วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ย. 2020, 10:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 53 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2012, 22:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 13:38
โพสต์: 376

ชื่อเล่น: ต้น
อายุ: 0
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


[๑๔๓] เอกปุคฺคโล ภิกฺขเว โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ
อทุติโย อสหาโย อปฺปฏิโม อปฺปฏิสโม อปฺปฏิภาโค ๑ อปฺปฏิปุคฺคโล
อสโม อสมสโม ทิปทานํ อคฺโค กตโม เอกปุคฺคโล ตถาคโต
อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อยํ โข ภิกฺขเว เอกปุคฺคโล โลเก
อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ อทุติโย อสหาโย อปฺปฏิโม อปฺปฏิสโม
อปฺปฏิภาโค อปฺปฏิปุคฺคโล อสโม อสมสโม ทิปทานํ อคฺโคติ ฯ

อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกบุคคลบาลี หน้าต่างที่ ๒ / ๒.
บทว่า อปฺปฏิโม (ไม่มีผู้เปรียบ) ความว่า อัตภาพเรียกว่ารูปเปรียบ. ชื่อว่าไม่มีผู้เปรียบ เพราะรูปเปรียบอื่นเช่นกับอัตภาพของท่านไม่มี.
อีกอย่างหนึ่ง มนุษย์ทั้งหลายกระทำรูปเปรียบใดล้วนแล้วด้วยทองและเงินเป็นต้น ในบรรดารูปเปรียบเหล่านั้น ชื่อว่าผู้สามารถกระทำโอกาสแม้สักเท่าปลายขนทรายให้เหมือนอัตภาพของพระตถาคต ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าไม่มีผู้เปรียบแม้โดยประการทั้งปวง.
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.p ... &i=139&p=2

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
เอกบุคคลบาลี

[๑๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิด
ขึ้นเป็นผู้ไม่มีที่สอง ไม่มีใครเช่นกับพระองค์ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเปรียบ
เสมอ ไม่มีส่วนเปรียบ ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีใครเสมอ เสมอด้วยพระพุทธเจ้า
ผู้ไม่มีใครเสมอ เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย บุคคลผู้เอกเป็นไฉน คือ พระตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เอกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก
ย่อมเกิดขึ้นเป็นผู้ไม่มีสอง ไม่มีเช่นกับพระองค์ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใคร
เปรียบเสมอ ไม่มีส่วนเปรียบ ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีใครเสมอ เสมอด้วย
พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอ เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย ฯ
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=585&Z=627

แต่บาลีซึ่งเป็นบทหลักใช้ว่า อปฏิโม ก็คือ อปฏิมา นั่นเอง
ปฏิมา แปลว่า รูปเปรียบหรือรูปแทนองค์พระพุทธเจ้า ถ้าอปฏิมา ก็คือไม่มีรูปเปรียบ นี่ชัดเจนอยู่แล้ว
ผมยอมรับว่าผมค้นเจอคำว่าพุทธปฏิมานี่ สามที่ผมไม่โกหกปิดบัง แต่เจอในอรรถกถาไม่ใช่ในพระสูตร ซึ่งสองบทนี้แย้งกันจึงต้องยึดตามพระสูตรซึ่งเป็นบทหลัก ผมจึงใช้หลักมหาประเทศซึ่งต้องยึดบทหลัก อย่างคำว่าอปฏิโม ก็เป็นที่รู้ชัดได้


แล้วรูปปั้นนั้นก็ไม่ใช่ อุทเทสิกเจดีย์
อรรถกถา กาลิงคโพธิชาดก

พระอานนทเถระรับว่า ดีละ แล้วทูลถามพระตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เจดีย์มีกี่อย่าง. พระศาสดาตรัสตอบว่า มีสามอย่าง อานนท์. พระอานนทเถระทูลถามว่า สามอย่างอะไรบ้าง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ธาตุเจดีย์ ๑ ปริโภคเจดีย์ ๑ อุทเทสิกเจดีย์ ๑. พระอานนทเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์เสด็จจาริกไป ข้าพระองค์อาจกระทำเจดีย์ได้หรือ.
พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สำหรับธาตุเจดีย์ไม่อาจทำได้ เพราะธาตุเจดีย์นั้น จะมีได้ในกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว สำหรับอุทเทสิกเจดีย์ ก็ไม่มีวัตถุปรากฏ เป็นเพียงเนื่องด้วยตถาคตเท่านั้น ต้นมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าอาศัยเป็นที่ตรัสรู้ ถึงพระพุทธเจ้าจะยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม ปรินิพพานแล้วก็ตาม เป็นเจดีย์ได้เหมือนกัน.
http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... =27&i=1790

สำหรับรูปเปรียบนั้นไม่ใช่อุทเทสิกเจดีย์อย่างแน่นอน ธาตุเจดีย์ คือ พระบรมสารีริกธาตุ ปริโภคเจดีย์ คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าเคยใช้สอย เช่น บาตร สถานที่ ต้นศรีมหาโพธิ์ สำหรับอุทเทสิกเจดีย์นั้น ท่านกล่าวว่าไม่มีวัตถุปรากฏ เป็นเพียงเนื่องด้วยตถาคตเท่านั้น อย่าลืมนะว่าไม่มีวัตถุปรากฏ ถ้ายังงงอีกก็ให้ดูคำว่า อปฏิโม ที่เป็นบาลีข้างต้นก็แล้วกัน.

นี่เป็นเรื่องจริงที่นำมาแนะนำ มาศึกษาตามความเป็นจริงกันตามหลักฐาน ไม่ได้พูดลอยๆ แบบคิดเอง.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2012, 22:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


กาย..เป็นทุกข์

หรือว่า..

ความยึดมั่นในกาย...เป็นทุกข์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2012, 08:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2282

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปปั้น รูปถ่าย สถานที่สำคัญ เป็นสัญญาลักษณ์สื่อถึง ความรัก ความศรัทธาของบุคคล หรือหมู่ชน
ที่มีความเชื่อความศรัทธาในแนวทางเดียวกัน

ความรู้สึก "เคารพรัก ศรัทธา" นี้เป็น "นามธรรม" เข้าใจยากสำหรับคนสามัญทั่วไป
จึงต้องอาศัย "สัญญาลักษณ์" เพื่อเชื่่อมถึงกัน เช่น สัญญาลักษณ์ในศาสนา
รูปปั้นต่าง ๆ ทัชมาฮาล เป็นต้น ฯลฯ

เคยอ่านประวัติหลวงปู่ขาว .."นายพรานโกรธพระพุทธรูปในภ้ำกลองเพล
เพราะจับสัตว์ป่าไม่ได้ จึงจับพระพุทธรูป มาจัดแถวทหาร ในมือถือหวายคอยเฆียนตี ..
ตกดึกเกิดอาการเพ้อ ร่างกายเป็นตุ่มพุพอง .. ตอนเช้าต้องไปขอขมา" ...


ถามว่า ถ้ารูปปั้น รูปถ่ายนั้น เป็นพ่อเป็นแม่เรา เราจะดูถูกดูหมิ่นว่า ก็แค่อิษฐ แค่กระดาษ
เอามาตบ มาตีเล่น ได้หรือเปล่า


ท่านผู้ฉลาด ผู้มีปัญญา ท่านมีวิธี ที่ทำให้สาธุชนทั้งหลายเกิด
"อนุสติต่าง ๆ" ได้เสมอแหละ


ไม่เชื่อไม่ศรัทธา ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าดูถูก ดูหมิ่นในศรัทธาความเชื่อของผู้อื่น
สงครามคูเสส เกิดเพราะ อีกฝ่ายต้องการยึดครองสัญญาลักษณ์ ทำลายความเชื่อ
ทางศาสนาของอีกฝ่าย ไม่ใช่หรือ ?

:b12:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2012, 09:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วิริยะ เขียน:
ไม่เชื่อไม่ศรัทธา ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าดูถูก ดูหมิ่นในศรัทธาความเชื่อของผู้อื่น
สงครามคูเสส เกิดเพราะ อีกฝ่ายต้องการยึดครองสัญญาลักษณ์ ทำลายความเชื่อ
ทางศาสนาของอีกฝ่าย ไม่ใช่หรือ ?:b12:

เขาไม่ได้ดูหมิ่น แต่เขาอยากให้เข้าใจธรรมของพระพุทธเจ้า
มันต้องดูที่เรา เขาจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา เพราะเขาไม่ได้
เอาพระพุทธรูปของตัวเองทำทำร้ายหรือทำลาย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2012, 09:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2282

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


- การได้เห็นพระพุทธรูป แล้วระลึกถึงพระพุทธคุณของพระองค์ เรียกว่า "พุทธานุสติ" ๑ ใน กรรมฐาน ๔๐
- การได้เห็นพระพุทธรูป แล้วคิด คือ อิฐ หิน ดิน ทราย รับรองว่าขาดทุน
โฮฮับ เขียน:
เขาไม่ได้ดูหมิ่น แต่เขาอยากให้เข้าใจธรรมของพระพุทธเจ้า

เข้าใจว่าอย่างไร ? :b12:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2012, 10:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33832

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ่านความคิดเด็กบ้าง


บทความของเด็กนักเรียนชั้น ม.2

การปกป้องพระศาสนา

การปกป้องพระศาสนานั้นทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในที่นี่จะกล่าวถึง การปกป้องพระศาสนาทางอ้อม ซึ่งอาจทำได้ดังนี้

1) เราชาวพุทธต้องมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง หากชาวพุทธเองไม่เชื่อว่าศาสนาของตนมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมอย่างจริงใจแล้วก็คงไม่เต็มใจและไม่ยินดีที่จะปกป้องพระศาสนา

2) เพียงแต่เชื่อและเข้าใจไม่พอ ชาวพุทธต้องปฏิบัติตามคำสอนอย่างถูกต้อง

3) เข้าใจ เชื่อ และทำตนให้เป็นคนดีตามคำสั่งสอนก็เรียกว่ารักษาและทำนุ บำรุงศาสนาระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจะให้ดีขึ้นต้องปฎิบัติพิธีกรรมทางศาสนา

4) ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน ก็ต้องได้รับการทำนุบำรุงด้วย จริงอยู่ที่สิ่ง เหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอก แต่สิ่งนี้ก็มีบทบาทในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน

ด.ช. วีรชัช อุดรเดชอุดม ม.2/1 เลขที่ 9

http://www.act.ac.th/group_department/s ... rd1/05.htm


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2012, 10:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33832

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
วิริยะ เขียน:
ไม่เชื่อไม่ศรัทธา ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าดูถูก ดูหมิ่นในศรัทธาความเชื่อของผู้อื่น
สงครามคูเสส เกิดเพราะ อีกฝ่ายต้องการยึดครองสัญญาลักษณ์ ทำลายความเชื่อ
ทางศาสนาของอีกฝ่าย ไม่ใช่หรือ ?:b12:



เขาไม่ได้ดูหมิ่น แต่เขาอยากให้เข้าใจธรรมของพระพุทธเจ้า
มันต้องดูที่เรา เขาจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา เพราะเขาไม่ได้
เอาพระพุทธรูปของตัวเองทำทำร้ายหรือทำลาย



อะไรธรรมะของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างสักเรื่องดิพี่โฮ :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2012, 11:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33832

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




q195a15.jpg
q195a15.jpg [ 127.49 KiB | เปิดดู 4916 ครั้ง ]
อ้างคำพูด:
4) ศาสนวัตถุและศาสนสถาน ก็ต้องได้รับการทำนุบำรุงด้วย จริงอยู่ที่สิ่ง เหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอก แต่สิ่งนี้ก็มีบทบาทในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน



อุโบสถวัดวาอารามตลอดจนพุทธปฏิมา เป็นจุดเริ่มให้คนสนใจว่าอ้อ...นั่นๆเครื่องหมายของพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนว่าอย่างไร เขาก็ค้นตำราทางศาสนาต่ออีก เมื่อค้นตำราได้แลเห็นคำสอนแล้ว เขาก็ลงมือปฏิบัติฝึกฝนอบรมตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ฯลฯ

หากนับจากพุทธปรินิพพานจนถึงบัดนี้สองพันกว่าปีล่วงแล้ว ถ้าบรรพบุรุษตลอดจนบูรพาจารย์ซึ่งเขาเกิดมาก่อนเรา ไม่สร้างวัดวาอาราม ไม่สร้างพุทธปฏิมาไว้ คนรุ่นปัจจุบันจะมองเห็นอะไร แม้แต่ตำราทางศาสนาก็ไม่มีหลังคาคลุม เปียกฝนปลวกแทะไปหมดแล้ว :b9: :b32:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2012, 23:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2010, 22:55
โพสต์: 213

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธรูปเป็นพุทธานุสติอย่างหนึง :-)

วิริยะ เขียน:
เคยอ่านประวัติหลวงปู่ขาว .."นายพรานโกรธพระพุทธรูปในภ้ำกลองเพล
เพราะจับสัตว์ป่าไม่ได้ จึงจับพระพุทธรูป มาจัดแถวทหาร ในมือถือหวายคอยเฆียนตี ..
ตกดึกเกิดอาการเพ้อ ร่างกายเป็นตุ่มพุพอง .. ตอนเช้าต้องไปขอขมา" ...


ถึงคนจะไม่เคารพแต่ภูตหรือสัตว์แถวนั้นก็เคารพเป็นพุทธานุสติของพวกเขานะ ไปเบียดเบียนพวกเขาเกินไป โดยเฉพาะสัตว์เดรฉานเขาจะไหว้หรือกราบก็ทำไม่ได้ ภูตแถวนั้นก็อาจจะสอนสั่งเบาๆ ไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2012, 05:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วิริยะ เขียน:
- การได้เห็นพระพุทธรูป แล้วระลึกถึงพระพุทธคุณของพระองค์ เรียกว่า "พุทธานุสติ" ๑ ใน กรรมฐาน ๔๐
- การได้เห็นพระพุทธรูป แล้วคิด คือ อิฐ หิน ดิน ทราย รับรองว่าขาดทุน

คิดอะไรแปลกๆ คุณว่าอะไรมันจะขาดทุนกันแน่ ระหว่างการต้องหาพระพุทธรูป
มาทำพุทธานุสติ กับการเอากระดาษสักแผ่นแล้วเขียนว่า อริยสัจจ์สี่
อะไรต้องลงทุนทำ ลงทุนซื้อครับ

คิดซิคิด อะไรเป็นเหตุให้ระลึกถึงบุญคุณพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธองค์มีบุญคุณ
กับเราเป็นเรื่องที่พระองค์ตรัสรู้อริยสัจจ์สี่ และนำมาให้เราศึกษาปฏิบัติ
ส่วนพระพุทธรูปกับพระพุทธองค์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย
การเอาพระพุทธรูปมาเป็นเครื่องมือระลึกถึงบุญคุณ อาจจะใช่ได้ครับ
แต่ไม่ใช่เป็นบุญคุณของพระพุทธเจ้า มันเป็นบุญคุณของคนสร้าง

อย่างการสร้างเหรียญวัตถุมงคลหรือสร้างพระพุทธรูป แล้วเชิญญาติโยม
มาร่วมทำบุญ คุณคิดว่าแต่ละคนจะมาเพราะระลึกถึงบุณคุณพระพุทธเจ้าหรือ
เขามาเพราะเขาศรัทธาคนสร้าง หรือไม่ก็คนที่ถูกอ้างชื่อมาใช้ในการสร้าง
เช่นหลวงพ่อต่างๆ เจ้าอาวาสหรือเกจิอาจารย์

อีกเรื่องเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ ถ้าให้ครูบาอาจารย์ที่สอนกรรมฐาน
กับเณรแอ แล้วให้ทั้งคู่บอกบุญ ครูสอนกรรมฐานบอกบุญสร้างหอไตร
เณรแอ บอกบุญสร้างพระพุทธรูป คุณว่าญาติโยมจะไปร่วมบุญกับใครครับ

วิริยะ เขียน:
โฮฮับ เขียน:
เขาไม่ได้ดูหมิ่น แต่เขาอยากให้เข้าใจธรรมของพระพุทธเจ้า

เข้าใจว่าอย่างไร ? :b12:

กรัชกาย เขียน:
อะไรธรรมะของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างสักเรื่องดิพี่โฮ :b1:

พอกันเลยทั้งสองคน ที่ผมบอกว่าคุณ ติงต๊อง แกกำลังอธิบาย ธรรมของพระพุทธเจ้า
เพราะแกเอา อรรถกถามาโพส ผมไม่เข้าใจคุณสองคนเลยว่า ศึกษาธรรมภาษาอะไร
ถึงไม่รู้ว่า อรรถกถา เป็นคัมภีร์อธิบายความพระไตรปิฎก

จะบอกให้น่ะ ที่ผมบอกไปคือการให้คุณรู้ว่าคุณติงต๊องแกกำลังทำอะไร
แต่ถ้าคุณสองคนอยากรู้ลึกในสิ่งที่คุณติงต๊องแกทำ ต้องไปถามคุณติงต๊องแก
ไม่ใช่มาถามผม ตลกดีมั้ยครับ ผมบอกว่าเห็นคุณต๊องไปถ่ายทุกข์ในส้วมสาธารณะ
แต่คุณมาถามผมว่าคุณต๊องแกถ่ายอุจจาระออกมากี่ก้อน ใช้น้ำล้างก้นกี่ขัน
:b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2012, 06:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ธ.ค. 2010, 11:11
โพสต์: 94


 ข้อมูลส่วนตัว


วิริยะ เขียน:
ท่านผู้ฉลาด ผู้มีปัญญา ท่านมีวิธี ที่ทำให้สาธุชนทั้งหลายเกิด
"อนุสติต่าง ๆ" ได้เสมอแหละ
:b12:

วิริยะ เขียน:
- การได้เห็นพระพุทธรูป แล้วระลึกถึงพระพุทธคุณของพระองค์ เรียกว่า "พุทธานุสติ" ๑ ใน กรรมฐาน ๔๐
- การได้เห็นพระพุทธรูป แล้วคิด คือ อิฐ หิน ดิน ทราย รับรองว่าขาดทุน

:b8: :b8: :b8:


แก้ไขล่าสุดโดย ให้ทาง เมื่อ 01 พ.ค. 2012, 06:43, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2012, 06:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ธ.ค. 2010, 11:11
โพสต์: 94


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
อ้างคำพูด:
4) ศาสนวัตถุและศาสนสถาน ก็ต้องได้รับการทำนุบำรุงด้วย จริงอยู่ที่สิ่ง เหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอก แต่สิ่งนี้ก็มีบทบาทในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน



อุโบสถวัดวาอารามตลอดจนพุทธปฏิมา เป็นจุดเริ่มให้คนสนใจว่าอ้อ...นั่นๆเครื่องหมายของพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนว่าอย่างไร เขาก็ค้นตำราทางศาสนาต่ออีก เมื่อค้นตำราได้แลเห็นคำสอนแล้ว เขาก็ลงมือปฏิบัติฝึกฝนอบรมตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ฯลฯ

หากนับจากพุทธปรินิพพานจนถึงบัดนี้สองพันกว่าปีล่วงแล้ว ถ้าบรรพบุรุษตลอดจนบูรพาจารย์ซึ่งเขาเกิดมาก่อนเรา ไม่สร้างวัดวาอาราม ไม่สร้างพุทธปฏิมาไว้ คนรุ่นปัจจุบันจะมองเห็นอะไร แม้แต่ตำราทางศาสนาก็ไม่มีหลังคาคลุม เปียกฝนปลวกแทะไปหมดแล้ว :b9: :b32:


สาธุครับ ผู้มีปัญญาจึงจะสามารถนำพาพุทธบริษัทไปในทางที่ถูกและบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2012, 10:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2010, 22:55
โพสต์: 213

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สงสัยหนอ
เรากราบพระพุทธรูป ถึงโลหะดินวัตถุ หรือถึงพระ
เราไม่กราบพระพุทธรูปเพราะปล่อยวาง หรืออัตตามานะกู
:)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2012, 12:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว มนุษย์เรา เวลาทุกข์ใจเศร้าใจ หาทางออกไม่เจอ ก็ต้องหาที่ยึดเกาะจิตใจเพื่อให้จิตใจสงบ นั่นหมายถึง ไปวัด ทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม(มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด) เพื่อบรรเทาทุกข์เพื่อให้ใจสงบ(ชั่วคราว) มันก็แค่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุไม่ใช่หนทางหลุดพ้นทุกข์อย่างแท้จริง พอเจอเหตุการณ์ที่เป็นทุกข์อีก หาทางออกมะเจออีก ก็เข้าวัดอีกเพราะหาเหตุแห่งทุกข์ไม่เจอ เพราะมนุษย์เราไม่รู้ไม่เข้าใจ สัจธรรมความจริงที่เกิดขึ้น เหมือนเราปวดฟัน ก็กินยาแก้ปวดระงับไว้ ไม่ให้มันปวด แต่พอฤทธิ์ยาหมด ก็ปวดอีก เราต้องขุดรากถอนโคน เราถึงจะหายปวดฟัน ธรรมในปฏิจจสมุปบาทน่าจะช่วยได้ :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ค. 2012, 02:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
อ่านความคิดเด็กบ้าง
บทความของเด็กนักเรียนชั้น ม.2
การปกป้องพระศาสนา
การปกป้องพระศาสนานั้นทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในที่นี่จะกล่าวถึง การปกป้องพระศาสนาทางอ้อม ซึ่งอาจทำได้ดังนี้
1) เราชาวพุทธต้องมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง หากชาวพุทธเองไม่เชื่อว่าศาสนาของตนมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมอย่างจริงใจแล้วก็คงไม่เต็มใจและไม่ยินดีที่จะปกป้องพระศาสนา
2) เพียงแต่เชื่อและเข้าใจไม่พอ ชาวพุทธต้องปฏิบัติตามคำสอนอย่างถูกต้อง
3) เข้าใจ เชื่อ และทำตนให้เป็นคนดีตามคำสั่งสอนก็เรียกว่ารักษาและทำนุ บำรุงศาสนาระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจะให้ดีขึ้นต้องปฎิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
4) ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน ก็ต้องได้รับการทำนุบำรุงด้วย จริงอยู่ที่สิ่ง เหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอก แต่สิ่งนี้ก็มีบทบาทในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน
ด.ช. วีรชัช อุดรเดชอุดม ม.2/1 เลขที่ 9
http://www.act.ac.th/group_department/s ... rd1/05.htm

ตลกซะ! ถึงขนาดต้องอาศัยเด็กแล้ว ตาเฒ่ากรัช ถามจริงนี่เป็นบทความของเด็ก
หรือเด็กไปลอกบทความตนอื่นเพื่อทำรายงานส่งครู

ถ้าผมเป็นอาจารย์ของเด็กคนนี้ รายงานนี้ผมให้ศูนย์ เพราะอะไรก็เพราะมันผิด
จากจุดประสงค์ในสิ่งที่ตัวเองอ้างตั้งแต่ต้น บอกว่าเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนาทางอ้อม
ถ้าให้เด็กม.1มาบอก มันจะบอกว่า พี่วีรชัชไอ้ที่พี่พูดหรือพิมพ์มานั้นน่ะ มันเป็นการปกป้อง
โดยตรงไม่ใช่ทางอ้อม

กรัชกาย เขียน:
อ้างคำพูด:
4) ศาสนวัตถุและศาสนสถาน ก็ต้องได้รับการทำนุบำรุงด้วย จริงอยู่ที่สิ่ง เหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอก แต่สิ่งนี้ก็มีบทบาทในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน

อุโบสถวัดวาอารามตลอดจนพุทธปฏิมา เป็นจุดเริ่มให้คนสนใจว่าอ้อ...นั่นๆเครื่องหมายของพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนว่าอย่างไร เขาก็ค้นตำราทางศาสนาต่ออีก เมื่อค้นตำราได้แลเห็นคำสอนแล้ว เขาก็ลงมือปฏิบัติฝึกฝนอบรมตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ฯลฯ

ตาเฒ่ากรัชกาย รู้จักคำว่าพระรัตนไตยหรือเปล่า เคยได้ยินบาลีที่ว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ..ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ..สังฆังสะระนัง คัจฉามิ

หมายความว่า ขอยึดเอาพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ดังนั้นเครื่องหมายของศาสนาพุทธ ก็คือ พระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์
ไม่ใช่อุโบสถวัดวาอารามอย่างที่บอกมาสักหน่อย

ในปัจจุบัน มีสิ่งให้ระลึกถึงพระพุทธศาสนาแค่สองสิ่งคือ พระธรรมกับพระสงฆ์
แต่การเห็นธรรมและมั่นระลึกถึงพระธรรม ก็เท่ากับระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย

ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธเองหรือคนศาสนาอื่น สิ่งแรกที่ทำให้รู้และระลึกถึง
ศาสนาพุทธ ก็คือพระสงฆ์ การเห็นวัดวาอารามหรืออุโบสถก็แค่เป็นศิลปทางสถาปัตติมากรรม
อุโบสถบางทียังลักษณะคล้ายที่อยู่อาศัยของชาวจีน และอีกกรณีสำนักสงฆ์ไม่เห็นต้องมีโบสถ์
ชาวบ้านก็ยังให้ความหมายว่าวัด เพราะมีพระสงฆ์อยู่ปฏิบัติธรรม
กรัชกาย เขียน:
หากนับจากพุทธปรินิพพานจนถึงบัดนี้สองพันกว่าปีล่วงแล้ว ถ้าบรรพบุรุษตลอดจนบูรพาจารย์ซึ่งเขาเกิดมาก่อนเรา ไม่สร้างวัดวาอาราม ไม่สร้างพุทธปฏิมาไว้ คนรุ่นปัจจุบันจะมองเห็นอะไร แม้แต่ตำราทางศาสนาก็ไม่มีหลังคาคลุม เปียกฝนปลวกแทะไปหมดแล้ว

เพ้อเจ้อน่ะตาเฒ่า หลังปรินิพพานใหม่เขาก็ยังใช่วิธีการบอกเล่ากัน
ศาสนาพุทธไม่ต้องมีตัวหนังสือหรือตำรา ก็สามารถปฏิบัติได้ เพราะเขา
ปฏิบัติจากธรรมชาติและปฏิบัติที่กายใจ(อย่าเพ้อเจ้อเอาแขนขามาพูดล่ะ)
ไอ้ที่สร้างวัดเกินกว่าไว้หลบแดดหลบฝนก็เพราะ มันเป็นกุศโลบาย(ที่ผิด)เพื่อ
จะชักจูงให้ญาติโยมเข้าวัด จึงต้องทำวัดให้เหมือนสวรรค์

อีกอย่างการสร้างศาสนะสถานที่ใหญ่โตหรือสร้างพระพุทธรูป
มันเป็นการกระทำหรือความคิดของพวกที่ยังไม่ยอมละทิ้งความเชื่อ
ในศาสนาดั้งเดิมนั้นก็คือศาสนาพราหมณ์


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 53 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร