วันเวลาปัจจุบัน 02 พ.ย. 2026, 07:37  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 10:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5640


 ข้อมูลส่วนตัว


เราๆนี่ก็เหมือนกัน
ปฏิบัติธรรมอย่าไปอยากรู้สนใจอันอื่น
อยากให้มันสว่างเป็นดวง อยากให้มันใสไปแก้ว
หลงทั้งนั้นหละ
ลืมตามันมีมั้ย ..ลืมตามันไม่มี

บางทีหลับตามันก็ดับไปเป็นมันก็หายไปเป็น
ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นไม่ได้ดับเป็น
นี่ ลืมตาก็มี ยังอยู่ หลับตาก็มี ก็ยังปรากฏอยู่ และไม่ดับไปเป็น
ผู้รู้ผู้เห็นแล้วจะต้องพูดอย่างนี้เหมือนกันหมด
เพราะอันนี้เป็นของจริง
รู้ของจริงแล้วจะรู้เหมือนกันหมด
ถ้ารู้ของปลอมจะรู้ไม่เหมือนกันหรอก มันมากอย่าง

นี่อันนี้อันหนึ่ง แล้วก็มีมาก ชอบรู้ชอบเห็นอย่างนั้น
ชอบเห็นจนกระทั่งเมืองสวรรค์
ชอบเห็นจนกระทั่งนางฟ้า ชอบเห็นจนกระทั่งเทวบุตรเทวธิดา

ไม่รู้จะเห็นทำอะไร
เห็นอย่างนั้นกิเลสตัณหามันสึกหรอลงไปเมื่อไหร่ !
บางทีมันเพิ่มขึ้น
“โอ้! เราเก่งแล้วนะน่า เราเก่งแล้วนะนี่ เราเห็นเทวบุตร เทวธิดา เราได้ไปชมเมืองฟ้าเมืองสวรรค์น่ะ เราเก่งแล้ว”
นี่! ตัวกิเลสมันเกิดขึ้นแล้ว
มันไม่เป็นไปเพื่อความบั่นทอนดอก

ธรรมะคำสอนพระพุทธเจ้าสอนให้ปล่อยวาง
สอนให้ละ ไม่ได้สอนให้เอา
ไม่มี อะไรไม่เอาซักอย่าง! ไม่เอาซักอย่าง
ไม่เอาซักอย่าง สิ่งที่เราจะเอา ไม่มี
ปล่อยให้หมด วางให้หมด
ปล่อยให้หมด วางให้หมด

-หลวงปู่แบน ธนากโร






"... ในขณะที่นั่งภาวนาเราควรจะต้อง
ปิดทวารทั้ง ๕ ให้แน่นหนาทุกๆ ทวาร

ตา เราปิดเสีย ไม่ต้องการดูรูปดี และชั่วทั้งหมด หู เราก็ปิดเสีย เสียงใดที่ไม่จำเป็น เช่นเสียงที่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์แก่การฟังก็ไม่จำเป็นต้องฟัง นอกจากเสียงที่จะเป็นประโยชน์
เช่นเสียงที่พูดแนะนำให้กระทำความดี แล้วจึงควรเปิดรับฟัง ส่วนจมูก เป็นเรื่องจำเป็นของชีวิต
เพราะถ้าไม่มีจมูกเป็นทางหายใจแล้ว ก็จะทำให้อวัยวะส่วนอื่นๆ ขัดข้องไปทุกอย่าง ตลอดจนชิวหาทวารคือ ปาก

ส่วนกายของเราก็ควรมีแต่การนั่งเพียงอิริยาบถเดียว เช่น ที่เรากำลังนั่งขัดสมาธิ หรือพับเพียบกันอยู่ บัดนี้ เราต้องพยายามปิดทวารต่างๆ เหล่านี้โดยไม่ต้องให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปใช้ในการอื่นเลย
นอกจากเรื่องของการทำสมาธิ คือ ต้อนใจให้เข้าไปอยู่ในเอกัคคตารมณ์อันเดียว ให้เงียบอยู่ภายในบ้านของตัวเอง คือ ร่างกาย
โดยปิดประตูหน้าต่างเสียให้หมด ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)






"...กรรมเป็นกฎตายตัว เป็นหลักธรรมชาติ จะแก้ไขอย่างอื่นอย่างใดอีกไม่ได้แล้ว
ท่านจึงให้ระวังเรื่องกรรม อย่าทำชั่วถ้าไม่อยากทำลายตัวเอง มากน้อยทำลายตัวเองไปโดยลำดับ ถ้ากรรมดีก็เสริมตนเองเป็นลำดับ ๆ นี้คือกรรมเป็นหลักธรรมชาติ พระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตามไม่เคยมาแก้กรรมนี้เลย กรรมแก้ไม่ได้เพราะเป็นหลักธรรมชาติ จึงสอนให้ปรับปรุงตัวเองให้เข้าสู่กรรม กรรมดีให้บำเพ็ญ กรรมชั่วให้ละ ท่านสอนอย่างนั้นด้วยกันทั้งนั้น มีพระพุทธเจ้าองค์ใดที่แหวกแนวสอน ลบกรรม ๆ ไม่ให้มี ไม่เคยมี

พวกเรายังจะเก่งกล้าสามารถยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าหรือ ลบกรรม ๆ มันลบได้ที่ไหน ตายกองกันอยู่นี้ก็คือกรรมนั่นเองพาให้ตายพาให้เกิด พ้นจากอำนาจของกรรม จิตบริสุทธิ์แล้ว บังคับให้เกิดก็ไม่เกิด แต่ไม่ตาย นั่นคือหลักธรรมชาติ ไม่มีอะไรพาเอนพาเอียงแล้ว กรรมมันบังคับให้ลงต่ำให้ขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ พอปัดเหล่านี้ออกหมด ซึ่งเป็นเรื่องสมมุติ กรรมดีกรรมชั่วเป็นสมมุติ ปัดออกหมดแล้วเหลือแต่หลักธรรมชาติล้วน ๆ ท่านก็ให้ชื่ออันหนึ่งเสียว่านิพพานหรือว่าธรรมธาตุ เท่านั้นเอง..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔
"เรื่องวัฏวนก็เป็นอย่างนี้แหละ"






“ธรรมชาติ คือกระบวนการเปลี่ยนแปลง
ของสิ่งทั้งหลาย ตามเหตุตามปัจจัย
การดำเนินชีวิตด้วยปัญญา รู้เท่าทันธรรมชาติ
จนไม่เป็นทุกข์กับมัน คือวิถีของนักปราชญ์
ในพระพุทธศาสนา เมื่อสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป
แต่ใจเรายังยึดติด อยากให้ทุกอย่างเป็น
เหมือนเดิม ความทุกข์จึงเกิดขึ้น
ปัญญาไม่ได้ทำให้ทุกสิ่งเป็นไปตามใจเรา
แต่ทำให้เราเข้าใจความจริง และอยู่กับความ
เปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ทุกข์ใจเกินจำเป็น

เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้น ก็รู้เท่าทัน
เมื่อสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ก็ยอมรับ
เมื่อสิ่งใดต้องจากไป ก็เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง

นี่คือการใช้ชีวิตอย่างผู้มีปัญญา ไม่ใช่การ
หนีปัญหา แต่เป็นการเผชิญหน้ากับความจริง
ด้วยสติและใจที่สงบ เพราะเราอาจควบคุม
ธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ไม่ได้ แต่เราฝึกใจ
ให้เข้าใจธรรมชาติได้เสมอ” ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)




“..อะไร? เป็นเหตุแห่งความเวียนเกิด?..ความยึดถือ”
เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเป็นตน ยึดในดีไม่ดี อดีต อนาคต ปัจจุบัน
นี้เป็นเหตุให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร
เมื่อเรารู้ว่า เรื่องของโลกเป็นของไม่ดีจริง, จริงไม่ดี ดังนี้
เราก็ต้องไม่ไปยึดถือมัน ต้องปัดทิ้งให้หมด
เขาจะว่าเราดีหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ของจริง
เพราะ "ดี" มันก็อยู่ที่ปากคนเล่า "ไม่ดี" ก็จริงอยู่ที่ปากคนพูด
ฉะนั้น เราจึงไม่ถือเอาทั้งหมดที่คนเขาว่า
ให้ถือเอา "ดีหรือไม่ดีที่ตัวเราเอง"

การทำดี-ไม่ดีนั้น ใครก็ไม่รู้ดีไปกว่าตัวของเราเอง
แม้แต่เทวดาก็ไม่รู้ดีไปกว่าเราได้เพราะมันเป็น "การรู้เฉพาะตัว"
ถ้าเรายังจะมัวเอาดี-ไม่ดีภายนอก จากคนอื่นอยู่แล้ว
ก็จะต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนอยู่ร่ำไป
เพราะเป็นเรื่องของ "โลก"
เป็นเรื่องของ "ความมีเขามีเรา มีตัวมีตน"

"เขา" นั้นมันเป็นเขาของสัตว์ป่า ของวัวของควาย ฯลฯ
"เรา" มันก็เป็นงาของสัตว์ งานั้นถึงจะเป็นของสูง
อยู่บนหัวของช้าง แต่มันก็ต้องต่ำลงดิน
ถ้าเราเอา "เขา" หรือ "งา" มาสวมใส่หัวของเราไว้
เราก็จะกลายเป็น "สัตว์ป่า" เช่นเดียวกัน
และถ้าเราเป็นวัวหรือควาย เราก็จะไม่พ้น
ถูกเขาจับไปฆ่าหรือถูกควายมันขวิด
ถ้าเราเอางามาใส่ ก็เปรียบเหมือนเราขึ้นไปนั่งบนคอช้าง
อาจจะถูกช้างมันแทงเข้าสักวันหนึ่ง
"ช้าง คือ ตัวอวิชชา" ถ้ามีช้าง มันก็จะต้องมีสัตว์อื่นด้วย
ถ้าเรามีช้าง เราก็ยังเป็น "ผู้มืด"
มองไม่เห็นของจริง ไม่เห็นแสงสว่าง

"ความจริง" อันนี้บางทีตัวเราเองเป็นผู้ปิดบังตัวเราเอง
คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือ เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณเหล่านี้ ล้วนเป็น "สังขารปรุงแต่ง"
ไม่ใช่ของจริงของแท้ มีแต่ความแปรปรวนไม่แน่นอน
ถ้าเราเข้าไปติดไปยึดว่าเป็นจริงจังแล้ว
ก็ย่อมเป็นเหตุนำความทุกข์เดือดร้อนมาให้แก่ตัวเราเอง

"ความดี-ความชั่ว" ก็เช่นเดียวกัน
เขาจะว่าเราดี-ไม่ดีก็อย่าไปยินดี-ยินร้าย
ให้ถือเอาความจริงที่ตัวของเราทำเอง
ผู้ที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีจิตใจสูง
เจริญขึ้นสู่ธรรมอย่างเต็มที่
ความดีของเขาก็ย่อมขยายตัวออกเอง
เหมือนกับดอกบัวที่บานเต็มที่อยู่ในสระ
ดอกก็ใหญ่ กลีบก็ขยายบาน ส่งกลิ่นหอม
คือความเย็นกระจายไปทั่ว

"ความเย็น" นี้คือ "ความสุข"
ตา-เราเห็นรูปที่ดีก็เป็นสุข รูปไม่ดีก็เป็นสุข
หู-จะได้ยินเสียงดีก็เป็นสุข เสียงไม่ดีก็เป็นสุข
ลิ้น-จะรับรสดีก็อร่อย รสไม่ดีก็กลืนอร่อย ฯลฯ
อารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านมากระทบทั้งดีทั้งชั่ว
ต้อง "ทำใจให้เป็นกลาง" วางเฉยเป็น "ฉฬงฺคุเปกขา"
จัดเข้าอยู่ใน "มรรค" เป็นองค์โพชฌงค์

พระพุทธเจ้าท่านไม่ติดดีติดชั่ว
ไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ภายนอกทั้งดี ชั่ว อดีต อนาคต ปัจจุบัน
ก็เป็นจิตที่หลุดพ้นจากอาสวะ เป็นจิตที่ตกอยู่ในกระแสของธรรม
มีความสุขเย็นเป็น "วิหารธรรม" เป็น "วิชาวิมุติ"
ผู้ใดปฏิบัติได้ขณะใดก็ย่อมได้รับผลเย็นในขณะนั้น
ไม่จำกัดกาลเวลา เป็น "อกาลิโก"

เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราพากันศึกษา
ให้รู้แจ้งชัดในเรื่องของ "โลก" และของ "ธรรม"
ให้เข้าใจส่วนใดเป็น "โลก" ก็ปัดทิ้งเสีย
ส่วนใดเป็น "ธรรม" ก็น้อมนำเข้ามาประพฤติปฏิบัติ
ผู้นั้นจักได้รับผล คือ "ความสงบ" เป็นความสุขเย็น
จะอยู่ที่ใดก็เป็นสุข จะไปไหนก็เป็นสุข
ปราศจากความเดือดร้อนทั้งปวง

ได้แสดงมาโดยย่อพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาความรู้
ก็พอสมควรแก่กาลเวลา ยุติเพียงเท่านี้..”

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๒๓๗-๒๔๐.




"...กรรมอยู่กับตัวและตัวทำกรรมอยู่ทุกขณะ ผลก็เกิดอยู่ทุกเวลา ยังสงสัยหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีและให้ผลแล้วก็สุดหนทาง ถ้ากรรมวิ่งตามคนเหมือนสุนัขวิ่งตามเจ้าของเขาก็เรียกว่าสุนัขเท่านั้นเอง ไม่เรียกว่ากรรม นี่กรรมไม่ใช่สุนัข แต่คือการกระทำดีชั่วทางกายวาจาใจต่างหาก ผลจริงคือความสุขทุกข์ที่ได้รับกันอยู่ทั่วโลก กระทั่งสัตว์ผู้ไม่รู้จักกรรม รู้แต่กระทำคือหาอยู่หากิน ที่ทางศาสนาเรียกว่ากรรมของสัตว์ของบุคคล และผลกรรมของสัตว์ของบุคคล...”

โอวาทธรรม
พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ. สกลนคร
(พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)




“..การบริกรรมภาวนา ให้จิตอยู ณ. จุดเดียว คือ พุทโธ เมื่อจิตมาจดจ้องอยู่ที่คำว่า พุทโธ ให้พิจารณาตามองค์ ฌาน 5 คือ การนึกถึง พุทโธ เรียกว่า วิตก จิตอยู่กับ พุทโธ ไม่พรากจากไปเรียกว่า วิจารณ์
หลังจากนี้ ปิติ และ ความสุข ก็เกิดขึ้น...เมื่อ ปิติและความสุขเกิดขึ้นแล้ว จิตของผู้ภาวนาย่อมดำเนินสู่ความสงบ เข้าไปสู่ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ลักษณะที่จิตเข้าสู่อัปนนาสมาธิ ภาวะจิตเป็นภาวะสงบนิ่ง สว่าง ไม่มีกิริยาอาการแสดงความรู้ ในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในสมถะ

ถ้าจะเรียกโดยจิตก็เรียกว่า อัปนนาจิต

ถ้าเรียกโดยสมาธิเรียกว่า อัปปนาสมาธิ

ถ้าเรียกโดยฌานก็เรียกว่า อัปปนาฌาน

บางท่านนำไปเทียบกับฌานขั้นที่ 5

จิตในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในอัปปนาจิต อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน จิตย่อมไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้น นอกจากมีสภาวะรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้น

เมื่อนักปฏิบัติผู้ที่ยังไม่ได้ระดับจิต เมื่อจิตติดอยู่ในความสงบนิ่งเช่นนี้ จิตย่อมไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น ให้พิจารณา กายคตาสติ เรียกว่ากายคตาปฏิปทา โดยการพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนังโดยน้อมนึกไปในลักษณะความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด เป็นของโสโครก จนกระทั่งจิตมีความสงบลง รู้ยิ่งเห็นจริงตามที่ได้พิจารณา

เมื่อผู้ปฏิบัติได้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นสิ่งปฏิกูล ในที่สุดได้เห็นจริงในสิ่งนั้นว่าเป็นของปฏิกูล โดยปราศจากเจตนาสัญญาแล้ว ก็เกิดนิมิตเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกจริงๆ โดยปราศจากสัญญาเจตนาใดๆทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็น อสุภกรรมฐาน

และเมื่อได้พิจารณาอสุภกรรมฐานจนชำนิชำนาญ จนรู้ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานนั้นแล้ว ให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ 4 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนกระทั่งเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ
เมื่อจิตรู้ว่าเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ตามที่พูดกันว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี มีแต่ความประชุมพร้อมของธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น.

เมื่อเป็นเข่นนั้น จิตก็ย่อมรู้จักอำนาจของความคิดขึ้นมาได้ว่า ในตัวของเรานี้ไม่มีอะไรอัตตา ทั้งสิ้น มีแต่ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น

ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าเพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ขั้น สมถกรรมฐานและในขณะเดียวกันนั้น ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติปฏิบัติความรู้ไปสู่ พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง...ถ้าหากมีอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ อนัตตสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา.

เมื่อฝึกฝนอบรมจิต ให้มีความรู้ด้วยอุบายต่างๆ และมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะของอสุภกรรมฐานโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะที่ว่า กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความเห็นว่า ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นแต่เพียงธาตุ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ด้วยอุบายดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิบัติยึดหลักอันนั้น ภาวนาบ่อยๆ กระทำให้มากๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมาจิตจะค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลำดับๆ ไป..”

กตฺตสีโลวาท
พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ. ๒๔๐๒–๒๔๘๔


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 101 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร