วันเวลาปัจจุบัน 12 ธ.ค. 2019, 12:23  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ต.ค. 2008, 15:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32018

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระอรหันต์สิ้นชีวิตแล้วเป็นอย่างไร ?


ปัญหาสำคัญที่มักหนีไม่พ้น เมื่อพูดเรื่องนิพพาน คือพระอรหันต์สิ้นชีพแล้วเป็นอย่างไร

หรือว่าผู้บรรลุนิพพานตายแล้วเป็นอย่างไร ยังมีอยู่ต่อไปหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น

ความจริงปัญหาอย่างนี้ ก็วนเวียนอยู่กับเรื่องอัตตานั้นเอง กล่าวคือ ผู้ถามปัญหาอย่างนี้

มีความรู้สึกติดอัตตาแฝงลึกอยู่ในใจ เป็นแรงผลักดันและเป็นแกนสำหรับก่อรูป

เป็นคำถามขึ้น ความยึดติดในอัตตาหรือเรียกให้เต็มว่า ความถือมั่นวาทะว่า อัตตา

(อัตตวาทุปาทาน) นี้ฝังลึกและแน่นแฟ้นในใจของปุถุชน โดยมีภวตัณหาคอยหนุน และอวิชชา

เป็นฐานให้

ในทางปฏิบัติ เมื่อยังไม่ดำเนินตามวิธีแก้ไขที่ตัวเหตุ คือทำลายอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน

เสียโดยตรง ท่านจะไม่สนับสนุนให้มาถกเถียงเรื่องเช่นนี้ คือต้องการให้รู้ด้วยทำ ไม่ใช่เอาพูด

เดากันไป

การถกเถียงเรื่องนี้มีข้อเสียที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะพูดกันอย่างไร ความถือมั่นในอัตตวาทะที่แฝง

ลึกซึ้งซึ่งยังถอนทิ้งไม่ได้นั้น จะทำให้มองคำตอบหรือคำชี้แจงเอียงไป ณ ที่สุดข้างใดข้างหนึ่ง

เสมอ คือไม่มองเห็นนิพพานเป็นความเที่ยงแท้ยั่งยืนของอัตตา (สัสสตทิฏฐิ)

ก็ต้องมองเป็นความขาดสูญของอัตตา (อุจเฉททิฏฐิ) ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งสองอย่าง

พวกที่ถือความเห็นขาดสูญ ก็มองนิพพานเป็นความขาดสูญ เข้ากับความเห็นของพวกตน

ซึ่งมองได้ค่อนข้างง่าย เพราะพุทธศาสนาเน้นการแก้ไขด้านที่คนติดพันหลงใหลกันมากคือ

ด้านการยึดถือที่จะให้ถาวรมั่นคง

ส่วนพวกที่ถือความเห็นเที่ยงแท้ยั่งยืน เมื่อถูกปฏิเสธเรื่องอัตตา ก็เที่ยวมองหาภาวะอะไร

สักอย่างหนึ่งที่จะเข้ามาทดแทนช่วยเดิม หรือสนองความขาดแคลนอัตตา หรือหล่อเลี้ยงอัตตาไว้

ให้คืนคง เมื่อได้รับคำสอนให้ถอนความยึดอัตตาไปแล้ว ก็เหมือนสูญเสียอัตตาไป

พอพูดถึงนิพพาน ก็จึงได้โอกาสเหนี่ยวเอานิพพานเป็นที่พึงที่ฝากอัตตาเอาไว้

บ้างก็ขยายนิพพานเป็นชีวิตนิรันดร ตลอดจนเป็นมหานครเมืองแก้ว

ท่านผู้ประเสริฐ มีปัญญาเลิศทั้งหลาย แม้ว่าจะผ่านพ้นความยึดติดถือมั่นอะไรๆ มามากมาย

จวนจะหมดอยู่แล้ว ก็มาติดเยื้อใยสุดท้ายกันอยู่ที่นี้

หากพ้นใยข่ายนี้ไปได้ ก็จะเป็นอิสระได้โดยสมบูรณ์

แต่ทางธรรมก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากเหลือเกิน

ท่านจึงเรียกความยึดติดอย่างละเอียดนี้ว่าเป็น “พรหมชาละ” แปลว่า ข่ายดักพรหม

หรือ ที่ติดข้องของบุคคลชั้นเลิศ คือผู้มีคุณธรรมและปัญญายวดยิ่งแล้วยังไม่อาจรอดพ้นไปได้

ด้วยเหตุนี้ เพื่อผ่อนเบาความหมกมุ่นครุ่นคิดในการหาความจริงเกี่ยวกับนิพพาน โดยเชิงเหตุผล

และการถกเถียงแบบปรัชญา

ท่านจึงมักกล่าวถึงนิพพานแต่ในเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับชีวิตจริงหรือประโยชน์ที่จะให้ได้รับในชีวิต

ประจำวัน ดังคำสอนเกี่ยวกับนิพพานที่ปรากฏโดยมากในพระไตรปิฎก

นอกจากนั้นมีข้อที่ต้องย้ำไว้เสมอเพื่อป้องกันความคิดเลยเถิดไปคือย้ำว่า

การปฏิบัติเกี่ยวกับนิพพานก็ดี นิพพานก็ดี

ไม่ใช่เรื่องของการดับอัตตาหรือทำลายอัตตา เพราะไม่มีอัตตาที่จะต้องดับหรือไปทำลาย

สิ่งที่จะต้องดับหรือทำลายคือความยึดมั่นในอัตตาหรือภาพอัตตาที่สร้างขึ้นมายึดถือไว้

ส่วนที่กล่าวในที่หลายแห่งว่า เสริมขยายอัตตาบ้าง ความมั่นคงของอัตตาบ้าง

ว่าอัตตาอย่างนั้นอย่างนี้ต่างๆ พึงเข้าใจว่าเป็นสำนวนพูดอย่างรู้กันเพื่อความสะดวก

โดยที่ว่าอัตตาหมายถึงภาพอัตตาที่สร้างขึ้น หรือความยึดมั่นในอัตตาที่สร้างขึ้นนั่นเอง

:b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55:

พูดในเชิงวิชาการมากขึ้นว่า ดับความถือมั่นในวาทะว่าเป็นอัตตา หรือดับทิฏฐิว่าเป็นอัตตา

ตลอดจนถอนสัญญาว่าเป็นอัตตาเสีย

นิพพานดับความยึดมั่น ดับความเข้าใจผิดนี้ และดับทุกข์ดับปัญหาที่เนื่องมาจากความยึดติดถือมั่น

เช่นนี้

ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ตัดความเยื่อใยอยากมีอัตตาทิ้งเสีย ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตตาทั้งหลายก็หมด

ความหมายไปเอง

ดับอุปาทาน คือถอนความยึดมั่นในอัตตาเสียเท่านั้น

ท่านก็จะเห็นโลกและชีวิตหรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่มันเป็น

ไม่ต้องมาเสียเวลาคิดคาดคะเนสร้างทฤษฎีอัตตาใดๆให้วุ่นวาย พอดับความยึดมั่น

ที่ทำให้เกิดมีอัตตาแล้ว อัตตาก็หายไปเอง

นิพพานคือดับทุกข์เท่านั้น ไม่ใช่ดับอัตตา เพราะไม่มีอัตตาที่จะต้องดับ

ขอให้นึกถึงพุทธพจน์ว่า เราสอนแต่ทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น

(สํ.ข.17/214/145 ฯลฯ)


:b48: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39:

หนังสือพุทธธรรมหน้า 386

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 24 ธ.ค. 2010, 12:43, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ย. 2008, 09:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32018

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ในการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับภาวะหลังสิ้นชีพของพระอรหันต์ จะไม่แสดงความเห็นในส่วนเนื้อหา

ให้เยิ่นเย้อ แต่จะนำเอาพุทธพจน์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาให้พิจารณาเอง

:b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41:

ก. พุทธพจน์เกี่ยวกับความเข้าใจพื้นฐานในอัตตา ความยั่งยืนและความขาดสูญ ซึ่งไม่ถูกต้อง

จัดเป็นที่สุด 2 ด้าน (พุทธพจน์นี้จะช่วยให้เข้าใจความหมาย ของภวตัณหาและวิภวตัณหาได้

อย่างชัดเจนด้วย)

“ภิกษุทั้งหลาย เทพและมนุษย์ทั้งหลายถูกทิฏฐิ 2 จำพวก เข้าครองใจแล้ว พวกหนึ่งติดล้าอยู่

พวกหนึ่งวิ่งเลยไป

ส่วนพวกที่มีตาจึงมองเห็น

ภิกษุทั้งหลาย พวกหนึ่งติดล้าอยู่ เป็นอย่างไร ?

(กล่าวคือ) เทพและมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีภพเป็นที่ยินดี รื่นรมย์ในภพ บันเทิงในภพ (ภวะ)

เมื่อตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับแห่งภพ (ภวนิโรธ) จิตของเทพและมนุษย์เหล่านั้น

ย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งแน่วลง ไม่น้อมดิ่งไป

พวกหนึ่งติดล้าอยู่อย่างนี้

ภิกษุทั้งหลาย พวกหนึ่งวิ่งเลยไป เป็นอย่างไร ?

(กล่าวคือ) คนพวกหนึ่ง อึดอัดระอา รังเกียจอยู่ด้วยภพนั่นแหละ

จึงพร่ำชื่นชมวิภพ (วิภวะ= ความปราศจากภพ, ความขาดสูญ) ว่า นี่แน่ะท่านเอย นัยว่า

หลังจากร่างกายทำลายตายไปแล้ว อัตตานี้ก็จะขาดสูญ หายสิ้น (พินาศ)

หลังจากตายจะไม่มีอยู่อีก นี่ละคือภาวะสุดประเสริฐ (สันตะ)

นี่คือภาวะดีเยี่ยม (ปณีตะ)

นี่คือภาวะที่เป็นของแท้ (ยาถาวะ)

พวกหนึ่งวิ่งเลยไปอย่างนี้

ภิกษุทั้งหลาย พวกที่มีตามองเห็น เป็นอย่างไร ?

(กล่าวคือ) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมมองเห็นสภาพภพ (= อรรถกถาว่าหมายถึง ขันธ์ 5 – อิติ.

อ.234)

โดยความเป็นสภาพภพ (คือเห็นตามสภาวะที่เป็นจริง)

ครั้นเห็นสภาพภพโดยความเป็นสภาพภพแล้ว ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อหายติด (นิพพิทา)

เพื่อหมดใคร่ (วิราคะ) เพื่อนิโรธแห่งสภาพภพนั้น พวกที่มีตาจึงมองเห็นอย่างนี้”

และมีคาถาสรุปว่า (ท่านแปลตามศัพท์)*

“ผู้ใดเห็นสภาพภพโดยความเป็นสภาพภพ และเห็นภาวะที่ที่ล่วงพ้นสภาพภพ

ผู้นั้นย่อมน้อมใจดิ่งไปในภาวะที่เป็นจริง เพราะหมดสิ้นภวตัณหา

ถ้าเขากำหนดรู้สภาพภพ เขาจะเป็นผู้ปราศตัณหาทั้งในภพและอภพ เพราะความหมดภพ

แห่งสภาพภพ ภิกษุทั้งหลายจะไม่มาสู่ภพอีก”


(ขุ.อิติ. 25/227/263 ฯลฯ)

:b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48:

* อรรถกถาแปลไขความสุดท้ายดังนี้

“อริยสาวกใด มองเห็นขันธ์ 5 ตามความเป็นจริง และเห็นมรรคอันเป็นเครื่องก้าวล่วง

ขันธ์ 5

ผู้นั้น ย่อมน้อมใจดิ่งไปในนิพพานที่เป็นสภาวะจริงแท้ เพราะหมดสิ้นภวตัณหา

ถ้าภิกษุกำหนดรู้ขันธ์ 5 เป็นผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ เพราะขันธ์ 5 ปราศไป

เธอย่อมไม่มาสู่ภพอีก “



(อิติ.อ.235)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 24 ธ.ค. 2010, 19:24, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ย. 2008, 12:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มิ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1855

แนวปฏิบัติ: อานาปานสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: THAILAND

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: ขออนุโมทนาบุญด้วยจ้า สำหรับความรู้ :b4: :b35:

.....................................................
[สวดมนต์วันละนิด-นั่งสมาธิวันละหน่อย]
[ปล่อยจิตให้ว่าง-ชีวิตที่เหลือเพื่อธรรมะ]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ย. 2008, 13:38 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 17:29
โพสต์: 191

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2008, 14:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ค. 2008, 14:11
โพสต์: 839

ที่อยู่: สงขลา

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบพระคุณท่านในธรรมทาน สาธุ :b8:

.....................................................
ทำดีทุกทุกวัน เมื่อโอกาสมา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2008, 14:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มิ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1855

แนวปฏิบัติ: อานาปานสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: THAILAND

 ข้อมูลส่วนตัว


:b44: ขอให้นึกถึงพุทธพจน์ว่า เราสอนแต่ทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น :b44:

:b8: โมทนาสาธุ อีกครั้งจ้า :b8:

.....................................................
[สวดมนต์วันละนิด-นั่งสมาธิวันละหน่อย]
[ปล่อยจิตให้ว่าง-ชีวิตที่เหลือเพื่อธรรมะ]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 พ.ย. 2008, 10:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32018

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ข. พุทธพจน์ปฏิเสธความเข้าใจผิดว่า วิญญาณออกจากร่างไปเกิด เป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับผู้ชอบ

ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการเกิดใหม่โดยทั่วไป แม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องนิพพานโดยตรง

แต่เป็นความรู้พื้นฐานอย่างหนึ่ง ที่อาจเอามาประกอบการศึกษาพิจารณาได้บางแง่


:b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39:


ครั้งหนึ่ง ภิกษุชื่อสาติ เป็นบุตรชาวประมง มีความเห็นผิดว่าพระพุทธเจ้าสอนว่า

วิญญาณดวงเดียวกันนี้ ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏฏ์

ภิกษุทั้งหลายพยายามเปลื้องความเห็นผิดของเธอแต่ไม่สำเร็จ จึงพากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า

พระองค์จึงตรัสเรียกพระสาติมา และทรงสอบถามดังความว่า

พระพุทธเจ้า: เป็นความจริงหรือ สาติ มีข่าวว่า เธอเกิดความเห็นชั่วร้ายอย่างนี้ว่า

“ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว วิญญาณนี้นั่นเอง ย่อมวิ่งแล่น

ย่อมท่องเที่ยวไป มิใช่อื่น ? ”

พระสาติ: ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นอย่างนั้น ฯลฯ

พระพุทธเจ้า: นี่แน่ะสาติ วิญญาณเป็นอย่างไร ?

พระสาติ: ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (วิญญาณนั้น) คือ ตัวสภาวะที่เป็นผู้พูด เป็นผู้รู้

เสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งดีและชั่วในที่นั้นๆ

พระพุทธเจ้า: ดูก่อนโมฆะบุรุษ เธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ แก่ใครหนอ

เรากล่าวไว้โดยอเนกปริยายมิใช่หรือว่า วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น

(ปฏิจจสมุปบัน) เว้นจากปัจจัยเสียการเกิดแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ก็แล ด้วยความเห็นที่ตนเองถือไว้ผิด เธอย่อมกล่าวตู่เรา ย่อมขุดตนเอง

และประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก

ความเห็นนั้นแหละจักเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เธอตลอดกาลนาน”



จากนั้นได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆเกิดขึ้น ก็ถึงความนับไปตามปัจจัยนั้นๆนั่นแหละ

(กล่าวคือ) วิญญาณอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าจักขุวิญญาณ

วิญญาณอาศัยโสตและเสียงเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ

วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ

วิญญาณอาศัยชิวหาและรสเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ

วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ

วิญญาณอาศัยมโนและธรรมารมณ์เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ

เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆติดขึ้น ก็ถึงความนับไปตามเชื้อนั้นๆ...ว่าไฟไม้...ว่าไฟเศษ

ของ...ว่าไฟหญ้า...ว่าไฟโคมัย...ว่าไฟแกลบ...ว่าไฟหยากเยื่อ...ฯลฯ”

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 24 ธ.ค. 2010, 19:38, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ย. 2008, 15:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32018

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ค. แก้ความเห็นผิดว่าพระอรหันต์ตายแล้วสูญ ดังมีเรื่องราวว่า ครั้งหนึ่งพระภิกษุชื่อยมก

มีความเห็นผิดว่า พระพุทธเจ้าสอนว่า พระอรหันต์ตายแล้วขาดสูญ

ภิกษุทั้งหลายพยายามเปลื้องเธอจากความเห็นผิด แต่ไม่สำเร็จ จึงพากกันไปขอร้องพระสารีบุตร

ให้ช่วยแก้ไข

พระสารีบุตรได้ไปหาพระยมก และได้สนทนาดังความต่อไปนี้

:b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48:


พระสารีบุตร: เป็นความจริงหรือท่านยมก ข่าวว่าท่านเกิดความเห็นชั่วร้ายอย่างนี้ว่า

“ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรม

ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ภิกษุผู้เป็นขีณาสพ ถัดจากกายแตกทำลายก็จะขาดสูญ หายสิ้น

(พินาศ) หลังจากตายจะไม่มีอยู่อีก”

พระยมก: อย่างนั้นแล ท่านผู้มีอายุ ฯลฯ

พระสารีบุตร: ท่านยมก ท่านสำคัญว่าอย่างไร รูป เที่ยงหรือไม่เที่ยง?

พระยมก: ไม่เที่ยงครับท่าน

พระสารีบุตร: เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?

พระยมก: ไม่เที่ยงครับท่าน

พระสารีบุตร: เพราะฉะนั้นแล รูป... เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ อย่างหนึ่งอย่างใด

ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ ทั้งหมด พึงเห็นด้วยสัมมาปัญญาตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

ไม่ใช่ “นั่นของเรา” ไม่ใช่ “เราเป็นนั่น” ไม่ใช่ “นั่นเป็นตัวตนของเรา”

เมื่อเห็นอย่างนี้ ย่อมหายติด

ฯลฯ

ท่านสำคัญอย่างไร ท่านยมก ท่านมองเห็นรูป ว่าเป็นตถาคต หรือ ?

พระยมก: มิใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ

พระสารีบุตร: ท่านมองเห็น เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ว่าเป็นตถาคต หรือ ?

พระยมก: มิไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ

พระสารีบุตร: ท่านสำคัญว่าอย่างไร ท่านยมก ท่านเห็นว่า ตถาคตมีในรูป หรือ ?

พระยมก: มิใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ

พระสารีบุตร: ท่านมองเห็นว่า ตถาคตมีต่างหากจากรูป หรือ ?

พระยมก: มิใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ

พระสารีบุตร: ท่านมองเห็นว่า ตถาคตมีในเวทนา...มีต่างหากจากเวทนา...มีในสัญญา...มีต่างหาก

จากสัญญา...มีในสังขาร...มีต่างหากจากสังขาร...มีในวิญญาณ...มีต่างหากจากวิญญาณ หรือ ?

พระยมก: มิใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ

พระสารีบุตร: ท่านสำคัญว่าอย่างไร ท่านยมก ท่านเห็นรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...

วิญญาณ ว่าเป็นตถาคต หรือ ?

พระยมก: มิใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ

พระสารีบุตร: ท่านสำคัญว่าอย่างไร ท่านยมก ท่านเห็นว่า ตถาคตนี้นั้นเป็นสภาวะไม่มีรูป

ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ หรือ ?

พระยมก: มิใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ

พระสารีบุตร:นี่แน่ะท่านยมก ในปัจจุบันนี้เอง ที่ตรงนี้ ท่านยังหาตถาคตโดยจริงโดยแท้

(ให้เห็นจริงเห็นเหมาะลงไป) ไม่ได้ ควรหรือที่ท่านจะกล่าวแถลงว่า

“ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาพตรัสไว้แล้วว่า ภิกษุผู้ขีณาสพ ต่อจากกายแตกทำลาย

ก็จะขาดสูญ หากสิ้น หลังจากตายจะไม่มีอยู่อีก

พระยมก: ข้าแต่ท่านสารีบุตร แต่ก่อนเมื่อยังไม่รู้ ผมจึงได้มีความเห็นชั่วร้ายนั้น แต่เพราะได้

สดับธรรมเทศนาของท่านสารีบุตรนี้ ผมจึงละความเห็นชั่วร้ายนั้นได้แล้ว และผมก็ได้บรรลุธรรมแล้ว

พระสารีบุตร: นี่แน่ะท่านยมก ถ้าชนทั้งหลายถึงถามท่านอย่างนี้ว่า

ท่านยมก ภิกษุผู้เป็นอรหันตขีณาสพ หลังจากร่างกายแต่ทำลายตายไปแล้ว จะเป็นอย่างไร ?

ท่านถูกถามอย่างนี้แล้วจะกล่าวชี้แจงว่าอย่างไร ?

พระยมก:...ผมพึงกล่าวชี้แจงอย่างนี้ว่า “รูปแล เป็นสิ่งไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับแล้ว สิ่งนั้นถึงความไม่ตั้งอยู่แล้ว เวทนา...สัญญา...สังขาร...

วิญญาณ เป็นสิ่งไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับแล้ว

สิ่งนั้นถึงความไม่ตั้งอยู่แล้ว ข้าพเจ้าถูกถามอย่างนี้ พึงกล่าวชี้แจงอย่างนี้

พระสารีบุตร: ดีแล้ว ดีแล้ว ท่านยมก ฯลฯ”

(สํ.ข.17/198/133)

:b53: :b53: :b53: :b53: :b53: :b53: :b53: :b53: :b53: :b53: :b53:

คำว่า ตถาคตในสูตรนี้ อรรถกถาไขความว่าหมายถึงสัตว์ หรืออย่างที่มักเรียกกันว่า

สัตว์บุคคล


(สํ.อ.2/378)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 24 ธ.ค. 2010, 20:34, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 20:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32018

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พุทธพจน์เปรียบพระอรหันต์สิ้นชีพเหมือนไฟดับ ดังความตอนหนึ่งในคำสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้า

กับวัจฉโคตตปริพาชกต่อไปนี้


:b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41:


วัจฉโคตต์: ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ จะเกิด ณ ที่ไหน ?

พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ คำว่าจะเกิด ก็ใช้ไม่ได้

วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่เกิด

พระพุทธเจ้า: คำว่า ไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้

วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น ก็ทั้งเกิดและไม่เกิด

พระพุทธเจ้า: คำว่า ก็ทั้งเกิดและไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้

วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น จะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่

พระพุทธเจ้า: คำว่า จะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ก็ใช้ไม่ได้

วัจฉโคตต์: ท่านพระโคดมผู้เจริญ ฯลฯ ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าถึงความงุนงงเสียแล้ว ข้าพเจ้าถึง

ความหลงไปหมดเสียแล้ว แม้เพียงความเลื่อมใสที่ได้มีแก่ข้าพเจ้าด้วยถ้อยคำสนทนาเบื้องต้น

ของท่านพระโคดมผู้เจริญนั้น ถึงบัดนี้ ก็ได้หายไปหมดแล้ว

พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ ควรแล้วที่ท่านจะงุนงง ควรแล้วที่ท่านจะหลงไป เพราะว่าธรรมนี้

ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต หยั่งไม่ได้ด้วยตรรกะ ละเอียด

บัณฑิตพึงรู้ได้ ธรรมนั้นอันท่านผู้มีทิฏฐิอื่น มีแนวความเห็นอื่น มีหลักที่พอใจอย่างอื่น

มีความเพียรที่ประกอบแบบอื่น ถืออาจารย์สำนักอื่น ยากจะรู้ได้

ถ้าอย่างนั้น เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านเห็นควรอย่างไร พึงกล่าวชี้แจงอย่างนั้น

ดูก่อนวัจฉะ ท่านสำคัญว่าอย่างไร ถ้าไฟลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าท่าน ท่านจะรู้ไหมว่า ไฟนี้ลุกโพลงอยู่

เบื้องหน้าเรา ?

วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงรู้ได้ ฯลฯ

พระพุทธเจ้า: ก็ถ้าใครๆพึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่เบื้อหน้าของท่านนี้ อาศัยอะไร

จึงลุกโพลง ท่านถูกถามอย่างนี้ จะพึงกล่าวชี้แจงอย่างไร ?

วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงกล่าวชี้แจงว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ อาศัยเชื้อคือหญ้า

และไม้ จึงลุกโพลงได้

พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ ถ้าไฟเบื้องหน้าท่านนั้นพึงดับไป ท่านจะรู้ไหมว่า ไฟเบื้องหน้าเรานี้ดับ

แล้ว

วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงรู้ได้ว่า ไฟเบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ดับแล้ว

พระพุทธเจ้า: ก็ถ้าใครๆพึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟเบื้อหน้าท่านนี้ที่ดับแล้ว ไปจากนี้สู่ทิศไหน

ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือว่าทิศใต้ ท่านถูกถามอย่างนี้ จะพึงกล่าวชี้แจงอย่างไร ?

วัจฉโคตต์: (ข้อความตอบอย่างนั้น) ใช้ไม่ได้ดอก ท่านพระโคดมผู้เจริญ เพราะว่าไฟนั้น

อาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้ใดจึงลุกโพลงอยู่ได้ เพราะเชื้อนั้นหมดสิ้นไป และเพราะไม่ได้เชื้ออื่นเติม

ไฟนั้นก็ถึงความนับว่าหมดเชื้อดับไปเท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้า: ฉันนั้นเหมือนกันแล วัจฉะบุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต พึงบัญญัติด้วยรูป..เวทนา...

สัญญา...สังขาร...วิญญาณใด

รูป..เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว ถอนรากเสียแล้ว

ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา

ตถาคต พ้นจากการนับว่ารูป...พ้นจากการนับว่าเวทนา...พ้นจากการนับว่าสัญญา...

พ้นจากการนับว่าสังขาร...พ้นจากการนับว่าวิญญาณ ลึกซึ่ง ประมาณไม่ได้ หยั่งได้ยาก

เปรียบเหมือนมหาสมุทร

คำว่าเกิดก็ใช้ไม่ได้ คำว่าไม่เกิดก็ใช้ไม่ได้ คำว่าทั้งเกิดทั้งไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้

คำว่าจะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ก็ใช้ไม่ได้


:b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43: :b43:


เมื่อจบคำสนทนานี้ วัจฉโคตตปริพาชกเกิดความเลื่อมใส ประกาศตนเป็นอุบาสก*

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 25 ธ.ค. 2010, 16:28, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 21:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32018

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


*อัคคิวัจฉโคตตสูตร เฉพาะตอนท้ายสูตร ม.ม.13/248-252/245-249

วัจฉโคตตปริพาชกผู้นี้

ต่อมาได้อุปสมบทในพุทธศาสนา และได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง (ม.ม.13/267/261)

มีคำสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับวัจฉโคตรตปริพาชกที่น่าสนใจอีกหน่อยหนึ่ง

กล่าวถึงว่าผู้มีอุปาทานจึงเกิด ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมไม่เกิด เหมือนไฟมีเชื้อจึงลุก ไม่มีเชื้อก็ไม่ลุก

และว่าเชื้อคือตัณหา


(สํ.สฬ.18/800/485)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 24 ธ.ค. 2010, 20:02, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ย. 2008, 16:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32018

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อคราวที่พระทัพพมัลลบุตรปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า

“กายก็แตกทำลายแล้ว สัญญาก็ดับแล้ว เวทนาก็เย็นหมดแล้ว สังขารก็สงบแล้ว

วิญญาณก็ถึงอัสดง”

(ขุ.สุ.25/177/227)


:b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55: :b55:

ทรงเล่าเหตุการณ์แก่ภิกษุทั้งหลาย และทรงเปล่งอุทานอีกครั้งหนึ่งว่า

“เมื่อช่างตีโลหะด้วยฆ้อนเหล็ก ไฟติดโพลง ก็ดับหายๆ ไม่มีใครรู้ที่ไปฉันใด

พระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้หลุดพ้นชอบแล้ว ข้ามห้วงน้ำที่มีกามเป็นเครื่องผูกพันไปได้

บรรลุถึงความสุขอันไม่หวั่นไหว ย่อมไม่มี

คติที่จะบัญญัติได้ ฉันนั้น”

(ขุ.สุ.25/178/227)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 05 ต.ค. 2009, 21:06, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ย. 2008, 16:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2008, 14:42
โพสต์: 121


 ข้อมูลส่วนตัว


:b23: ตาลายเลยค่ะ :b41: กับการโพสต์ ของคุณกรัชกายได้ความรู้ดีมากเลยค่ะ :b8:
สมกับเป็นอาจาร์ยเลยค่ะ :b35:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ธ.ค. 2008, 20:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2006, 20:52
โพสต์: 1210

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:
ขอบคุณท่านกรัชกายค่ะแมวฯอ่านแล้วรู้สึกรื่นเริง บันเทิงในธรรมเหลือเกิน ถ้าท่านกรัชกายขึ้นธรรมาสน์ อยากติดกัณฑ์เทศน์ท่านด้วยสร้อยสังวาลเชียวค่ะ
:b20: :b20: :b20:

อ่านแล้วทำให้แจ้ง เหมือน หงายกะลาที่คว่ำอยู่..
อนุโมทนาสาธุ

.....................................................
สัพเพ สังขารา อนิจจา
สัพเพ ธรรมา อนัตตา...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2009, 02:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: สาธุค่ะท่านอาจารย์ แจ่มๆ :b8:
รูปภาพ

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2009, 09:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32018

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีพุทธพจน์บางแห่งตรัสแสดงคุณสมบัติของพระอรหันต์ไว้ว่า

"เป็นผู้ไม่อาจ (คือเป็นไปไม่ได้) ที่จะประมาท"

(ม.ม.13/231-2/229/ ; สํ.สฬ. 18/213/157)

ท่านแสดงเหตุผลว่า เพราะกิจที่พึงทำด้วยความไม่ประมาท พระอรหันต์เหล่านั้นได้ทำเสร็จแล้ว



ตามหลักอภิธรรม ท่านว่า พระอรหันต์ผู้บรรลุโลกุตรธรรมสูงสุดแล้วนั้น เมื่อทำกิจธุระการงานต่างๆ

ย่อมทำด้วยมหากิริยาจิต ที่เป็นโลกียะขั้นกามาวจร

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 24 ธ.ค. 2010, 11:37, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร