วันเวลาปัจจุบัน 28 ต.ค. 2020, 06:47  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 10 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 10:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2014, 07:47
โพสต์: 33

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


การให้ผลของกรรมตามกาลเวลา กับ ความเพียรพยายาม การที่กรรมให้ผลในเเต่ละเวลาๆขึ้นอยุ่กับตัวเราเองความพยายามของเราเองด้วยรึป่าว หรือว่ามันมีกฎเกณฑ์มาแล้วจะจะเกิดเวลาไหนๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 11:04 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ส.ค. 2011, 13:22
โพสต์: 80


 ข้อมูลส่วนตัว


นอกจากนี้ยังมีลักษณะของกรรมที่อยากใหรูไวใหชัดอีก ๖ ประการ คือ

๑. กรรมจากการฆาสัตวยอมสงผลใหไปสูอบายภูมิ ครั้นกลับมาเกิดเปนมนุษยอีก ก็เปนคนอายุนอยหรืออายุสั้น ตายเสียกอนวัยอันควร สวนกรรมที่ไมฆาสัตว มีเมตตาปรานีในสรรพสัตว ตายแลวยอมไปสูสุคติโลกสวรรค เมื่อกลับมาเกิดเปนมนุษย ก็เปนคนอายุยืน

๒. กรรมจากการเบียดเบียนสัตวดวยการตบตี ขวางปา แทง ฟน สงผลใหไปสูอบายภูมิ ครั้นไดกลับมาเปนมนุษยอีก ก็เปนคนมีโรคภัยไขเจ็บมาก

๓. กรรมจากความมักโกรธถูกวาเล็กนอยก็โกรธพยาบาทปองราย แสดงความโกรธ ความดุราย ความนอยใจใหปรากฏออกมา สงผลไปสูอบายภูมิ ครั้นมาเกิดเปนมนุษย ก็จะเปนคนผิวทราม สวนคนที่ไมมักโกรธ เกิดมาเปนมนุษยก็ผิวงาม นาเลื่อมใส ผองผุด เกลี้ยงเกลา

๔. กรรมจากความมีใจริษยาอยากได เขาไปขัดขวางในลาภ สักการะของผูอื่น หรือผูอื่นมีใจนับถือ นบไหวผูอื่น ก็ไปขัดขวางเขา ตองการใหนับถือตัวผูเดียว ตายไปก็ลงสูอบายภูมิ ครั้นเกิดเปนมนุษยอีกก็เปนคนมีศักดาต่ํา ไมคอยมีใครยกยองนับถือ สวนทําตรงกันขามก็ไปสูสวรรค เกิดเปนมนุษยมีศักดาใหญ ไดรับความนับถือจากผูอื่น

๕. กรรมจากการไมใหทาน ขาว น้ํา ผา ยานพาหนะ ดอกไมของหอม ที่อาศัยหลับนอน ใหแสงสวาง แกสมณะและคนดี เพราะความตระหนี่ เหนียวแนน ตายไปก็สงผลใหไปสูอบายภูมิ ครั้นมาสูความเปนมนุษยอีก ยอมเปนคนมีโภคะนอย หรือมีสมบัตินอย สวนทําตรงกันขามยอมเปนผูมีโภคะมาก

๖. กรรมจากความกระดางถือตัว ไมไหวคนควรไหว ไมลุกรับคนควรลุกรับ ไมใหอาสนะแกคนควรให ไมหลีกทางแกคนควรหลีก ไมสักการะคนควรสักการะ ไมเคารพคนควรเคารพ ไมนับถือคนควรนับถือ ไมบูชาคนควรบูชา ทั้งนี้ก็สามารถสงผลดีและผลรายไดเชนเดียวกัน ดังนั้น จะเห็นไดวา กรรมที่กลาวมานี้ เปนเรื่องของจิตใจโดยตรง เปนกรรมทางจิต ก็จิตของมนุษยเรานั้น ถาปลอยใหจิตเศราหมอง ขุนมัว ดวยกรรมตางๆ กัน ยอมเปนพิษภัยแกตัวเองทั้งสิ้น ทานจึงสอนใหทําจิตใหสะอาด สวาง และสงบ เปนจิตบริสุทธิ์ ประกอบดวย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เปนจิตใจที่ออนโยน

๗. กรรมอีกอยางหนึ่ง คือ การไมเขาหาเพื่อศึกษาหรือไตถามสมณพราหมณหรือผูรูมีปญญาในสิ่งที่ควรถาม เชน กุศล อกุศล สิ่งมีโทษ ไมมีโทษ สิ่งควรเสพ ไมควรเสพ กรรมที่เปนไปเพื่อทุกข กรรมที่เปนไปเพื่อสุข หรือสิ่งที่สงผลไปสูอบาย หรือกรรมที่สงผลไปสูสุคติโลกสวรรค นิพพาน การที่ทานบัญญัติกรรมนี้ไว ก็เพราะถือวา มนุษยที่เกิดมา จะทําดีหรือไมดี ก็เพราะความไมรูที่เรียกวา “อวิชชา” การไมแสวงหาความรู จึงเปนตนเหตุแหงกรรมดีกรรมชั่วของมนุษย ผลที่เห็นไดงายก็คือความโงเขลา และความเฉลียวฉลาดมีปญญา เมื่อไดรูเรื่องกรรม ตามที่กลาวมาแลวทั้งหมด ทานผูมีปญญา ยอมจําแนกแยกแยะ ความหยาบ ความละเอียด หนักเบาของกรรม นั้นๆ ได และเปนจริง แสดงใหเห็นวา สัตวทั้งหลายมีกรรมเปนของๆ ตน มีกรรมเปนผูใหผล มีกรรมเปนแดนเกิด มีกรรมเปนเครื่องจําแนกแยกใหเห็นวา มนุษยจะดีหรือจะชั่ว จะร่ํารวยหรือยากจนเข็ญใจ จะรูปงามหรือต่ําทราม จะลงนรกหรือขึ้นสวรรค จะเวียนวายตายเกิดในภพภูมิตางๆ หรือจะหลุดพนไปสูพระนิพพาน แดนแหงจิตอมตะก็ดวยกรรม คือ “การกระทําของตนเอง” ทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก บันทึกของพระภิกษุนิรนาม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 11:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ส.ค. 2011, 13:22
โพสต์: 80


 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อนะครับ

เพราะแรงกรรมแตกตางกันดังนี้ ทานจึงแยกกรรมและผลของกรรม ไวดังนี้
๑. กรรมที่สามารถใหผลใหปจจุบันชาติ ที่เรียกวาใหผลทันตา
ไดแก กรรมประเภทประทุษรายผูทรงคุณ เชน บิดา มารดา พระอรหันต แมแตเพียงการด าวาติเตียนทานผูทรง
คุณเชนนั้น ก็เปนกรรมที่แรง สามารถ หามมรรคผลนิพพานได
ดวยเหตุนี้เมื่อ องคุลิมาลย จะฆามารดาเปนคนสุดทาย จึงจะครบพันคนตามที่ อาจารยสั่งฆ า พระพุทธเจาจึงตอง
เสด็จไปยับยั้งไว เพราะการเบียดเบียนสัตว หรือทรมานสัตวบางจําพวก ก็มักใหผลในปจจุบันทันตาไดเหมือนกัน
เชน การเบียดเบียนแมว เปนตน นี่เปนกรรมฝายอกุศล ฝายกุศลก็สามารถใหผลทันตาเชนกัน
อยางผูประพฤติพรหมจรรยทั้งยังมีศีลบริสุทธิ์ ผลที่มองเห็นก็คือ ไดรับการอภิวาทกราบไหว ไดรับการยกเวนภาษี
อากรจากรัฐบาล ไดรับการคุมครองจากรัฐบาล ไดรับปจจัยที่เขาถวายดวยศรัทธา เลี้ยงชีพเปนสุขในปจจุบัน
ไดรับความเงียบสงัดใจ ความแชมชื่นเบิกบานใจ ความสุขสบายทั้งกายและใจ เพราะใจสงบเปนสมาธิ ไดฌาน
สมาบัติ ไดไตรวิชชา หรืออภิญญา สิ้นอาสวะในปจจุบันชาติ แตถายังมีกิเลสอยู ก็จะเขาถึงโลกที่มีสุขเมื่อตายไป

๒. กรรมที่สามารถใหผลเมื่อเกิดใหมในชาติหนา
ถาเปนกุศลกรรมก็อํานวยผลใหมีความสุขตามสมควรแกกรรมในคราวใดคราวหนึ่ง ถาเปนอกุศลกรรมก็ใหผล
เปนทุกขเดือดรอนตามสมควรแกกรรมในคราวใดคราวหนึ่ง สมมติชาติปจจุบันเราเกิดเปนมนุษย ไดกระทํากรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 11:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ส.ค. 2011, 13:22
โพสต์: 80


 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อครับ
ไวหลายอยางทั้งบุญและบาป ตายแลวกลับมาเกิดเปนมนุษยอีกดวยอํานาจกุศลกรรมอยางหนึ่ง ซึ่งสามารถแตง
กําเนิดไดในชีวิตใหมนี้ ที่เราไดรับสุขสมบูรณเปนครั้งคราว เพราะกุศลกรรมในประเภทนี้ใหผล เราไดรับความ
เดือดรอนเปนบางครั้ง นั่นคืออกุศลกรรมในประเภทนี้ใหผล
๓. กรรมที่สามารถใหผลสืบเนื่องไปหลายชาติ ตัวอยางในขอนี้มีมาก
ฝายกุศลกรรม เชน พระบรมศาสดาทรงแสดงบุพกรรมของพระองคไววา ทรงบําเพ็ญเมตตาภาวนาเปนเวลา ๗ ป
สงผลใหไปเกิดในพรหมโลกนานมาก แลวมาเกิดเปนพระอินทร ๓๗ ครั้ง มาเกิดเปน พระเจาจักรพรรดิ ๓๗ ครั้ง
ฝายอกุศลกรรม เชน พระมหาโมคคัลลานะเถระในอดีตชาติ หลงเมียและฟงคํายุยงของเมียใหฆาบิดามารดาผู
พิการ ทานทําไมลง เพียงแตทําใหมารดาลําบาก กรรมนั้นสงผลใหไปเกิดในนรกนาน ครั้นมาเกิดเปนมนุษยก็ถูก
เขาฆาตายมาตามลําดับทุกชาติถึง ๕๐๐ ชาติ ทั้งชาติปจจุบัน ที่บรรลุพระอรหันตแลวก็ถูกโจรฆา
๔. กรรมที่ไมมีโอกาสจะใหผล
เพราะไมมีชองที่จะใหผล เลยหมดโอกาส และสิ้นอํานาจสลายไป เรียกวา “อโหสิกรรม” ในฝายอกุศล เชนทาน
องคุลิมาลย ไดหลงกลของอาจารย จึงไดฆาคนเกือบพัน เพื่อนําไปขึ้นครูขอเรียนมนต
พระพุทธองคทรงเห็นอุปนิสัยแหงพระอรหันตผลมีอยู ทรงเกรงวาจะฆามารดา แลวทําลายอุปนิสัยแหงพระ
อรหันตเสีย จึงรีบเสด็จไปโปรด และตรัสพระวาจาเพียงวา
“เราหยุดแลว แตทานซิยังไมหยุด”
องคุลิมาลยเกิดรูสึกตัว จึงเขาเฝาขอบรรพชาอุปสมบท
๕. ชนกกรรม กรรมที่สามารถแตงกําเนิดได
กําเนิดของสัตวในไตรโลก มี ๔ อยางดวยกันคือ ๑.ชลาพุชะเกิดจากน้ําสัมภะของมารดาบิดาผสมกัน เกิดเปนสัตว
ครรภ แลวคลอดออกมาเปนเด็ก คอยเจริญเติบโตขึ้นโดยลําดับกาล ฝายดีเกิดเปนมนุษย ฝายไมดีก็เกิดเปนสัตว
ดิรัจฉานบางจําพวก, ๒.อัณฑชะ เดิมเปนฟองไขกอน แลวจึงเกิดเปนตัวออกจากกะเปาะฟองไข แลวเจริญเติบโต
โดยลําดับกาล ฝายดีไดแกกําเนิดดิรัจฉานที่มีฤทธิ์ เชน นาค ครุฑ ฝายชั่วไดแกกําเนิดดิรัจฉาน เชน นก
ทั่วๆไป, ๓.สังเสทชะเกิดจากสิ่งโสโครกเหงื่อไคล ฝายดี เชน นาค ครุฑ ฝายชั่ว ไดแก กิมิชาติ มีหนอนที่เกิดจาก
น้ําครํา เปนตน รวมทั้งเลือด ไร หมัด เล็น ที่เกิดจากเหงื่อไคลหมักหมม เปนตน, ๔.อุปปาติกะเกิดขึ้นเปนวิญู
ชนทันที ฝายดี เชน เทวดา ฝายชั่ว เชน สัตวนรก เปรต อสุรกาย รวมความวากรรมดีแตงกําเนิดดี กรรมชั่วแตง
กําเนิดชั่ว นี้เปนกฎแหงกรรมที่ตายตัว ไมเปลี่ยนแปลงเปนอื่นไป
๖. อุปปตถัมภกกรรม เปนกรรมที่คอยสนับสนุนกรรมอื่นซึ่งเปนฝายเดียวกัน
กรรมดีก็สนับสนุนกรรมดี กรรมชั่วก็สนับสนุนกรรมชั่ว เชน กรรมดีแตงกําเนิดดีแลว กรรมดีอื่นๆ ก็ตามมา
อุดหนุนสงเสริมใหไดรับความสุขความเจริญยิ่งขึ้น กรรมชั่วแตงกําเนิดทราม กรรมชั่วอื่นๆ ก็ตามมาอุดหนุน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 11:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ส.ค. 2011, 13:22
โพสต์: 80


 ข้อมูลส่วนตัว


สงเสริมใหไดรับทุกขเดือดรอนในกําเนิดนั้นยิ่งๆ ขึ้น อยางที่เราเห็นๆกัน คนทําดี เชน ใหทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ
ความดีก็จะส งเสริมใหไดดีมีความสุขยิ่งขึ้น บางคนเกิดมายากจน ชีวิตก็ยิ่งไดรับความยากจนตลอดมา
๗. กรรมที่เปนปรปกษตอกรรมอื่นที่ตางฝายกับตน
คอยเบียดเบียน ใหฝายตรงขามมีกําลังออนลง ใหผลไมเต็มเม็ดเต็มหนวย เชน เกิดเปนมนุษย แลวมีกรรมชั่วเขา
มาขัดขวางลิดรอนอํานาจของกรรมดีลง เชน ไดเกิดเปนมนุษยแลว ก็ใหมีอันเจ็บปวยดวยโรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน
มีแตความทุกขโศกสูญเสีย พลัดพราก ทั้งนี้ก็เพราะกรรมชั่วแตงใหเกิดมาทราม แตยังมีกรรมดีเขามาสนับสนุน
ใหมีผูเมตตาสงสารชวยเหลือ ถึงเกิดเปนสัตว ก็มีผูเลี้ยงดูรักใครอุปถัมภ อยางหมามีปลอกคอ
๘. กรรมที่เปนปรปกษกับกรรมอื่น
แตมีอํานาจรุนแรงกวา เชน เกิดเปนมนุษยแตไปฆาเขาตาย ก็เสียความเปนมนุษยไป ดูเหมือนเปนยักษมารชั่วราย
ปาเถื่อน
นั่นคือ กรรมดีใหมาเกิดเปนมนุษย แตกรรมชั่วทําใหเสียความเปนมนุษย หรือเกิดมาเปนเพศชาย แตประพฤติ
อยางเพศหญิง หรือเพศหญิงอยากเปนชาย ซึ่งมีใหเห็นกันมากอยางทุกวันนี้ ในพุทธกาลเคยมีตัวอยาง เชน
โสเรยยะบุตรเศรษฐี ไปหลงใหลพระสังกัจจายน วาทานรูปงามอยางผูหญิง มีจิตคิดเอาเปนภรรยา ผลกรรมทําให
กลับเพศเปนหญิง ตองหนีจากบานไปอยูเมืองอื่น ไปไดสามี มีบุตรดวยกัน ภายหลังมาขออโหสิกรรมจากพระ
เถระ ทานอภัยโทษให จึงไดกลับเปนชายตามเดิม เรื่องของพระอรหันตจะไปลอเลนไมได บางคนไปเกิดเปนเปรต
ไดมีผูอุทิศบุญให ตอมาไดไปเกิดเปนเทวดา
๙. กรรมที่หนักมาก สามารถใหผลในทันทีทันใด
หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา “ครุกรรม” ฝายกุศลไดแกฌานสมาบัติ ฝายอกุศลไดแกอนันตริยกรรม ๕ ประการ
อนันตริยกรรมนี้มีผลรายแรงมาก แมเปนผูมีอุปนิสัยจะไดสําเร็จมรรคผลถึงขั้นพระอรหันต แตถาไปทําผิดเขา ก็
จะตัดมรรคตัดผล ตองไปเสวยกรรมอีกชานาน
๑๐. กรรมอีกอยางเรียก พหุลกรรม หรืออาจิณกรรม
คือตองทําเปนประจําจนเคยชิน เปนกรรมหนักรองจากครุกรรมลงมา ทางฝายดี เชน เปนผูบําเพ็ญทาน ถือศีล
เจริญสมาธิ มีเมตตาภาวนา เปนตน แตยังไมถึงไดฌานสมาบัติ กรรมนี้ก็จะเปนปจจัยใหมีกําลังในจิต ที่จะทําดีอยู
เสมอ สามารถใหผลตอเนื่องไปนาน ถาไมประมาทในชาติตอไปก็จะทําเพิ่มเติมอยูเปนอาจิณ ตัดโอกาสไมให
กรรมเล็กนอยมาตัดรอนได
ทางฝายอกุศลก็เชนเดียวกัน เชน พรานป าลาสัตว หรือชาวประมง ทําปาณาติบาตอยูเปนประจํา แมแตคนมี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 11:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ส.ค. 2011, 13:22
โพสต์: 80


 ข้อมูลส่วนตัว


อาชีพฆาหมูขาย เชือดไก เชือดเปด หรือขายสัตวเปนประจํา คนพวกนี้แมจะมีกรรมดีอยูบาง ก็ยากที่จะเขามา
ชวยได เพราะกรรมชั่วติดสันดานเสียแลว เวลาใกลตาย ก็จะสงเสียงรองเหมือนสัตวที่ตนฆา พอสิ้นใจก็ไปนรก
ทันที โรงงานใหญๆ ที่ฆาไกสงนอกวันละเปนพันเปนหมื่น เขามักจะจางคนอิสลามมาฆา ก็ไมมีผลอะไรในเรื่องของ
บุญบาป เพราะเจาของผูใหฆาและคนฆา จะนับถือศาสนาอะไร ก็ตองรับผลทั้งนั้น
เจาของผูใหฆาหรือจางวานใหฆา จะวาไปแลวก็ถือวาเปนบาปกวาคนฆาเสียอีก เขาเหลานี้ แมจะร่ํารวยเปนพัน
เปนหมื่นลาน เมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต ทรัพยนั้นก็จะละลายหายสูญ เชนเดียวกับที่ถูกเผาไหมอยูในนรก
ยังมีกรรมอีกสองประเภท กรรมแรกเรียก “อาสันนกรรม” เปน กรรมที่ใหผลในเวลาใกลตาย ไมวาจะเปนกรรม
หนักหรือกรรมเบา
ตัวอยางในสมัยพุทธกาลเลาวา มีบุรุษคนหนึ่งโดยสารไปในเรือเดินทะเล แลวเกิดพายุทําใหเรือแตกอับปางลง จึง
ไดสมาทานศีลกอนตายเพียงเล็กนอย เมื่ อตายแลวไดไปเกิดในสวรรค มีนามวา สตุลลปายิกาเทวา
ตัวอยางการอาราธนาศีลกอนตาย คนไทยชาวพุทธแตโบราณมา ยึดถือปฏิบัติกันทั่วไป บิดามารดาก็ดี ญาติพี่
นองก็ดี เมื่อเห็นวาใกลจะสิ้นใจ เขาจะบอกใหผูใกลตายระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม เชน บอกใหระลึกถึงคุณพระพุทธเจา
เชน พุทโธ หรือ สัมมาอะระหัง เมื่อสิ้นใจแลวจะไดมีสติ ไปจุติในที่ดีเอาไวก อน
แตบางทีถาทําบาปเอาไวมาก จะบอกอยางไรก็ไมมีสติจะระลึกได เพราะเจากรรมนายเวรที่เขาอาฆาตไดปดบัง
เอาไว
พระพุทธเจาทานจึงสอนนักหนาวา “ขึ้นชื่อวาบาป ไมทําเสียเลย ดีกวา” แตถึงจะเคยทําบาปมา ภายหลังสํานึกได
กลับทําความดี ใหทาน รักษาศีล บําเพ็ญสมาธิภาวนา ก็ยังพอเอาตัวรอดได โดยเฉพาะการทําสมาธินั้น เปนเหตุ
ใหมีสติดี เมื่อมีสติดี ก็สามารถจะระลึกถึงความดี เชน พุทโธ ไดกอนสิ้นใจ
ดังนั้นทานทั้งหลายจึงไมควรจะตายอยางคนเลอะเทอะหาสติมิได จะเปนการเสียชาติที่เกิดมาเปนมนุษย
กรรมอีกประเภทหนึ่ง เรียก “กตัตตากรรม” เปนกรรมที่เบาที่สุด หรือจะเรียกวากรรมเล็กกรรมนอย ทําดวย
เจตนาออนๆ แทบไมมีเจตนาเลย เชน การฆามดแมลงของเด็กๆ ไมเดียงสา แสดงคารวะตอพระรัตนตรัย ตามที่
ผูใหญสอนใหทํา เด็กก็จะทําดวยเจตนาที่ชื่อวาสักแตวาทํา ถาไมมีกรรมอื่นใหผลเลย กรรมชนิดนี้ก็ใหผลไดบาง
อยางไรก็ตาม กรรมตางๆ ที่กลาวมาแลวทั้งหมด แสดงวาพระพุทธศาสนาไมไดสอนแบบกําปนทุบดิน อยางที่
บอกวา ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว แตไดแยกแยะกรรมตางๆ ไวเปนอันมาก ทําดีขนาดไหน ทําอยางไร ทําชั่วขนาดไหน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 11:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ส.ค. 2011, 13:22
โพสต์: 80


 ข้อมูลส่วนตัว


เชน พุทโธ หรือ สัมมาอะระหัง เมื่อสิ้นใจแลวจะไดมีสติ ไปจุติในที่ดีเอาไวก อน
แตบางทีถาทําบาปเอาไวมาก จะบอกอยางไรก็ไมมีสติจะระลึกได เพราะเจากรรมนายเวรที่เขาอาฆาตไดปดบัง
เอาไว
พระพุทธเจาทานจึงสอนนักหนาวา “ขึ้นชื่อวาบาป ไมทําเสียเลย ดีกวา” แตถึงจะเคยทําบาปมา ภายหลังสํานึกได
กลับทําความดี ใหทาน รักษาศีล บําเพ็ญสมาธิภาวนา ก็ยังพอเอาตัวรอดได โดยเฉพาะการทําสมาธินั้น เปนเหตุ
ใหมีสติดี เมื่อมีสติดี ก็สามารถจะระลึกถึงความดี เชน พุทโธ ไดกอนสิ้นใจ
ดังนั้นทานทั้งหลายจึงไมควรจะตายอยางคนเลอะเทอะหาสติมิได จะเปนการเสียชาติที่เกิดมาเปนมนุษย
กรรมอีกประเภทหนึ่ง เรียก “กตัตตากรรม” เปนกรรมที่เบาที่สุด หรือจะเรียกวากรรมเล็กกรรมนอย ทําดวย
เจตนาออนๆ แทบไมมีเจตนาเลย เชน การฆามดแมลงของเด็กๆ ไมเดียงสา แสดงคารวะตอพระรัตนตรัย ตามที่
ผูใหญสอนใหทํา เด็กก็จะทําดวยเจตนาที่ชื่อวาสักแตวาทํา ถาไมมีกรรมอื่นใหผลเลย กรรมชนิดนี้ก็ใหผลไดบาง
อยางไรก็ตาม กรรมตางๆ ที่กลาวมาแลวทั้งหมด แสดงวาพระพุทธศาสนาไมไดสอนแบบกําปนทุบดิน อยางที่
บอกวา ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว แตไดแยกแยะกรรมตางๆ ไวเปนอันมาก ทําดีขนาดไหน ทําอยางไร ทําชั่วขนาดไหน
ทําอยางไร และใหผลอยางไร ทานแสดงไวหมด ผูที่วิตกวาไดทําบาปมามาก กลัวจะใชกรรมไมหมด ก็ไมตองกลัว
ขนาดนั้น เมื่อรูตัววาทําบาปมากก็ยังมีทางแกอยู คือ หันมาทําบุญใหมาก ทาน ศีล ภาวนา ตองทําใหมากกวา
บาปที่ทํามาแลว ก็อาจแกไขใหรายกลายเปนดีได แตตองทําใหมาก ชนิดที่กรรมชั่วตามไมทัน
อยางองคุลิมาลยไดฆาคนมารวมพัน ยังไดบรรลุอรหันต พอบรรลุอรหันตก็เปนผูเหนือโลก พนโลกเสียไดแลว
กรรมอื่นก็เปนอันพนไป หมดทางที่จะชดใชอีกแลว เวนแตกรรมบางชนิดแมเปนอรหันตแลวก็ยังตองใช อยางที่
กลาวมาแลว
ยังมีผูเขาใจผิดในเรื่องของกรรมอีกมาก เชน ทําดีไดบาป หรือทําบาปแลวยังไดดี ถาทําความเขาใจเรื่องกรรมที่
กลาวมาแลวใหดี ก็จะเห็นวา ที่ทําบาปกลับไดดีนั้น เขายังมีกรรมอื่นสนับสนุนอุปถัมภอยู บุญกุศลที่เคยทําไวใน
อดีตยังมีเหลืออยู บาปในชาตินี้ยังสงผลใหไมได สวนทําดีไดบาปนั้นก็เชนเดียวกัน บาปเกายังสงผลอยู กรรมดีก็
เขาไปสนับสนุนไมได ตองรอจนบาปเก าสิ้นไปจึงจะไดรับผลดีตอบแทน จึงเชื่อวาจะไมสับสนในเรื่องของกรรม หรือ
รูเรื่องกรรมแบบกําปนทุบดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 13:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


pang99 เขียน:
การให้ผลของกรรมตามกาลเวลา กับ ความเพียรพยายาม การที่กรรมให้ผลในเเต่ละเวลาๆขึ้นอยุ่กับตัวเราเองความพยายามของเราเองด้วยรึป่าว หรือว่ามันมีกฎเกณฑ์มาแล้วจะจะเกิดเวลาไหนๆ

เรื่องกาลเวลาของกรรมที่ให้ผล เมื่อไหร่นั้น ไม่ควรคิด
แต่ น้ำหนักของกรรม ที่มีน้ำหนักเบา หนัก ต่างๆ กัน ย่อมให้ผลก่อนหลัง

ทำดี ไว้ไม่เสียเปล่าครับ

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2015, 15:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


pang99 เขียน:
การให้ผลของกรรมตามกาลเวลา กับ ความเพียรพยายาม การที่กรรมให้ผลในเเต่ละเวลาๆขึ้นอยุ่กับตัวเราเองความพยายามของเราเองด้วยรึป่าว หรือว่ามันมีกฎเกณฑ์มาแล้วจะจะเกิดเวลาไหนๆ

ดูท่าจะสนใจเรื่องกรรม และวิบากกรรมมากเลยนะครับ s005

ถูกต้อง....การให้ผลของกรรม ขึ้นอยู่กับ ตัวเราเองทำด้วย เรียกว่า ปโยคะ ถ้าพยายามทำดี ทำสุจริต ๓ (กาย วาจา ใจ)นี่เรียกว่า ปโยคสมบัติ ความเพียรในการ คิดดี พูดดี ทำดีผลของบาปกรรมที่เคยทำมาบางอย่าง เช่น ยกตัวอย่าง ไม่ตั้งใจเรียนเทอมก่อน ทำให้พ่อแม่ดุด่า ตัวเราเองก็เสียใจ พอมาตั้งใจเรียนใหม่ในเทอมต่อมา ความพยายามที่จะทำดีนั่นแหละเรียกว่า ปโยคสมบัติ เพื่อนๆ ใครต่อใครเคยคิดว่า เราไม่เอาไหนสอบยังไง ผลการเรียนก็ไม่ดี พอเอาใหม่ตั้งใจ ภาพที่ใครๆ ดูถูกเรา แล้วเราโกรธไม่พอใจเสียใจไม่สบายใจเป็นบาปอกุศลเล็กๆ (ผัสสะกระทบ คือวิบาก) เพราะความขี้เกียจของเราในการไม่ตั้งใจเรียน ผลของเทอมก่อน พอให้ผลแล้วก็คือ เฟล เสียใจ :b2: :b2: :b2:

ก็แปลว่า กรรมและวิบากกรรมที่ไม่ตั้งใจเรียนกิดขึ้นแล้ว สำเร็จแล้ว อย่างนี้เรียกว่า เป็น อโหสิ แปลว่าได้มีได้เป็นเรียบร้อยแล้ว เป็น อโหสิกรรม ที่ไม่ค่อยมีใครเคยได้ยินได้ฟังใน นัยแบบนี้ ต่อ... เกรดเทอมก่อนแย่ รับผลของ ความไม่ตั้งใจในเทอมก่อนนี้เป็นอันจบ (จบเฉพาะเทอมนั้นๆ) มีผลมีวิบากเกิดขึ้นเรียบร้อย ติด F ติด I ติดใจอะไรก็ว่ากันไป s005

แต่เมื่อเรายังเรียนไม่จบ มีเหลืออีกกี่เทอม ก็แปลว่ายังมี กรรมและวิบากรออยู่ ในเทอมใกล้ๆ นี้ เทอมถัดไป ในปีการศึกษาใหม่อีก เพราะยังไม่จบ แต่ถ้าจบสำเร็จการศึกษา อย่างนี้ก็คือว่า พ้นกรรมและวิบากกรรม (ในการเรียนการสอบการทำเกรดทำผลการเรียนแล้วนั่นเอง)

เทอมนี้หน้าจะตกๆ เกรดเทอมก่อนก็แย่ คะแนนรวมๆ ก็ไม่ดี แต่เป็นจังหวะดี ครูลดหย่อน ให้ทำงานส่ง ให้คะแนนเก็บเพิ่ม แบบนี้ก็คือ กาลสมบัติ จะช่วยส่งให้ ความพยายามดี ปโยคะสมบัติของเรา ออกมาดี กลับกัน เป็นช่วงเวลาชิวๆ สบายๆ แต่เราเอง ขาดปโยคสมบัติ ไปพยายามสนใจสิ่งอื่นที่ไม่ใช่การเรียน ก็เรียกว่า ปโยควิบัติ ยิ่งเจอช่วงสถานการณ์ วาระ หรือเวลาแย่ๆ อาจารย์ประจำวิชา เกิดเข้มงวด เจอ ผอ.ตำหนิด้วยเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พาลมาลงเด็กๆ (สมมติๆ) เข้าห้องมาปุ๊บ เด็กพูดแซวนิดหน่อย โมโห ตัดคะแนนยกชั้น กาลวิบัติ บังเกิดเลยทีนี้ มีผลกระทบไปถึงปลายเทอมทันที ฯลฯ

สรุปอีกทีเนาะครับ มันมีเงื่อนไข ในผลของกรรม สมมติตามที่ยกตัวอย่าง เทอมที่แล้วทำไว้แย่ ปโยควิบัติไม่ตั้งใจ ผลคือเทอมที่แล้วก็เลยเฟล :b2: จบผลของกรรมแล้ว เป็นอโหสิกรรมแล้ว เมื่อยังไม่จบ ยังไม่ลาออก โดนไล่ออก แปลว่ายังมี กรรมและผลของกรรมรออยู่ ในเทอมถัดๆ ไป ฉะนั้น เทอมนี้ถ้าเรายัง ประกอบความพยายามที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับการเรียน การใช้ชีวิต(กุศลกรรมบถ) กรรมที่ไม่ตั้งใจเรียน ก็จะรันให้ผลใหม่ในเทอมนี้ และเทอมถัดๆ ไป หรือในปีการศึกษาใหม่ถัดๆ ไปนั่นเอง เช่นเดียวกัน กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ที่เรานำมาประกอบใช้ในชีวิต ก็จะติดตามให้ผลเมื่อเรายังทำ อกุศลกรรมอยู่ ที่ทำแล้วก็เป็นผลทันทีบ้าง ยังไม่ให้ผลเมื่อคราวที่แล้ว ก็จะให้ผลในคราวนี้ ยังไม่ให้ผลในคราวนี้ ก็จะให้ผลในคราวถัดๆ ไป จำต้องยกตัวอย่างเรื่องผลการเรียน เพื่อให้พอเห็นภาพ s006

หรือกระทั้งบางที น่าจะเคยยกตัวอย่างไปแล้ว ปโยควิบัติ ไม่ตั้งใจเรียนอะไรเท่าไหร่ แต่มีกาลสมบัติหนุน มีเหตุปัจจัยอื่นสนับสนุน แทนที่จะตกๆ ก็กลับรอด นี่แหละครับ กรรมและผลของกรรม เป็นอจินไตยไม่ควรคิด สักเท่าไหร่ ที่ว่าไม่ควรคือ คนอื่นทำอะไร ได้ผลอย่างไร มันรู้ยากเข้าใจยาก หันมาสนใจกรรมเราผลของกรรมของเราเอง อันนี้พอรู้ได้ด้วยตนเองเป็นปัจจัตตัง ที่ว่าไม่ควรคิด คือเรื่องของคนอื่นเนาะไม่ควรคิด เอาใจช่วย และอนุโมทนาที่สนใจศึกษาเรื่องกรรมนะครับ rolleyes

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มี.ค. 2015, 01:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


pang99 เขียน:
การให้ผลของกรรมตามกาลเวลา กับ ความเพียรพยายาม การที่กรรมให้ผลในเเต่ละเวลาๆขึ้นอยุ่กับตัวเราเองความพยายามของเราเองด้วยรึป่าว หรือว่ามันมีกฎเกณฑ์มาแล้วจะจะเกิดเวลาไหนๆ


ความคิดเห็นของผมคิดว่ากฎเกณฑ์ที่คาดคะเนได้ยากว่ากาลเวลาไหนจะปรากฎผลของกรรม

แต่ขึ้นอยู่กับความพยายามของเราเองเป็นหลัก (เหตุ)เพื่อเปลี่ยนผลของกรรมให้เกิดขึ้นแทนในรูปแบบใหม่ จนกระทั่งอยู่เหนือกฎเกณฑ์ในที่สุดคือพระนิพพาน

แต่ก่อนจะบำเพ็ญเพียรจนถึงพระนิพพาน ก็สามารถปฎิบัติให้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ให้ได้เสียก่อน

ดังคำกล่าวที่ว่า ความเพียรไม่เลือกกาลเวลา แม้เทวดาก็ห้ามเราไม่ได้

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 10 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron