วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ค. 2019, 19:38  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 11:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


มิตรและกัลยาณมิตร หาไม่ได้ง่าย ๆ

กัลยาณมิตร คือ ผู้หวังดี ปรารถนาดี ถึงพร้อมด้วยสติและปัญญา
ว่ากล่าว ตักเตือน แนะนำ ในทางที่ดี ทางที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย
คอยปกป้องเมื่อเห็นว่าจะเสียหายแก่ผู้ที่ตนหวังดี แม้อยู่ไกลไม่รู้จักกัน


ไม่ใช่ว่าสามีหรือภรรยา ไม่ใช่ว่าเพื่อนทุกคน จะเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน
หากไม่มีคุณสมบัติของกัลยาณมิตร

พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า “กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์”
กัลยาณมิตรจึงสำคัญ แม้เป็นบัณฑิตแต่เสวนากับพาลบ่อย ๆ กลายเป็นคนพาลได้
เหตุนั้นจึงสมควรคบเสวนากับบัณฑิตบ่อย ๆ

แต่คำเตือนของมิตรของกัลยาณมิตรมัก แสลงหู แสลงใจ..เสมอ
ที่สำคัญแม้มีกัลยาณมิตร แต่ปฏิเสธที่จะรับ ก็เหมือนไม่มี

เกิดมาทั้งที่ เลือกให้ดี เลือกให้ถูก แล้วจะสวัสดี

เจริญธรรม

:b8: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 13:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5953

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


แต่คำเตือนของมิตรของกัลยาณมิตรมัก แสลงหู แสลงใจ..เสมอ
ที่สำคัญแม้มีกัลยาณมิตร แต่ปฏิเสธที่จะรับ ก็เหมือนไม่มี

เกิดมาทั้งที่ เลือกให้ดี เลือกให้ถูก แล้วจะสวัสดี


ถ้าทุกคนสามารถเลือกได้ คงจะเลือกกันแล้วนะคะ
ทุกอย่างอยู่ที่เหตุปัจจัยของแต่ละคนได้กระทำร่วมกันมาค่ะ
จริงไหมคะคุณมิตรตัวน้อย :b1:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 13:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2009, 02:20
โพสต์: 1387

ที่อยู่: สัพพะโลก

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนา สาธุ ครับ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ผู้มีจิตเมตตาจะไม่มีศัตรู ผู้มีสติปัญญาจะไม่เกิดทุกข์.
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 14:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 15:36
โพสต์: 435

ที่อยู่: malaysia

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุค่ะ คุณมิตรตัวน้อย :b8:
ด้วยความเคารพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 15:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


ตอบคุณ walaiporn

ถูกแล้วครับ เพราะแต่ละคนต่างสร้างมาไม่เหมือนกัน
แต่เหตุปัจจัยก็ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขไม่ได้
เหตุนั้นพระองค์จึงแบ่งเวไนยสัตว์ออกเป็น "สี่พวก" หรือ "บัวสี่เหล่า"

ถามว่า เราท่านมาประสบพบกันในเวปธรรมนี้ จัดอยู่ในประเภทใด คิดว่าไม่น่าใช่ "ปทปรมะ"
แต่มา "เพื่อเอาธรรมและมาเพื่อให้ธรรม" ฉะนั้น "สติและปัญญา" ของเราก็พอมีพอสร้าง
พอจะแยกแยะได้ว่า ไหนเหมาะ ไหนควร เลือกสิ่งที่ดีหรือไม่ดีได้

สิ่งสำคัญ คือการแสวงหามิตรหากัลยาณมิตร หากบางครั้งเราก็คิดผิด ทำผิด โดยไม่รู้ตัว
เพราะความโกรธ ความโลภ ความหลง ครอบอยู่ หากมีมีมิตรที่ดีคอยเตือน คอยแนะนำ
เราก็จะได้คิด ได้สติเลิกคิด เลิกทำผิดนั้น แต่หากว่า มีการแนะนำที่ผิด ยุส่ง ส่งเสริม ในทางที่ผิด
ความเสียหายก็จะมากก็จะยิ่งใหญ่ ยากจะแก้ไข

ถามว่า เราทำตัวเป็นมิตรหรือกัลยาณมิตรของผู้อื่น ผู้น้อยด้อยปัญญา ที่เข้ามาแสวงหาธรรมในเวปนี้
มากน้อยเพียงใด ได้ทำประโยชน์แนะนำสิ่งที่ดีให้กับเขาเหล่านั้นแค่ไหน ทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน
ถึงพร้อมหรือยัง

ผมเชื่อว่า เราท่านที่อยู่ที่นี่เลือกได้ เลือกมิตร เลือกกัลยาณมิตรได้
ที่เลือกไม่ได้ เลือกไม่เป็น หรือไม่ยอมเลือก
ก็เพราะ "มานะทิฏฐิ" ที่ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวางนั่นเอง


มิตรและกัลยาณมิตรนั้นจึงสำคัญมาก สำคัญที่สุด สำคัญเสมอ
จึงเป็นหนึ่งในมงคลสามสิบแปด ที่พระองค์จึงตรัสไว้
"อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา"

เจริญธรรม

:b8: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 19:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมสวัสดีค่ะ คุณมิตรตัวน้อย และคุณน้ำ :b8:

เห็นด้วยนะคะกับที่คุณน้ำกล่าวว่า เพราะการสร้างเหตุปัจจัยมา
แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นด้วยกับคุณมิตรตัวน้อย เช่นกันค่ะว่า

เหตุปัจจัยก็ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขไม่ได้

จริงอยู่ค่ะ

การสร้างเหตุดี ผลที่ได้รับก็ย่อมดี
การสร้างเหตุไม่ดี ผลที่ได้รับก็ย่อมไม่ดี


ดังนั้น

แม้เคยสร้างเหตุเก่าที่ไม่ดี แล้วผลในปัจจุบันอาจจะไม่ดี
แต่หากเริ่มสร้างเหตุที่ดีใหม่ ในอนาคตก็ย่อมเกิดผลที่ดีได้


มีพุทธพจน์มากมายที่กล่าวถึง ศักยภาพของความเป็นมนุษย์
ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฝึกฝน และพัฒนาได้จนถึงที่สุดทุกคน
ไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย ผู้ใหญ่ หรือ เด็ก

ทนฺโต เสฏโฐ มนฺสเสสุ
ในหมู่มนุษย์ผู้ที่ประเสริฐสุด คือคนที่ฝึกแล้ว


สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมครูของพวกเรา
คือตัวอย่างของมนุษย์ผู้ทรงประเสริฐสุด
:b8:

อย่างไรก็ตาม...

กว่าจะกลายเป็นผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว
ก็ต้องสั่งสมบารมี ฝึกฝนตนเองด้วยความอดทนพากเพียร
กล้าหาญที่สู้รบกับกิเลส ที่มักพาใจให้ไหลลงต่ำให้ได้

ดังนั้น...การทวนกิเลสจึงเป็นเรื่องยากเสมอ

แต่ "ยาก" ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ "ทำไม่ได้" !!!

มีเพียงจิตใจที่กล้าหาญ แข็งแกร่ง ไม่ยอมแพ้ต่อมัน
และมีจิตสำนึกที่จะฝึกอยู่เสมอเท่านั้น
ที่สามารถจะสยบกิเลสให้อยู่หมัดได้ค่ะ

นอกเสียจากว่า อาจมีบางกรณีที่ไม่รู้...หลงไป
หรือไม่ยอมรับว่าตัวเองก็ยังมีกิเลสเกาะอยู่เต็มตัว เต็มใจ
ใครเตือน...ใครแนะก็ไม่ฟัง...คิดว่าตนเป็นผู้ฝึกดีแล้ว
แล้วผู้ใดจะช่วยแกะให้หลุดล่ะ....งานนี้ !!!
:b6: :b10: :b7:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 01:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5953

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดียามดึกค่ะ คุณโรส :b8:

ได้แต่บอกว่า แล้วแต่กรรมค่ะ ใครกระทำอย่างไรเขาก็รับผลนั้นไปเอง
แต่วันใดกุศลที่เขาสร้างใหม่มากพอ เขาย่อมพบทางออกเองค่ะ :b12:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 07:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีตอนเช้าครับ... คุณ มัทนาฯ และ คุณ walaiporn
นาน ๆ จะได้สนทนาธรรมกับ คุณมัทนาฯ สักครั้ง สาธุ..ครับ ขอโมทนากับความเห็นที่แสดงมา
ได้ทั้งความรู้และได้ปัญญา..

อ้างคำพูด:
ได้แต่บอกว่า แล้วแต่กรรมค่ะ ใครกระทำอย่างไรเขาก็รับผลนั้นไปเอง
แต่วันใดกุศลที่เขาสร้างใหม่มากพอ เขาย่อมพบทางออกเองค่ะ

เหมือนปลงตกหรือแล้วแต่กรรมบันดาล นะครับ..

พระสุเมธดาบส ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อรื้อและนำสัตว์ให้พ้นจากโลกสงสาร
ให้ "ธรรม" ไว้เป็น "แผนที่แนวทาง" สำหรับสัตว์โลก
เพื่อความพ้นทุกข์ เข้านิพพาน วิมุติหลุดพ้น

หากปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม แล้วแต่บุญแต่กรรม
ย่อมมีเผชิญแต่หลุมบ่อและตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายไป
กว่าจะเข้าสู่เส้นทางออกจากป่าได้ ก็สิ้นเวลนานแสนนาน

เราศึกษาธรรม ก็คือศึกษาแนวทางแห่งความพ้นทุกข์นั่นเอง เมื่อเรารู้เส้นทาง รู้แผนที่
หากนำไปบอกกล่าวแก่ผู้ที่หลงทาง หลงป่า ย่อมเป็นบุญกุศล นำผู้หลงเข้าสู่เส้นทางได้เร็ว

นี่แหละครับ ที่พระพุทธองค์ต้องการ นี่แหละครับที่เรียกมิตรเรียกกัลยาณมิตร
สุดยอดของกัลยาณมิตรก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครับ.. :b8: :b8: :b8:

เจริญธรรม

:b8: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 08:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


บทความนี้ดี อินเทรน....ผมชอบขอร่วมด้วยช่วยกันครับ :b8:

รูปภาพ

“กัลยาณมิตร” เกิดขึ้นฝ่ายเดียวไม่ได้" (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)

คงเคยได้พบ ได้เห็น หรือได้ยินได้ฟัง กันมาแล้วบ่อยๆ ที่เมื่อใครคนใดคนหนึ่งคิดพูดทำที่ผิดพลาด ที่ไม่สมควรแก่ภาวะฐานะ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นต้นว่าเป็นผู้ไม่มี “กัลยาณมิตร” จึงไม่มีผู้ยับยั้งผู้ให้พ้นความผิดความเสียหาย ที่จะเกิด เพราะคิดพูดทำที่ผิด ที่ไม่สมควร ที่ไม่น่าทำให้เกิดขึ้น ที่จะต้องไม่เกิดขึ้น แม้มี “กัลยาณมิตร” บอกกล่าวให้รู้ความควรไม่ควร

ที่จริง “กัลยาณมิตร” จะเกิดขึ้นฝ่ายเดียวไม่ได้

“กัลยาณมิตร” ต้องเกิดขึ้นด้วยความพร้อมเพียงยอมรับทั้งสองฝ่าย

“กัลยาณมิตร” จะเกิดขึ้นฝ่ายเดียวไม่ได้


แม้คนดีมีปัญญาสักคนหนึ่งจะมีความหวังดี

ปรารถนาจะช่วยคนดีคนใดคนหนึ่งให้พ้นจากภัยพิบัตินานาประการ

ก็ย่อมไม่อาจทำได้ แม้อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีความเข้าใจคำว่า “กัลยาณมิตร”


: แสงส่องใจ อาสาฬหบูชา ๒๕๔๙
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=22412

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 12:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5953

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


มิตรตัวน้อย เขียน:
สวัสดีตอนเช้าครับ... คุณ มัทนาฯ และ คุณ walaiporn
นาน ๆ จะได้สนทนาธรรมกับ คุณมัทนาฯ สักครั้ง สาธุ..ครับ ขอโมทนากับความเห็นที่แสดงมา
ได้ทั้งความรู้และได้ปัญญา..

ได้แต่บอกว่า แล้วแต่กรรมค่ะ ใครกระทำอย่างไรเขาก็รับผลนั้นไปเอง
แต่วันใดกุศลที่เขาสร้างใหม่มากพอ เขาย่อมพบทางออกเองค่ะ

เหมือนปลงตกหรือแล้วแต่กรรมบันดาล นะครับ..

พระสุเมธดาบส ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อรื้อและนำสัตว์ให้พ้นจากโลกสงสาร
ให้ "ธรรม" ไว้เป็น "แผนที่แนวทาง" สำหรับสัตว์โลก
เพื่อความพ้นทุกข์ เข้านิพพาน วิมุติหลุดพ้น

หากปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม แล้วแต่บุญแต่กรรม
ย่อมมีเผชิญแต่หลุมบ่อและตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายไป
กว่าจะเข้าสู่เส้นทางออกจากป่าได้ ก็สิ้นเวลนานแสนนาน

เราศึกษาธรรม ก็คือศึกษาแนวทางแห่งความพ้นทุกข์นั่นเอง เมื่อเรารู้เส้นทาง รู้แผนที่
หากนำไปบอกกล่าวแก่ผู้ที่หลงทาง หลงป่า ย่อมเป็นบุญกุศล นำผู้หลงเข้าสู่เส้นทางได้เร็ว

นี่แหละครับ ที่พระพุทธองค์ต้องการ นี่แหละครับที่เรียกมิตรเรียกกัลยาณมิตร
สุดยอดของกัลยาณมิตรก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครับ.. :b8: :b8: :b8:

เจริญธรรม

:b8: :b12:


ได้แต่บอกว่า แล้วแต่กรรมค่ะ ใครกระทำอย่างไรเขาก็รับผลนั้นไปเอง
แต่วันใดกุศลที่เขาสร้างใหม่มากพอ เขาย่อมพบทางออกเองค่ะ

เหมือนปลงตกหรือแล้วแต่กรรมบันดาล นะครับ.
หากปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม แล้วแต่บุญแต่กรรม
ย่อมมีเผชิญแต่หลุมบ่อและตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายไป
กว่าจะเข้าสู่เส้นทางออกจากป่าได้ ก็สิ้นเวลนานแสนนาน

สวัสดีค่ะคุณมิตรตัวน้อย :b8:
ในสิ่งที่ได้กล่าวไปว่า "แล้วแต่กรรม ใครทำอย่างไร เขาย่อมได้รับผลนั้นไปเอง"
ไม่ได้หมายถึงการปลงตกหรือว่าปล่อยให้กรรมบันดาล แบบที่คุณเข้าใจนะคะ
สังเกตุให้ดีค่ะ จะแยกข้อความเป็นสองประโยค
ซึ่งทั้งสองประโยคนั้นหมายถึงเหตุที่ได้กระทำไว้ในอดีต ส่งผลมาถึงปัจจุบัน
แล้วเหตุที่ได้กระทำในปัจจุบัน ส่งผลไปที่อนาคต
ไม่ใช่เป็นการปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม หรือแล้วแต่บุญกรรม เฉกเช่นที่คุณกล่าวมาค่ะ

ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิด ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องบังเอิญ
ทำไมใครถึงเชื่อใคร แล้วทำไมใครถึงไม่เชื่อใคร เพราะอะไรล่ะคะ
ทั้งหมดล้วนเกิดจากเหตุที่เขาได้ร่วมสร้างกันมาในอดีตนั่นเอง

เวลาเรามองอะไร เราต้องมองด้วยใจที่เป็นกลาง .. ต้องไม่ใส่ความชอบหรือความชังลงไป
ความชอบหรือความชังก็เป็นเพียงแค่ความคิดของแต่ละคน
เป็นเรื่องของเหตุที่เขาได้เคยร่วมสร้างกันมา ..
ทำไมบางคนถึงมองเห็นส่วนดีของคนบางคน ทั้งๆที่หลายๆคนกล่าวว่าคนๆนั้นเป็นคนเลว
ในความเลวย่อมมีความดี ในความดีย่อมมีความเลวแฝงอยู่ เพียงแต่ว่า ..
คนๆนั้นจะมองเห็นหรือเปล่า จริงไหมคะ ..

เหมือนเรื่องกัลยาณมิตร เราอาจจะมองว่าคนๆ นี้เป็นกัลยาณมิตร
แต่บางคนกลับไม่ได้มองเหมือนอย่างที่เรามอง .. แล้วเขาผิดด้วยหรือ?
เพราะเพียงแค่คนๆ นั้น เขาไม่ได้สร้างเหตุร่วมกับคนๆ นี้ เขาเลยไม่มาเชื่อกัน :b1:


หากปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม แล้วแต่บุญแต่กรรม
ย่อมมีเผชิญแต่หลุมบ่อและตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายไป
กว่าจะเข้าสู่เส้นทางออกจากป่าได้ ก็สิ้นเวลนานแสนนาน

ตรงนี้ .. ถ้าคุณมองลึกลงไปถึงเหตุและผล
เมื่อคุณเข้าใจถึงเหตุที่ได้กระทำ ( กรรม ) และผลที่ได้รับ ( วิบาก )
คุณจะไม่มานั่งปริวิตกแทนใครๆเลยค่ะ ..สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
บางสิ่งเราสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ แต่บางสิ่งเราไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้
อยู่ที่ว่าเรานั้นเคยสร้างเหตุมาร่วมกับเขาหรือเปล่าเท่านั้นเองค่ะ :b12:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 12:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


ครับ..คงใช่ ผมเข้าใจผิดไปเอง
กราบขอโทษ ขออภัยนะครับ..

เจริญธรรม

:b8: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 13:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5953

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


กราบขออภัยคุณมิตรตัวน้อยเช่นกันค่ะ
ในเรื่องความไม่ชัดเจนของตัวหนังสือ :b8:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มิ.ย. 2009, 01:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2007, 23:29
โพสต์: 1065


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณน้ำ และ คุณมิตรตัวน้อย แลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกัน
ได้อย่างน่ารัก น่าชื่นชม
น่านำไปเป็น "เยี่ยงอย่าง" มากเลยนะคะ
ขอคารวะจากใจทั้ง ๒ ท่านค่ะ :b4: :b8:

:b43: :b43: :b43:

walaiporn เขียน:
ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิด ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องบังเอิญ
ทำไมใครถึงเชื่อใคร แล้วทำไมใครถึงไม่เชื่อใคร เพราะอะไรล่ะคะ
ทั้งหมดล้วนเกิดจากเหตุที่เขาได้ร่วมสร้างกันมาในอดีตนั่นเอง

เวลาเรามองอะไร เราต้องมองด้วยใจที่เป็นกลาง .. ต้องไม่ใส่ความชอบหรือความชังลงไป
ความชอบหรือความชังก็เป็นเพียงแค่ความคิดของแต่ละคน
เป็นเรื่องของเหตุที่เขาได้เคยร่วมสร้างกันมา ..
ทำไมบางคนถึงมองเห็นส่วนดีของคนบางคน ทั้งๆที่หลายๆคนกล่าวว่าคนๆนั้นเป็นคนเลว
ในความเลวย่อมมีความดี ในความดีย่อมมีความเลวแฝงอยู่ เพียงแต่ว่า ..
คนๆนั้นจะมองเห็นหรือเปล่า จริงไหมคะ ..

เหมือนเรื่องกัลยาณมิตร เราอาจจะมองว่าคนๆ นี้เป็นกัลยาณมิตร
แต่บางคนกลับไม่ได้มองเหมือนอย่างที่เรามอง .. แล้วเขาผิดด้วยหรือ?
เพราะเพียงแค่คนๆ นั้น เขาไม่ได้สร้างเหตุร่วมกับคนๆ นี้ เขาเลยไม่มาเชื่อกัน


:b43: :b43: :b43:

จากข้อความข้างต้นนี้ คุณน้ำ กล่าวได้น่าสนใจ
ชวนคิด ชวนพิจารณามากค่ะ


แต่โรสมีมุมมองต่อเรื่องนี้
ที่อาจแตกต่างเพิ่มเติมไปจากของคุณน้ำนิดนึงค่ะว่า


การมองทุกเรื่องด้วยใจเป็นกลางอาจทำได้ไม่ยากนะคะ
แต่การปฏิบัติให้ได้ด้วยความเป็นกลาง
อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักเหมือนการมอง


เพราะโดยแท้จริงแล้วนั้น
ความเป็นกลางนั้น ก็เป็น "ธรรม" อย่างหนึ่ง


ดังนั้นการมองและปฏิบัติให้ได้ด้วย "ความเป็นกลาง"
จึงต้องเป็นการมอง และปฏิบัติโดยใช้ "ธรรม"
เพื่อ "ความเป็นธรรม"..นั่นเองค่ะ


แต่ก็นั่นแหละค่ะ
กล่าวกันว่าผู้ที่จะมองและปฏิบัติต่อทุกสิ่งได้
ด้วยความเป็นกลางโดยปราศจาก "อคติ"
เห็นจะมีเพียงอริยบุคคลระดับอนาคามีขึ้นไป...เท่านั้น :b8: :b12:

สำหรับตัวเองก็คงยังห่างไกล
แต่ยังไงก็จะพยายามตะกายไปให้ถึงซึ่ง...ดวงดาว...น่ะค่ะ

:b9: :b32: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มิ.ย. 2009, 07:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5953

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณโรส :b8:

น้ำพูดตามความรู้สึกน่ะค่ะ ... แล้วไม่ทราบว่ามีคำเรียกด้วย
คือ น้ำมองว่า คนทุกคนย่อมมีทั้งส่วนดีและเลวในตัวของทุกคน เพียงแต่ว่า ...
เราจะเลือกที่มองส่วนไหนของเขา ... น้ำชอบมองส่วนดีของแต่ละคนค่ะ
มองแล้วสบายใจดี มองแล้วทำให้เราไม่ไปเกิดความคิดอคติกับเขา
เพราะถ้ามองใครสักคนแล้วมีความคิดไปตำหนิติติงกับคนๆนั้น ..
นั่นคือเรากำลังสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น และเป็นอกุศลกรรมด้วย
ซึ่งเมื่อก่อน น้ำก็เคยมองแบบมีอคติ ไม่ใช่ไม่เคยคิด เคยเป็นเหมือนกับที่ ..
หลายๆคนยังเป็นอยู่ แต่พอมาเข้าใจถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความคิดอคติ
และผลที่ได้รับจากการสร้างเหตุนั้น ตอนนี้มองแบบเป็นกลางๆมากกว่า
เวลาเห็นใคร แล้วเรามองว่าเขาไม่ดี ความรู้สึกมันจะตีย้อนกลับมาที่ตัวเอง
เราว่าเขาไม่ดี แล้วเราน่ะดีแล้วหรือ ถ้าเราดีจริง เราต้องไม่มองใครแบบนั้น
ใครเขาทำอะไร อย่างไร เขาเป็นผู้ที่ได้รับผล แล้วเราจะไปสร้างเหตุใหม่ที่..
เป็นอกุศลกรรมร่วมกับเขาทำไม เหตุดี ผลย่อมดี เหตุไม่ดี ผลย่อมไม่ดี
เหมือนกับเวลามีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น ถ้าเรื่องนั้นดี คนส่วนมากจะเอาเข้าหาตัวเอง
แต่พอเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ส่วนมากทุกคนจะพากันผลักไส และพากันกล่าวโทษ
สิ่งนอกตัว ว่าเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุนี้ แต่ไม่ย้อนกลับมามองในตัวว่า
แล้วเหตุนั้นใครเป็นผู้กระทำล่ะ ...

เหมือนเรื่องข้อคิดเห็นในกระทู้ต่างๆ ที่เกิดข้อถกเถียงกัน เนื่องจาก
ต่างคนต่างมีมุมมองแตกต่างกันไป เนื่องจากความรู้ที่ได้ศึกษามา
และประสพการณ์ที่แตกต่างกันไป ย่อมมีข้อคิดเห็นเหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนบ้าง
เป็นเรื่องธรรมดา บางคนยอมที่จะรับฟังผู้อื่นเป็น แต่บางคนยอมไม่เป็น
คนที่ยอมใครไม่เป็น คนนั้นขาดทุน ตั้งแต่เริ่มคิด คนที่ยอมคนเป็น คนนั้นได้กำไรตั้งแต่คิด
เมื่อเรายอมที่จะรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่น เขาย่อมอธิบายในสิ่งที่เขารู้ให้เราฟัง
ผู้ได้ประโยชน์คือทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ได้รับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เหมือนถนัดงานคนละอย่าง
แล้วมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ไม่ใช่พอเห็นแตกต่างกัน ก็จ้องจะทำลายห้ำหั่นกันด้วยวาจา
นี่ขาดทุนแล้ว เกิดห่วงโซ่ใหม่อีกแล้ว อกุศลกรรม แล้วจะไปเอามาทำไม
บางคนอวดอ้างว่ารู้มาก ศึกษามาก แม้แต่พระสงฆ์ก็ไม่มีการยกเว้น
นำพระสงฆ์มาพูดตำหนิติติงกัน พระสงฆ์จะทำอะไรมันก็เรื่องของท่าน
กระทำดีหรือไม่ดี ท่านเป็นผู้รับผล ไม่ใช่เรา สิ่งที่เราเห็นกันนั้น เป็นการเห็นแค่เปลือก
ที่ห่อหุ้มอยู่ บางทีสิ่งที่อยู่ภายใน อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่าก็ได้ :b1:

อิอิ ... เช้านี้เลยกลายเป็น
คุณโรส..
ต้องมาฟังน้ำทำตัวเป็นแมงงุ๊งงิ๊งแต่เช้าเลย :b32:
ก็รู้นะคะว่า ใครทำอย่างไร เขาย่อมได้รับผลเช่นนั้น แต่มันยังมีจิ๊ดๆอยู่ในใจ
ว่าทำไมเวลาสนทนากัน ยอมกันไม่ได้เลยหรือ ฟังกันไม่ได้เลยหรือ
เมื่อยอมไม่เป็น ก็เย็นไม่ได้ สุดท้ายต่างฝ่ายต่างได้รับความขุ่นเคืองใจ
แทนที่จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย กลับกลายเป็นว่า ขาดทุนทั้งสองฝ่าย
แถมสร้างเหตุใหม่ให้เกิดที่เป็นอกุศลกรรมอีกต่างหาก ...
ธรรมดาเนอะ ... ในเมื่อยังเป็นคนธรรมดาๆ ก็ต้องมีจิ๊ดๆกันอยู่บ้าง :b32:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มิ.ย. 2009, 08:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดียามเช้าครับ คุณมัทนา คุณwalaiporn

ขอขอบคุณนะครับที่ได้ร่วมเสนอแนะความคิดเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับหลาย ๆ ท่าน
ที่ได้เข้ามาอ่านนำไปพินิจพิจารณาตาม ความเหมาะความควร ของแต่ละคน

ขอขอบคุณทั้งสองท่านอีกครั้งนะครับ

เจริญธรรม

:b8: :b4: :b12:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร