วันเวลาปัจจุบัน 23 ส.ค. 2019, 21:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2010, 00:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2010, 02:43
โพสต์: 4467

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ขันติสังวร

จากหนังสือวิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๑ เล่ม ๑ ว่าด้วย วิปัสสนากรรมฐานทั่วไป
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิเถร ป.ธ.๙)


ขันติสังวร สำรวมด้วยขันติ คือ ความอดทน ความอดทนนั้น จำแนกออกเป็น ๓ อย่างคือ

๑. ตีติกขาขันติ ความอดทนด้วยอำนาจความอดกลั้นไว้ เช่น ถูกใครด่าว่า
เราอย่าไปด่าตอบ อย่าไปโกรธตอบ ให้มีสติอดใจไว้ให้ดี นึกถึงกรรมของเราเป็นเรือนใจไว้ก่อน
และให้นึกต่อไปว่า เวลาเราไหว้พระสวดมนต์ เราเอาปากของเราว่า เราเป็นผู้ได้บุญคนเดียว
คนอื่นไม่ได้ด้วย ถ้าเราเอาปากไปด่าคนอื่นว่าคนอื่น ใครจะเป็นคนได้บาปกันแน่
เรานั่นแหละคนได้บาปเพราะเราเป็นคนทำเอง เพราะฉะนั้น ใครด่าคนอื่น ว่าคนอื่น
คนที่ด่านั่นแหละเป็นคนได้บาป เหมือนกับรับประทานอาหารใครกินใครอิ่ม จะอิ่มแทนกันไม่ได้
ความอดทน ความอดกลั้นอย่างนี้ เรียกว่า ตีติกขาขันติ

๒. ตปขันติ ความอดทนเผาบาปทั้งขั้นหยาบ ขั้นกลางและขั้นละเอียดให้เบาบาง
หรือให้เหือดแห้งไป ได้แก่ ความอดทนของผู้เจริญสมถะและวิปัสสนา

๓. อธิวาสนขันติ ความอดทนจนสามารถยังกิเลสทั้งหลายมีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น
ให้หยุดได้ สงบระงับได้ ได้แก่ความอดทนผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน

อีกบรรยายหนึ่ง ความอดทนนั้นมีอยู่ ๓ ประการเช่นกัน คือ

๑. ทนลำบาก เช่น ถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วยก้ให้มีความอดทนอย่าบ่น อย่าร้องไห้
อย่าใจน้อยเกินไป เพราะรูปนามมีทุกข์ประทับอยู่อย่างนี้ตามธรรมดาของเขา จะอยู่ในสภาพใด
ภูมิใดก็เป็นไปอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่พ้นไปจากความเกิด แก่ เจ็บ ไปได้ ฉะนั้นเราต้องทนลำบากต่อไป

แล้วอย่าประมาทรีบหาทางพ้นทุกข์ คือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

๒. ทนตรากตรำ คือ ทนทำการงาน เพื่อความเป็นอยู่ของตน ของครอบครัว
ของประเทศชาติ และศาสนา การทำธุระหน้าที่ของตน ไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย
ไม่เห็นแก่ความมักง่าย ไม่บ่นออดทอดธุระแล้วผละทิ้ง ไม่เห็นแก่ความเกียจคร้าน
ทนเพื่อสร้างความเจริญ ทนเพื่อสร้างประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น ประโยชน์ภพนี้ ประโยชน์ภพหน้า

๓. ทนเจ็บใจ คือ ทนต่อการถูกด่าว่า เสียดสีจากผู้อื่น ทนต่อการได้ประสบกับอนิฏฐารมณ์ต่างๆ
ทนต่อการติฉินนินทาว่าร้ายจากผู้อื่น ให้หาอุบายมาฝึกใจตนเอง ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
จึงจะเกิดประโยชน์โสตถิผลสวัสดิมงคลแก่ตนเองต่อไป

หลักความจริงมีอยู่ว่า การยกย่องสรรเสริญ การติฉินนินทาทั้ง ๒ อย่างนี้
ถ้าติอย่างตรงไปตรงมา คือ ติเพื่อก่อมิใช่ติเพื่อทำลายก็ดีอยู่ เมื่อเรารู้ว่าเราบกพร่องจะได้แก้ไขให้ดีขึ้น
เพราะทุกคนต้องมีการทำผิดด้วยกันทั้งนั้น คนที่ไม่มีผิดอะไรเลย ก็คือคนที่ไม่ทำอะไรเลยนั่นเอง
แต่สำหรับพวกปากมือไม่อยู่เป็นสุข คอยรุกรานเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เสมอ ชอบใส่ไฟ
ยุให้รำตำให้รั่ว ปั้นน้ำให้เป็นตัว เรื่องไม่มีก็หาใส่ ถ้ามีนิดหนึ่งก็เพิ่มเข้าอีกเป็นร้อยเท่าพันทวี
มนุษย์จำพวกนี้ร้ายนัก ทำให้คนดีหมดกำลังใจไปเสียมากต่อมากแล้วก็มี แต่เมื่อจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว
การติฉินนินทา การยกย่องนั้น ไม่ทำประโยชน์อะไรให้แก่เราเลยเช่น

ก. ถ้าเราทำชั่ว แต่เขาว่าดี เราก็คงชั่วอยู่ตามเดิม

ข. ถ้าเราดี แต่เขาว่าเราชั่ว เราก็ดีอยู่ตามเดิม ไม่มีอะไรจะมาลบล้างความดีนั้นให้พินาศสูญหายไปได้
เข้าตำราที่ว่า " ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ " ชาติทองคำแล้ว จะตกไปอยู่ที่ไหนก็ตาม เช่น
ตกไปอยู่ในกองมูตรคูถ ก็ยังเป็นทองคำวันยังค่ำ
เพราะฉะนั้นข้อสำคัญเราต้องอดทน มีกำลังใจเข้มแข็งดุจภูเขาสิเนรุราช
สมดังสมเด็จพระพุทธองค์ ผู้จอมปราชญ์ ฉลาดรู้หลักธรรมได้แนะนำพร่ำสอนไว้ว่า

เสโล ยถา เอกคฺฆโน วาตเน น สมีรติ

เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา


ภูเขาศิลาล้วนเป็นแท่งทึบ ไม่หวั่นไหว ไม่สะท้านสะเทือนด้วยลมที่พัดมาแต่ทิศทั้ง ๔ ฉันใด
บัณฑิตคือท่านผู้ฉลาดทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่สะเทือนใจ เพราะนินทาและสรรเสริญ

การที่จะทำใจให้ได้อย่างนี้ มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้น คือ ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามหนทางที่สมเด็จพ่อตรัสสอนไว้จนกว่าจะได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน และการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็ต้องอาศัยขันติดังกล่าวมานี้เป็นเรือนใจ จึงจะได้ผลสมความมุ่งมาตรปรารถนา


:b50: :b49: :b50:

:b44: ประวัติและปฏิปทา “ท่านเจ้าคุณโชดก”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=19975

:b44: รวมคำสอน “พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=49279

:b44: หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ-สมเด็จย่า
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับ “ท่านเจ้าคุณโชดก”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=25&t=44884

:b44: “ท่านเจ้าคุณโชดก” เป็น ๑ ใน ๔ ครูบาอาจารย์
ของ “หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=48697

.....................................................
แบ่งปันกันกิน,รักษาศีล คือ กาย วาจา
เจริญสมาธิภาวนา, กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
ยอมตนรับใช้, แบ่งให้ความดี
มีใจอนุโมทนา, ใฝ่หาฟังธรรม
นำแสดงออกไม่ได้เว้น, ทำความเห็นให้ถูกต้อง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2018, 19:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2080


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร