วันเวลาปัจจุบัน 12 ธ.ค. 2019, 15:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 เม.ย. 2009, 06:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


นางวิสาขาเปล่งอุทานในวันฉลองวิหารเสร็จ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 111

ในวันแห่งการฉลองวิหารเสร็จ เวลาบ่าย นางวิสาขานั้นอันบุตร
หลานแวดล้อมแล้ว คิดว่า

" ความปรารถนาใด ๆ อันเราตั้งไว้แล้วใน
กาลก่อน, ความปรารถนานั้น ๆ ทั้งหมดเทียว ถึงที่สุดแล้ว."


เดินเวียน
รอบปราสาท เปล่งอุทานนี้ด้วยเสียงอันไพเราะด้วย ๕ คาถาว่า :-

"ความคำริของเราว่า ' เมื่อไร เราจักถวาย
ปราสาทใหม่ ฉาบด้วยปูนขาวและดิน เป็นวิหารทาน'
ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว.


ความดำริของเราว่า 'เมื่อไร
เราจักถวายเตียงตั่งฟูกและหมอนเป็นเสนาสนภัณฑ์'
ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ความดำริของเราว่า ' เมื่อไร
เราจักถวายสลากภัต ผสมด้วยเนื้ออันสะอาด เป็น
โภชนทาน' ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว.


ความดำริของ
เราว่า 'เมื่อไร เราจักถวายผ้ากาสิกพัสตร์ ผ้าเปลือก
ไม้ และผ้าฝ้าย เป็นจีวรทาน' ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว.
ความดำริของเราว่า ' เมื่อไร เราจักถวายเนยใส
เนยข้น น้ำผึ้ง น้ำมัน และน้ำอ้อย เป็นเภสัชทาน'
ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว"


ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินเสียงของนางแล้ว กราบทูลแด่พระศาสดาว่า

" พระเจ้าข้า ชื่อว่าการขับร้องของนางวิสาขา พวกข้าพระองค์ไม่เคยเห็น
ในกาลนาน ประมาณเท่านี้, วันนี้ นางอันบุตรและหลานแวดล้อมแล้ว
ขับเพลงเดินเวียนรอบปราสาท, ดีของนางกำเริบหรือหนอแล, หรือนาง
เสียจริตเสียแล้ว ?"


พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเราหา
ขับเพลงไม่, แต่อัชฌาสัยส่วนตัวของเธอเต็มเปี่ยมแล้ว, เธอดีใจว่า
' ความปรารถนาที่เราตั้งไว้ ถึงที่สุดแล้ว, จึงเดินเปล่งอุทาน."

เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า " ก็นางตั้งความปรารถนาไว้เมื่อไร พระเจ้าข้า,"


จึงตรัสว่า "จักฟังหรือภิกษุทั้งหลาย ." เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า
"จักฟัง พระเจ้าข้า." จึงทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสดังต่อไปนี้):-


บุรพประวัติของนางวิสาขา

ภิกษุทั้งหลาย ในที่สุดแสนกัปแต่นี้ไป

พระพุทธเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตตระ


ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก. พระองค์ได้มีพระชนมายุแสนปี,

มีภิกษุขีณาสพแสนหนึ่งเป็นบริวาร, นครชื่อหังสวดี พระชนกเป็นพระ-
ราชา นามว่า สุนันทะ, พระชนนีเป็นพระเทวี นามว่า สุชาดา.
อุบาสิกาผู้เป็นยอดอุปัฏฐายิกาของพระศาสดาองค์นั้นทูลขอพร ๘ ประการ
แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา บำรุงพระศาสดาด้วยปัจจัย ๔ ย่อมไปสู่
ที่บำรุงทั้งเย็นและเช้า. หญิงสหายคนหนึ่งของอุบาสิกานั้น ย่อมไปวิหาร
กับอุบาสิกานั้นเป็นนิตย์. หญิงนั้น เห็นอุบาสิกนั้น พูดกับพระศาสดา
ด้วยความคุ้นเคย และเห็นความเป็นผู้สนิทสนมกับพระศาสดา คิดว่า
" เธอทำกรรมอะไรหนอแล จึงเป็นผู้สนิทสนมกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
อย่างนี้ ?" ดังนี้แล้ว

จึงทูลถามพระศาสดาว่า "พระเจ้าข้า หญิงนี้

เป็นอะไรแก่พระองค์ ?"
พระศาสดา. เป็นเลิศแห่งหญิงผู้อุปัฏฐายิกา.


หญิง. พระเจ้าข้า นางกระทำกรรมอะไร จึงเป็นเลิศแห่งหญิงผู้
อุปัฏฐายิกา ?
พระศาสดา. เธอตั้งความปรารถนาไว้ตลอดแสนกัป.



หญิง. บัดนี้ หม่อมฉันปรารถนาแล้วอาจจะได้ไหม พระเจ้าข้า ?
พระศาสดา. จ้ะ อาจ.
หญิงนั้นกราบทูลว่า " พระเจ้าข้า ถ้ากระนั้น ขอพระองค์
กับภิกษุแสนรูป โปรดรับภิกษาของหม่อมฉันตลอด ๗ วันเถิด.
พระศาสดาทรงรับแล้ว. หญิงนั้น ถวายทานครบ ๗ วัน ในวันที่สุด
ได้ถวายผ้าสาฎกเพื่อทำจีวรแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา หมอบลงแทบ
บาทมูล

ตั้งความปรารถนาว่า " พระเจ้าข้า ด้วยผลแห่งทานนี้ หม่อม
ฉันปรารถนาความเป็นใหญ่ในเทวโลกเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งก็หาไม่.
หม่อมฉันพึงได้พร ๘ ประการ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์
แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา เป็นยอดของอุบาสิกาผู้สามารถเพื่อบำรุง
ด้วยปัจจัย ๔. " พระศาสดา ทรงดำริว่า " ความปรารถนาของหญิงนี้ จัก
สำเร็จหรือหนอ ?"

ทรงคำนึงถึงอนาคตกาล ตรวจดูตลอดแสนกัปแล้ว
จึงตรัสว่า ในที่สุดแห่งแสนกัป
พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักทรง

อุบัติขึ้น, ในกาลนั้น เธอจักเป็นอุบาสิกาชื่อว่าวิสาขา ได้พร ๘ ประการ
ในสำนักของพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา จักเป็นเลิศแห่ง
หญิงผู้เป็นอุปัฏฐายิกา ผู้บำรุงด้วยปัจจัย ๔." สมบัตินั้นได้เป็นประหนึ่ง
ว่า อันนางจะพึงได้ในวันพรุ่งนี้ทีเดียว.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 เม.ย. 2009, 07:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


นางทำบุญจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น เกิดในเทวโลก
ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากัสสป เป็นพระธิดา พระนามว่า สังฆทาสี ผู้พระกนิษฐา
ของบรรดาพระธิดา ๗ พระองค์ของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ ยังมิได้ไป
สู่ตระกูลอื่น ทรงทำบุญมีทานเป็นต้นกับด้วยเจ้าพี่หญิงเหล่านั้นตลอดกาล
นาน, ได้ทำความปรารถนาไว้ แม้แทบบาทมูลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากัสสป ว่า " ในอนาคตกาล หม่อมฉัน พึงได้พร ๘ ประการ
ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา
เป็นยอดแห่งอุบาสิถาผู้ถวายปัจจัย ๔." ก็จำเดิมแต่กาลนั้น นางท่องเที่ยว
อยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในอัตภาพนี้ ได้เกิดเป็นธิดาของธนญชัน
เศรษฐีผู้เป็นบุตรแห่งเมณฑกเศรษฐี ได้ทำบุญเป็นอันมากในศาสนา
ของเรา.
สัตว์เกิดแล้วควรทำกุศลให้มาก
พระศาสดา (ครั้นทรงแสดงอดีตนิทานจบแล้ว ) ตรัสว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย ธิดาของเราย่อมไม่ขับเพลง ด้วยประการฉะนี้แล, แต่เธอเห็น

ความสำเร็จ แห่งความปรารถนาที่ตั้งไว้ จึงเปล่งอุทาน." เมื่อจะทรง
แสดงธรรม ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย นายมาลาการผู้ฉลาด ทำกอง
ดอกไม่ต่าง ๆ ให้เป็นกองโตแล้ว ย่อมทำพวงดอกไม้มีประการต่าง ๆ ได้
ฉันใด; จิตของนางวิสาขา ย่อมน้อมไปเพื่อทำกุศล มีประการต่าง ๆ
ฉันนั้นเหมือนกัน " ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-



๘. ยถาปิ ปุปฺผราสิมฺหา กยิรา มาลาคุเฬ๑ พหู
เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ.
" นายมาลาการพึงทำพวงดอกไม้ให้มาก จาก
กองดอกไม้ แม้ฉันใด; มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึงตาย
เป็นสภาพ ควรทำกุศลไว้ให้มาก ฉันนั้น."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2009, 04:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... 5&i=14&p=8

เครื่องแต่งตัวนางวิสาขา ๔ เดือนจึงแล้วเสร็จ
ในวันนั้นแล บิดาของนางวิสาขาให้เรียกช่างทองมา ๕๐๐ คนแล้ว กล่าวว่า
"พวกท่านจงทำเครื่องประดับ ชื่อมหาลดาปสาธน์ แก่ธิดาของเรา" ดังนี้แล้ว สั่งให้ให้ทองคำมีสีสุกพันลิ่ม และเงินแก้วมณี แก้วมุกดา แก้วประพาฬ และเพชรเป็นต้น พอสมกับทองนั้น.

พระราชาประทับอยู่ ๒-๓ วันแล้ว ทรงส่งข่าวไปแก่ธนญชัยเศรษฐีว่า "เศรษฐีไม่สามารถทำการเลี้ยงดูพวกเราได้, ขอเศรษฐีจงรู้กาลไปแห่งนางทาริกาเถิด."
ฝ่ายเศรษฐีนั้นส่งข่าวไปทูลพระราชาว่า "บัดนี้ กาลฝนมาถึงแล้ว, ใครๆ ไม่อาจเพื่อเที่ยวไปตลอด ๔ เดือนได้; การที่หมู่พลของพระองค์ได้วัตถุใดๆ สมควร, วัตถุนั้นๆ ทั้งหมดเป็นภาระของข้าพระองค์; พระองค์ผู้สมมติเทพจักเสด็จไปได้ในเวลาที่ข้าพระองค์ส่งเสด็จ." จำเดิมแต่กาลนั้น นครสาเกตได้เป็นนครราวกะมีนักษัตรเป็นนิตย์.
วัตถุมีพวงดอกไม้ของหอมและผ้าเป็นต้น เป็นของอันเศรษฐีจัดแล้วแก่ชนทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระราชาแล. ชนเหล่านั้นคิดกันว่า "เศรษฐีทำสักการะแก่พวกเราถ่ายเดียว ๓ เดือนล่วงไปแล้ว โดยอาการอย่างนี้. ส่วนเครื่องประดับก็ยังไม่เสร็จก่อน. ผู้ควบคุมงานมาแจ้งแก่เศรษฐีว่า "สิ่งอื่นที่ชื่อว่าไม่มี ก็หาไม่, แต่ฟืนสำหรับหุงต้มภัตเพื่อหมู่พล ไม่พอ." เศรษฐีกล่าวว่า "ไปเถิดพ่อทั้งหลาย, พวกท่านจง (รื้อ) ขนเอาโรงช้างเก่าๆ เป็นต้นและเรือนเก่าในนครนี้หุงต้มเถิด."
แม้เมื่อหุงต้มอยู่อย่างนั้น, กึ่งเดือนล่วงไปแล้ว. ลำดับนั้น ผู้ควบคุมงานมาแจ้งแก่ท่านเศรษฐีอีกครั้งว่า "ฟืนไม่มี." เศรษฐีกล่าวว่า "ใครๆ ไม่อาจได้ฟืนในเวลานี้, พวกท่านจงเปิดเรือนคลังผ้าทั้งหลาย แล้วเอาผ้าเนื้อหยาบทำเกลียวชุบลงในตุ่มน้ำมันหุงภัตเถิด." ชนเหล่านั้นได้ทำอย่างนั้น ตลอดกึ่งเดือน. ๔ เดือนล่วงไปแล้ว โดยอาการอย่างนี้. แม้เครื่องประดับก็เสร็จแล้ว.

เครื่องประกอบในมหาลดาปสาธน์
เพชร ๔ ทะนาน ได้ถึงอันประกอบเข้าในเครื่องประดับนั้น, แก้วมุกดา ๑๑ ทะนาน, แก้วประพาฬ ๒๐ ทะนาน, แก้วมณี ๓๓ ทะนาน. เครื่องประดับนั้นได้ถึงความสำเร็จ ด้วยรัตนะเหล่านี้และเหล่าอื่นด้วยประการฉะนี้. เครื่องประดับไม่สำเร็จด้วยด้าย, การงานที่ทำด้วยด้าย เขาทำแล้วด้วยเงิน. เครื่องประดับนั้นสวมที่ศีรษะแล้ว ย่อมจดหลังเท้า.
ลูกดุมที่เขาประกอบทำเป็นแหวนในที่นั้นๆ ทำด้วยทอง, ห่วงทำด้วยเงิน, แหวนวงหนึ่งที่ท่ามกลางกระหม่อม, หลังหูทั้งสอง ๒ วง, ที่หลุมคอ ๑ วง, ที่เข่าทั้งสอง ๒ วง, ที่ข้อศอกทั้งสอง ๒ วง, ที่ข้างสะเอวทั้งสอง ๒ วง ดังนี้. ก็ในเครื่องประดับนั้นแล เขาทำนกยูงตัวหนึ่งไว้. ขนปีกทำด้วยทอง ๕๐๐ ขน ได้มีที่ปีกเบื้องขวาแห่งนกยูงนั้น, ๕๐๐ ขนได้มีที่ปีกเบื้องซ้าย, จะงอยปากทำด้วยแก้วประพาฬ, นัยน์ตาทำด้วยแก้วมณี, คอและแววหางก็เหมือนกัน, ก้านขนทำด้วยเงิน, ขาก็เหมือนกัน. นกยูงนั้นสถิตอยู่ท่ามกลางกระหม่อมแห่งนางวิสาขา ปรากฏประหนึ่งนกยูงยืนรำแพนอยู่บนยอดเขา. เสียงแห่งก้านขนปีกพันหนึ่ง เป็นไปประหนึ่งทิพยสังคีต และประหนึ่งเสียงกึกก้องแห่งดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕. ชนทั้งหลายผู้เข้าไปสู่ที่ใกล้เท่านั้น ย่อมทราบว่า นกยูงนั้นไม่ใช่นกยูง (จริง). เครื่องประดับมีค่า ๙ โกฏิ. ท่านเศรษฐีให้ค่าหัตถกรรม (ค่าบำเหน็จ) แสนหนึ่ง.

...
... :b45: :b45: :b45:
หญิงถวายจีวรย่อมได้มหาลดาปสาธน์
ถามว่า "ก็เครื่องประดับนั่น อันนางวิสาขานั้นได้แล้ว เพราะผลแห่งกรรมอะไร?"
.... :b41:

แก้ว่า "ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นางถวายจีวรสาฎกแก่ภิกษุ ๒ หมื่นรูปแล้ว ได้ถวายด้ายบ้าง เข็มบ้าง เครื่องย้อมบ้าง ซึ่งเป็นของตนนั่นเอง นางได้แล้วซึ่งเครื่องประดับนี้ เพราะผลแห่งจีวรทานนั้น.
ก็จีวรทานของหญิงทั้งหลาย ย่อมถึงที่สุดด้วยเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์,
จีวรทานของบุรุษทั้งหลาย ย่อมถึงที่สุดด้วยบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์."


แก้ไขล่าสุดโดย นัน555 เมื่อ 07 ส.ค. 2009, 04:55, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2009, 04:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... 5&i=14&p=8

เมณฑกเศรษฐีให้นางวิสาขาไปรับพระศาสดา
ในท่านเหล่านั้น เมณฑกเศรษฐีนี้ได้ทราบความที่พระทศพลเสด็จถึงนครของตน จึงให้เรียกเด็กหญิงวิสาขา ลูกสาวธนญชัยเศรษฐีผู้บุตรมา บอกว่า "แม่หนู เป็นมงคลทั้งแก่เจ้า, ทั้งแก่เรา; แม่หนูกับพวกเด็กหญิงบริวารของเจ้า ๕๐๐ จงขึ้นรถ ๕๐๐ คัน แวดล้อมด้วยทาสี ๕๐๐ คน (ไป) ทำการต้อนรับพระทศพล."
นางรับว่า "ดีละ" แล้วได้ทำอย่างนั้น. แต่เพราะความที่นางเป็นเด็กฉลาดในเหตุอันควรและไม่ควร นางจึงไปด้วยยานเท่าที่ยาน (ไปได้) ลงจากยานแล้ว ก็เดินเท้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ได้ยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรม ด้วยสามารถแห่งบุรพจรรยาของนาง.



นางได้โสดาปัตติผลแต่อายุ ๗ ขวบ

ในเวลาจบเทศนา นางพร้อมด้วยเด็กหญิง ๕๐๐ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.
ฝ่ายเมณฑกเศรษฐีแล เข้าเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมกถา ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงนิมนต์เพื่อเสวยอาหารเช้า ในวันรุ่งขึ้น อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียะโภชนียะอันประณีตที่เรือนของตน ได้ถวายมหาทานโดยอุบายนี้แล ตลอดกึ่งเดือน. พระศาสดาประทับอยู่ในภัททิยนคร ตามความพอพระหฤทัยแล้ว ก็เสด็จหลีกไป.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2009, 04:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ลักษณะเบญจกัลยาณี
เขาถูกมารดาบิดาพูดรบเร้าอยู่ จึงกล่าวว่า "ถ้ากระนั้น ผม เมื่อได้หญิงสาวประกอบพร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง ก็จักทำตามคำของคุณพ่อคุณแม่."
มารดาบิดา. ก็ชื่อว่าความงาม ๕ อย่างนั้น อะไรเล่า? พ่อ.

1. ปุณณะ. คือ ผมงาม,
2.เนื้องาม,
3. กระดูกงาม,
4. ผิวงาม,
5. วัยงาม.

1. ปุณณะ. คือ ผมงาม,
...ก็ผมของหญิงผู้มีบุญมาก เป็นเช่นกับกำหางนกยูง แก้ปล่อยระชายผ้านุ่งแล้ว ก็กลับมีปลายงอนขึ้นตั้งอยู่, นี้ ชื่อว่าผมงาม.

2.เนื้องาม,
ริมฝีปากเช่นกับผลตำลึง (สุก) ถึงพร้อมด้วยสีเรียบชิดสนิทดี, นี้ ชื่อว่าเนื้องาม.

3. กระดูกงาม,
ฟันขาวเรียบไม่ห่างกัน งดงามดุจระเบียบแห่งเพชร ที่เขายกขึ้นตั้งไว้ และดุจระเบียบแห่งสังข์ที่เขาขัดสีแล้ว, นี้ ชื่อว่ากระดูกงาม,

4.ผิวงาม,ผิวพรรณของหญิงดำไม่ลูบไล้ด้วยเครื่องประเทืองผิวเป็นต้นเลย ก็ดำสนิทประหนึ่งพวงอุบลเขียว, ของหญิงขาว ประหนึ่งพวงดอกกรรณิการ์, นี้ ชื่อว่าผิวงาม.

5. วัยงาม. ก็แลหญิงแม้คลอดแล้วตั้ง ๑๐ ครั้ง ก็เหมือนคลอดครั้งเดียว ยังสาวพริ้งอยู่เทียว, นี้ ชื่อว่าวัยงาม ดังนี้แล.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2009, 04:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


นางวิสาขาลืมเครื่องประดับไว้ที่วิหาร
ก็โดยสมัยนั้นแล นางวิสาขามิคารมารดามีบุตรมาก มีหลานมาก มีบุตรหาโรคมิได้ มีหลานหาโรคมิได้ สมมติกันว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง ในกรุงสาวัตถี. บรรดาบุตรหลานตั้งพัน มีจำนวนเท่านั้น แม้คนหนึ่ง ที่ชื่อว่าถึงความตายในระหว่าง มิได้มีแล้ว. ในงานมหรสพที่เป็นมงคล ชาวกรุงสาวัตถีย่อมอัญเชิญนางวิสาขาให้บริโภคก่อน.
ต่อมา ในวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อมหาชนแต่งตัวไปวิหารเพื่อฟังธรรม, แม้นางวิสาขาบริโภคในที่ที่เขาเชิญแล้ว ก็แต่งเครื่องมหาลดาปสาธน์ ไปวิหารกับด้วยมหาชน ได้เปลื้องเครื่องอาภรณ์ให้แก่หญิงคนใช้ไว้,


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2009, 05:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


๑- วิ. มหาวิภังค์ เล่ม ๒/ข้อ ๗๓๙.

"ก็โดยสมัยนั้นแล ในกรุงสาวัตถี มีการมหรสพ, มนุษย์ทั้งหลายแต่งตัวแล้วไปวัด. แม้นางวิสาขามิคารมารดา ก็แต่งตัวไปวิหาร. ครั้งนั้นแล นางวิสาขามิคารมารดาเปลื้องเครื่องประดับ ผูกให้เป็นห่อที่ผ้าห่มแล้วได้ (ส่ง) ให้หญิงคนใช้ว่า "นี่แน่ะแม่ เจ้าจงรับห่อนี้ไว้."
ได้ยินว่า นางวิสาขานั้น เมื่อกำลังเดินไปวิหาร คิดว่า "การที่เราสวมเครื่องประดับมีค่ามากเห็นปานนี้ไว้บนศีรษะ แล้วประดับเครื่องอลังการจนถึงหลังเท้า เข้าไปสู่วิหาร ไม่ควร" จึงเปลื้องเครื่องประดับนั้นออกห่อไว้ แล้วได้ส่งให้ในมือหญิงคนใช้ ผู้ทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก ผู้เกิดด้วยบุญของตนเหมือนกัน. หญิงคนใช้นั้นคนเดียว ย่อมอาจเพื่อรับเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นได้, เพราะเหตุนั้น นางวิสาขา จึงกล่าวกะหญิงคนใช้นั้นว่า "แม่ จงรับเครื่องประดับนี้ไว้, ฉันจักสวมมันในเวลากลับจากสำนักของพระศาสดา. ก็นางวิสาขา ครั้นให้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นแล้ว จึงสวมเครื่องประดับชื่อฆนมัฏฐกะ ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา สดับธรรมแล้ว.

ในที่สุดการสดับธรรม นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว. ฝ่ายหญิงคนใช้นั้นของนางลืมเครื่องประดับนั้นแล้ว.

ก็เมื่อบริษัทฟังธรรมหลีกไปแล้ว, ถ้าใครลืมของอะไรไว้. พระอานนทเถระย่อมเก็บงำของนั้น. เพราะเหตุดังนี้ ในวันนั้น ท่านเห็นเครื่องมหาลดาปสาธน์แล้ว จึงทูลแด่พระศาสดาว่า "นางวิสาขาลืมเครื่องประดับไว้ ไปแล้ว พระเจ้าข้า."
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "จงเก็บไว้ในที่สุดข้างหนึ่งเถิด อานนท์." พระเถระยกเครื่องประดับนั้น เก็บคล้องไว้ที่ข้างบันได.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2009, 05:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ฝ่ายนางวิสาขาตรวจดูภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้เป็นไข้แล้ว ก็ออกโดยประตูอื่น ยืนอยู่ที่อุปจารวิหารแล้ว พูดว่า "แม่ จงเอาเครื่องประดับมา, ฉันจักแต่ง." ในขณะนั้น หญิงคนใช้นั้นรู้ว่าตนลืมแล้วออกมา จึงตอบว่า "ดิฉันลืม แม่เจ้า."

.. :b41:
นางวิสาขา กล่าวว่า "ถ้ากระนั้น จงไปเอามา,
แต่ถ้าพระผู้เป็นเจ้าอานนทเถระของเรา ยกเก็บเอาไว้ในที่อื่น, เจ้าอย่าเอามา, ฉันบริจาคเครื่องประดับนั้น ถวายพระผู้เป็นเจ้านั้นแล."
นัยว่า นางวิสาขานั้นย่อมรู้ว่า "พระเถระย่อมเก็บสิ่งของที่พวกมนุษย์ลืมไว้", เพราะฉะนั้น จึงพูดอย่างนั้น.
..
.. :b45:
นางวิสาขาซื้อที่สร้างวิหารถวายสงฆ์
ฝ่ายพระเถระพอเห็นนางคนใช้นั้น ก็ถามว่า "เจ้ามาเพื่อประสงค์อะไร?" เมื่อหญิงคนใช้นั่นตอบว่า "ดิฉันลืมเครื่องประดับของแม่เจ้าของดิฉัน จึงได้มา", จึงกล่าวว่า "ฉันเก็บมันไว้ที่ข้างบันไดนั้น, เจ้าจงเอาไป."
หญิงคนใช้นั้นตอบว่า "พระผู้เป็นเจ้า ห่อภัณฑะที่ท่านเอามือถูกแล้ว แม่เจ้าของดิฉัน สั่งมิให้นำเอาไป" ดังนี้แล้ว ก็มีมือเปล่ากลับไป

ถูกนางวิสาขาถามว่า "อะไร แม่?" จึงบอกเนื้อความนั้น. นางวิสาขากล่าวว่า "แม่ ฉันจักไม่ประดับเครื่องที่พระผู้เป็นเจ้าของฉันถูกต้องแล้ว, ฉันบริจาคแล้ว, แต่พระผู้เป็นเจ้ารักษาไว้ เป็นการลำบาก. ฉันจำหน่ายเครื่องประดับนั้นแล้วจักน้อมนำสิ่งที่เป็นกัปปิยะไป, เจ้าจงไปเอาเครื่องประดับนั้นมา." หญิงคนใช้นั้นไปนำเอามาแล้ว.

นางวิสาขาไม่แต่งเครื่องประดับนั้น สั่งให้เรียกพวกช่างทองมาแล้วให้ตีราคา, เมื่อพวกช่างทองเหล่านั้นตอบว่า "มีราคาถึง ๖ โกฏิ, แต่สำหรับค่าบำเหน็จต้องถึงแสน", จึงวางเครื่องประดับไว้บนยานแล้วกล่าวว่า "ถ้ากระนั้น พวกท่านจงขายเครื่องประดับนั้น." ไม่มีใครจักอาจให้ทรัพย์จำนวนเท่านั้นรับไว้ได้, เพราะหญิงผู้สมควรประดับเครื่องประดับนั้น หาได้ยาก.

แท้จริง หญิง ๓ คนเท่านั้น ในปฐพีมณฑล ได้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ คือ
นางวิสาขามหาอุบาสิกา ๑,
นางมัลลิกา ภรรยาของพันธุลมัลลเสนาบดี ๑,
ลูกสาวของเศรษฐีกรุงพาราณสี ๑,


เพราะฉะนั้น นางวิสาขา จึงให้ค่าเครื่องประดับนั้นเสียเองทีเดียว แล้วให้ขนทรัพย์ ๙ โกฏิ ๑ แสน ขึ้นใส่เกวียน นำไปสู่วิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พระอานนท์เถระผู้เป็นเจ้าของหม่อมฉัน เอามือถูกต้องเครื่องประดับของหม่อมฉันแล้ว, จำเดิมแต่กาลที่ท่านถูกต้องแล้ว หม่อมฉันไม่อาจประดับได้, แต่หม่อมฉันให้ขายเครื่องประดับนั้น ด้วยคิดว่า ‘จักจำหน่าย น้อมนำเอาสิ่งอันเป็นกัปปิยะมา’ ไม่เห็นผู้อื่นจะสามารถรับไว้ได้ จึงให้รับค่าเครื่องประดับนั้นเสียเองมาแล้ว, หม่อมฉันจะน้อมเข้าในปัจจัยไหน ในปัจจัย ๔ พระเจ้าข้า?"

พระศาสดา ตรัสว่า "เธอควรจะทำที่อยู่เพื่อสงฆ์ ใกล้ประตูด้านปราจีนทิศเถิด วิสาขา." นางวิสาขาทูลรับว่า "สมควร พระเจ้าข้า" มีใจเบิกบาน จึงเอาทรัพย์ ๙ โกฏิ ซื้อเฉพาะที่ดิน. นางเริ่มสร้างวิหารด้วยทรัพย์ ๙ โกฏินอกนี้.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2009, 06:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.พ. 2009, 04:12
โพสต์: 1067


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: อนุโมทนาสาธุ คุณนน555 สำหรับธรรมทาน

.....................................................
...นฺตถิตัณหา สมานที...
ห้วงน้ำใหญ่โต เสมอด้วยตัณหาไม่มี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 10:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.ค. 2009, 20:12
โพสต์: 791

แนวปฏิบัติ: พุทโธและสัมมาอรหัง
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: ใต้ร่มโพธิญาณ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




pro03160752p1.jpg
pro03160752p1.jpg [ 20.19 KiB | เปิดดู 4191 ครั้ง ]
อนุโมทนาครับในธรรมทานอันยอดเยี่ยม


และอนุโมทนากับทุกบุญของนางวิสาขา

.....................................................
ข้าพเจ้าขออาราธนาพระบารมี 30 ทัศ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เสด็จนิพพานไปแล้ว มากยิ่งกว่าเม็ดกรวดเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง 4 ด้วยเดชะพระพุทธานุภาพ พระธรรมมานุภาพ พระสังฆานุภาพ พระบารมีพระโพธิสัตว์ พระปัจเจกโพธิสัตว์เจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายและพระบารมีขององค์พระสมณะโคดมบรมครู ขอได้ส่งพลังมายังตัวข้าพเจ้า จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าหายจากโรคภัยไข้เจ็บและสรรพเคราะห์ทั้งหลายในกายของข้าพเจ้า จงหายไปสิ้นทั้งหมดขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะต่ออุปสรรคและมารทั้งหลาย
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2011, 19:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 มิ.ย. 2011, 10:28
โพสต์: 439


 ข้อมูลส่วนตัว




567.jpg
567.jpg [ 33.53 KiB | เปิดดู 3676 ครั้ง ]
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนามิ
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปคะ

.....................................................
สรรพสิ่งทุกอย่าง ล้วนมี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

.................................................................................................
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุและผลอยู่ในตัว
การกระทำของตนย่อมเป็นกรรมที่ตนกำหนดเอง
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร