วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ย. 2019, 02:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2016, 07:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


ว่านี่ได้ภาวนาทำใจสงบระงับเห็นโทษแห่งกามคุณ เห็นว่าจิตใจที่ผูกพันอยู่ในกามคุณอันนี้มันเป็นทุกข์ มันเดือดร้อน มันเศร้าหมอง เห็นโทษอย่างนี้ก็เพ่งใจละอารมณ์เหล่านั้นได้แต่ไปติดกอยู่ในรูปกายอันนี้ ไม่สามารถจะปล่อยจะวางรูปธรรมอันนี้ได้ อย่างนี้นะท่านเรียกว่า “บำเพ็ญรูปาวจรกุศล” จิตใจสงบนิ่งอยู่ในรูปกายอันนี้แต่ยังไม่สามารถจะปล่อยวางได้ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาญาณ เพียงแต่ได้สมถะ จิตใจสงบอยู่ในรูปกายอันนี้ อันนี้นะท่านเรียกว่า รูปาวจรกุศล ก็เป็นกุศลอันสูงกว่า “กามาวจรกุศล” นั้น อย่างนี้แหละให้เข้าใจ

อะผู้เพ่งรูป ละรูปได้แล้ว ไปติดอยู่ในนามธรรม เพ่งนามธรรมเป็นอารมณ์ เช่นว่า ใจมันสงบลงไปอย่างละเอียดลออมาก อย่างนี้ที่ท่านเรียกว่า “อรูปฌาน” จิตตกเข้าไปสู่อรูปธรรม ละรูปธรรมเสีย อย่างนี้นะท่านเรียกว่า “อรูปาวจรกุศล” เป็นกุศล เป็นมหากุศล เป็นกุศลอันใหญ่ ในการบำเพ็ญบุญกุศลน่ะเป็นขั้นๆไปอย่างนี้นะ

แล้วบาดนิผู้ที่ได้บเพ็ญจิตใจให้บรรลุสมาธิ นับแต่อุปจารสมาธิไปถึงอัปปนาสมาธิอย่างนี้แล้วก็มาเจริญวิปัสสนาโดยพิจารณานามรูปขันธ์ห้าโดยอนุโลมปฏิโลมจนได้เห็นแจ้งว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาตามเป็นจริงอย่างไรแล้วเกิด “นิพพิทา” ความเบื่อหน่ายขึ้นมา เช่นนี้มันเป็นทางแห่ง “โลกุตตรธรรม” เรียกว่าเป็น “โลกุตตรกุศล” แต่เมื่อยังไม่ทันบรรลุก็ยังเป็นไม่ได้นะ ต้องเป็นโลกียกุศลไปก่อน ต่อเมื่อบำเพ็ญไปไม่ท้อไม่ถอยจนได้บรรลุถึงโลกุตตรกุศลนั่นแหละมันจึงเป็นโลกุตตรธรรมได้

ผู้บำเพ็ญรูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล หมายความว่าเพียงแต่ไปเพ่งจิตนี้ให้สงบอยู่ในรูปธรรมอยู่ในนามธรรมนั้นเฉยๆ ไม่มี “ปัญญา” อุบายแยบคายสอนจิตใจให้เห็นโทษของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในโลกอันนี้ หมายความว่าอย่างนั้น มันจึงติดอยู่ในโลกทั้งสามนี่ พ้นจากกามโลกก็ไปติดอยู่ในรูปโลก พ้นจากรูปโลกก็ไปติดอยู่ในอรูปโลก หมายความว่า โลกที่เป็นที่อยู่อาศัยของจิตวิญญาณ

ทีนี้ผู้ที่บำเพ็ญโลกุตตรกุศลให้เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้นั้น เพียงขั้น “โสดาปัตติผล” เช่นนี้มันก็เป็นหนทางเข้าสู่พระนิพพานโดยตรงไปเลย ไม่อ้อมค้อมแล้ว อย่างมากก็เกิดอีกเจ็ดชาติเท่านั้นแล้วก็บรรลุพระนิพพานได้ ถ้าอย่างกลางก็สามชาติ อย่างสูงก็ชาติเดียว เกิดอีกชาติเดียวแล้วก็เข้าสู่พระนิพพาน อย่างนี้แหละให้พากันเข้าใจ การบำเพ็ญทางจิตใจเราต้องรู้ไว้ทั้งทางส่วนที่เป็นโลกีย์และทางไปสู่โลกุตตรธรรมดำเนินอย่างไร ให้เข้าใจไว้ตามที่แนะนำนี้แหละ ชี้แจงให้ฟังนี้



:b44: :b44:


ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
“ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว”



◇◆ ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ” ◆◇
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร