วันเวลาปัจจุบัน 26 พ.ค. 2019, 16:42  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 26 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2010, 09:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2010, 13:40
โพสต์: 38

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เข้ามานั่งอ่านกระทู้ต่างๆในเวปนี้ ได้ความรู้มาก เพราะมีหลากหลายวิญญาณที่เขามาเสนอสิ่งที่ตนรู้ หลายวิญญาณเขามาเพื่อหาความรู้ ผิดบ้างถูกบ้าง มั่วบ้างเป็นธรรมดา คนที่เข้ามาก็ต้องรู้จักใช้สติปัญญาพิจารณา เก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีที่ถูก เป็นแนวทางในการเรียนรู้เหมือนการฟัดข้าวเปลือกออกจากแกลบ หลายคนที่มีทุกข์เข้ามาอาจได้เพิ่มทุกข์กลับไป เพราะงงกับคำอธิบายที่ใช้คำในภาษาเขียนที่เข้าใจยาก ซึ่งดูเท่ห์แต่เข้าใจยาก ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เข้ามาหาความสว่าง กลับเจอสิ่งที่มืดมากกว่าเก่า ยิ่งเจอภาษาบาลียิ่ง งงซ้อนงง ต้องหาที่แปล เลยทิ้งเสีย เพราะรู้สึกมันยากจนสติปัญญาอย่างเราชาตินี้คงไม่เข้าใจ เหมือนเป็นเรื่องของผู้วิเศษเหนือมนุษย์ที่จะเข้าใจได้ แท้จริงง่ายจนเด็กก็สามารถเรียนได้

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระพุทธไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่เทพที่จะดลบันดาลอะไรได้ พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์เหมือนเรา มีร่างกายเหมือนเรามีธรรมชาติของร่างกายเหมือนเรา แต่พระองค์เป็นผู้มีสติปัญญาดีเลิศ มีความสงสัยใคร่รู้ว่า คนเราทำไมถึงเกิด เกิดมาทำไม เกิดแล้วได้อะไร ตายแล้วไปไหนจะอยู่กับธรรมชาติของร่างกาย ของโลกได้อย่างไรอย่างมีความสุข เกิดมาแล้วก็ต้องเข้าใจการเกิดให้ถ่องแท้ อย่าให้เสียชาติเกิด ดีกว่าเกิดมาแบบไม่รู้และตายแบบไม่รู้ พระพุทธองค์ก็เรียนรู้จากสิ่งที่ธรรมชาติให้มา คือร่างกายเรา โลกที่เราอาศัยอยู่ ทรงแยกแยะออกเป็นหมวดหมู่ ตั้งแต่เรื่องร่างกายประกอบไปด้วยอะไรทำงานอย่างไร จิตวิญญาณประกอบไปด้วยอะไร ทำงานอย่างไร โดยเรียนรู้จากธรรมชาติที่เรามีเท่าๆกันนี้แหละ ที่พระองค์ใช้คำว่าตรัสรู้ คือรู้ด้วยสติปัญญาของพระองค์เอง ไม่มีใครมาสอน และนำความรู้นั้นบันทึกเป็นตำราเรียนแยกออกเป็นส่วนๆ ไปจนถึงกฏหมายหรือพระธรรมวินัยหรือศีล ที่มาจากการเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างถ่องแท้ กฏที่จะทำให้มนุษย์อยู่กันอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน อย่างละเอียดเข้าใจง่าย พระพุทธเจ้าเป็นบรมครู ที่อยากให้มนุษย์ที่เกิดมาร่วมทุกข์สุข ได้รู้อย่างที่ท่านรู้ เท่ากับที่ท่านรู้ จึงเชื้อเชิญเข้ามาเรียนรู้ ธรรมชาติง่ายๆของพระพุทธองค์ มนุษย์ทุกคนทั้งหญิงชายสามารถเข้าถึงได้เรียนรู้ได้เท่ากัน แต่ปัจจุบัน เราเอาคำสอนนั้นมาทำให้ยาก ลึกลับ ซับซ่อนซ่อนเงื่อน ทำให้เข้าถึงได้ยาก เรียนรู้ยาก เข้าถึงยาก เพื่อหาผลประโยชน์จากผู้ไม่รู้ หลอกให้สำคัญผิด เพื่อบังคับควบคุม ตกเป็นเหยื่อ โดนปอกลอกเงินทองที่ขัดสนอยู่แล้ว เหมือนซ่ำเติมผู้ที่ทุกข์ให้ทุกข์หนักกว่าเก่า ช่างใจร้ายจริงเหลือเกิน แท้จริงแล้วธรรมะของพระพุทธเจ้าง่ายมากๆ อุปกรณ์การเรียนรู้ไม่ต้องซื้อหา มีอยู่แล้ว นั้นคือร่างกายที่ยังมีลมหายใจของเราเอง สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่คือโลกใบนี้ มีมาก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นที่เรียนรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มาถึงพระบรมครูพุทธเจ้าองค์นี้ มาร่วมกันทำให้พระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องง่ายที่จะเรียนรู้ ทุกคนอยากเรียนรู้ เพื่อเข้าใจธรรมชาติ สิ่งเดียวที่พระพุทธเจ้าเคารพ และเราที่ชื่อว่าพุทธมามะกะ ศิษย์ของพระพุทธเจ้า ก็ต้องปฎิบัติให้ได้อย่างบรมครู ศึกษาเรียนรู้ นำมาทดลองทดสอบปฏิบัติ อย่างสบายๆตามธรรมชาติ ไม่ใช่ฝืนธรรมชาติจนกลายเป็นบ้าบอฟุ้งซ่าน หลงผิดติดอุปาทาน เป็นผู้มีฤิทธิเหาะเหินเดินอากาศ ถอดร่างถอดจิตท่องเที่ยวตามจินตนาการเลอเทอะ เพ้อฝันไร้สติปัญญา เป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทีรู้จุดอ่อนของเรา ขอให้หน้าเวปลานธรรมจักรนี้ เป็นที่สิ่งสู่ของผู้มีปัญญา เป็นหน้าต่างเปิดรับศิษย์ของพระพุทธองค์บรมครู ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนปัญญาความรู้ ผู้ดีแล้วรู้แล้ว ก็เข้ามาช่วยแบ่งปันหรือทักท้วงขัดเกลาว่าความรู้ที่มีผู้นำเสนอนั้นถูกต้อง เป็นไปตามประสงค์ของบรมครู เพื่อเพิ่มภูมิความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ความทุข์ยากลำบากแทบต้องแลกด้วยชีวิตจึงได้มา บดย่อยมาให้เราได้เข้าใจเดินตามรอยพระบาท ข้ามอวิชชาถึงซึ่งวิชชา ให้เก่งอย่างบรมครู เข้าใจอย่างบรมครู เป็นศิษย์โง่ของพุทธองค์ต่อไปเทอญ.สาธุ.

แนบไฟล์:
9980.jpg
9980.jpg [ 99.35 KiB | เปิดดู 4038 ครั้ง ]


แก้ไขล่าสุดโดย เว็บมาสเตอร์ เมื่อ 03 ต.ค. 2010, 10:32, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2010, 18:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.ย. 2010, 17:40
โพสต์: 9

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ข้อคิดเห็นของท่านอ่านง่ายได้ใจความ ขอบคุณที่ช่วยเพิ่มประกายแห่งปัญญา ผมอีกคนที่พอชีวิตเริ่มพบปัญหา ทางที่จะทำให้ทุเลาคือ ธรรมะ "กฏของธรรมชาติ" เมื่อคืนทุกข์มากมองออกหน้าต่างเห็นดวงจันทร์ เกิดคำถามว่าทำไมดวงจันทร์ต้องหมุนรอบโลก คิดแล้วมองมาที่นาฬิกา ทุกคนในภพนี้อยู่บนเวลาที่เดินเป็นหน่วยเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ชั้นเลิศอธิบายได้เกี่ยวกับเหตุเหล่านี้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ เพราะมันคือธรรมชาติ คือธรรมะ พระพุทธเจ้าท่านได้แตกฉานในธรรมชาติ และสั่งสอนพวกเรา ขอสาธุ :b8: :b8: :b8:

มีเหตุ ต้องมีผล
ทำอะไรได้อย่างนั้น
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผมเคารพคำสอนนี้มาตั้งแต่เด็กครับ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2010, 19:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


การไม่เรียนรู้ภาษาพระบ้าง ก็จะทำให้โดนหลอกได้ง่าย
แต่ถ้ารู้ เราก็จะสามารถเทียบเคียงกับพระไตรปิฏก ได้ว่า
คนที่ตั้งตัวเป็นอาจารย์ นั้น สอนตรงตามพระไตรปิฏกหรือไม่ หรือเขาคาดคะเนเอาเอง
หรือเขา คิดทฤษฏีใหม่ขึ้นมา

ต้องหมั่น ทำความเข้าใจ สนทนาธรรมบ่อยๆ ครับ ก็จะค่อยๆ ซึมซับไปเอง
อย่างผมเอง เมื่อต้นปีที่แล้ว แม้แต่เจตสิก ก็ยังไม่ทราบเลย ว่ามันคืออะไร

ขันธ์5 ได้ยินแต่ชื่อ ไม่ได้รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่

ปฏิจจสมุปบาท ยิ่งแล้วใหญ่

วิญญาณ ทำให้เกิด นามรูป
นามรูป ทำให้เกิด วิญญาณ มันช่างงงงวยและงวยงง

[๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด
เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการ
เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑
ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑
วิบากแห่งกรรม ๑
ความคิดเรื่องโลก ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลายอจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความ
เป็นบ้า เดือดร้อน


พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า คงมิใช่เป็นแค่คนที่สติปัญญาสูงกว่าคนทั่วไปเท่านั้น คงไม่ง่ายขนาดนั้น

ขันธ์5 เกิดดับ ใครมีดวงตาไปเห็น
กายตายไปแล้ว ขันธ์5 ยังเกิดดับอยู่ ในวัฏฏสงสาร ใครไปเห็นได้
ขันธ์5 ไม่มีเบื้องต้น(จุดกำเนิด) ขันธ์5 ไม่มีเบื้องปลาย(จุดสิ้นสุด) ใครไปเห็นขนาดนั้น

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2010, 22:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2010, 00:17
โพสต์: 255

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: เห็นด้วยนะกับความคิดเห็นของคุณ Poorboy แต่ไม่ทั้งหมด ใช่การสอน การอธิบายธรรมมะมันต้องใช้ศัพท์ง่ายๆ ที่ทุกคนเข้าใจ และอย่าไปก็อฟอะไรมาแสดงเสียจน เห็นข้อความแล้วนึกว่ากำลังทำวิทยานิพนธิ์ระดับปริญญาเอก ด้านภาษาบาลี นอกจากนั้นการสอนการแนะนำต้องเป็นขั้นเป็นตอนไปตามลำดับ คนที่เป็นครูต้องเป็นหลักสอน ตั้งแต่ธรรมมะขั้นต่ำๆขั้นต้นๆไปก่อน เพื่อขัดเกลากิเลสอย่างหยาบออกก่อน นี่เห็นโผล่เข้ามาครั้งแรกพอมีคำถาม ก็จะสอนทำวิปัสนากันทุกทีไป(ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายโน่น)
ส่วนเรื่องภาษาบาลีนั้นมีได้ก็ตามสมควร เช่นเป็นหัวข้อธรรม หรือเป็นคำศัพท์ทางธรรมที่สำคัญ แต่ควรมีภาษาไทยกำกับไว้ด้วย ทางสายกลางไง อีกอย่างถ้าวัดความก้าวหน้าเรื่องปฏิบัติธรรม กันด้วยความรู้เชิงปริยัตร สมมุติบัญยัติแล้วและโวหารทางธรรมแล้ว หลายคนในกระดานนี้คงบรรลุแล้วบรรลุอีกไปหลายรอบแล้ว แต่ความจริงการวัดความก้าวหน้าเขาไม่ได้วัดกันที่รู้ข้อธรรมมาก เก่งโวหาร โต้ตอบพลิกแพลงเอาตัวรอดได้สารพัดวิธี แต่เขาวัดกันที่กิเลสเหลือน้อยแค่ไหน อัตตาลดลงบ้างไหม
ถ้าไม่พูดเสียบ้างคนใหม่ๆที่เข้ามาในกระดานก็จะหลงเข้าใจผิด ติดแต่โวหารธรรม แต่พูดไปก็ไปขัดใจทุกที ผมเคยปวรณาตัวแล้ว ว่าจะไม่เข้ามาเพื่ออยากเป็นผู้สอน เคยปฏิบัติมาก็ไม่ถึงไหน แต่รู้เรื่องอะไรดีๆมาก็อยากแบ่งปัน เรื่องแบบนี้ก็ไม่อยากขัดใจใคร ผมเคยไปฟังธรรมหลวงปู่อะไรจำไม่ได้แน่(หลวงปู่ชอบหรือหลวงปู่อ่อนอะไรนี่แหละ)ที่วัดท่าน ทางภาคอีสาน ต้องขอโทษท่านพูดตรงๆหมดเรื่องขี้ เรื่องเยี่ยว ไม่มีโวหาร ไม่มีบาลี เรื่องนี้ท่านอาจารย์ชาก็เช่นกัน ท่านสอนแต่เรื่องไม้สั้นไม้ยาว หัวงูหางงูฟังแล้วก็ไม่ยาก ชาวบ้านทำไรทำนาก็ฟังออก จนมีเรื่องเล่าตรงกับหัวข้อนี้พอดี คือพักหลังชื่อเสียงหลวงพ่อชา เริ่มดังไปถึงต่างประเทศ เริ่มมีลูกศิษย์เป็นฝรั่งมากขึ้น ทั้งมาบวชที่วัด และหลวงพ่อเดินทางไปสอนในต่างประเทศ ชาวบ้านเริ่มไม่พอใจ ถ้าจำไม่ผิดมีอยู่คนหนึ่งถึงอดใจไม่ไหว มีโอกาสอยู่ลำพังกับหลวงพ่อก็ต่อว่าทันที ว่าหลวงพ่อนี่นะเดี๋ยวนี้ทำเป็นดัดจริต ไปสอนฝรั่งมังค่า หลวงพ่อสอนเขายังไง หลวงพ่อพูดฝรั่งกับเขารู้เรื่องหรือ หลวงพ่อท่านก็ไม่ตอบแบบมีโทสะ แต่ท่านถามกลับแบบอมยิ้มว่า ที่บ้านโยมมีควายไหมล่ะ โยมก็บอกว่ามี ท่านก็ถามอีกว่าโยมใช้มันไถนาไหม ต้องสอนมันไถนาไหม โยมก็ว่าใช่ต้องสอนมันก่อนมันจึงจะไถเป็น หลวงพ่อก็เลยถามต่อไปว่า แล้วโยมใช้ภาษาอะไรสอนมันล่ะ โยมพูดภาษาควายรู้เรื่องดีหรือ เรื่องเลยมาจบลงตรงนี้ เล่าผิดก็ต้องขออภัย ถ้ากล่างขัดใจก็ต้องขอโทษด้วย... เจริญในธรรมทุกคน/เจโตวิมุติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2010, 13:40
โพสต์: 38

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อคืนทุกข์มากมองออกหน้าต่างเห็นดวงจันทร์ เกิดคำถามว่าทำไมดวงจันทร์ต้องหมุนรอบโลก คิดแล้วมองมาที่นาฬิกา ทุกคนในภพนี้อยู่บนเวลาที่เดินเป็นหน่วยเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ชั้นเลิศอธิบายได้เกี่ยวกับเหตุเหล่านี้

เรียนท่านเดชาบ๊อบ ท่านกำลังมาถูกทาง ความสงสัยเป็นประตูของการค้นหา เป็นความกระหายใคร่รู้ของปัญญาญาณ มีในมนุษย์ทุกผู้มากน้อยต่างกัน อย่าหยุดสงสัย อย่าใช้จินตนาการ แต่จงศึกษาตามความเป็นจริงของธรรมชาติ พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา มีเครื่องทุกข์คือสังขาร มีธรรมชาติเหมือนเราจึงสอนในสิ่งที่เรามีเราเป็นเหมือนพระองค์ หาคำตอบเหล่านี้ได้ในพระธรรม หาครูอาจารย์ที่ประพฤติดีปฎิบัติชอบ ในโลกปัจจุบันพระแท้มีน้อยมาก เพราะสิ่งกิเลสเย้ายวนในยุคโลกาวิบัติมันหาเสพง่าย หลงทางง่าย ให้ดูจากวิธีคิดความประพฤติการปฏิบัติธรรม การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ จุดมุ่งหมายของการบวช เป็นเครื่องสะท้อนความเป็นพระแท้พระเทียม ขอเป็นกำลังใจให้อย่าทิ้ง มีเวลาว่างจากภาระกิจการงาน หาธรรมของพระพุทธเจ้ามาอ่าน ในเนตก็มีมากมาย อ่านแล้วก็คัดกรองด้วยสติปัญญาครับ..หนังสือของท่านพุทธทาสเพชรเม็ดงามแห่งพุทธศาสนา ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2010, 13:40
โพสต์: 38

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


"การไม่เรียนรู้ภาษาพระบ้าง ก็จะทำให้โดนหลอกได้ง่าย
แต่ถ้ารู้ เราก็จะสามารถเทียบเคียงกับพระไตรปิฏก ได้ว่า
คนที่ตั้งตัวเป็นอาจารย์ นั้น สอนตรงตามพระไตรปิฏกหรือไม่ หรือเขาคาดคะเนเอาเอง
หรือเขา คิดทฤษฏีใหม่ขึ้นมา"
ท่านแน่ใจหรือรู้ภาษาบาลีแล้วจะไม่โดนหลอก ท่านเอาอะไรมาการันตรีว่าพระไตรปิฏกที่อ่านกันอยู่นี่เป็นของแท้ท่านมีต้นฉบับหรือครับ 2500ปี เอกสารต้นฉบับมีการรักษาไว้หรือไม่ นี่เป็นการรวบรวมจากสาวกของพระพุทธเจ้าหลายองค์ เป็นคำบอกเล่าสนทนาก็มี แล้วเขียนกันใหม่รวบรวมกันใหม่กี่ครังกี่หนฉนั้นพระพุทธเจ้าจึงห้ามเชื่อก่อนใช้ปัญญาพิจารณา ถึงเหตุและผลตามความเป็นจริงของธรรมชาติ.
ยกตัวอย่าง


[๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด
เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการ
เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑
ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑
วิบากแห่งกรรม ๑
ความคิดเรื่องโลก ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลายอจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความ
เป็นบ้า เดือดร้อน


ดูอจินไตย ตามสำเนียงบาลีแคชเมียร์ อ่านว่าอจินตะ แปลว่าอย่าสร้างภาพหรืออย่าสร้างอุปาทาน
อย่าสร้างจินตนาการกับ4สิ่ง เพราะเป็นสิ่งเหนือจินตนาการ ที่สมองมนุษย์ไม่อาจรู้ได้ สร้างไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะเป็นการเดาสุ่ม ทำให้ความเป็นจริงคลาดเคลื่อน คิดได้เรียนรู้ได้แต่อย่าไปปรุงแต่ง
ก็ออกเสียงผิดๆตีความผิดๆทำให้เขาใจผิด หากไร้ปัญญา4สิ่งก็กลายเป็นสิ่งต้องห้าม เดี๋ยวจะกลายเป็นบ้า เดือดร้อน ช่างเป็นเรื่องน่าขบขันขอรับ.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 10:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2010, 13:40
โพสต์: 38

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จนมีเรื่องเล่าตรงกับหัวข้อนี้พอดี คือพักหลังชื่อเสียงหลวงพ่อชา เริ่มดังไปถึงต่างประเทศ เริ่มมีลูกศิษย์เป็นฝรั่งมากขึ้น ทั้งมาบวชที่วัด และหลวงพ่อเดินทางไปสอนในต่างประเทศ ชาวบ้านเริ่มไม่พอใจ ถ้าจำไม่ผิดมีอยู่คนหนึ่งถึงอดใจไม่ไหว มีโอกาสอยู่ลำพังกับหลวงพ่อก็ต่อว่าทันที ว่าหลวงพ่อนี่นะเดี๋ยวนี้ทำเป็นดัดจริต ไปสอนฝรั่งมังค่า หลวงพ่อสอนเขายังไง หลวงพ่อพูดฝรั่งกับเขารู้เรื่องหรือ หลวงพ่อท่านก็ไม่ตอบแบบมีโทสะ แต่ท่านถามกลับแบบอมยิ้มว่า ที่บ้านโยมมีควายไหมล่ะ โยมก็บอกว่ามี ท่านก็ถามอีกว่าโยมใช้มันไถนาไหม ต้องสอนมันไถนาไหม โยมก็ว่าใช่ต้องสอนมันก่อนมันจึงจะไถเป็น หลวงพ่อก็เลยถามต่อไปว่า แล้วโยมใช้ภาษาอะไรสอนมันล่ะ โยมพูดภาษาควายรู้เรื่องดีหรือ เรื่องเลยมาจบลงตรงนี้ เล่าผิดก็ต้องขออภัย ถ้ากล่างขัดใจก็ต้องขอโทษด้วย... เจริญในธรรมทุกคน/เจโตวิมุติ[/quote]

เรียนท่านเจโตวิมุติ สหายธรรม หลวงพ่อชาท่านกำลังสอนชาวบ้านว่าคน ฉลาดกว่าควาย เรียนรู้ได้มากกว่าควาย ฝรั่งที่กระหายธรรมพระพุทธเจ้าต้องฉลาดไม่งั้นคงไม่อยากเรียนรู้เรื่องดีๆของพระพุทธเจ้า ฝรั่งก็ต้องเรียน หัดพูดเขียนอ่านภาษาไทยก่อนจึงจะเรียนธรรมได้ หลวงพ่อชาก็สอนด้วยภาษาไทยที่ฝรั่งเข้าใจไม่สอนบาลีเพราะเสียเวลาให้ฝรั่งต้องไปหาแปล หลวงพ่อก็ได้เรียนภาษาอังกฤษจากลูกศิษย์จนท่านสามารถสนทนาธรรมเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่การแสดงธรรมเป็นภาษาบาลีในปัจจุบัน น่าจะใช้เฉพาะคำที่ไม่มีคำแปลต้องใช้คำทับศัพท์หรือแปลแล้วความหมายผิด ตีความไม่ได้ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับคิดไปว่ามันดูขลังดี ดูเป็นของแท้ ถามว่าในงานศพนิมนตร์พระมาสวด เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อคนตายแต่เพื่อคนที่ยังเป็น เพื่อให้คนเป็นในงานศพเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมชาติที่เรียกว่าพระธรรม เมื่อเข้าใจความทุกข์ก็เบาบาง แต่นี่สำคัญผิดกลายเป็นพิธีกรรมส่งวิญญาณเชื่อว่าพระมาสวด3วัน7วัน เวทย์มนตร์คาถาจะส่งวิญญาณคนตายไปสวรรค์ยิ่งพระหลายองค์ยิ่งสวดหลายวันยิ่งมั่นใจว่าคนตายไปสวรรค์แน่ ถามว่าพระที่มาสวดมรณภาพจะได้ไปสวรรค์หรือตกนรกพระยังตอบไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาอะไรมาส่งวิญญาณใครขึ้นสวรรค์ คนมาในงานศพกี่คนที่ฟังพระสวดเป็นภาษาบาลีออก พ่อแม่ญาติมิตรของผู้ตายที่เศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์อยู่ เป็นโอกาสอันดีที่พระพุทธเจ้าเล็งเห็นโอกาส ที่จะหยิบยกทุกข์อันนี้มาสะกิดใจให้คนพวกนี้เห็นทุกข์สุขในความเป็นจริงตามธรรมชาติ เกิดปัญญาทำให้กระหายใคร่รู้ไปมากยิ่งขึ้น เชื้อเชิญให้เข้ามาเรียนรู้กับพระองค์พระธรรมของพระองค์ แต่นี่ญาติโยมได้แต่ฟังท่วงทำนองสวดที่แสนวังเวงไม่รู้ความหมายว่าอะไร โง่เหมือนเดิม รู้แต่มันขลังดีคนที่ตนรักได้ไปสวรรค์แน่ เอาลูกหลานสิบขวบมาบวชเณร หวังให้ผู้ตายเกาะชายผ้าเหลืองเณรไปสวรรค์ จะไปสวรรค์ยังไงแค่โรงเรียนเณรยังต้องมีคนไปส่งแล้วจะมีปัญญาจูงพาใครไปสวรรค์ นี่แหละจุดอ่อนของพุทธศาสนาที่เราต้องแก้ไข คนจะทิ้งพระธรรมที่แท้จริงไปสู่ทางอบายเป็นมิทฉาธิฐิ หลงใหลโง่งมไม่เจริญปัญญา เมื่อไม่มีใครเห็นความดีในพระธรรม ความเสื่อมก็ตามมา เป็นหน้าที่ของพุทธสาวกที่จะต้องนำความดีของพระธรรมมาเผยแพร่ ให้คนรู้ เมื่อเห็นว่าดีเป็นจริงก็ติดใจอยากเข้ามาเรียนรู้นำไปปฎิบัติ นั้นคือเจตนาของพระพุทธองค์ แล้ววันนี้ภาระกิจของภิกษุสงฆ์พุทธสาวกทำแล้วหรือ ทำอะไรกันอยู่ ลองเข้าไปดูหน้าเวปของพุทธมีแต่เรื่องเครื่องรางของขลังความเชื่องมงาย เจ้ากูศักดิ์สิทธิ พระธาตุปาฏิหาร พระเหรียญพระดิน เอาชื่อเสียงของพระพุทธเจ้าไปแปลเป็นสินค้าซื้อขายกันจนร่ำรวยบนความโง่ของผู้คน ใครมีปัญญาก็คิดเอาเทอด พุทธมามะกะที่ปฎิญาณตนต่อหน้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทำอย่างไร...


แก้ไขล่าสุดโดย poorboy เมื่อ 03 ต.ค. 2010, 10:53, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 12:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ท่านแน่ใจหรือรู้ภาษาบาลีแล้วจะไม่โดนหลอก

ตอบ ไม่แน่ใจ

ท่านเอาอะไรมาการันตรีว่าพระไตรปิฏกที่อ่านกันอยู่นี่เป็นของแท้

ตอบ ไม่มีอะไรการันตี

ท่านมีต้นฉบับหรือครับ 2500ปี

ตอบ ไม่มีครับ

แต่ถ้าถามต่อไปอีกว่า สมควรแก้พระไตรปิฏกใหม่ ให้สอดคล้องกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ในเวลานี้
เช่น ความเชื่อที่ว่า นรก สวรรค์ ไม่มีจริง คนเราตายแล้วก็จบสิ้นกัน จะมีอะไรไปเกิด
พระอภิธรรมแต่งขึ้นมาภายหลัง สงควรตัดทิ้ง ให้เอาไว้แต่พุทธพจน์เท่านั้น
เปรตไม่มีจริง เพราะอายุปาเข้าไปตั้ง 80 ปี แล้วยังไม่เคยเห็นเปรตสักครั้ง
เทวดา ก็ไม่มีจริง เพราะจนป่านนี้แล้ว ไม่เคยเห็นเทวดา สักตน
เรื่องเจตสิก เป็นเรื่องไร้สาระ ปรากฏน้อยมากในพระธรรมวินัย
เรื่องรูปเป็นเรื่องไร้สาระ อะไรมีตั้ง 28 รูป เฟ้อเกินไป
เรื่องจิต ยิ่งแล้วใหญ่ นับยังกะนับเม็ดมะขาม ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ต้องเรียน
อะไรที่ คิดว่ายาก และเข้าถึงไม่ได้ ตัดๆ ออกไปให้หมด
เหลือแต่เฉพาะ คำคม ดีไหม เช่น ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย
ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า ธรรมะย่อมชนะอธรรม ฯลฯ.

ตอบว่า............. ไม่ดี ไม่สมควรตัดออก ไม่สมควรไปเพิ่มเติม สงควรคงอยู่เหมือนเดิม

:b28:

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 12:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2010, 00:17
โพสต์: 255

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42:อือ..ตรงดี แต่คงขัดใจคนครึ่งกระดานเป็นอย่างน้อย มีคำพูดหนึ่งคือ เมื่อพระพุทธองค์สิ้นแล้ว(เข้าใจว่าพระอานนท์ ทรงถามก่อนจะสิ้น) ว่าเมื่อสิ้นพระองค์แล้วจะให้เราหมู่สงฆ์ เคารพนับถือใครป็นศาสดาต่อไป แม้ในขณะนั้นมีพระอรหันต์ผู้เป็นเลิศในด้านต่างๆมากมาย แต่พระองค์กลับทรงตรัสว่า "จงนับถือพระธรรมคำสั่งสอนของเราเป็นศาสดาต่อไปเถิด" พระองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจน และต้องมีเหตุผลประกอบ(แต่ไม่ทรงอธิบายไว้) เราจึงไม่กล้าเดา แต่ก็เห็นกันจะจะ ว่ามีเจ้ากูจำนวนมาก ที่พยายามสร้างทฤษฏีใหม่ขึ้นมา เหยียบบ่าพระพุทธองค์ กล่าวตู่ บิดเบือน ตีความคำสอนเข้าข้างทฤษฎี ของตนเอง เพื่อความสำเร็จในอาชีพห่มผ้าเหลืองของตน อันนี้แหละสำคัญ
....ปัญหามันคือบัวมันมี 4 เหล่า การที่จะให้ทำให้บัวทั้ง4เหล่าเข้าใจคำพูดคำเดียวกัน อย่างตรงกันเป๊ะเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ เช่นกล่าวถึง องค์พระพุทธเจ้า บัวเหล่าที่1 ก็เข้าใจได้ทันทีว่าคือใครมีความสำคัญอย่างไร บัวเหล่าที่2ต้องการคำอธิบายซ้ำ และยกตัวอย่างเรื่องราวความเป็นมาประกอบจึงเข้าใจ ส่วนบัวเหล่าที่3นี้หนักขึ้นไปอีกอธิบายหลายครั้ง ยังไม่เข้าใจ ต้องวาดรูป ปั้นรูปพระพุทธเจ้าขึ้นมาประกอบ(เป็นที่มาของพระพุทธรูปและบิดเบือนกันต่อมาในยุคหลัง) ส่วนบัวเหล่าที่4นี้ มันไม่เชื่อเลยด้วยซ้ำว่าในโลกนี้มีหรือเคยมีพระพุทธเจ้า
.....อันนี้พระพุทธองค์ทรงเข้าใจดี จึงได้จำแนกธรรมในแต่ละหมวด เพื่อใช้สอนสาวกที่เป็นบัวต่างเหล่าได้อย่างเหมาะสม จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เป็นเลิศในการฝึกคนที่ไม่มีใครยิ่งกว่า ตอนเจรจากับนายฉันนะผู้เป็นเลิศในการฝึกม้า เราเองก็เหมือนกัน ถ้าฉลาดเป็นบัวเหล่าที่1 ต้องศึกษา ข้อมูลจากครูใหญ่หรือสายตรงก่อนให้พอเห็นทาง แล้วขาดเหลืออะไรค่อยมองหาครูรองหรือกัลยาณมิตรที่สอนตรงกลับครูใหญ่ ไม่ใช่เมื่อมีความทุกข์ก็วิ่งโร่ไปหาอาจารย์นั้น อาจารย์นี้ทันที ถ้าไปเจออาจารย์อย่างที่กล่าวข้างต้น ก็เข้าทางเขา คนกำลังทุกข์สติปัญญามันทึบ ตาดีก็เหมือนตาบอด อาจารย์พวกนี้จึงยังอยู่ได้และทำท่าจะเจริญรุ่งเรืองด้วยซ้ำ...ต่อหน้าถัดไป/เจโตวิมุติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 13:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2010, 00:17
โพสต์: 255

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: พระพุทธองค์ทรงจำแนกพระสงฆ์ไว้ไดยอุปมัยเป็นผลมะม่วง 4 แบบ
.....โดยแบบแรก คือดูภายนอกยังดิบ-แม้ผ่าดูภายในก็ยังดิบอยู่
.........แบบที่2นี้ ดูภายนอกเหมือนยังดิบ-แต้ผ่าดูภายในปรากฏว่าสุกทานได้แล้ว
.........แบบที่3นั้น เมื่อดูภายนอกดูว่าสุกแล้วเหลืองอร่ามเชียว-แต่ผ่าดูภายในปรากฏว่ายังดิบยังขมยังเปรี้ยวกินไม่ได้
.........แบบที่4 นี้ ถ้าใครดูป็นเสาะหาให้เจอ คือเมื่อดูภายนอกก็สุกน่าทาน-แม้ผ่าดูภายในก็สุกจริง แน่นอนมีรสหวานหอมทานได้แล้ว
......อันนี้ไม่ขอแปล ไปแปลความหมายเอาเอง ก่อนจะจบมีเรื่องเล่าอีก สมัยหนึ่งภิกษุ 2 รูปเดิมก่อนบวช ก็เป็นเศรษฐี คหบดีใหญ่ มีข้าทาส บริวาร ทรัพย์สมบัติ เลือกสวน ไร่นาเป็นจำนวนมาก ทั้งคู่ ที่ออกบวชก็ด้วยเลื่อมใส ในธรรมมะของพระพุทธองค์ เห็นว่าทางโลกนี้มันอึดอัดคับแคบเสียแล้ว จึงตัดสินใจออกบวช ซึงก็ได้พบความลำบาก ยากเข็นเป็นอันมากในการจาริกไปตามป่า และนิคมต่างๆ บางวันก็บิณฑบาตรได้อาหาร บางวันก็ไม่ได้ ต้องอดอยากหิวโหย วันหนึ่งทั้งสองรูปบิณบาตรได้เพียงข้าวเปล่ามาจำนวนหนึง ทั้งสององค์ก็จำใจฉันท์ข้าวปล่ากับน้ำ องค์หนึ่งในใจก็คิดไปว่า ถ้าวันนี้มีเกลือสักนิดหนึ่งอาหารมื้อนี้ คงมีรสชาติดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรกับอีกฝ่าย
......วันรู่งขึ้นทั้งสองก็ออกบิณฑบาตรตามปกติ วันนี้ได้ทั้งข้าวทั้งเกลือ ภิกษุรูปนั้นเห็นว่าได้เกลือมามาก คงฉันท์ไม่หมดในวันนี้ ก็เลยคิดไปว่าอย่ากระนั้นเลย เราจักแบ่งเกลือส่วนหนึ่งไปซ่อนไว้ในโพรงไม้ หากพรุ่งนี้ บิณฑบาตรได้แต่ข้าวอีก จะได้มีเกลือฉันท์ บังเอิญขณะนำเกลือไปซ่อนในโพรงไม้นั้นภิกษุอีกรูปหนึ่งเห็นเข้าพอดี ก็เลยถามว่าท่านจักทำอะไร ภิกษุรูปนั้นก็กล่าวไปตามเจตนาว่าเราจะซ่อนเกลือส่วนที่เหลือนี้ไว้ เผื่อพรุ่งนี้ บิณพบาตรได้แต่ข้าวอีกเราทั้งคู่จักได้มีเกลือฉันท์กัน ภิกษุอีกรูปนิ่งไปสักพักแล้วกล่าวว่า นี่แน่ะท่านก่อนบวชเราทั้งคู่สะสมอะไรมาชั่วชีวิต ทรัพย์สิน เงินทอง เลือกสวนไร่นา ช้างม้าวัวควาย ข้าทาสบริวาร อันมีค่าประมาณมิได้ ก็เราทั้งสองนี้มิใช่หรือที่สละสิ่งเหล่านั้นออกไป เพือเดินตามรอยพระพุทธองค์ แล้ววันนี้เพียงแค่กลัวความอดอยาก เรื่องปากท้อง ท่านจึงหวลกลับมาสะสมแค่เมล็ดเลือที่มีค่าเพียงน้อนนิด ความตั้งใจเดิมของเราที่ทำมาแล้วจะไม่เป็นโมฆะเสียแล้วหรือ ภิกษุองค์แรกจึงได้คิด และทิ้งเกลือนั้นไป นี่แหละหัวใจของศาสนาพุทธ เรื่องง่ายๆที่เข่าใจยากเพราะกิเลสมันบังตา ฟังจบก็อย่าลืมไปตรวจสอบอาจารย์ของท่านดู ว่าท่านเป็นมะม่วงแบบไหน ก่อนบวชท่านเป็นใครมาจากไหน มีอะไรติดตัวมาบ้าง วันนี้ท่านมีเงินในธนาคารเท่าไร มีรถเบนซ์ประจำตัวไหม อันนี้แค่เตือนสติ ก็ใช้สติปัญญา พิจารณาดูกัน....เจริญในธรรมทุกท่าน/เจโตวิมุติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 22:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2010, 13:40
โพสต์: 38

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมะแท้เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ พุทธะแท้ไม่ต้องใช้กล้อง ส่องด้วยจิตก็รู้แจ้ง

ธรรมใดเกิดสุขธรรมนั้นของพุทธองค์ ธรรมใดเกิดทุกข์ธรรมนั้นต้องปล่อยลงวารี

ขอบคุณสำหรับธรรมะแท้ ที่แบ่งปันในความมืด ยุคพุทธศาสนาขาลง..
แนบไฟล์:
R745-81.jpg
R745-81.jpg [ 22.72 KiB | เปิดดู 3741 ครั้ง ]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 13:26 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 13:10
โพสต์: 1


 ข้อมูลส่วนตัว


เตือนคุณ poorboy
ที่คุณโพสต์ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของกล้วยๆ ใครๆก้เรียนรู้กันได้ ผมรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่ง
ผมรับไม่ได้ ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่ศรัทธาพระพุทธเจ้าสูงยิ่งชีวิต ความจริงผมไม่ได้เป็นสมาชิกของเว็บนี้หรอกนะ แต่บังเอิญได้เข้ามาอ่านบทความของคุณ และก็ไม่มีใครเข้ามาแก้ต่างให้พระพุทธองค์เลย ทุกวันนี้พระพุทธเจ้าตลอดจนพระธรรมวินัยถูกจาบจ้วงเยอะมาก จากผู้ที่ไม่รู้จริง เข้าไม่ถึงแก่นธรรม แอบอ้างตัวเองเป็นพระอรหันต์บ้างล่ะ เป็นพระโสดาบันบ้างล่ะ เป็นพระโพธิสัตว์บ้างล่ะ เป็นผู้มีคุณวิเศษบ้างล่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาไม่สบายหรือเจ็บไข้ได้ป่วย แทนที่จะไปหาหมอ ก้ไปหาพระหาเจ้า ให้พ่นน้ำหมาก รดน้ำมนต์ น้ำหมากน้ำมนต์จะช่วยอะไรได้ เหล่านี้เป็นเรื่องนอกคำสอนของพระพุทธเจ้า ความจริงวิสัยและคุณของพระพุทธเจ้าจะรู้ได้จะต้องเป็นผู้ที่เป็นสัมมาทิฐฐิและมีศรัทธาสูงเท่านั้น ผมไม่อยากให้คุณปรามาสพระพุทธเจ้าอีก คุรจะเข้าข่ายตกนรกได้ คุรอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องปกติที่สามารถพูดได้กล่าวได้ แต่เรื่องของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องสูง คนที่เขาศรัทธาเขาก็ศรัทธายิ่งชีวิต มีผมเป็นต้น ไม่อยากให้คุรกล่าวอย่างนั้น ถ้าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของง่ายโลกก้เต็มไปด้วยพระอรหันต์แล้วอย่างนั้นสิ รึคุณจะเถียง แต่นี่แม้แต่พระโสดาบันก็ยังแทบจะไม่มีเลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของละเอียดลึกซึ้ง และต้องประกอบไปด้วย ภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ แล้วปฏิเวชจึงจะตามมา ผมขอกล่าวแต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดขึ้นแก่ทุกๆท่านที่ได้เข้ามาอ่าน เอาล่ะพอ.....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 15:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


แสงเอก เขียน:
และก็ไม่มีใครเข้ามาแก้ต่างให้พระพุทธองค์เลย


ก่อนอื่นขออนุโมทนาคุณแสงเอก

อย่าไปถือโทษเลยครับ ผมคิดว่า ยังไม่ถึงกับ "จาบจ้วง" หรอกครับ

คนช่างคิด ปัญญาจริตแบบนี้เขาก็เป้นอย่างนี้
ผมเห็นบุคคลและกระทู้ก๋ากั่นแบบนี้มาเยอะแล้ว
แต่ผมคิดว่า ยังนับว่าใช้ได้ ดูแล้วไม่มีอะไรน่าห่วง

ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ เมื่อศึกษาเริ่มต้น มันจะมีอาการแบบนี้แหละครับ
โดยเฉพาะพวกนักคิดปัญญาชน อาการทำนองนี้ซะโดยมาก
รวมถึงผมด้วย ก็เคยอาการแบบนี้

แต่เชื่อผมเถอะ ดูท่าทางแล้ว
ธรรมะพระพุทธเจ้านี่อัศจรรย์ มันเป็นระบบความรู้ที่ประหลาด
ใครว่าแน่ ใครว่าใช่ มาเถอะ... กวักมือเรียกเลย
พวกทิฐิสองมิตินี่แหละครับ สนุก เดี๋ยวธรรมะจะขัดเขาเอง

เข้มงวดมาก ไม่ดีหรอก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 20:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ที่บ้านโยมมีควายไหมล่ะ โยมก็บอกว่ามี ท่านก็ถามอีกว่าโยมใช้มันไถนาไหม ต้องสอนมันไถนาไหม โยมก็ว่าใช่ต้องสอนมันก่อนมันจึงจะไถเป็น หลวงพ่อก็เลยถามต่อไปว่า แล้วโยมใช้ภาษาอะไรสอนมัน

ที่หลวงพ่อเปรียบเทียบเป็นสอนโดยแสดงให้เหนนัยยะในการปฏิบัติ ที่พูดเช่นนี้เพราะฝรั่งเขาไม่เข้าใจใน
ทางพุทธศาสนา อะไรที่ต่างจากสิ่งที่เขาๆจะแย้งหรือตอบโต้ทันที แต่เขาถือหลักวิทยาศาสตรกับเหตุผล
เปนหลัก ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อชี้แจงถึงสิ่งที่ท่านบนพื้นฐานวัตรปฏิบัติของภิกษุของบวรพุทธศาสนาฝรั่งถึง
เหนด้วยและเข้าใจอีกทั้งสิ่งที่ทำไม่ใช่งมงายไม่ขัดกับคำสอนศาสนาและยังเปนดำรงซึ่งพระศาสนาอีกด้วย
:b39:

เรื่องของการบังสุกุลให้คนตาย การที่พระมาสวดให้จริงๆทำเพื่อคนตายนะถูกแล้ว ส่วนคนตายก่อนหน้านี้
เคยทำกรรมไม่ดีมาเยอะขนาดไหนนั่นเปนเรื่องของเขาจะไปนรกหรือสวรรคใครก้คงช่วยไม่ด้ายแล้ว เปน
สิ่งที่ใครทำคนนั้นต้องรับ แต่ที่ให้พระสวดก้เพื่อเปนการสวดนำเรียกว่าให้พระนำหน้าเปนหลักยึดเหนึ่ยวถือคติที่ว่า ไหนจะตายจากโลกนี้ไปสู่สัมปรายภพแล้วก้มีสิ่งที่เปนบุญเปนกุศลเกาะติดที่จิตใจไปบ้างสิ่งนั้นก้ได้จากบทสวดนี่แหละ และการที่ญาติหรือลุกหลานมาฟังก้เลยได้รับผลบุญจากการได้ยินเสียงสวด
มนต์ทำให้ไม่ประมาทในชีวิตและยินดีในการอนุโมทนา บุญจากการอนุโมทนาจากการฟังพระสวดก้ย่อมส่งถึงแก่ผ้ที่ตายไปแล้ว :b44:

อ้างคำพูด:
ของแท้ท่านมีต้นฉบับหรือครับ 2500ปี เอกสารต้นฉบับมีการรักษาไว้หรือไม่

บางครั้งสิ่งที่มีคุณค่าในอดีตบางครั้งก้ไม่ได้ถูกจารึกไว้ ก้อาศัยการเล่าต่อๆกันจากรุ่นสู่รุ่น แต่แล้วทำ
ไมเรากลับเชื่อและยึดถือปฏิบัติล่ะไม่มีเอกสารจารึกอย่างเปนทางการเรย
ในคัมภีร์พระไตรปิฏกมีอยู่มากมายหลาย แม้แต่ในเวปไซด์เองสามารถอ่านได้เข้าได้ไม่ยากจนเกินไป
มีเปนหมวดแยกไว้ได้เด่นชัด แม้แต่เลยหลังยุคพุทธกาลก้ยังมีโบราณจารณ์ที่เปนพระภิกษุสายปฏิบัติที่รวบรวบและเรียบเรียงวิธิปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ใช้ชื่อว่า "คัมภีร์วิสุทธิมรรค" ซึ่งไม่ว่าจะคัมภีร์เล่มไหน
สมัยไหน ก้จะหนีไม่พ้นเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา กับหลัก ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งเปนกฏครอบจักรวาล และครอบคลุมทุกคำสอนของทุกศาสนาในโลกอยู่แล้ว แต่จะทำให้ใจผุดผ่องได้ขนาดไหนปฏิบัติไปเช่นไร จึงเปนที่แต่ละศาสนาต้องตีขยายความกันต่อไปอีก

:b40: พระพุทธเจ้าถ้าตอนที่ท่านไม่ตรัสรู้ ก้อาจจะไม่แตกต่างกับมนุษย์ธรรมมากหรอก แต่ว่าถ้าท่านไม่บวช
เป็นกษัตริย์ก้จะเปนจักรพรรคิปกครองทั้งทวีป ในอดีตมีเพียงไม่กี่คนที่ได้เปนจักรพรรดิที่ปกครองค่อนทวีป แต่หลังจากที่ท่านตรัสรู้ได้แล้วนี่สิ ถ้าเปรียบเทียบกับมนุษยไม่ร้จะเปรียบเทียบอย่างไรดี เอาเปนว่า
พระองค์ท่านเปนสัพพัญญูรู้แจ้งโลก รู้แจ้งในธรรมชาติทุกธรรมชาติจะดีกว่าและสิ่งที่เปนเลิศอีก 3อย่างนั่น มีปัญญาเปนเลิศ(สามารถดับทุกข์ได้) มีความบริสุทธิในจิตใจ(หมดสิ้นกิเลสและมลทิลทั้งหลายที่เปนเชื้อกิเลสแล้ว) และสุดท้ายความเมตตากรุณาต่อมหาชนทั้งหลายและสรรพสิ่งในสากลโลกนี้เท่าเทียมเทียบเท่ากันหมดเสมอภาคทั่งถึงกันทั้งหมด นี่คือความแตกต่างที่พอจะแสดงให้เหนว่าพระพุทธองค์นั้นมีมากกว่ามนุษย์หรือพร้อมกว่ามนุษย์อย่างไร สุดท้ายก้ได้เผยแผ่ธรรมะไปทั่วชมพูทวีป
มีพุทธสาวก และพุทธบริษัทมากมายเต็มไปหมดจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้ :b39:

อ้างคำพูด:
พุทธเจ้าจึงห้ามเชื่อก่อนใช้ปัญญาพิจารณาถึงเหตุและผลตามความเป็นจริงของธรรมชาติ.
แต่ถ้าสิ่งที่นั้นเปนเหตุเปนผล และนำไปใช้ประโยชน์ได้ ถึงแม้ไม่ได้บัญญัติไว้พระไตรปิฏกหรือพระพุทธองค์ไม่ได้พูด ก้สามารถที่จะเชื่อได้เช่นกัน และสามารถนำไปปฏิบัติและสอนคนอื่นอีกได้เ
เช่นกันเหมือนกัน ขอแต่สิ่งที่ทำนั้นเหมาะสมกับสถานการณ์และสังคมอีกทั้งไม่ขัดกับจริยธรรม รู้เอง
พิจารณาเองแล้วเข้าใจดี สามารถตัดสินใจทำได้ทันไม่ต้องรีรอแต่ประการใด ถ้าเทียบกับข้อธรรมะก้น่า
จะใกล้เคียงธรรมธรรม หรือธัมมานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน4 :b40:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2010, 00:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2757

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ไม่มีผู้ใดสามารถจุดไฟเผาพระสรีระของพระพุทธเจ้าได้ เมื่อพระอานนท์สอบถามพระอรหันต์ผู้มีฌาณหยั่งรู้ก็ได้ความว่า หากพระอรหันต์ที่ยังมาไม่ถึงลานพิธีถวายเพลิงศพรูปหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทรงยกย่องว่าเสมอด้วยพระองค์ด้านพระธรรมเครื่องคือเคยแลกเปลี่ยนเครื่องทรงนั่นคือ พระมหากัสสปะเถระ (ผมไม่แน่ใจว่าคำว่าพระมหานำหน้าชื่อพระอนุพุทธะมีไม่กี่องค์เท่านั้น)หลังจากพระพุทธเจ้านิพพานได้7วันพระมหากัสสปะก็เดินทางมาถึงแล้วทรงแนบศีรษะของท่านกับฝ่าเท้าของพระพุทธเจ้า ในลานพิธีมีพระแก่รูปหนึ่งที่พึ่งบวชมีจิตลามกตะโกนว่า พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานแล้วต่อแต่นี้ไปจะไม่มีใครคอยจู้จี้สั่งสอนห้ามทำนั่นห้ามทำนี่ทำให้เราได้รับความลำบากอีกต่อไป
ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานท่านกล่าวกับพระอานนท์เถระว่าพระธรรมจะเป็นตัวแทนแห่งเราสืบไปตราบเมื่อเราล่วงลับไปแล้วเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ให้คนอื่นและประโยชน์ตัวเองให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
พระมหากัสสปะเถระได้ยินพระรูปนั้นกล่าวความลามกออกมาได้ไตร่ตรองความคิดว่าแม้พระพุทธเจ้าพึ่งนิพพานไม่กี่วันก็มีพระมีความคิดหละหลวมขนาดนี้จึงได้กราบฝ่าเท้าพระพุทธเจ้าขอเป็นประธานรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้ารวมทั้งวินัยของสงฆ์เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
พระมหากัสสปะเถระจึงรวบรวมพระอรหันต์500รูปมีพระอุบาลีเถระเป็นที่ปรึกษาด้านกฎวินัยของสงฆ์ แล้วมีพระอานนท์เถระที่รับใช้ข้างๆพระพุทธเจ้ามาตลอดเป็นที่ปรึกษาด้านเรื่องราวของพระพุทธเจ้าว่าเสด็จทำภาระกิจณ.สถานที่แห่งใด ทำอะไร พูดกล่าวอะไรบ้างแล้วเริ่มสังคายนาพระธรรมในถ้ำแห่งหนึ่งด้วยการสวดพร้อมกันเป็นการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งแรกของโลกและเป็นครั้งที่สมบูรณ์ที่สุดและเรียบร้อยที่สุดเพราะเป็นการประชุมของพระอรหันต์ทั้งหมด
เนื่องด้วยก่อนการสังคายนาฐานะพระอานนท์ยังเป็นพระโสดาบันอยู่แล้วได้รับการตักเตือนจากพระมหากัสสปะเถระให้เร่งทำความเพียรเพราะความเศร้าโศกยังคงมีในพระอานนท์เถระต่อการจากไปของพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นไม่นานพระอานนท์เถระก็บรรลุเป็นพระอรหันต์
พระไตรปิฏกผ่านรุ่นสู่รุ่นด้วยการท่องพระธรรมเป็นหมู่ เราเรียนพระธรรมเหมือนกับสมัยก่อนทุกประการ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 26 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร