วันเวลาปัจจุบัน 27 พ.ย. 2014, 16:18  




เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2010, 18:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ย. 2010, 18:34
โพสต์: 1


 ข้อมูลส่วนตัว


กฎแห่งกรรมมีจริงแสดงว่านรกสวรรค์ไม่มีจริง
ในทางกลับกันถ้านรกสวรรค์มีจิแสดงว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง ?

ถ้ากฎแห่งกรรมมีจริงแล้วจะมีนรกสวรรค์ไว้ทำไม
แล้วถ้านรกสวรรค์มีจริงทำไมต้องมีกฎแห่งกรรม

แล้วถ้านรกมีจริง นรกมีไว้เพื่ออะไร ในเมื่อ เกิด มาชาติใหม่ ไม่ว่าจะเป็น คน, สัตว์ ก็จำอะไรไม่ได้
แล้วที่ใช้กรรมไปในนรกเพื่ออะไร

ถ้ากฎแห่งกรรมมีจริงก็จะเป็นการจองเวนไม่มีที่สิ้นสุด ชาตินี้ นาย ก. ถูก นาย ข. ฆ่า
ชาติหน้า นาย ค. ถูก นาย ง. ฆ่า............ไม่สิ้นสุด (ผมเคยอ่านเจอในหนังสือกฎแห่งกรรมเล่มหนึ่งครับ ที่ว่า มีคนนึง เป็นคนขายหมู แล้วแต่ละวัน ก็เชือดคอหมูเพื่อไปขาย วันนึงก็ถูกโจร มาฆ่าโดยการเชือดคอเช่นกัน แล้วไอ้โจรจะไม่บาปเหรอ?)

ที่มาพูดไม่ได้มีเจตนาอะไรนะครับ แค่สงสัยมานานแล้ว เลยอยากถาม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2010, 19:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เรื่องพิลึกกึกกือ แบบนี้ ใครจะไปรู้ได้ชัดๆ
คุกตารางของโลกมนุษย์ มีไว้เพื่อขังคนที่กระทำผิด
แต่มีหลายคนไม่ผิด กลับต้องติดคุก หรือต้องโดนลงโทษฟรีก็มี
บางคนเกิดมาแล้วก็ต้องพิกลพิการ ทนทุกข์ทรมานกว่าจะตาย เช่น หูหนวก ตาบอด
แขนขาพิการ หรือประสบอุบัติเหตุ ง่อยเปลี้ยเสียขา
เช่นเดียวกัน
คนเมื่อตายไปสู่ภพภูมิใหม่ หรือโลกใหม่
บางโลกผุดเกิดขึ้น ในนรก หรือบนสวรรค์วิมานกันเลย
บางคนบุญบาปไม่ชัดเจน ต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อน แล้วค่อยถูกพาไปตัดสินจากยมบาล
ให้ไปที่ไหน
ล้วนเกิดจากผลกรรมทั้งสิ้น

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2010, 19:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2010, 07:51
โพสต์: 132

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


[ถ้าตอบแบบขอยืมคำพูดของท่านพุทธทาสมา]
เรื่องนรก สวรรค์ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ หักล้างก็ไม่ได้ ก็ปล่อยไปก่อนครับ ถึงเวลาแล้วรู้เองว่ามีจริงหรือไม่
ส่วนเรื่องกฏแห่งกรรมก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยนั่นแหละครับ
ทำอะไรไปแล้วเราย่อมรู้แก่ใจ ผลของกรรมมันเกิดอยู่แล้วเดี๋ยวนั้นเมื่อทำกรรมใดลงไป
ส่วนกรรมนั้นๆจะมีผลอย่างอื่นอีกไหมมันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยครับ

[คำตอบส่วนตัวนะครับ]
พลังงานใดสะสมไว้ที่ใดที่หนึ่งก็ย่อมต้องระบายออกไปเป็นธรรมดาครับ
เปรียบเหมือนของตกจากที่สูงเข้าสู่ที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วง
มันไม่จำเป็นต้องมีจำได้หรือไม่ได้หรอกครับว่าทำไมมันถึงต้องตกลงพื้น มันเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ
ถ้าคุณจะลองคิดเล่นๆว่า นรก สวรรค์ เป็นสถานที่ที่เหมาะที่จะระบายพลังงานที่คุณสะสมมา(กุศล หรือ อกุศลจิต)ดูก็ได้นะครับ
ถ้าคิดแบบนี้มันก็เรื่องเดียวกับกรรมและผลของกรรมนั่นแหละครับ


แก้ไขล่าสุดโดย Yodyood เมื่อ 01 พ.ย. 2010, 19:21, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2010, 06:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 1672

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ฐานะอย่างเราผู้ไม่มีปัญญาหยั่งลึก ย่อมไม่สามารถรู้ได้ว่า นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่มีจริง
แต่อาศัยการพิจารณาตามความน่าจะเป็นว่ามีจริงแน่นอนตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

เราไม่ได้นั่งสมาธิเพื่อหวังว่าโลกหน้าเราจะได้ไปสวรรค์ เพราะความคิดที่ว่าโลกหน้ามีจริง

แต่เรานั่งสมาธิ พยายามถือศีล5ให้ครบ เพื่อประโยชน์แห่งตนและไม่พยายามทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเพราะการกระทำของเรา

การอยู่อย่างไม่ประมาท พระพุทธเจ้าท่านยกย่องมากว่าเป็นธรรมที่ประเสริฐ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2010, 09:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


โลกมนุษย์ยังมีเจ้าผู้ครองแว่นแคว้นต่างๆ
ในโลกอื่น หรือมิติอื่นๆ ก็ย่อมต้องมีเช่นกัน
ทัณสถาน ในโลกมนุษย์มีมากมาย ไม่รู้กี่แสนแห่ง
ในโลกอื่น หรือมิติอื่นๆ ก็ย่อมต้องมีเช่นกัน
ถิ่นทุรกันดาร ในโลกมนุษย์นี้ มีมากมายนับไม่รู้กี่ล้านๆ แห่ง
ในโลกอื่น หรือมิติอื่นๆ ก็ย่อมต้องมีเช่นกัน
ถิ่นที่ดีราวโลกสวรรค์ แม้ในเมืองมนุษย์ก็พอมีอยู่บ้าง
ในโลกอื่น หรือมิติอื่นๆ ก็ย่อมต้องมีอยู่เช่นกัน
มันอยู่ที่ กรรมที่กระทำแล้ว มันส่งผล ให้ได้ไปอยู่ที่ไหน ต่างหาก

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2010, 10:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 523

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


อ้างคำพูด:
กฎแห่งกรรมมีจริงแสดงว่านรกสวรรค์ไม่มีจริง
ในทางกลับกันถ้านรกสวรรค์มีจิแสดงว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง ?

ตั้งใจพิจารณาใคร่ควรตามเหตุและผลนะครับ

กรรม ๓ อย่างมีจริง คือ กายกรรม กระทำด้วยกาย วจีกรรม กระทำเป็นคำพูด มโนกรรม ปรุงแต่งอยู่ภายในจนสามารถกระทำออกมา อยากกินข้าวเป็นมโนกรรมมีจริงไหม คนเราหิวจริง เคยโทรสั่งหากับข้าวเคยให้คนในบ้้านหาข้าวให้กินไหม วจีกรรมมีจริงไหม ได้กินข้าวได้อร่อยได้อิ่ม กายกรรมเกิดเพราะกระทำมีจริงไหมครับ

นรกคือ อบายภูมิวิปาก ๔ เป็นผลของ กรรมที่กระทำ ในทางเสื่อมทางชั่ว ได้แก่กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ฆ่าสัตว์เบียดเบียน ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดส่อเสียด หยาบคาย โกหก เพ้อเจ้อ คิดเพ่งเล็งอยากได้ คิดพยาบาทผูกโกรธ มีความเห็นผิด โดยสรุปคืออกุศลกรรมบท ๑๐ ฯลฯ

สวรรค์คือ กามวจรภูมิวิปาก ๗ ตั้งแต่มนุสสโลก ๑ จนถึงเทวโลกทั้ง ๖ ชั้น เป็นผลของ การกระทำของกรรม ในทางเจริญ ได้แก่กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ทาน ศีล ภาวนา กุศลกรรมบท ๑๐ ฯลฯ

อ้างคำพูด:
ถ้ากฎแห่งกรรมมีจริงแล้วจะมีนรกสวรรค์ไว้ทำไม
แล้วถ้านรกสวรรค์มีจริงทำไมต้องมีกฎแห่งกรรม

ก็ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครบันดาล กัีมมุนา วัตติโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม นี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ท่านตรัสหมายถึง เป็นไปตามผล คือได้รับผล จากกรรมคือเหตุ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ เป็นกุศลกรรมบท ๑๐ หรืออกุศลกรรมบท ๑๐ นั่นเอง(เรื่องอริยสัจ ๔ ทุกข์คือผล สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ สายเกิดทุกข์ นิโรธความดับทุกข์ มรรควิธีการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ อนุโมทนาที่สนใจเรื่องกรรมเรื่องของเหตุ นรกสวรรค์เป็นเรื่องของผล เป็นของที่ละเอียด เห็นด้วยตาปัญญา รู้เองเห็นเอง น่าศึกษาควรน้อมเข้ามาใส่ใจ คงจะน่าน้อยใจทีเดียวนะครับ เรื่องซุปเปอร์ฮีโร่ ที่เวอร์ได้ใจ กับเรื่องประโยชน์สุขในโลกนี้(รูปนามนี้)ในโลกหน้า(รูปนามหน้า) ที่เกิดจากเหตุและผลสืบต่อกันไป)หากสนใจกันแต่ผล ก็เท่ากับคิดว่าไม่มีเหตุ ก็กลายเป็นไม่มีเหตุไม่มีผล ก็สงสัยในสิ่งที่ไม่ควรสงสัย เกิดอะไรขึ้นกับเยาวชน ?

ในอปัณณกอปัณณกสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสกับพราหมณ์และคฤหบดี สรุปทิฏฐิความเห็นสองอย่าง ที่เป็นข้าศึกกัน คือพวกที่เห็นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผลการบูชาไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี อุปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ที่ไปโดยชอบ ปฏิบัติโดยชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่ว ไม่มีในโลก นี้พวกเห็นผิดและ

จะขัดกับพวกเห็นถูก คือพวกเห็นถูก เห็นว่ามีทานมีผล บวงสรวงมี ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี = (คือกรรมนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัย ทำเหตุดีก็ได้รับผลดีเป็นวิปากดี ทำชั่วเหตุชั่วก็ได้รับวิปากชั่ว)...สมณพราหมณ์ที่ไปโดยชอบ ปฏิบัติโดยชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่ว มีในโลก

แล้วทรงชี้ว่า พวกเห็นผิดโดยนัยที่มาในพระบาลีว่า
อ้างคำพูด:
อปัณณกธรรมที่ถือไว้ชั่ว
[๑๐๗] ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ในลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น บุรุษ
ผู้รู้แจ้งย่อมเห็นตระหนักชัดว่า ถ้าโลกหน้าไม่มี เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านบุรุษบุคคลนี้ เมื่อตายไป
จักทำตนให้สวัสดีได้
ถ้าโลกหน้ามี เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านบุรุษบุคคลนี้ เมื่อตายไป จักเข้าถึง
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก.
อนึ่ง โลกหน้าอย่าได้มีจริง คำของท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น
จงเป็นคำจริง เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านบุรุษบุคคลนี้ เป็นผู้อันวิญญูชนติเตียนได้ในปัจจุบันว่า
เป็นบุรุษบุคคลทุศีล เป็นมิจฉาทิฏฐิ
เป็นนัตถิกวาท. ถ้าโลกหน้ามีจริง ความยึดถือของท่านบุรุษ
บุคคลนี้ ปราชัยในโลกทั้งสอง คือในปัจจุบัน ถูกวิญญูชนติเตียน เมื่อตายไป จักเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ด้วยประการฉะนี้. อปัณณกธรรมนี้ ที่ผู้นั้นถือไว้ชั่ว สมาทานชั่ว ย่อม
แผ่ไปโดยส่วนเดียว ย่อมละเหตุแห่งกุศลเสีย ด้วยประการฉะนี้.

[๑๐๘] ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ในลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-
*พราหมณ์เหล่าใด มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่บุคคลให้แล้วมีผล ฯลฯ สมณพราหมณ์
ที่ไปโดยชอบ ปฏิบัติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้ชัดแจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง. แล้วประกาศ
ให้รู้ทั่ว มีอยู่ในโลก สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นอันหวังข้อนี้ได้ คือ จักเว้นอกุศลธรรมทั้ง ๓ คือ
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
จักสมาทานกุศลธรรมทั้ง ๓ คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
แล้วประพฤติ
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้นเห็นโทษ ความต่ำทราม
ความเศร้าหมอง แห่งอกุศลธรรม เห็นอานิสงส์ในเนกขัมมะอันเป็นฝ่ายขาวแห่งกุศลธรรม.
ก็โลกหน้ามีอยู่จริง ความเห็นของผู้นั้นว่า โลกหน้ามีอยู่ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นชอบ.
ก็โลกหน้ามีจริง เขาดำริว่า โลกหน้ามีจริง ความดำริของเขานั้นเป็นความดำริชอบ. ก็โลกหน้า
มีจริง เขากล่าวว่าโลกหน้ามีจริง วาจาของเขานั้นเป็นวาจาชอบ. ก็โลกหน้ามีจริง เขากล่าวว่า
โลกหน้ามีจริง ชื่อว่าไม่ทำตนเป็นข้าศึกต่อพระอรหันต์ ผู้รู้แจ้งโลกหน้า. ก็โลกหน้ามีจริง
เขาให้ผู้อื่นเข้าใจว่า โลกหน้ามีจริง การให้ผู้อื่นเข้าใจของเขานั้น เป็นการให้ผู้อื่นเข้าใจโดย
สัทธรรม
และเขาย่อมไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยการที่ให้ผู้อื่นเข้าใจโดยสัทธรรมนั้นด้วย. เขาละ
โทษ คือ ความเป็นคนทุศีล ตั้งไว้เฉพาะแต่คุณ คือ ความเป็นคนมีศีลไว้ก่อนเทียว ด้วยประการ
ฉะนี้. กุศลธรรมเป็นอเนกเหล่านี้ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา ความไม่เป็น
ข้าศึกต่อพระอริยะ การให้ผู้อื่น เข้าใจโดยสัทธรรม การไม่ยกตน การไม่ข่มผู้อื่น ย่อมมี
เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ด้วยประการฉะนี้.

สรุปคือ หากเห็นผิดว่าบุญบาปไม่มีจริง ผลของกรรมไม่มี เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทรงตรัสว่า ถึงความปราชัยในโลกทั้งสอง คือเป็นคนทำอะไรขาดเหตุผล ตั้งตนไว้ผิดคือปฏิเสธการสร้างเหตุทำเหตุ แล้วก็ใคร่อยากได้ผลที่ดีและเป็นสุขไปอย่างลม ๆ แร้ง ๆ และถึงแม้จะไม่ได้ยังไม่ได้รับผลชั่ว คือ อบาย ทุคติ วินิบาต นรกก็ถูกวิญญูชน คนดีติเตียนว่ากล่าว

อ้างคำพูด:
แล้วถ้านรกมีจริง นรกมีไว้เพื่ออะไร ในเมื่อ เกิด มาชาติใหม่ ไม่ว่าจะเป็น คน, สัตว์ ก็จำอะไรไม่ได้แล้วที่ใช้กรรมไปในนรกเพื่ออะไร(ผมเคยอ่านเจอในหนังสือกฎแห่งกรรมเล่มหนึ่งครับ ที่ว่า มีคนนึง เป็นคนขายหมู แล้วแต่ละวัน ก็เชือดคอหมูเพื่อไปขาย วันนึงก็ถูกโจร มาฆ่าโดยการเชือดคอเช่นกัน แล้วไอ้โจรจะไม่บาปเหรอ?)

กรรมวิปากกรรมของบุคคลคนอื่น เป็นอจินไตยนะครับแปลว่าไม่ควรคิด คือเราไม่รู้ว่าเขา ทำกายสุจริต หรือกายทุจริต ทำวจีสุจริตหรือวจีทุจริต ทำมโนสุจริต หรือมโนทุจริต แค่กรรมวิปากกรรมตนเองยังยากและมองไม่เห็น การจะรู้ปฏิสนธิจุติจิตของสัตว์โลกได้ ต้องได้วิชชา ๓ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๑ ระลึกชาติได้ จุตูปปาตญาณ ๑ รู้ปฏิสนธิจุติจิตของสัตว์ทั้งหลาย เช่นมีสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิเมื่อบุคคลประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้เหตุรู้ผล ก็อาจสงสั้ยในโลกนี้โลกหน้า ไม่ประกอบความดี ทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ก็เป็นอันว่าเขาจะทำอกุศลกรรม เพราะมิจฉาทิฏฐินั้น ๆ มีนรกหรือสวรรค์เป็นที่ไปตามทิฏฐิชอบหรือทิฏฐิชั่วแห่งตน ฯลฯ

อาสวักขยญาณ ๑ มรรคญาณผลญาณที่กำจัดละความเห็นผิดสำเร็็จเป็นอริยบุคคลขึ้นไป ถ้ายังเห็นผิด ไม่มีเหตุไม่มีผล รับรองไม่ได้ไม่ถึง ก็เป็นอจินไตย ไม่ควรคิดแน่นอน สนใจก็ศึกษาเพิ่มเติมเอานะครับ เจริญพร


รูปภาพ





Credit image by:
http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=47032

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2010, 12:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


อ้างคำพูด:
ในคัมภีร์อรรถสาลินีได้มีการกล่าวถึงเรื่อง “อนันตธรรม” ไว้รวม
๔ ประการคือ
๑.๑ อากาศอนันตธรรม คือ ที่ว่างเปล่าระหว่างสิ่งต่างๆ ตลอดจนดวงดาวนั้น มีไพศาลหาที่สุด
ไม่ได้
๑.๒ จักรวาฬอนันตธรรม คือ โลกและดวงดาวทั้งหลายมีปริมาณหาที่สุดมิได้ประเด็นนี้
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ดังที่ปรากฏอยู่ในพระพุทธภาษิต ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย ว่า ยังมีดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ และดวงดาวที่ตามนุษย์ไม่สามารถเห็นได้อีกมากมายไม่มีที่สิ้นสุด
๑.๓ สัตตนิกายอนันตธรรม คือ สัตว์โลกมีมากมายไม่มีที่สิ้นสุด แม้ในโลกของเรายังมีสัตว์นับตัว
ไม่ถ้วน เมื่อพระพุทธองค์ได้แสดงไว้ในจักรวาฬอนันตธรรมว่า ยังมีโลกและดวงดาวอื่นๆ ในจักรวาฬไม่มีที่สิ้น
สุดแล้ว จำนวนสัตว์โลกย่อมไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน
๑.๔ พุทธญาณอนันตธรรม คือ พระปรีชาญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด


คนทำบาป(ทำชั่ว) ทุกคน อาจยังไม่ตกนรกทันที แม้แต่ตายไป ก็อาจยังไปสวรรค์อยู่ก่อน แต่เมื่อวาระนั้นมาถึง ก็ต้องตกไปในสถานที่ หรือสถานการณ์ที่ตกระกำลำบาก แน่นอน
เวลามันเป็นตัวกำหนด
ภพน้อย ภพใหญ่ มันมหาศาลเหลือเกิน
โลกนี้ โลกหน้า และโลกอื่นๆ มันมหาศาลเหลือเกิน
เป็นมนุษย์ยังสามารถวิ่งหนีคุกตารางได้
ยังสามารถย้ายถิ่นฐาน ไปสู่สถานที่ที่คิดว่า ดีกว่า ได้
แต่ถ้า ผุดเกิดขึ้น แบบสัตว์ในภพภูมิอื่น จะหนีไปไหนได้
ผุดเกิดขึ้น ในนรก ไม่รู้จะหนียังไงเหมือนกัน

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ย. 2010, 19:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.ย. 2010, 09:07
โพสต์: 721

แนวปฏิบัติ: อานาปาฯ
งานอดิเรก: ศึกษาพุทธธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม
ชื่อเล่น: ปลีกวิเวก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue สวัสดีค่ะ คุณredder3

เรื่อง กฏแห่งกรรม เป็นอจินไตย (สิ่งที่ไม่ควรคิด) มีเพียงพระศาสดาเท่านั้นที่ทรงทราบ แต่ถ้าหากคุณมีความสงสัยเรื่อง นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่ คุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของคุณเอง โดยการนำตนเองเข้าปฏิบัติธรรม เพื่อพัฒนาจิต ให้เกิด "ปัญญาสูงสุด" ความรู้สูงสุด 5 ตัวย่อมเกิดขึ้นหรือที่เรียกว่า "อภิญญา 5" ได้แก่ อิทธิวิธี ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพพจักขุ
คุณจะสามารถพิสูจน์ ในสิ่งที่คุณอยากรู้ได้

ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม :b8:

.....................................................
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุสเส
ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้คู่ความดี คือผู้ที่ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์และเทวดา
วรรคทอง วรรคธรรม โดยท่าน ว.วชิรเมธี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ย. 2010, 19:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3838

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


redder3 เขียน:
ถ้ากฎแห่งกรรมมีจริงแล้วจะมีนรกสวรรค์ไว้ทำไม
แล้วถ้านรกสวรรค์มีจริงทำไมต้องมีกฎแห่งกรรม



แหม ง่ายนิดเดียวครับ

กฏแห่งกรรมที่คุณเข้าใจน่ะ คือไปเข้าใจว่ามันมีผลตอนไปนรกสวรรค์เท่านั้น
ถึงไปเหมาว่า กฏแห่งกรรม=สวรรค์นรก
ถึงเข้าใจว่ากฏแห่งกรรมจะทำงาน ก็ต่อเมื่อตายเสียก่อน
ตายแล้วไปนรกหรือสวรรค์ อะไรทำนองนั้น

นรกและสวรรค์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฏแห่งกรรม
เข้าใจไหมล่ะ


แก้ไขล่าสุดโดย ชาติสยาม เมื่อ 04 พ.ย. 2010, 19:51, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ย. 2010, 22:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ต.ค. 2010, 21:21
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b12: เท่าที่อ่านคำถาม...เจ้าของกระทู้ อิงกับ นรก สวรรค์ ที่เป็นสิ่งหลังความตาย...
ซึ่งเป็นเรื่องยากแก่การอธิบาย..พระพุทธองค์ก็บอกไว้เป็นว่า
"กรรมวิสัย วิสัยของกฎแห่งกรรม ที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติ รวมถึงการให้ผล และการรับวิบากกรรม..เป็น อจินไตย"คือ อยากแก่การจินตนาการถึง..
... แต่ผมเชื่อว่า ผู้ที่สนใจ ปฏิบัติธรรม จะสามารถ ทราบได้ด้วยตัวเอง อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ ว่า.. "นรก สวรรค์" มีจริง...กฏแห่งกรรมมีจริง ทำดีได้ดี...ทำชั่วได้ชั่ว

...แต่ลองพิจารณาดูนะคับ.. เอาที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอ ตายแล้วจึงพิสูจน์ได้...
กรรม.. แปลว่าการกระทำ กฏแห่งกรรม คือ กฏของการกระทำ ทุกสิ่งที่คุณทำ ในวันนี้ ยอมให้ผลในวันพรุ่งนี้ แน่นอน...และ ทุกสิ่งที่เป็นอยู่ ในวันนี้ คือ ผลจากการกระทำของคุณ เมื่อวัน-เดือน-ปี ที่ผ่านมาแล้ว...ถ้าคุณไม่อยู่ใน ศีล แค่ 5 ข้อ.. กรรมนั้น จะส่งผลให้คุณได้รับในชาติ ปัจจุบันนี้แน่นนอน เช่น
1. ฆ่าสัตว์ ไม่ต้องเอาบริสุทธิ์ ขนาด ฆ่ายุงแมลงก็ได้..แต่ สัตว์ใหญ่ อย่าทำ เช่น ฆ่าคน...
2.ลักทรัพย์ ก็ว่ากันตามจำนวนทรัพย์ ที่คุณเอาของเขามา ..เอามาเยอะก็หนักมาก..
3.ผิดลูกเมียเขา ความเดือดร้อน ย่อมตามมา...
4.โกหก ใส่ร้าย หลอกลวง ยิ่งถึงทำให้เขาเสียทรัพย์หมดตัว ฆ่าตัวตาย โดน 2เด้ง คุณเป็นเหตุให้เขาฆ่าตัวตายด้วย
5.ดื่มสุรายาเมา ทำให้ขาด สติ .. เป็นเหตุให้ผิด ในข้อ อื่นๆได้โดยง่าย..


เอาแค่นี้พอ เราเอาตัวเราให้รอด.. ผู้อื่นที่ทำผิด ก็กรรมของเขา..เราทำผิดยังต้องรับกรรมนั้น คนอื่นมีหรือจะไม่ได้รับ ผลของกรรมที่กระทำ...พิจารณาแค่นี้พอ จะเป็นประโยชน์แก่คุณ..อย่าเอาจิตไปคิดในเรื่องที่หาคำตอบลำบากเลยคับ.. ฟุ้งไปเปล่าๆ.. ถ้าเห็นจริง ตามนี้ได้ พิจารณา กรรม คือการกระทำของตัวเองเนื่องๆ ว่า... ไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่น ทำจิตให้ผ่องใส แค่นี้ก็พอ
สาธุคับ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ย. 2010, 22:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 800

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
"กรรมวิสัย วิสัยของกฎแห่งกรรม ที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติ รวมถึงการให้ผล และการรับวิบากกรรม..เป็น อจินไตย"คือ อยากแก่การจินตนาการถึง..

เหนด้วยอย่างยิ่ง จะใช้เพียงปัญญาคาดเดาคงจะไม่ได้เพราะเรื่องที่ละเอียดซับซ้อน

หากยังไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ ก้ควรเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม คือกรรมที่ได้กระทำไว้โดยอาศัยเจตนา
กับวิบากกรรมคือผลลัพธอันเกิดจากเจตนาที่ได้กระทำไปแล้ว ซึ่งตรงกับคติที่ว่า "ทำดีได้ ทำชั่วได้ชั่ว"
หรือ."หว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น" เป็นที่มาของคำว่า จะทำดีได้ ควรต้องละความชั่วเสียก่อน
ได้แก่กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต แล้วทำกุศลกรรมบถ10ให้ถึงพร้อม :b8:
:b14:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2010, 22:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.พ. 2010, 10:36
โพสต์: 32

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กฏแห่งกรรมเป็นเรื่องปกติ นรกสวรรค์เป็นเรื่องปกติ...ไม่สงใส
ใจคนเรานั่นหละไม่ปกติ ทำดีในสิ่งที่ทำก็พอ...หยุดแค่ตรงนี้...ครับ :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2010, 01:52 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 6458


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12: ถามได้ดี..แบบไม่น่าถาม :b32:
redder3 เขียน:
กฎแห่งกรรมมีจริงแสดงว่านรกสวรรค์ไม่มีจริง
ในทางกลับกันถ้านรกสวรรค์มีจิแสดงว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง ?

เพราะกฎแห่งกรรม..คือกฎแห่งการกระทำ..มีอยู่จริง..นรกสวรรค์จึงมี
ที่นรกสวรรค์มี..เพราะกฎแห่งการกระทำมีจริง

ต่างหากละครับผม..

อ้างคำพูด:
ถ้ากฎแห่งกรรมมีจริงแล้วจะมีนรกสวรรค์ไว้ทำไม

เพราะมีเหตุ..ผลจึงมี
อ้างคำพูด:
แล้วถ้านรกสวรรค์มีจริงทำไมต้องมีกฎแห่งกรรม

ผลเกิดจากเหตุ

อ้างคำพูด:
แล้วถ้านรกมีจริง นรกมีไว้เพื่ออะไร ในเมื่อ เกิด มาชาติใหม่ ไม่ว่าจะเป็น คน, สัตว์ ก็จำอะไรไม่ได้ แล้วที่ใช้กรรมไปในนรกเพื่ออะไร

ไม่มีใครสร้างนรกเพื่อจะลงโทษใคร..เหมือนอย่างที่เราสร้างคุกเพื่อลงโทษนักโทษหรอก..
ก็เหมือนทะเล..ไม่มีใครสร้าง..น้ำก็ไม่ได้สร้างทะเล..แต่..ทะเลมีน้ำ..มีน้ำจึงเป็นทะเล..ไม่มีน้ำก็ไม่มีทะเล..เช่นใด

นรกไม่มีใครสร้างเพื่ออะไร..สัตว์นรกไม่ได้สร้างนรก..แต่..นรกมีสัตว์นรก..ไม่มีสัตว์นรกก็ไม่มีนรก..

**สัตว์นรกเกิดจากจิตที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง**

อ้างคำพูด:
ถ้ากฎแห่งกรรมมีจริงก็จะเป็นการจองเวนไม่มีที่สิ้นสุด ชาตินี้ นาย ก. ถูก นาย ข. ฆ่า
ชาติหน้า นาย ค. ถูก นาย ง. ฆ่า............ไม่สิ้นสุด

นี้ก็อีกภัยหนึ่งของวัฎฎะสงสาร..พระพุทธองค์จึงสั่งสอนไม่ให้จองเวน..เวนย่อมระงับด้วยการไม่จองเวน...
อ้างคำพูด:
(ผมเคยอ่านเจอในหนังสือกฎแห่งกรรมเล่มหนึ่งครับ ที่ว่า มีคนนึง เป็นคนขายหมู แล้วแต่ละวัน ก็เชือดคอหมูเพื่อไปขาย วันนึงก็ถูกโจร มาฆ่าโดยการเชือดคอเช่นกัน แล้วไอ้โจรจะไม่บาปเหรอ?)

เขายกมาเป็นอุทาหรณ์..สอนคนให้ทำดี..แต่ที่ต้องมาตายเพราะถูกเชือดคอก็ไม่แน่ว่าเกิดจากกรรมฆ่าหมูขาย...เพราะคนไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในชาตินี้ถูกเชือดคอตาย..ก็มี

อีกอย่าง...โจรไปฆ่าเขานะบาปแน่...ก็ไม่เห็นมีใครบงการเจ้าโจรว่า..คนนั้นคนนี้..ทำชั่วอย่างนั้นแล้วให้ฆ่าอย่างนี้..นี้น่า..ที่โจรไปฆ่าเขาเพราะความชั่วในจิตใจตัวเองต่างหากละ..ทำเองก็ต้องรับผลเองซิ

อ้างคำพูด:
ที่มาพูดไม่ได้มีเจตนาอะไรนะครับ แค่สงสัยมานานแล้ว เลยอยากถาม

เมื่อสงสัย..ก็ให้ศึกษาด้วย...อย่าเอาแต่สงสัยอย่างเดียว..พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความจริง...คนจริงจังจึงรู้จริงได้...ลำพังการอ่านการจำ..ยังเป็นแค่เปลือกของสิ่งที่เรียกว่า..การรู้ของศาสนาแห่งความจริงนี้..ครับผม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2010, 08:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 13
สมาชิกระดับ 13
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 มิ.ย. 2007, 21:13
โพสต์: 2485

ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ
[๙] พ. ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่มีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. เพราะเขาเห็นว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อโลกนี้พินาศอยู่ เหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหารสถิตอยู่ในภพนั้น เป็นเวลาช้านาน
ต่อมาโลกนี้กลับเจริญ และวิมานของพรหมว่างอยู่ ครั้งนั้น สัตว์ผู้หนึ่ง ได้จุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญ ไปเกิดในวิมานพรหมที่ว่างเปล่า แม้สัตว์ผู้นั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร สถิตอยู่ในภพนั้นเป็นเวลาช้านาน เมื่ออยู่ในวิมานนั้นแต่ผู้เดียวเป็นเวลานาน ก็คิดปรารถนาให้สัตว์อื่นมาเกิดเช่นตนบ้าง ต่อมาก็มีสัตว์อื่นจุติจากชั้นอาภัสสรพรหม มาเกิดในวิมานพรหม และอยู่ในภพนั้น เป็นเวลาช้านาน
บรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ที่เกิดก่อนผู้อื่น ย่อมคิดเห็นว่า เราเป็นพรหมเป็นใหญ่ เป็นผู้นิรมิต เป็นบิดาของสัตว์ทั้งหลายที่เราได้นิรมิตขึ้นด้วยความตั้งใจของเรา ส่วนผู้เกิดภายหลัง ก็คิดเห็นว่า ท่านผู้เกิดก่อนย่อมเป็นพรหม เป็นผู้นิรมิตพวกเราทั้งหลาย เพราะเราได้เห็นท่านเกิดในที่นี้ก่อน ส่วนพวกเราเกิดภายหลัง
ภิกษุทั้งหลาย ด้มีสัตว์จุติจากวิมานพรหม มาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุเจโตสมาธิ สามารถระลึกชาติก่อนได้ ก่อนนั้นขึ้นไปอีกระลึกไม่ได้ จึงได้กล่าวว่า พระพรหมผู้ที่นิรมิตพวกเรานั้นเป็นผู้เที่ยงยั่งยืน ไม่แปรผัน ส่วนพวกเราที่พระพรหมนิรมิตขึ้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้
๒. เพราะเขาเห็นว่า มีพวกเทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์เกินไป จนขาดสติ จึงจุติจากชั้นนั้น มาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุเจโตสมาธิ สามารถระลึกชาติก่อนได้ ก่อนนั้นขึ้นไปอีกระลึกไม่ได้ เขาจึงได้กล่าวว่า พวกเทวดาผู้มิใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะ ย่อมไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์เกินไป จนขาดสติ จึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน ไม่แปรผัน ส่วนพวกเรานั้นเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้
๓. เพราะเขาเห็นว่า มีพวกเทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะ เป็นพวกที่มักเพ่งโทษกันและกันเกินควร ต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน จึงลำบากกาย ลำบากใจ ได้จุติจากชั้นนั้น มาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว ได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุเจโตสมาธิ สามารถระลึกชาติก่อนได้ ก่อนนั้นขึ้นไปอีกระลึกไม่ได้ เขาจึงได้กล่าวว่า พวกเทวดาผู้มิใช่เหล่ามโนปโทสิกะ ย่อมไม่เพ่งโทษกันและกันเกินควร จึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน ไม่แปรผัน ส่วนพวกเรานั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้
๔. เพราะเขาเป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด มีความเห็นตามเหตุผลที่ตนค้นคิดได้ว่า ตา หู จมุก ลิ้น และ กาย ที่เรียกว่าอัตตานี้ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ส่วนจิตหรือใจ หรือวิญญาณ ที่เรียกว่าอัตตานี้ เป็นของเที่ยง ยั่งยืน ไม่แปรผัน จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไป
สมณพราหมณ์ที่มีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ก็ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง หรือด้วยเหตุทั้ง ๔ ประการนี้เท่านั้น

.....................................................
นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2010, 08:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 13
สมาชิกระดับ 13
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 มิ.ย. 2007, 21:13
โพสต์: 2485

ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


http://www.navy.mi.th/misc/budham/index.htm


Quote Tipitaka:
[๑] ครั้งหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสี ท่านพระสารีบุตรได้ไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถึงที่อยู่
ท่านพระสารีบุตรได้ถามปัญหาต่อไปนี้ทีละข้อ คือ

สัตว์เมื่อตายไปแล้ว เกิดอีกหรือ ?
สัตว์เมื่อตายไปแล้ว ไม่เกิดอีกหรือ ?
สัตว์เมื่อตายไปแล้ว เกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี หรือ ?
สัตว์เมื่อตายไปแล้ว เกิดอีกก็หามิได้ ไม่เกิดอีกก็หามิได้ หรือ ?
ท่านพระมหาโกฏฐิตะได้ตอบในแต่ละข้อว่า ข้อนี้เป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์
ส. ปัญหาแต่ละข้อที่ผมถาม ท่านก็ตอบว่า ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ อะไรเล่าเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ปัญหานั้น
ที่มา: สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๔ ๑๘[๗๗๙]๓๘๙
[๒] ม. ความเห็นตามปัญหาแต่ละข้อนั้น ย่อมเกิดมีแก่บุคคล ผู้หลงไหลยินดีใน ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ผู้ไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริงในความดับของขันธ์ ๕
ความเห็นตามปัญหาแต่ละข้อนั้น ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคล ผู้ไม่หลงไหลยินดีในขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ผู้รู้เห็นตามความเป็นจริงในความดับของขันธ์ ๕
นี่แหละเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ปัญหานั้น
ที่มา: สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๔ ๑๘[๗๘๐ - ๗๘๑]๓๘๙-๓๙๐

[๓] ท่านพระสารีบุตรได้ถามอีกว่า ยังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ปัญหานั้น
ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ยังมี และได้ตอบด้วยข้อความเช่นที่ตอบมาแล้ว ต่างกันเพียงแต่ เปลี่ยนจากที่ใช้คำว่า ขันธ์ ๕ เป็นใช้คำว่า ภพ แทน
เมื่อท่านพระสารีบุตรถามซักเช่นนั้นอีก ท่านพระมหาโกฏฐิตะก็จะตอบด้วย ข้อความเช่นเดิม แต่เปลี่ยนคำที่ใช้ในการตอบแต่ละครั้งไป คือ ใช้คำว่า อุปาทาน และคำว่า ตัณหา แทน
และเมื่อท่านพระสารีบุตรยังถามซักต่อไปอีก ท่านพระมหาโกฏฐิตะก็ตอบว่า ท่านยังจะต้องการทราบอะไรในปัญหานี้อีกเล่า ภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะละตัณหาสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีการบัญญัติอย่างใด
ที่มา: สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๔ ๑๘[๗๘๒ - ๗๘๗]๓๙๐-๓๙๑

.....................................................
นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: nongkong, Yahoo [Bot], เปลี่ยนชื่อใหม่ และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร

ฟังธรรม.คอม ธรรมะดิลิเวอรี่ บุดเพจ backlink