วันเวลาปัจจุบัน 10 ธ.ค. 2019, 11:45  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ค. 2013, 06:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4907

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

รูปภาพ

ต้นเวฬุวะ หรือ ต้นมะตูม (Bael tree)

ข้อมูลทั่วไป

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb.
ชื่อสามัญ : Bael
วงศ์ : Rutaceae
ชื่ออื่น : มะปิน (ภาคเหนือ) กระทันตาเถร ตุ่มเต้ง ตูม (ปัตตานี)
มะปีส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้ต้น สูง 10-15 เมตร เปลือกต้นสีเทา แตกเป็นร่องตามยาว

ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ
ใบย่อยใบปลาย รูปไข่ กว้าง 2-6 เซ็นติเมตร ยาว 5-14 เซ็นติเมตร
ปลายใบแหลม แผ่นใบบางเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ก้านใบย่อยใบปลายจะยาวกว่าใบที่คู่กัน

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง
กลีบดอกมี 4 กลีบ โคนติดกัน ปลายแยกเป็น 4 แฉก รูปไข่กลับยาว
ด้านนอกสีเขียวอ่อน ด้านในสีขาวนวล มีน้ำเมือก มีกลิ่นหอม

ผล รูปรีกลมหรือยาว ผิวเรียบเกลี้ยง เปลือกหนา แข็ง
ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกเป็นสีเขียวอมเหลือง เนื้อในสีส้มปนเหลือง นิ่ม เมล็ดมีจำนวนมาก


เป็นไม้ผลยืนต้นพื้นเมืองในพื้นที่ป่าดิบแล้ง
บนเนินเขาและที่ราบในอินเดียตอนกลางและตอนใต้
พม่า ปากีสถาน บังกลาเทศ เนปาล เวียดนาม ลาว และกัมพูชา
มีการนำไปเพาะปลูกทั่วไปในอินเดีย รวมทั้งในศรีลังกา
แหลมมลายูตอนเหนือ เกาะชวา และฟิลิปปินส์


การใช้ประโยชน์

รูปภาพ

มะตูม มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วย สารเพคติน (pectin)
สารเมือก (mucilage) และสารแทนนินซึ่งให้รสฝาด
นอกจากนี้ยังมีสารขมต่าง ๆ ได้แก่ สารคูมาริน (coumarin)
และมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) อีกด้วย

ผลมะตูม ใช้รับประทานได้ทั้งแบบสดและแบบแห้ง
น้ำจากผลเมื่อนำไปกรองและเติมน้ำตาลจะได้เครื่องดื่มคล้ายน้ำมะนาว
และยังใช้ในการทำ Sharbat ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการนำเนื้อผลมะตูมไปผสมกับมะขาม

ผลอ่อน ฝานแล้วตากแห้งนำไปต้มกับน้ำเป็นน้ำมะตูม นำมายำ
ใบอ่อนและยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสลัด กินกับน้ำพริก ลาบ และข้าวยำ

ผลแก่แต่เปลือกยังนิ่ม นำมาฝานแล้วทำเป็นมะตูมเชื่อม
ซึ่งนำไปเป็นส่วนผสมของขนมอื่นอีกหลยอย่าง

มะตูมสุก เนื้อเละใช้รับประทานเป็นผลไม้ และใช้เป็นยารักษาอาการท้องร่วง
ท้องเดิน โรคลำไส้ ตาแห้งไข้หวัดธรรมดา และยังใช้รักษาอาการท้องผูกเรื้อรังได้เป็นอย่างดี

เปลือกของรากและลำต้นของมะตูม สามารถลดไข้
และใช้เป็นยารักษาไข้มาลาเรียในสมัยก่อน ขับลมในลำไส้

ราก แก้พิษฝี พิษไข้ รักษาน้ำดี

ใบสด แก้ไอ ขับเสมหะ หากมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
ให้เอาใบมะตูมดิบ ๆ มาคั้นเอาน้ำเพื่อดื่ม ช่วยบรรเทาอาการไอและเสมหะเรื้อรังลงได้

ยางของผลดิบ ใช้ผสมสีทากระดาษแทนกาวได้

เปลือกของผล ให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้า

ลำต้นมะตูม มีเนื้อไม้ละเอียดสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม
ใช้ทำตัวเกวียน เพลาเกวียน และหวี



ต้นมะตูม หรือ ต้นเวฬุวะ ในพระพุทธประวัติ

ชื่อของ ต้นเวฬุวะ หรือ ต้นมะตูม นี้
ปรากฏเป็นชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นวัชชี เขตเมืองเวสาลี
คือ "เวฬุวคาม" หรือ "เพฬุวคาม"
เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในพรรษาที่ 45 นับแต่ได้ตรัสรู้
ซึ่งเป็นพรรษาสุดท้ายที่จะทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน


เมืองเวสาลี หรือ ไวศาลี (อังกฤษ: Vaishali)
คือ เมืองโบราณในสมัยพุทธกาล
มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของคณะเจ้าลิจฉวี


ในครั้งนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูทรงหมายจะโจมตีแคว้นวัชชี
พระองค์ได้ส่ง วัสสการพราหมณ์ เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อทูลถามเกี่ยวกับการที่พระเจ้าอชาตศัตรูจะยกทัพตีแคว้นวัชชี
ด้วยตระหนักว่า พระดำรัสของพระพุทธองค์นั้น "เป็นหนึ่ง..ไม่มีสอง"
จึงส่งพราหมณ์มาเฝ้าพระบรมองค์ศาสดา

ในการณ์นี้ พระบรมศาสดาทรงตรัสถามพระอานนท์ผู้ถวายงานพัดอยู่ ณ ที่ใกล้
ว่าชาววัชชียังประพฤติ "อปริหานิยธรรม 7 ประการ" อยู่หรือไม่
ทรงตรัสว่า หากชาววัชชียังคงประพฤติอยู่ ความเสื่อมจักมีมิได้เลย


อ่านเพิ่มเติมใน วัสสการสูตร คลิกที่นี่
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it ... =421&Z=526


การเสด็จจำพรรษาสุดท้ายที่บ้านเวฬุวคามนี้ ทรงปรารภ ดังนี้

อานนท์! มาเถิด, เราจักไปสู่บ้านเวฬุวคาม.
(ณ ที่บ้านนั้น ตรัสให้ภิกษุสงฆ์จำพรรษา)
ภิกษุ ท.! เอาเถิด, พวกเธอจงจำพรรษาในเขตเมืองเวสาลี
โดยรอบ ๆ ตามพวกมิตรสหายและชาวเกลอเถิด,
ส่วนเราจักจำพรรษา ณ บ้านเวฬุวคามนี้แล.

(ภิกษุ ท. จำพรรษาตามพอใจแล้ว,
ในพรรษาพระองค์ประชวรหนักจวนสิ้นพระชนมายุ
แต่ทรงมีสติสัมปชัญญะไม่กระวนกระวาย,
ทรงดำริว่า ต้องแจ้งให้อุปัฏฐาก
และภิกษุสงฆ์ทราบล่วงหน้าเสียก่อนแล้วปรินิพพานจึงจะควร)


ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่เวสาลีหลายครั้ง
แต่ละครั้งจะทรงประทับที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวันเป็นส่วนใหญ่
พระสูตรหลายพระสูตรเกิดขึ้นที่เมืองแห่งนี้

และที่กูฏาคารศาลานี่เองที่เป็นที่ ๆ พระพุทธองค์ทรงอนุญาต
ให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระน้านางของพระพุทธองค์ พร้อมกับบริวาร
สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้เป็นครั้งแรกในโลก

และในการเสด็จครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์
พระองค์ได้ทรงรับสวนมะม่วงของนางอัมพปา นางคณิกาประจำเมืองเวสาลี
ซึ่งนางได้อุทิศถวายเป็นอารามในพระพุทธศาสนา

พระพุทธองค์ได้ทรงจำพรรษาสุดท้ายที่ เวฬุวคาม
และได้ทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์
และเมื่อหลังพุทธปรินิพพานแล้วได้ 100 ปี
ได้มีการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ณ วาลิการาม
ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในเมืองเวสาลีนี่เอง

:b44: :b44:


ที่มาของข้อมูลใช้ในการเรียบเรียงและรูปภาพ
http://th.wikipedia.org/
http://pobbuddha.com/tripitaka/upload/f ... index.html
http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu ... ng289.html
http://www.indiaindream.com/

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2015, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2238


 ข้อมูลส่วนตัว


Hanako เขียน:
ต้นมะตูม หรือ ต้นเวฬุวะ ในพระพุทธประวัติ

ชื่อของ ต้นเวฬุวะ หรือ ต้นมะตูม นี้
ปรากฏเป็นชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นวัชชี เขตเมืองเวสาลี
คือ "เวฬุวคาม" หรือ "เพฬุวคาม"
เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในพรรษาที่ 45 นับแต่ได้ตรัสรู้
ซึ่งเป็นพรรษาสุดท้ายที่จะทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน


ชอบทานน้ำมะตูมมากค่ะ ชุ่มคอดี
ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธประวัตินั้น ก็น่าสนใจมากค่ะ :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร