วันเวลาปัจจุบัน 01 ธ.ค. 2020, 21:28  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2010, 16:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มรรค แปลว่า ทาง หนทาง ซึ่งตัดเลาะเชิงภูเขาดูน่ากลัว น่าเกิดอันตรายสำหรับผู้ไม่ชินเส้นทาง เผลอ

วิบเดียวตกเหว ตกอเวจี แต่บางช่วงบางตอนสภาพสองข้างทางก็มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลใฝ่ฝันได้เช่นกัน :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 06 เม.ย. 2011, 15:36, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2010, 16:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รวมลิงค์ มรรคมีองค์ ๘ เลือกดูได้ที่นี่เฉพาะส่วนที่เป็นสัมมา ที่แปลว่า ถูก, ชอบ

ส่วนที่เป็น มิจฉา ที่แปลว่า ผิด ไม่ถูก ไม่ชอบ เช่น มิจฉาทิฐิ เห็นผิด มิจฉาสังกัปปะ ดำริผิด

เป็นต้น พึงทราบตรงข้ามจากสัมมา- เหล่านี้


สัมมาทิฐิ

viewtopic.php?f=2&t=26922

สัมมาสังกัปปะ

viewtopic.php?f=2&t=27444

สัมมาวาจา

สัมมากัมมันตะ

สัมมาอาชีวะ - (หมวดศีล)

viewtopic.php?f=2&t=27485

สัมมาวายามะ

viewtopic.php?f=2&t=27527

สัมมาสติ=สติปัฏฐาน

viewtopic.php?f=2&t=18808

สัมมาสมาธิ

viewtopic.php?f=2&t=26901

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 20 มิ.ย. 2010, 17:27, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2010, 16:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b23: :b22: :b14:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 06 เม.ย. 2011, 15:37, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2010, 16:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มรรค มีองค์ ๘ นี้ บางครั้งเรียกกันสั้นๆว่า มรรค ๘ ชวนให้บางท่านเข้าใจผิดว่า เป็นทาง ๘ สาย แล้วเลย

ถือความหมายว่า เป็นทางหลายเส้นทางต่างหากกัน หรือทอดต่อกัน เดินจบสิ้นทางหนึ่งแล้ว จึงเดินต่ออีก

ทางหนึ่งเรื่อยไปจนครบทั้งหมด

กลายเป็นว่า หัวข้อทั้ง ๘ ของมรรคเป็นหลักการที่ต้องยกขึ้นมาปฏิบัติให้เสร็จสิ้นไปทีละข้อตามลำดับ

แต่ความจริงมิใช่เช่นนั้น คำว่า “มรรคมีองค์ ๘” มีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า หมายถึงทางสายเดียว

มีส่วนประกอบ ๘ อย่าง เปรียบเหมือนทางหลวงที่สมบูรณ์ต้องมีอะไรหลายอย่างประกอบกันเข้าจึงสำเร็จ

เป็นถนนได้ เช่น มีดิน กรวด ทราย หิน ลูกรัง ยาง หรือคอนกรีต เป็นชั้นลำดับขึ้นมาจนถึงผิวทาง

รวมเป็นตัวถนนหรือพื้นถนน มีขอบคัน เส้นแนว ความเอียงเทของที่ลาดชันโค้งเลี้ยว มีสัญญาณ

เครื่องหมาย ป้ายบอกทิศทาง ระยะทาง และสถานที่เป็นต้น ตลอดจนแผนที่ทางและโคมไฟในยามค่ำคืน

ถนนประกอบด้วยส่วนประกอบเหล่านี้ทั้งหมด และผู้ขับรถเดินทางย่อมอาศัยส่วนประกอบเหล่านี้ทุกอย่าง

ไปพร้อมๆกัน ฉันใด

มรรคก็ประกอบขึ้นด้วยองค์ ๘ ประการรวมกัน และผู้ปฏิบัติธรรมก็ต้องใช้องค์ทั้ง ๘ ของมรรคเนื่องไปด้วยกัน

โดยตลอด ฉันนั้น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 06 เม.ย. 2011, 15:36, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2010, 20:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หากเป็นภาคปฏิบัติ ไม่คิดคาดเดาว่า เป็นชื่อธรรมตัวไหนชื่ออะไร ยังงี้เป็นสติไหมเนี่ย เป็นปัญญาหรือยัง

หรือว่าเป็นสมถะหรือสมาธิ แบบนี้เป็นอะไรกันเนี่ยะ ทำงานคือกรรมฐานที่ตนใช้ให้ดี คือให้จิตอยู่กับงาน

ที่ทำ ใช้ท้องที่พอง-ยุบ (จากลมเข้า-ลมออก) ก็อยู่กับพองกับยุบ อยู่กับหลัก ไม่ฝืนไม่บังคับลมให้ยาว

ให้สั้น ตามที่ตนต้องการ มันเป็นยังไงรู้ยังงั้น สั้นก็รู้ว่าสั้น ยาวก็รู้ว่ายาว คิดก็รู้ว่าคิด

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2010, 21:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ใช้ท้องพอง (ลมเข้า) ท้องยุบ (ลมออก)เป็นที่ฝึกสติ สัมปชัญญะ สมาธิ วิริยะ เป็นต้น มิใช่ฝึกหายใจ

หรือฝึกท้องให้พองให้ยุบ มันพองมันยุบเองแล้วตั้งแต่วันลืมตาดูโลก

หากไปฝืนหายใจ จะมีอาการอย่างรายนี้


อ้างคำพูด:
ทำไมเวลากำหนดลมหายใจ เข้า-ออก เหมือนฝืนตัวเองหายใจเลยล่ะค่ะ

เหมือนว่าเหนื่อยมากๆเลยค่ะ

แบบว่าคิดในใจว่า ยุบหนอ-พองหนอ แล้วรู้สึกว่าไม่สัมพันธ์กับลมหายใจ

รู้สึกว่าบังคับตัวเองหายใจเลยค่ะ

http://board.palungjit.com/f4/ทำไมเวลากำหนดลมหายใจ-เข้า-ออก-เหมือนฝืนตัวเองหายใจเลยล่ะค่ะ-65243.html

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2010, 10:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 พ.ค. 2010, 13:39
โพสต์: 41

โฮมเพจ: http://jinjejung.hi5.com http://suginwiya.hi5.com
แนวปฏิบัติ: วิปัสสนากรรมฐาน
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ,ปฏิบัติธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: วิถีแห่งความผาสุข
ชื่อเล่น: จินเจ
อายุ: 36

 ข้อมูลส่วนตัว www


มรรค คือธรรมที่ควรเจริญ เพราะเหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น
โดย...มรรคาสามัญ

รูปภาพ




ธรรมที่ควรเจริญ ก็คือ ธรรมที่ควรน้อมนำมาปฏิบัติ เพื่อให้ชีวิตก้าวหน้า ดีขึ้น เจริญขึ้น สูงส่งกว่าเดิม อะไรประมาณนี้ มรรค มันเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติที่ดี ที่สังคมหรือคนรุ่นก่อนเคยมีประสบการณ์แล้วนำมาบอกต่อว่า ทำอย่างนี้ชีวิตจะดี พบความสุขความเจริญ
หน่วยงานต่าง ๆ ก็จะมีการแบ่งกลุ่มแบ่งสายงาน แบ่งงานให้แต่ละคน ได้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบ จนถึงขั้นพรรณนางานไว้ชัดเจน อาจมีเป็นสิบยี่สิบข้อ เหล่านี้ก็เป็นแนวปฏิบัติที่ล้วนถือว่าเป็นมรรค เพราะถ้าทำตามคำพรรณนาได้ทุกข้อก็จะดี และเจริญก้าวหน้าแน่นอนทั้งคนทำและหน่วยงาน จริงไหม เว้นแต่มันจะนอนสงบนิ่งอยู่ในแผ่นกระดาษ ก็จะไม่เกิดผลอันใดเลย
มรรคหรือ แนวปฏิบัติตามหลักธรรม

หัวใจพระพุทธศาสนาแบบครอบจักรวาล มีเพียง 3 ข้อ ได้แก่

1. ให้ละเว้นจากจากการทำชั่วทั้งปวง
2. ให้ทำความดี ทั้งปวง
3. จิตใจผ่องใส

ครอบคลุมหัวข้อธรรมในพระไตรปิฎกทั้ง 45 เล่ม 84,000 พระธรรมขันธ์
มรรค สำหรับสามัญชนทั่วไป น่าจะได้แก่ การมีเบญจศีล และเบญจธรรม หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า การมีศีลธรรม นั่นเอง ถ้าแยกศัพท์ ศีล แปลว่า ข้อห้าม ข้อควรละเว้น แสดงว่าเป็นสิ่งไม่ดี จึงให้ละเว้นกระทำ ก็เข้ากันได้พอดีกับหัวใจพระพุทธศาสนา

ข้อที่ 1 เว้นชั่ว นอกจากนี้ศีล ยังหมายถึง ปกติ ซึ่งเข้าใจว่า การเว้นทำชั่ว น่าจะส่งผลให้มีความเป็นปกติ ทั้งกาย วาจา และใจ ส่วนธรรม หมายถึง การทำความดี ซึ่งก็ลงตัวเข้ากันได้กับ หัวใจพระพุทธศาสนา

ข้อ 2 ให้กระทำดี ธรรม ก็คือข้อควรประพฤติ ปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวง


มรรค คือ ธรรมที่ควรเจริญ ควรประพฤติ ปฏิบัติ เพราะเป็นเหตุที่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลให้ทุกข์น้อยลง หรือปัญหาบรรเทาเบาบางลงจนสิ้นปัญหา หรือดับทุกข์ในที่สุด
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ใช้ได้กับคนทุกชั้น แล้วแต่จะนำไปตีความปริศนาธรรมและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์หรือปัญหาที่เกิดกับชีวิตและสังคมของตน
มรรค สำหรับ สังคมมนุษย์ทั่วไปก็เป็นธรรมระดับศีลธรรม เช่น เบญจศีล เบญจธรรม ทิฏฐธรรมมิกัตถประโยชน์ กุศลกรรมบถ เป็นต้น
มรรค สำหรับ สมณะ นักบวช หรือพระภิกษุ ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ ขั้นสูง ก็ เลือกศึกษาปฏิบัติตามหลัก ปรมัตถธรรม เช่น ไตรลักษณ์ มรรคมีองค์ 8 ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ 4 เป็นต้น
.......................................


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2010, 19:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีตัวอย่างการฝึกอบรมจิต (หรือจะตั้งชื่อว่าอะไรก็ตาม) ของโยคีคนหนึ่ง เห็นความคิดที่เป็นสัมมาทิฐิ

เข้าหลักอริยสัจ คือ ต้องการพ้นทุกข์ เห็นความก้าวหน้าในทางปฏิบัติ เห็นความตั้งอกตั้งใจ

เห็นอารมณ์ขัน เห็นอารมณ์สมถะ อารมณ์วิปัสสนา เห็นความที่กายใจเป็นธรรมชาติของมันคือความเป็น

ไตรลักษณ์ ฯลฯ นักภาวนาพิจารณาดู ดังนี้



หนูเพิ่งหัดนั่งสมาธิได้สองครั้งนะค่ะ ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร คิดเเค่ว่านั่งเพื่อให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่านเเค่นั้นค่ะ

อยากพ้นทุกข์นะค่ะ ใจมันร้อนรุ่มเลยหันมานั่งสมาธิ เเต่บังเอิญหนูนั่งไปแล้ว หนูไปต่อไม่ได้ค่ะ

คงเพราะหนูคงกรรมเยอะ อิอิ คือ

ครั้งเเรกที่นั่ง ตอนเเรกนั่งไปเรื่อยๆกำหนดลมหายใจพุธ-โธ พิจารณากายไม่ใช่ของเราประมาณนี้ จำๆมา

จากในเว็บในกระทู้นะค่ะ เเล้วนั่งไปสักพักนึง หนูรุ้สึกตัวเบาๆ เคว้งๆยังไงไม่รู้ เเล้วจากนั้นภาพที่เห็นคือมันมืด

มาก เเต่หนูยังหลับตานะค่ะ

หนูเริ่มรู้สึกตัวเกร็ง คือ มันไม่ได้เกร็งที่เเขนขาอย่างเดียว มันเกร็งไปทั้งตัวเลย หนูก้อรู้สึกนะค่ะว่า

หนูเกร็ง ตอนเกร็งภาพก็ยังมืดอยู่ เล้วเหมือนหนูรู้สึกโดนดึง โดนฉุด เกร็งเเบบดิ่งๆ ตัวหนักมาก

ตอนนั้นหนูก็พยายามบอกตัวเองให้ผ่อนคลายไว้ เเต่มันเหมือนยิ่งเกร็งนักกว่าเดิม

หนูพยายามจะลืมตา เเต่ตาปิดลืมไม่ขึ้น ตัวสั่นนิดๆ


หนูเริ่มคิดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ สมเด็จโต คือ หนูนึกถึงอาจารย์คนไหนได้หนูก้อ

พยายามให้ท่านช่วยหนูอย่างเดียว

ตอนนั้นหนูกลัวมาก คิดเเต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเรา อีกอย่างหนูนั่งอยู่คนเดียว เลยกลัว อิอิ

พอดีเสียงโทรศัพท์ดังซะก่อน ตกใจ สะดุ้ง

เเต่หลังจากออกจากสมาธิ ตัวหนูขนลุกมาก ตัวรู้สึกเย็นวาบๆ เเบบอาการขนหัวลุกเวลาเจอผีนะค่ะ

ครั้งเเรกหนูใช้เวลาไปเกือบ ครึ่ง ช.ม. เเต่หนูรู้สึกว่า ทำไมมันเเพบเดียว เเต่หลังจากนั่งเสร็จ

รู้สึกใจไม่ร้อนรุ่มเลย
ค่ะ


ครั้งที่สองนะค่ะ

เพิ่งนั่งไปมะคืนนี้เองค่ะ ครั้งนี้ก็เเบบเดิมค่ะ ไปติดที่อาการเกร็งเเบบเดิมเเต่ครั้งนี้ไม่นานค่ะ

เเต่มีอาการหลายอย่างเกิดขึ้นกว่าเดิม คือ ครั้งนี้จิตไม่นิ่งค่ะ คิดไปโน้นนี่นั้น หนูก้อพยายามตามมันไป

ทุกที่ มันไปที่หนึ่ง สักพักมันก้อไปอีกที่

หนูก็เริ่มรู้เเล้วว่า ครั้งนี้หนูใจไม่นิ่ง ห้องข้างๆตัดเล็บเสียงดังใจก้อไปตัดเล็บกับเขา

เขาปิดประตูเสียงดังก็ไปสะดุ้งตกใจกับเขา ฮ่าๆๆ ผิดกันมากกับครั้งเเรก หนูก็ตามใจไป ตัดเล็บหนอ

ปิดประตูหนอ มันดูเหมือนตลกนะค่ะ เเต่ตอนนั่งไม่ตลกเลยค่ะ กลัวค่ะ


พอหนูตามจิตไปเรื่อยๆ หนูก้อเห็นภาพข้างหน้าเป็เเสงสะท้อนใส่ตาหนู เเสบตา เเต่ตาหนูยังหลับอยู่นะค่ะ

เป็นเเสงสีส้มนะค่ะ

หนูก้อคิดว่าคงเพราะเเสงหน้าคอมมั้งเพราะตอนนั่งหนูเปิดคอมฟังบทสวดคาถาชินบัญชรของสมเด็จโต

ไปด้วย เพราะเวลาฟังเเล้วหนูรู้สึกว่าใจมันจะว่างๆนะค่ะ หนูเลยใช้ฟังไปด้วย

หลังจากนั้นหนูเห็น หน้าผู้หญิงคนหนึ่ง สวยมาก จะว่าเห็นชัดก็ชัดค่ะ หน้าตาเขาสวยมาก

เเต่หนูไม่รู้ว่าภาพนั้นเป็นใคร จากนั้นมันเริ่มเปลี่ยนเป็นเหมือนจะเน่านะค่ะ อธิบายไม่ถูก

เเต่รู้ว่าภาพสวยๆนั้นมันกลายเป็นเน่านะค่ะ หนูเริ่มรู้สึกกลัวเเล้วต
อนนี้ หนูก็บอกตัวเองนะค่ะว่า

หนูคิดไปเองมั้ง หนูนั่งคิดไปเอง เเต่ภาพที่เห็นเป็นภาพเน่าจะมาเรื่อยๆนะค่ะ

หนูก็เริ่มไม่อยากคิดถึงมัน หนูเริ่มกลัวกว่าเดิม พยายามจะลืมตาให้ได้ นึกถึงครูบาอาจารย์

ไว้ขอให้คุ้มครองหนู

จากนั้นตรงบริเวณปลายจมูกอยู่ๆ ก็เริ่มเหมือนมีเเมลงไต่งะ คันยิบๆ หนูก็อยากจะเอามือไปปัดให้หายคัน

หนูก็เอาจิตไปจับตรงนั้น คันหนอ คันหนอ เเล้วมันก็หายคันเองค่ะ พอหายคัน

ทีนี้ขาเริ่มปวด หนูก็ ปวดหนอ ปวดหนอ สักพักหายปวด


รู้ใหมค่ะต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ใจบอกขี้เกียจนั่งค่ะ อยู่ๆดันขี้เกียจนั่งต่อซะงั้น ทั้งๆที่ก่อนจะนั่งความรู้สึก

อยากจะนั่งสมาธิอย่างมาก
หนูก็บอกตัวเองนะค่ะว่า อย่าขี้เกียจ เราตั้งเวลาไว้เเค่ไหน ก็ต้องตามนั้น

หนูก็นั่งต่อนะค่ะ เเต่ใจจะบอกว่าขี้เกียจตลอดเลย หนูก็ฝืนนั่งต่อ

พอสักพัก เข้าสู่ภาวะเดิมค่ะ เกร็งทั้งตัว มันจะจบที่ภาวะเกร็งตลอดเลยค่ะ หนูเลยไปต่อไม่ได้อีก

เวลามีเสียงรบกวนจะสะดุ้งตกใจมาก
หนูก็ขออนุญาตออกสมาธิ ครั้งนี้หนูลืมตาได้เร็วกว่าครั้งเเรก

หนูเลยอยากทราบว่า หนูจะทำตัวยังไงต่อค่ะ เมื่อเข้าสู่ภาวะเกร็ง คือ ความรู้สึกมันเหมือนโดนฉุด

ให้จมดิ่ง
นะค่ะ

หนูวานผู้รู้ให้คำเเนะนำหนูด้วยนะค่ะ หนูเล่าไปตามความรู้สึกนะค่ะ ผิดถูกยังไงหนูก็ต้องขออภัยให้กับความ

ไม่รู้ของหนูด้วยนะค่ะ

http://fws.cc/whatisnippana/index.php?topic=116.0

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 17 มิ.ย. 2010, 16:42, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 17:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ภาวนาทำไม่ยาก เพียงเกาะลมหายใจเข้า-ออกบ้าง หรือใช้ท้องพองขึ้น-ยุบลงบ้างเป็นฐาน หรือเป็นกรรมฐาน

ใช้คำภาวนาตรึงจิตไว้กับฐาน ภาวนาไปๆจิตก็ขึ้นสู่กรรมฐานในไม่ช้า สภาวธรรมหรือสัจธรรมก็ปรากฏ

ตัวอย่าง คห.บนทำเพียง ๒ ครั้งเอง

แต่ที่ยากมากๆ ก็คือความหลงติดยึดสภาวะนั่นๆ ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นฌานขั้นนั้นขั้นนี้ บางคนว่าเป็นนิพพานไป

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 17:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รู้จักธรรมชาติของสัญญาสักเล็กน้อย

สัญญา แบ่งคร่าวๆ ได้ ๒ ระดับ คือ

๑) สัญญาชั้นต้น ได้แก่ ความหมายรู้ลักษณะอาการตามสภาวะของสิ่งนั้นๆโดยตรง เช่น หมายรู้ว่า

สีเขียว ขาว ดำ แดง แบน ยาว สั้น เป็นต้น

รวมทั้งความหมายรู้เกี่ยวกับบัญญัติต่างๆว่า แมว ว่าโต๊ะ ว่าเก้าอี้ ว่าคอมพิวเตอร์ ฯลฯ


๒) สัญญาซ้อนเสริม ได้แก่ ความหมายรู้ไปตามความคิดปรุงแต่ง หรือ ตามความรู้ความเข้าใจ

สัญญาซ้อนเสริม หรือ สัญญาสืบทอดนี้แบ่งได้เป็น ๒ พวก คือ

-สัญญาซึ่งเกิดจากความคิดปรุงแต่งที่เป็นอกุศล เรียกปปัญจสัญญา ซึ่งเกิดจากการแต่งเสริมเติมต่อ

ให้พิสดารของตัณหา มานะ และทิฏฐิ

หรือเรียกว่า กิเลสสัญญา แปลว่า สัญญาที่เกิดจากิเลส

-สัญญาที่เกิดจากความคิดดีงาม หรือเกิดจากความรู้ความเข้าใจถูกต้อง เรียกว่า กุศลสัญญาบ้าง

เรียกว่าวิชชาภาคิยสัญญา (สัญญาที่ช่วยให้เกิดวิชชา) บ้าง

เป็นสัญญาที่ช่วยส่งเสริมความเจริญปัญญาและความงอกงามแห่งกุศลธรรม...หมายรู้ลักษณะอาการ

ซึ่งแสดงภาวะที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย หมายรู้ภาวะที่เป็นของไม่เที่ยง หมายรู้ภาวะที่ไร้ตัวตน เป็นต้น

:b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43:

วิชชาภาคิยสัญญา ทำงานใกล้ชิดกับสติ เป็นเหตุให้เกิดสติ สติก็ทำงานใกล้ชิดกับสัมปชัญญะ สมาธิ วิริยะ

ฯลฯ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 18 มิ.ย. 2010, 10:32, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 17:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
จากนั้นตรงบริเวณปลายจมูกอยู่ๆ ก็เริ่มเหมือนมีเเมลงไต่งะ คันยิบๆ หนูก็อยากจะเอามือไปปัดให้หายคัน

หนูก็เอาจิตไปจับตรงนั้น คันหนอ คันหนอ เเล้วมันก็หายคันเองค่ะ พอหายคัน ทีนี้ขาเริ่มปวด หนูก็ ปวดหนอ

ปวดหนอ สักพักหายปวด

รู้ใหมค่ะต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ใจบอกขี้เกียจนั่งค่ะ อยู่ๆดันขี้เกียจนั่งต่อซะงั้น ทั้งๆที่ก่อนจะนั่งความรู้สึก

อยากจะนั่งสมาธิอย่างมาก



บริเวณปลายจมูกอยู่ๆ ก็เริ่มเหมือนมีเเมลงไต่งะ คันยิบๆ หนูก็อยากจะเอามือไปปัดให้หายคัน

หนูก็เอาจิตไปจับตรงนั้น คันหนอ คันหนอ เเล้วมันก็หายคันเองค่ะ พอหายคัน ทีนี้ขาเริ่มปวด หนูก็ ปวดหนอ

ปวดหนอ สักพักหายปวด


การที่เขากำหนดภาวะนั้นๆ ตามที่มันเป็น หรือตามเป็นจริงนั่นเท่ากับสั่งสมกุศลสัญญา หรือวิชชาภาคิยสัญญา

แล้ว สติก็เกิดแล้วสัมปชัญญะเป็นต้นก็เกิดแล้ว คือ จะค่อยๆงอกงามขึ้นเรื่อยๆไป

แล้วจะเห็นความไม่แน่นอนของธรรมชาติเปลี่ยนแปลงร่ำไป เช่น ภาวะนี้เกิด เกิดแล้วดับ ภาวะอีกอย่างก็เกิด

เกิดแล้วดับ

กำหนดรู้ตามอาการ คันยิบๆเกิด กำหนดรู้ก็ดับ ปวดขาเกิด กำหนดรู้ตามนั้นปวดขาก็ดับ

ขี้เกียจก็เกิด นี่คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของนามของรูป

แต่เขาไปกำหนดความรู้สึกขี้เกียจ ถูกสังขารปรุงแต่งจิตไปแล้วอย่างนั้น

ตามหลักการปฏิบัติเพื่อรู้เข้าใจสัจธรรมตามเป็นจริง จะต้องกำหนดรู้ทุกสภาวะที่เกิด ที่รู้สึก เช่น รู้สึกขี้เกียจ

"ขี้เกียจหนอๆๆๆ" จบ

ภาวะเกร็งๆที่ติดอยู่นั่น ก็เพราะไม่กำหนดรู้ "เกร็งหนอๆๆๆ" เสีย จึงยึดติด ความคิดไม่ขาดก็วนแบบนั้น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 17 มิ.ย. 2010, 18:25, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 18:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีตัวอย่างผู้สอนกรรมฐานผิด แนะนำให้เขาปฏิบัติผิด ที่เรียกว่ามิจฉาปฏิปทา ยังเข้าใจคำว่า กรรมฐานคลาด

เคลื่อนเลื่อนลอยอีก

ลองปดู

http://video.sanook.com/%E0%B8%84%E0%B8 ... 0%B8%A2_(3)-397449-player.html

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 18:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อีกตัวอย่างหนึ่ง แต่จะมีสักร้อยพันบุคคล ก็เช่นเดียวกัน คือต้องกำหนดรู้หรือทำ

ปริญญากิจตามนั้น


ผมนั่งสมาธิมา 1 อาทิตย์ (มือใหม่) หลังจากสวดมนต์แล้วนั่ง กำหนดลมหายใจพุทธ-โธ ไปเรื่อยๆ

ซัก5-10 นาที เอาแล้วงานเข้า ตัวนี้โยกเหมือนเรือโคลง(วันแรกๆ) วันต่อไปไม่มีอะไรนั่งปกติจาก 5 นาที

เพิ่มเป็น 10 15 20 25 30 นาที

พอมาเมื่อวานนี้ วันที่ 10 มิย กับวันนี้ 11 มิย งานเข้าหนักเลยครับ พอนั่งไปซัก5-10 นาที

หน้านี้ หันซ้ายสุด ขวาสุด คอก็หมุนเป็นวงกลม

ยัง ยังไม่พอ ลำตัวนี้ส่ายไปมาเหมือนเล่นฮูล่าฮูบ(กลมๆที่เด็กเล่น) ร่างกายเป็นไปตามจริงไม่ได้คิดไปเอง

แต่ก็ไม่ลืมตา อยากเป็นอะไรปล่อยมันตามสบาย กำหนด พุท-โธ อย่างเดียว เด็ดสุด ตอนสุดท้าย

ตัวค่อยๆโน้มไปข้างหน้า จนหัวติดพื้น ซักพักก็โน้มกลับนั่งท่าทำสมาธิเหมือนเดิม

แล้วออกจากสมาธิ ครบ 30 นาที แผ่เมตตา พอแผ่เมตตาอาการตัวโยกก้อออกมาอีกแต่ไม่เยอะ

ประมาณ 2-3 วิ งง

http://fws.cc/whatisnippana/index.php?board=3.0

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร