วันเวลาปัจจุบัน 12 ธ.ค. 2019, 15:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2017, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4907

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย



อันพระพุทธเจ้านั้นนะพระองค์ทรงสงสารสัตว์โลกทั้งหลายเหลือล้นพ้นประมาณ สิ่งได๋ที่มันนำทุกข์นำโทษมาให้แก่คนทั้งหลายพระองค์เจ้าก็นำมาแสดงหมด หมู่นี้แหละ แต่ผู้เป็นลูกศิษย์ของพระองค์น่ะหากประมาท ไม่เคารพในพระองค์เอง ไม่เคารพในคำสั่งสอนของพระองค์ ไม่เคารพในพระสงฆ์สาวกผู้นำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นมาแนะนำสั่งสอน เรียกว่า นับถือไปพอแต่ตามประเพณีนิยมอย่างนี้เฉยๆน่ะส่วนมาก ไม่นับถือแบบที่ว่าตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอนจริงจังอย่างนี้แหละ


เมื่อมารวมกันอยู่ในศาลาการเปรียญอย่างนี้ แทนที่จะอดทนร่วมกันปฏิบัติธรรมไปให้ตลอดอย่างนี้ก็ไปไม่ได้ ไปไม่ได้ตลอดเลย ก็ลุกหนีไปกลางคันเสีย มีเป็นส่วนมากอย่างนี้ น่าทุเรศจริงๆ ความอดความทนทานไม่มีเล้ยคนเราน่ะ ก็ทั้งนี้เพราะว่ามันมองไม่เห็น มันพิจารณาไม่เห็นอานิสงส์แห่งความอดทนนั้นเองแหละ ไม่พิจารณาไม่เห็นว่า การที่เราจะเอาชนะมารคือกิเลสได้นี่ เราเอาชนะได้ด้วยวิธีอะไร มันไม่ได้คิดเลย ทำตามหมู่ไปเฉยๆนี่แหละแต่ตนเองมองไม่เห็นวิธีด้วยตนเอง ถ้าผู้ใดมองเห็นกรรมวิธีด้วยตนเองแล้วมันก็สู้สิ แล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้านู่นมาเป็นอารมณ์เป็นเครื่องเตือนใจ พระองค์อธิษฐานใจมั่นอยู่ในใต้ต้นไม้พระศรีมหาโพธินั่นว่า เมื่อพระองค์ได้ประทับนั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์นี้แล้ว แล้วก็เพื่อที่จะภาวนาชำระกิเลสตัณหาให้หมดสิ้นไปจากพระทัยของพระองค์ให้ได้ในค่ำคืนวันนี้แหละ ถ้าหากว่าละกิเลสตัณหาให้หมดสิ้นไปจากจิตใจนี้ไม่ได้แล้วก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เลย พระองค์ก็ทรงอธิษฐานในพระทัยอย่างนี้เสร็จแล้วก็นั่งภาวนาเรื่อยไป สู้กับกิเลสมารต่างๆนานาหมู่นี้ไปโดยลำดับจนถึงจวนสว่าง ในที่สุดพระองค์ก็เอาชนะกิเลสตัณหาน้อยใหญ่ทั้งหลายได้โดยประการทั้งปวง เรียกว่าได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณสมพระประสงค์จริงๆน่ะ


นี่ผู้ใดไม่นึกถึงความเป็นมาแห่งพระพุทธเจ้าแล้วมันก็ไม่มีกำลังใจที่จะปฏิบัติคำสอนของพระองค์ให้ได้เต็มที่เลย เอาแต่ใจตนเองว่า เมื่อใจตนเองชอบอย่างไรก็ทำไปตามเลย แล้วใจตัวเองนั้นมันแช่อยู่ด้วยกิเลสซี...กิเลสมันเป็นใหญ่ในหัวใจนั่นน่ะ ธรรมดากิเลสนี่มันก็ไม่ชอบให้คนเราละมันทิ้งไปแหละ เพราะว่ากิเลสนี่มันก็อยากอยู่กับมนุษย์เราไปชั่วกัลปาวสานนู่น มันไม่อยากทอดทิ้งมนุษย์ไปเลย ดังนั้นแหละเมื่อมันรู้ว่าคนใดพยายามที่จะสลัดทิ้งมันออกไปแล้วมันจะต้องต่อสู้เลยบาดนินะ มันจะต้องแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น เอ้า บันดาลให้ง่วงเหงาหาวนอน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่มีแรงที่จะนั่งสมาธิให้ตัวตรงอยู่ได้ สติก็อ่อนแอ ความอดทนอะไรก็อ่อนแอลงด้วยอำนาจแห่งมารคือกิเลสนั่นน่ะมันครอบงำเอา แต่บุคคลผู้นั้นไม่รู้กลของมารน่ะ ยอมแพ้มันไปเลย เช่นนี้แล้วมันก็ไม่ได้ภาวนาแหละ กิเลสก็ไม่เบาบางเหือดแห้งไปเลย เพราะว่าสู้มันไม่ได้นี่ กิเลสมันทำให้ง่วงมันก็ง่วงไปเลย แก้ไม่ตกเลยอย่างนี้นะ


:b44: :b44:


ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
ข้อปฏิบัติธรรมสายกลาง (๓ ก.ค. ๒๕๓๑)



◇◆ ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ” ◆◇

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689


:b44: ชวนอ่านพระธรรมเทศนาเต็มกัณฑ์เทศน์ของ "หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" :b44:
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=75&t=53080

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร