกายนี้


“พระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ท่านตรัสรู้แล้ว ท่านก็ไม่ได้เหาะเหินเดินอากาศหรือมุดลงใต้ดินที่ไหน ท่านก็อยู่บนดินกินข้าวเหมือนกับพวกเรานั่นแหละ เพียงแต่เมื่อมีอะไรที่เข้ามาสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายของพระองค์ท่านแล้ว มันไม่สามารถเข้ามาครอบงำจิตใจของพระองค์ท่าน ให้เอนเอียงหวั่นไหวไปกับสิ่งที่มาสัมผัสได้อีกต่อไป นั่นแหละจิตที่มีความตั้งมั่นแล้วจะเป็นอย่างนั้น

จิตของเราก็เช่นกัน พอมันมีความชำนิชำนาญอยู่ในความสงบ มีความตั้งมั่นหนักแน่นมั่นคงแล้ว ในส่วนของการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา พวกเรา เราไม่สามารถหลีกหนีจากรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่มันมีอยู่โดยธรรมชาติของมัน สิ่งเหล่านั้นก็จะมาสัมผัสกับเราทางตาหูจมูกลิ้นกายได้ แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น มันไม่สามารถมาครอบงำจิตใจของพวกเราได้ จิตจะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นด้วยความแยบคายรอบคอบที่สุด ที่เราเรียกว่าปัญญา เช่นรูปเป็นต้น ไม่ว่าจะรูปไหนก็ตาม ไม่ว่ารูปหญิงรูปชาย ที่เราเคยมัวเมาลุ่มหลงไปทางรังเกียจหรือทางรักชอบพอก็ได้ ที่มันเคยมาครอบงำจิตใจของเราให้ยินดียินร้าย รูปทั้งหลายเหล่านั้นมันเป็นเราหรือเป็นเขา มันมีเราอยู่ในนั้นไหม มันมีเขาอยู่ในนั้นไหม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ควรต่อการคลี่คลายพิจารณา เพราะเราลุ่มหลงมัวเมามันมากี่ภพกี่ชาติแล้ว หลงรักหลงเกลียดหลงชอบหลงชังมันมามากมาย หลงว่าของเราของเขา แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มันเป็นอย่างไร ให้พวกเรามาพิจารณาคลี่คลายแยกแยะดู เอาปัญญาเข้าไปสอดส่องดู


การพิจารณากายให้หนักไปทางอสุภะ ตามความเป็นปฏิกูลโสโครกของร่างกายนี้ ซึ่งมันแสดงความจริงอยู่ตลอดเวลา ให้จิตดวงนี้มันท่องเที่ยวอยู่ในกองอสุภะนี้ ท่องเที่ยวอยู่ในความเป็นปฏิกูลโสโครกของความน่าขยะแขยงของเรือนกายนี้ ถ้ามันไม่อยากท่องเที่ยวอยู่ในเรือนกายนี้ ก็บังคับมันลงไป ให้พิจารณาลงไป เพื่อความเฉลียวฉลาดเพื่อให้เกิดปัญญาขึ้นมา กำหนดมันลงไป นึกว่าเป็นกายหญิงหรือกายชาย กายเราหรือกายเขาก็ได้ รวมความแล้วมันก็มาจากกายอันเดียวกันเหมือนกันหมดเลย ล้วนมาจาก ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ไส้ พุง เหมือนกันไม่แตกต่างกัน กายชายเป็นอสุภะ กายหญิงก็เป็นอสุภะเช่นเดียวกัน ไม่ว่ากายหญิงหรือกายชาย จริงๆ ก็คือกองของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันไม่มีอะไรเป็นหญิงไม่มีอะไรเป็นชาย มันเป็นแค่สมมุติขึ้นเท่านั้น แต่พวกเราก็พากันไปหลงในสมมุติอันนั้น ไปยึดมั่นถือมั่นในสมมุตินั้น สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันไม่มีอะไรจริงๆ มันเป็นสมมติที่สื่อความหมายให้เข้าใจกันเท่านั้นเอง แต่พวกเรากลับพากันเกินความสมมุติไป เกินประโยชน์อันนั้นไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ผลที่สุดความยึดมั่นถือมั่นนี่แหละ ที่จะกลับมาครอบงำจิตใจของเรา ทับถมจิตใจของเราให้หนักและจมลงไป

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะหลุดออกไปได้ก็ด้วยปัญญาเท่านั้นแหละ ที่จะคลี่คลายมันออกมาด้วยการแยกแยะพิจารณาด้วยสติด้วยปัญญาของเรา เมื่อปัญญาหมั่นคลี่คลายพิจารณาแยกแยะ นับวันมันจะยิ่งมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งชัดเจนอยู่ในความรู้ของจิตนี้ สุภะที่เป็นความสวยงามที่พวกเราเคยยึดมั่นถือมั่น เคยเห็นว่ามันเป็นของสวยของงาม มันก็จะหายไปหมดเลยเหลือแต่ความเป็นอสุภะ ความรักความชอบใจความยินดีแต่เก่าก่อน มันก็หายไปหมดเช่นกัน เหลือแต่ความรังเกียจเหลือแต่ความขยะแขยง จนกระทั่งมันไม่มีทางออกแล้ว ไม่มีสุภะหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว มันเป็นอสุภะล้วน ๆ พอมันไม่มีทางออกแล้วมันจะย้อนกลับเข้ามาที่ตัวจิตเอง ทุกสิ่งทุกประการมันจะมาแก้ไขที่ดวงจิตนี้ แต่มันต้องอาศัยตัวร่างกายนี้เป็นสะพานเพื่อเข้ามาหาจิต กิเลสทั้งหลายมันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย แต่กิเลสมันอาศัยร่างกายไปเป็นเครื่องมือของมัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมาชำระที่ดวงจิตนี้ อุปาทานก็อยู่ที่ดวงจิตนี้ ความคาดหมายด้นเดาทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ที่ตัวจิตนี้ทั้งนั้น ความรู้แจ้งก็อยู่ที่ตัวจิตนี้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาจนรู้แจ้งก็รู้แจ้งที่จิต จะเห็นชัดเจนเลยว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง สุภะและอสุภะมันไม่ได้มีเลย มันมีเพียงอยู่แค่สมมติที่จิตดวงนี้ไปคาดหมายไปให้ความหมายกับเขาว่าเป็นสุภะ ก็ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นสุภะ ให้ความหมายว่าเป็นอสุภะ ก็ไปยึดมั่นถือมั่นในความเป็นอสุภะ ทั้งๆ ที่กายนี้เขาเป็นเช่นนี้เองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ว่าเราจะเกิดมาหรือตายจากไปมันก็เป็นอยู่เช่นนั้นเองตลอดเวลา


เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของพวกเรามันจะจบลงที่จิต เราอยู่ที่ไหนเราก็มีดวงจิตดวงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติธรรมได้ ขอแค่ให้เอาจริงเอาจังมันลงไป เมื่อเอาจริงเอาจังแล้ว มันมีโอกาสจบลงได้ เพราะฉะนั้นการทำความเพียรควรจะต้องทำตั้งแต่ตื่นนอน ต้องมีความระมัดระวัง ฝึกความระมัดระวังจนกระทั่งมันเกิดเป็นความคุ้นเคย คุ้นเคยในอาการความเคลื่อนไหวของเรา นับตั้งแต่ภายนอกเราจะทำกิจอะไรก็ตาม ก็ทำด้วยความระมัดระวัง นี่ก็เป็นการฝึกสติให้พร้อม จนกระทั่งมาถึงภายในใจของเรา

เมื่อพวกเราทุกคนเอาจริงเอาจังด้วยการเตือนตัวเราอยู่เองเสมอ ว่าวันคืนล่วงเลยไปบัดนี้เราทําอะไรอยู่ ขอให้น้อมเข้ามาเตือนตัวเอง แล้วเราจะเป็นคนไม่ประมาท เมื่อเราเป็นบุคคลที่ไม่ประมาทในความเป็นอยู่ของเราแล้ว เรานั่นแหละจะเป็นผู้ที่เจริญในธรรม จนกระทั่งสามารถก้าวไปสู่จุดหมายปลายทาง คือความพ้นทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติมาก็จะไม่สาบสูญไปไหน มันจะสะสมไว้เป็น “ปุพเพกตปุญญตา” เป็นการได้สั่งสมบุญไว้ เป็นนิสัยวาสนาของพวกเราสืบต่อไปในภายภาคหน้าภพหน้า เพื่อจะไปสานต่อในภพหน้ากันต่อไป จนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด”

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม
๒๘ มกราคม ๒๕๖๔
:b8: :b8: :b8:

(ถอดความจากเทปโอวาทธรรมคำสอนของท่านพระอาจารย์)


:b44: รวมคำสอน “พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=60243

:b44: ประวัติและปฏิปทา “พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=22493


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2021, 14:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2705


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร