วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2024, 06:25  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 20 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2012, 08:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 มิ.ย. 2010, 15:59
โพสต์: 390

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


มรรค
มรรค คือ หนทางถึงความดับทุกข์ หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ มีหลักปฏิบัติ 8 ประการ เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" หรือ "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค)

1.สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึง การปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
2.สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
3.สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึง การพูดต้องสุภาพ แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
4.สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง
5.สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน ไม่คดโกง เอาเปรียบคนอื่น ๆ มากเกินไป
6.สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
7.สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ
8.สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ

อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือ ทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

มรรคมีองค์แปด จัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
•ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
•สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
•ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

ผล
ผล หรือ ผล 4 คือ ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค, ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ประกอบด้วย

1.โสดาปัตติผล (ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน, ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย)
2.สกิทาคามิผล (ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย)
3.อนาคามิผล (ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย)
4.อรหัตตผล (ผลคือความเป็นพระอรหันต์, ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย)

“ผล 4” นี้ บางที่เรียกว่า “สามัญญผล” (ผลของความเป็นสมณะ, ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม)

นิพพาน
นิพพาน คือ สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ หรือกล่าวโดยสรุป นิพพานคือการไม่มีกิเลสตัณหาที่จะร้อยรัดพัดกระพือให้กระวนกระวายใจ อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

พระอนุรุทธาจารย์ ผู้รจนาคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ได้พรรณนาคุณของนิพพานว่า ปทมจฺจุตฺ มจฺจนฺตํ อสงฺขตมนุตฺตรํ นิพฺพานมีติ ภาสนฺติ วานมุตฺตามเหสโย "พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้พ้นแล้วจากตัณหาเครื่องร้อยรัด ทรงตรัสถึงสภาวะธรรมชาติหนึ่งที่เข้าถึงได้ เป็นธรรมชาติที่ไม่จุติ พ้นจากขันธ์ 5 ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยใดๆ เลย หาสภาวะอื่นเปรียบเทียบไม่ได้ ว่าสภาวธรรมนั้นคือพระนิพพาน"

คัมภีร์พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะกล่าวถึงนิพพาน 2 ประเภท คือ

•สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุยังมีอุปาทิเหลือ ยังเกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์ กล่าวคือดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ
•อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุที่ไม่มีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์ กล่าวคือดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่อีก

กล่าวโดยสรุป

มรรค คือ การปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์
ผล คือ ผลที่ได้จากการปฏิบัติ
นิพพาน คือ สภาพที่หลุดพ้นสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติ

.....................................................
บุรุษใดพึงเห็นแดน"โลก" เขาจักอยู่ในแดน"โลก"
บุรุษใดพึงเห็นแดน"สวรรค์" เขาจักอยู่ในแดน "สวรรค์"
บุรุษใดพึงเห็นแดน"นรก" เขาจักอยู่ในแดน"นรก"

บุรุษใดพึงเห็นแดนทั้งสาม เขาจักพึงสิ้นภพจบแดน...แล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2012, 09:40 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ธ.ค. 2010, 18:22
โพสต์: 70


 ข้อมูลส่วนตัว


เสียงธรรม เขียน:
เรื่องของ มรรค ผล นิพพาน

เรียนถามเรื่อง โลกุตรธรรม ๙ มีอะไรบ้างครับ สาธุ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2012, 10:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 13:38
โพสต์: 376

ชื่อเล่น: ต้น
อายุ: 0
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ครับแสดงได้ดีมาก.


โลกุตรธรรมเก้าคือ

มรรคสี่ ผลสี่ นิพพานหนึ่ง รูปย่อว่า โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2012, 11:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2297

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอโมทนานะครับ แต่ก็มีความเห็นแย้ง ..

อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
มรรค ในอริยสัจ คือ มรรค ๘

โลกุตรธรรม ๙ คือ มรรค ผล นิพพาน (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)
มรรค ในโลกุตรธรรม คือ มรรค ๔ ได้แก่

- โสดาปัตติมรรค ๑
- สกิทาคามีมรรค ๑
- อนาคามีมรรค ๑
- อรหันต์มรรค ๑

จะแสดงเรื่อง มรรค ๘ ก็ส่วนมรรค ๘ จะแสดง โลกุตรธรรม ๙ ก็ส่วนหนึ่งต่างหาก
ไม่ควรเอามาตัดต่อ ไม่งั้นพระองค์คงไม่แสดงแยกกัน..

:b12:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2012, 11:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 มิ.ย. 2010, 15:59
โพสต์: 390

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วิริยะ เขียน:
จะแสดงเรื่อง มรรค ๘ ก็ส่วนมรรค ๘ จะแสดง โลกุตรธรรม ๙ ก็ส่วนหนึ่งต่างหาก
ไม่ควรเอามาตัดต่อ ไม่งั้นพระองค์คงไม่แสดงแยกกัน..

:b12:


ผมแยกแสดง เฉพาะเรื่องของ มรรค ผล นิพพาน เท่านั้นนะครับ เรื่องของอริยสัจ4 โลกุตรธรรม 9
หรื่อเรื่องอื่นผมไม่ได้แสดงไว้ ณ ที่นี้นะครับ ไม่เกี่ยวกับผมนะ คุณเปิดประเด็นเรื่องอื่นเองตะหาก

.....................................................
บุรุษใดพึงเห็นแดน"โลก" เขาจักอยู่ในแดน"โลก"
บุรุษใดพึงเห็นแดน"สวรรค์" เขาจักอยู่ในแดน "สวรรค์"
บุรุษใดพึงเห็นแดน"นรก" เขาจักอยู่ในแดน"นรก"

บุรุษใดพึงเห็นแดนทั้งสาม เขาจักพึงสิ้นภพจบแดน...แล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2012, 11:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2297

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


งั้นผมแสดงเองนะ ..
มรรค ๘ เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ได้แก่

- สัมมาทิฏฐิ ๑
- สัมมาสังกัปปะ ๑
- สัมมาวาจา ๑
- สัมมากัมมันตะ ๑
- สัมมาอาชีวะ ๑
- สัมมาวายามะ ๑
- สัมมาสติ ๑
- สัมมาสมาธิ ๑

โลกุตรธรรม ๙ ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน

มรรค ๔ ได้แก่
- โสดาปัตติมรรค ๑
- สกิทาคามีมรรค ๑
- อนาคามีมรรค ๑
- อรหันต์มรรค ๑

ผล ๔ คือ
- โสดาปัตติผล ๑
- สกิทาคามีผล ๑
- อนาคามีผล ๑
- อรหันต์ผล ๑

นิพพาน ๑ ได้แก่
- นิพพาน ๑

.. :b12:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2012, 11:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12: :b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.พ. 2012, 07:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


[๘๔๔] เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และอสังขตธาตุ นี้เรียกว่า นามธรรม
มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นั้น เรียกว่า รูปธรรม . (นิกเขปกัณฑ์ สุตตันติกทุกะ) 76/500/3

[๘๘๗] ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ ได้แก่ กุศลในภูมิ 3 และอกุศล,
ธรรมไม่ เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ได้แก่
วิบากในภูมิ 4 กิริยา- อัพยากฤตในภูมิ 3 รูป และนิพพาน (อัตถุทธารกัณฑ์) 76/555/8

[๘๙๔] นิพพาน จะกล่าวว่าเป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ได้ ว่าเป็นธรรมยังไม่เกิด ขึ้นก็ไม่ได้ ว่าเป็นธรรมจักเกิดขึ้นก็ไม่ได้ (อัตถุทธารกัณฑ์) 76/559/19

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it ... agebreak=0


[๘๔๔] บรรดาธรรมเหล่านั้น นามธรรม เป็นไฉน?
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และอสังขตธาตุ นี้เรียกว่า
นามธรรม.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it ... 8%C3%C3%C1


พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๒ อย่าง คือ สังขตธาตุ อสังขตธาตุ
ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๒ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่
จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it ... 8%D2%B5%D8

อสังขตธาตุ เป็นไฉน
ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อสังขตธาตุ
สภาวธรรมนี้เรียกว่า ธัมมายตนะ
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it ... 8%D2%B5%D8

ธรรมที่เป็นโลกิยะ เป็นไฉน
คือ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
อันเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ได้แก่รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่เป็นโลกิยะ
ธรรมที่เป็นโลกุตตระ เป็นไฉน
คือ มรรค ผลแห่งมรรค และอสังขตธาตุ (คือนิพพาน) เหล่านี้
ชื่อว่า ธรรมที่เป็นโลกุตตระ

[๙๐๗] สังขตธรรม เป็นไฉน?
กุศลในภูมิ ๔ อกุศล วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ และรูปทั้งหมด
สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า สังขตธรรม.
อสังขตธรรม เป็นไฉน?
นิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อสังขตธรรม.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it ... 8%C3%C3%C1

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.พ. 2012, 11:01 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2011, 15:47
โพสต์: 539


 ข้อมูลส่วนตัว


[quote=]

มรรคมีองค์แปด จัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
•ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
•สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
•ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

[/quote]

มรรคมีองค์ 8 ตามพระไตรปิฎกต้องเรียงเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ
สัมมาทิฎฐิต้องเกิดก่อนเป็นอันดับแรก คือ ความเห็นชอบ/ไม่เห็นผิด เมื่อเห็นชอบ คิดชอบก็ตามมา (สัมมาสังกัปปะ) เมื่อคิดชอบเราก็กระพูดชอบ กระทำชอบ อาชีพชอบ ความพยายาม สติ และสมาธิก็ตามมาเป็นลำดับ onion onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.พ. 2012, 23:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว




เคล็ดลับวิปัสสนา_resize_resize.jpg
เคล็ดลับวิปัสสนา_resize_resize.jpg [ 45.38 KiB | เปิดดู 13893 ครั้ง ]
กระบวนการทำงานของมรรค 8_100.1 Kb_resize.jpg
กระบวนการทำงานของมรรค 8_100.1 Kb_resize.jpg [ 45.99 KiB | เปิดดู 13893 ครั้ง ]
ไม่เที่ยง เกิดดับ เขียน:
[quote=]

มรรคมีองค์แปด จัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
•ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
•สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
•ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)



มรรคมีองค์ 8 ตามพระไตรปิฎกต้องเรียงเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ
สัมมาทิฎฐิต้องเกิดก่อนเป็นอันดับแรก คือ ความเห็นชอบ/ไม่เห็นผิด เมื่อเห็นชอบ คิดชอบก็ตามมา (สัมมาสังกัปปะ) เมื่อคิดชอบเราก็กระพูดชอบ กระทำชอบ อาชีพชอบ ความพยายาม สติ และสมาธิก็ตามมาเป็นลำดับ onion onion[/quote]
:b8:
สาธุ กับคำสรุปนี้

[b]"ปัญญามรรคนำหน้า ศีลและสมาธิมรรค เป็นกองหนุน"[/b onion
:b20:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2012, 08:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ธ.ค. 2011, 16:32
โพสต์: 324


 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีครับ :b8:
**รู้อันไหน เห็นอย่างไร ก็เป็นธรรมอันนั้นของแต่ละบุคคล...ถ้าถูกแล้วผลย่อมมีเสมอกัน..
ขอบคุณครับ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2012, 11:34 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2011, 15:47
โพสต์: 539


 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
ไม่เที่ยง เกิดดับ เขียน:
[quote=]

มรรคมีองค์แปด จัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
•ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
•สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
•ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)



มรรคมีองค์ 8 ตามพระไตรปิฎกต้องเรียงเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ
สัมมาทิฎฐิต้องเกิดก่อนเป็นอันดับแรก คือ ความเห็นชอบ/ไม่เห็นผิด เมื่อเห็นชอบ คิดชอบก็ตามมา (สัมมาสังกัปปะ) เมื่อคิดชอบเราก็กระพูดชอบ กระทำชอบ อาชีพชอบ ความพยายาม สติ และสมาธิก็ตามมาเป็นลำดับ onion onion

:b8:
สาธุ กับคำสรุปนี้

[b]"ปัญญามรรคนำหน้า ศีลและสมาธิมรรค เป็นกองหนุน"[/b onion
:b20:[/quote]


แล้วเราจะเห็นชอบ หรือ สัมมาทิฐิ ได้อย่างไร
ก็คือ เห็นความจริงของธรรมชาติตามกฎไตรลักษณ์ว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง มีเกิดขึ้น มีดับสลายหายไป ไม่มีตัวตนของสิ่งนั้น
ความพอใจ ไม่พอใจ ก็ถูกแทนที่ด้วยความจริง ถ้าไม่รู้ความจริง ความพอใจ ไม่พอใจ เกิดขึ้น ตัณหา อุปทาน และทุกข์ก็ตามมาทันที เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อเนื่องกัน
ตามหลัก ปฏิจจสมุบาท เพราะความพอใจ ไม่พอใจ หรือ โลภ โกรธ หลง คือต้นเหตุแห่งทุกข์ของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2012, 08:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
คำสรุปของไม่เที่ยงเกิดดับ
"แล้วเราจะเห็นชอบ หรือ สัมมาทิฐิ ได้อย่างไร
ก็คือ เห็นความจริงของธรรมชาติตามกฎไตรลักษณ์ว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง มีเกิดขึ้น มีดับสลายหายไป ไม่มีตัวตนของสิ่งนั้น ความพอใจ ไม่พอใจ ก็ถูกแทนที่ด้วยความจริง ถ้าไม่รู้ความจริง ความพอใจ ไม่พอใจ เกิดขึ้น ตัณหา อุปทาน และทุกข์ก็ตามมาทันที เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อเนื่องกัน
ตามหลัก ปฏิจจสมุบาท เพราะความพอใจ ไม่พอใจ หรือ โลภ โกรธ หลง คือต้นเหตุแห่งทุกข์ของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง"
:b12:
เกือบแล้ว ๆ เกือบเจอสมุทัยหรือต้นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงแล้ว

ไม่ลองวิเคราะห์หรือค้นหาเหตุให้ลึกลงไปอีกสักนิดหนึ่งหรือครับว่า
ใครหรืออะไร พอใจ ไม่พอใจ หรือ โลภ โกรธ หลง


เผื่อจะได้เจอผู้ก่อการร้ายตัวจริง จะได้ไม่หลงสู้ผล แต่ได้ชนได้ฉะกันกับตัวเหตุจริงๆ
:b4:
:b17:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2012, 18:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 มิ.ย. 2010, 15:59
โพสต์: 390

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่เที่ยง เกิดดับ เขียน:
[quote=]

มรรคมีองค์แปด จัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
•ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
•สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
•ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

[quote=]


มรรคมีองค์ 8 ตามพระไตรปิฎกต้องเรียงเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ
สัมมาทิฎฐิต้องเกิดก่อนเป็นอันดับแรก คือ ความเห็นชอบ/ไม่เห็นผิด เมื่อเห็นชอบ คิดชอบก็ตามมา (สัมมาสังกัปปะ) เมื่อคิดชอบเราก็กระพูดชอบ กระทำชอบ อาชีพชอบ ความพยายาม สติ และสมาธิก็ตามมาเป็นลำดับ onion onion


แล้วถ้าพระไตรปิฎก เขียนว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ล่ะ ยึดติดไปหรือเปล่า

.....................................................
บุรุษใดพึงเห็นแดน"โลก" เขาจักอยู่ในแดน"โลก"
บุรุษใดพึงเห็นแดน"สวรรค์" เขาจักอยู่ในแดน "สวรรค์"
บุรุษใดพึงเห็นแดน"นรก" เขาจักอยู่ในแดน"นรก"

บุรุษใดพึงเห็นแดนทั้งสาม เขาจักพึงสิ้นภพจบแดน...แล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2012, 19:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2011, 15:47
โพสต์: 539


 ข้อมูลส่วนตัว


เสียงธรรม เขียน:
ไม่เที่ยง เกิดดับ เขียน:
[quote=]

มรรคมีองค์แปด จัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
•ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
•สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
•ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

[quote=]


มรรคมีองค์ 8 ตามพระไตรปิฎกต้องเรียงเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ
สัมมาทิฎฐิต้องเกิดก่อนเป็นอันดับแรก คือ ความเห็นชอบ/ไม่เห็นผิด เมื่อเห็นชอบ คิดชอบก็ตามมา (สัมมาสังกัปปะ) เมื่อคิดชอบเราก็กระพูดชอบ กระทำชอบ อาชีพชอบ ความพยายาม สติ และสมาธิก็ตามมาเป็นลำดับ onion onion


แล้วถ้าพระไตรปิฎก เขียนว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ล่ะ ยึดติดไปหรือเปล่า


ไม่ยุึดติดหรอกครับ แต่อยากให้รู้ที่มาที่ไป และเข้าใจผิดกันมาตลอด ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีในพระไตรปิฎก มีแต่ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา นี่คือ ไตรสิกขา
ส่วน ปัญญา ศีล สมาธิ คือ มรรคมีองค์ 8


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 20 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร