วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.พ. 2024, 09:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2023, 10:10 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 2862


 ข้อมูลส่วนตัว


:b47: :b50: :b47: เราปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร
พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕


รูปภาพ

เด็กๆ เขาไปภาวนาอยู่โรงยาวโน่น มันมีคนไปหลอกหลอนเค้า
สงสัยพระเณรเราจะไปกัน หรือยังไงน่ะ
พวกชาวบ้านคงจะไม่มีใครมาหลอกหลอนอย่างนั้นนะ
มันต้องคนอยู่ในวัดนี่แหละ ผีหลอกไม่มีแน่ คนนี่นะมันหลอกคนน่ะ
อันนี้ก็อันหนึ่งนะ ถ้าเราจับได้แล้วต้องลงโทษหนักเลยทีเดียว
จะบอกให้เน้อ จะไม่ให้อยู่ด้วยซ้ำเลย จะว่าเป็นความผิดเบาๆ ไม่ได้นะ
ทำลงไปอย่างนั้นแล้วน่ะ มันมีจิตปฏิพัทธ์ กลับมาสู่ทางโดยตรงเลยมันจึงไป
ถ้าไม่มีจิตปฏิพัทธ์อย่างนั้นมันไม่ไปกันหรอก
ต้องสังวรณ์ให้ดีนะ ผู้ใดก็ดีนำความเสื่อมเสียมาให้แก่วัดวาอาราม ไม่ใช่น้อยนะ
เราต้องพิจารณาถึงความเสื่อมสิ ไม่ใช่เสียแต่ตัวผู้เดียวนะ เสียหมดทั้งหมู่เลย
ถ้าเรื่องมันปรากฏขึ้นน่ะ ใครก็ไม่อยากมาแล้ว มานี่แล้วถูกรังแก อย่างนี้
แต่ถ้าใครไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้วก็แล้วไป แต่ถ้าใครทำนะ รู้ตัวแล้วรีบสังวรณ์ระวัง
ถ้าหากว่าจับได้ในกาลต่อไปล่ะ ก็มีหวังไม่ได้อยู่กับหลวงปู่นะ จะบอกให้

อันนี้มันบางวัดที่เพิ่นจึงไม่รับแม่ชี มันเป็นอย่างนี้แหละ
เรามันต้องรู้ว่าหนทางความเสื่อม ทางความเจริญ ต้องเรียนรู้สิ
ถ้าหากว่าจะใฝ่ฝันเรื่องพรรค์นั้นอยู่นะ อย่ามาบวช บอกแล้ว
หรือว่าบวชมาแล้วทนไม่ไหว ลาสึกเดี๋ยวนี้ก็ได้ เราไม่ห้ามเลย
ถ้าใครยังพอใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่แล้ว ต้องสำรวมตนให้ดี
ความมุ่งหมายนะ การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนานี่
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทุกคนพึ่งตนเองให้ได้ อย่าไปคิดพึ่งแต่ผู้อื่นกันอยู่
หมายความว่าจะคอยให้แต่ผู้อื่นตักเตือน จนเราไม่เตือนตน ไม่สอนตน
ทำไปตามอำนาจของกิเลส อย่างนี้เรียกว่าคนไม่คิดพึ่งตัวเอง
คำว่าพึ่งตัวเองในที่นี้หมายถึง เราเอาความดีเป็นที่พึ่ง
หมายความว่าอย่างนั้น อย่าไปเอาความชั่วมาเป็นที่พึ่ง

ก็เคยพูดให้ฟังอยู่ แต่ครั้งพระพุทธเจ้าน่ะ
แต่ทีแรกสำนักนางภิกษุณีก็อยู่ห่างไกลจากวัดพระสงฆ์
อันต่อมานี่พวกอันธพาลมันเกิดไปรังแกนางภิกษุณีเข้า
พระศาสดาจึงทรงรับสั่งให้พระเจ้าปเสนทิโกศล
ให้ย้ายสำนักนางภิกษุณีเข้ามาอยู่ใกล้กันกับภิกษุสงฆ์
ดังนั้นวัดของนางภิกษุณีจึงอยู่ใกล้กันเลย เขตแดนติดต่อกันเลยอย่างนั้น
แล้วต้องให้นางภิกษุณีนั้นมาฟังโอวาทของภิกษุสงฆ์ทุกวัน
คงหมายเอานางภิกษุณีที่ยังไม่บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษนั้นแหละที่บวชมาใหม่
นางภิกษุณีที่เป็นพระอรหันต์ โสดา สกิทาคา อนาคา แล้วคงไม่เกี่ยว
ก็จะมีระเบียบมีธรรมเนียมอย่างนั้นมา เราก็เอาระเบียบอันนั้นมาใช้กัน
ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอำนวยการมา
มีอะไรเราจึงมาพูดกันในที่ประชุมนี้ ประกาศให้รู้เรื่องกัน ทางแห่งความเสื่อมมันมี

ลองคิดดูซิ ถ้าไม่มีแม่ชีมาอยู่ด้วย ใครจะเป็นแม่ครัวล่ะ มาทำอาหารให้ฉันอยู่
นั่น ต้องคิดดูให้ละเอียดถี่ถ้วน จริงอยู่ บางวัดเพิ่นไม่รับแม่ชี
เพราะว่าวัดมันอยู่ใกล้บ้าน เพิ่นบิณฑบาต ชาวบ้านก็ไปจังหัน ไม่ต้องยุ่งกับโรงครัว
แต่นี่เราอยู่ป่า ห่างไกลจากบ้าน ชาวบ้านก็มาจังหันไม่ไหว
เขามีอะไรเขาก็ถวาย อย่างทุกวันนี้แหละ มันก็ไม่เพียงพอกัน
ลำพังแต่ชาวบ้านถวายอาหารมา ต้องอาศัยโรงครัวเป็นส่วนใหญ่
นี่แม่ครัวนะ ไม่ใช่น้อยนะ ทำอาหาร มันง่ายเมื่อไหร่ การทำอาหาร
ต้องคิดเห็นคุณของแม่ชีให้มาก อย่าไปเกิดปฏิวัติ ปฏิพัทธ์รักใคร่เข้า
แล้วอำนาจความสนิทสนมกัน ไปทางไม่ถูกต้อง อย่างนั้นน่ะ มันใช้ไม่ได้

ต้องให้นึกทุกคนนะ ทั้งชี ทั้งพระ ทั้งเณร เรามาประพฤติพรหมจรรย์น่ะ
ต้องทำตัวเป็นคนผู้เดียว ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะมาเป็นคนคู่ มาอยู่ในวัดวาอารามน่ะ
ถ้าต้องการอย่างนั้นไม่ต้องมาบวช เยอะแยะ ไปหาเอา
พุทธศาสนาน่ะ เป็นของสะอาด ของบริสุทธิ์ แต่มันจะบริสุทธิ์ได้ก็อยู่ที่คน
แต่คำสอนนั้นดีอยู่ แต่ถ้าคนไม่ปฏิบัติตาม คนผู้นั้นก็ไม่บริสุทธิ์

เหมือนอย่างสบู่อย่างนี้แหละ มันก็เป็นสบู่อยู่อย่างนั้นน่ะ
ถ้าคนไม่เอามันไปถูกาย มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
มันก็ทำความสะอาดแก่ร่างกายคนก็ไม่ได้ ถ้าคนไม่เอาไปถู
พระธรรมคำสอนก็เหมือนกัน ถ้าอยู่แต่ตำรับตำรา
ถ้าคนไม่เรียน ไม่จำและไม่นำเอาไปปฏิบัติตาม
ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่คนเลย
แต่พระธรรมก็เป็นของดีอยู่อย่างนั้นน่ะ
เหมือนอย่างทองคำธรรมชาติ แม้จะจมอยู่ในดินในหิน
มันก็รักษาคุณภาพของมันได้อยู่อย่างนั้น มีสีสดใส เลื่อมประภัสสรอยู่อย่างนั้น
แต่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใด ต่อเมื่อขุดค้นเอาจากดินจากหิน
มาแปรรูปเป็นเครื่องประดับตกแต่งเข้าไปแล้ว มันจึงเกิดมีคุณค่าขึ้นมา
พระธรรมคำสอนก็เช่นเดียวกันนั้นแหละให้เข้าใจ

เพราะฉะนั้น เรามีศรัทธากันทุกคนแล้วจึงได้มาบวช
ดังนั้น เมื่อมีศรัทธาเช่นนี้ เราก็ตั้งใจทำจริงๆ สำรวมตนจริงๆ
อย่าไปทำเล่น มันจำเป็นอย่างที่ว่านั่นแหละ ขอให้เข้าใจ
ผู้หญิงเขาก็อยากพ้นทุกข์เหมือนกัน ไม่ใช่อยากพ้นทุกข์แต่ผู้ชาย
เห็นว่าการอยู่ครองเรือนเป็นทุกข์เหมือนกันกับผู้ชายน่ะแหละจึงได้หนีมาบวช
ถ้าเราจะไม่รับผู้หญิงอย่างนี้ มันก็เป็นการลำเอียง ไม่ยุติธรรม

อย่างนั้นต้องให้พากันเข้าใจ ให้ถือว่าเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน
หรือว่าเป็นสหธรรมมิกด้วยกัน แปลว่าผู้ประพฤติธรรมปฏิบัติธรรมร่วมกัน
ให้เข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่มาเป็นคู่รักคู่แค้นกันอย่างทางโลกของเขานั้น ไม่ใช่
ทุกคนอย่าไปคิดอย่างนั้น มันผิดจุดประสงค์ของพุทธศาสนา
เราต้องพร้อมใจกันประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี
สำรวมจิตใจรักษาจิตของตน อย่าให้ความยินดียินร้ายเข้าครอบงำ
เจริญอสุภกรรมฐานบ่อยๆ

ธรรมดาคนหนุ่ม มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ คนหนุ่มรักสวยรักงาม
อันนี้เป็นสัญชาติกิเลส มันติดตัวมาตั้งแต่อเนกชาตินู่น
และเมื่อมาชาตินี้เราบุญบารมีแก่กล้า ส่งให้เราเข้ามาบวช
แล้วอย่างนี้เราก็ต้องมาพิจารณาให้เห็นโทษของกิเลสเหล่านี้ให้มันเต็มที่เลย
มันเป็นอย่างนั้น ให้เข้าใจ ให้เตือนตนเอง
ว่าตนน่ะตกเป็นทาสของกิเลส ราคะ ตัณหานี้มานับชาติไม่ถ้วนแล้ว
ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานโน่นแน่ะ
มาดูซิว่า สัตว์เดรัจฉานมันก็มัวเมาอยู่ในกามคุณนั่นแหละ
แต่เมื่อมันเทียวเกิดเทียวตาย
นานเข้า อินทรีย์มันแก่กล้าเข้าไปมันก็เลยเกิดมาเป็นคน
เกิดมาเป็นคนก็มามัวเมาอยู่ในกามของเก่านั้นแหละ มันเป็นอย่างนั้น
ที่เทียวไปตกนรกเพราะกามคุณนี่ไม่รู้ว่ากี่ชาติกี่ภพมาแล้ว
แต่เราระลึกชาติหนหลังไม่ได้นี่แหละ

ถ้าระลึกชาติหนหลังได้ เราจะสังเวชสลดใจตัวเองเหมือนอย่างพระพุทธเจ้า
พระองค์ระลึกชาติหนหลังของพระองค์ได้
พระองค์ก็เคยไปตกนรกมาหลายชาติแล้วเหมือนกัน
แต่ว่าพระโพธิสัตว์นั้นไม่ไปอเวจี
อเวจีนั้นถือว่าเป็นนรกอันร้อนจัดแล้วก็มีอายุยืนนานมาก
แต่พระโพธิสัตว์ไม่ได้ตกในอเวจีมหานรก คือตกนรกที่ตื้นขึ้นมากว่านั้น
ในตำราท่านกล่าวว่า เช่น อุสสทนรก อย่างนี้ และไม่นานก็พ้นไปได้
เพราะว่าพระโพธิสัตว์ไม่ทำอนันตริยกรรม ๕ อย่าง
ไม่ฆ่าพ่อ ไม่ฆ่าแม่ ไม่ฆ่าพระอรหันต์
ไม่ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตห้อขึ้นไป ไม่ทำสงฆ์ให้แตกจากกัน
พระโพธิสัตว์ไม่ทำกรรมหนัก ๕ อย่างนี้
แต่คนธรรมดาสามัญไม่แน่ เมื่อลุอำนาจแห่งความโกรธขึ้นมา จนลืมตัว
อาจฆ่าพ่อฆ่าแม่เมื่อไรก็ได้ ฆ่าพระผู้ที่ท่านได้มรรคได้ผลแล้วก็มี
โดยที่ไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ ก็ไปฆ่าเขามาอย่างนี้
ก็ไม่พ้นจากอนันตริยกรรมนะ ไม่พ้นจากอเวจีมหานรก
ของพรรค์นี้ ถ้าไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงไว้เลย
เพราะพระองค์เห็นแจ้งแล้ว จึงได้นำมาแสดง
นี่เราต้องเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
เราได้ปฏิญาณตนเป็นสาวกของพระองค์แล้ว

คนผู้ที่มีปัญญา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นแหละ
มันถึงไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่น
กลัวบาปกรรมมันจะตามสนองให้เป็นทุกข์ไปในวัฏสงสาร
คนไม่เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั่นอยู่ในโลกอันนี้
ที่มันเบียดเบียนกันอยู่นั่น ทำลายล้างผลาญชีวิตก็ดี
ทรัพย์สมบัติของกันและกันก็ดี หมู่นี้ มนุษย์ไม่เชื่อคำสอนของพระองค์
ไม่เชื่อว่านรกมีจริง ไม่เชื่อว่าเปรตมีจริง อะไรพวกนี้ มันไม่เชื่อทั้งนั้น
ถ้ามันเชื่ออย่างนี้ มันไม่ทำอะ ผู้ใดเชื่อแล้ว ผู้นั้นไม่ทำเลย มันเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงว่า “สทฺธาย ตรติ โอฆํ”
ผู้จะพ้นจากโอฆะแห่งแก่งกันดารในวัฏสงสารนี้ได้ ก็เพราะศรัทธาความเชื่อ
“อปฺปมาเทน อณฺณวํ” ผู้จะข้ามห้วงมหรรณพภพสงสารได้ เพราะความไม่ประมาท

ความเชื่อ เมื่อเราเชื่อว่านรกมีจริง มันก็เว้นจากบาป ๕ ประการนั้น
พูดกันตรงๆ นะ บุคคลจะไปนรก
ก็เพราะทำบาป ๕ ประการนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างนี้
นรกนั้นพระองค์เปรียบเหมือนอย่างห้วงน้ำ
ในมหาสมุทรทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล แล้วก็ลึกด้วย
ผู้ใดตกลงไปนั้นแล้ว ยากที่จะรอดได้ ตกลงไปในห้วงมหาสมุทรนั้นแล้ว
อันนี้ก็เช่นเดียวกันนั่นแหละ ถ้าผู้ใดได้ตกลงไปสู่นรกแล้ว
ก็ไม่ใช่ว่ามันจะพ้นทุกข์ง่ายเมื่อไร ทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรกนานแสนนาน
อายุของสัตว์นรก ยืนกว่าอายุของเทวดาบนสวรรค์
นี่ว่าตามตำรานะ เท่าตัวนั่นแหละ
เช่นอย่างสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อายุยืน ๑,๐๐๐ ปีทิพย์อย่างนี้
อายุสัตว์นรกชั้นเพียงอุสสทนรกอายุหมู่นี้ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์โน่น
ได้เสวยทุกข์ทนทรมานอยู่อะ
ถ้ามันไม่มีจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงไว้เลย เรื่องพวกนี้ เราต้องเชื่อ
คนที่ไม่ทำบาปไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่นอยู่นี้
ก็เพราะเชื่ออย่างว่านั่นน่ะ เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์
ถ้าใครไม่เชื่ออย่างนี้แล้ว ไม่ฟัง มันทำบาปเบียดเบียนกัน มันเป็นอย่างนั้น

ในบรรดาความทุกข์ทั้งหลายนั้น
จะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็มีให้เห็นอยู่ชัดๆ แล้ว ในปัจจุบันนี้แหละ
เช่น ความแก่ชรา หมู่นี้นะ มันก็ปรากฏชัดอยู่แล้ว
จะเชื่อหรือไม่เชื่อมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น
อยู่นานปีนานเดือนไปร่างกายก็ทรุดโทรมไปเรื่อยๆ
แต่ก่อนไม่ได้ถือไม้เท้าเลย ต่อไปก็ร่างกายมันอ่อนแอลงไป
ถ้าไม่ถือไม้เท้าช่วย เดี๋ยวก็หกล้มลงไป
เกิดอัมพาตขึ้นมาล่ะยิ่งทรมานใหญ่โต
มันก็ค่อยทรุดโทรมให้เห็นไปอย่างนั้นแหละร่างกายอันนี้
แต่คนส่วนมากมันหลงมันเมาแล้ว ไม่ได้พิจารณาเลย
ถึงไม่เกิดความสังเวชสลดใจเบื่อหน่าย

ผู้ปฏิบัติธรรมมันก็ต้องพิจารณาของหมู่นี้แหละ อย่าไปเข้าใจอย่างอื่น
เมื่อพิจารณาถึงความแก่ความเจ็บป่วยไข้เป็นอารมณ์อยู่เสมออย่างนี้
มันจะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในสังขารร่างกายอันนี้
ผู้ที่ไม่เจ็บไม่ไข้ล่ะ จะให้พิจารณายังไง
ไม่เจ็บไม่ไข้ ก็ลองหยุดรับประทานอาหารสักวันหนึ่ง
ลองดูมันจะเป็นไข้ไหม ไม่รับประทานอาหารสักวันหนึ่งสองวันน่ะ
มันจะเห็นความไข้ เราจะรู้เลยว่าร่างกายมีโรคภัยอะไร โรคแห่งความหิว

อันนี้ที่มันไม่มีโรคภัยอะไรเบียดเบียนก่อน
ก็เพราะว่ามีอาหารหล่อเลี้ยงมันอยู่ทุกวันๆ มันจึงประทังอยู่ได้
แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังค่อยทรุดโทรมไปทีละน้อยๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้หรอก
รู้จนเมื่อฟันหลุด ผมหงอก โน่นน่ะ ถึงรู้ว่าเป็นคนแก่
บางคนน่ะ มันเป็นอย่างนั้น ตามัว หูอื้อไปโน่น
เวลาตายังใสสว่าง หูยังได้ยินอะไรชัดอยู่อย่างนี้ ฟันก็ยังดีอยู่ ไม่หลุดไม่หลอ
เข้าใจว่าตนยังไม่แก่ ยังไม่มีโรคภัยอะไรเบียดเบียน
แต่ที่แท้โรคภัยมันเบียดเบียนอยู่ทุกวัน
โรคแห่งความหิวข้าวกระหายน้ำ โรคอยากหลับอยากนอน
โรคอยากเปลี่ยนอิริยาบถ นั่งนานก็ไม่ไหว ต้องลุกไปเดิน
เดินนานก็ไม่ไหว ยืนนานก็ไม่ไหว นอนนานเกินไปก็ไม่ไหว อย่างนี้

ลองดูซิร่างกายอันนี้ มันเที่ยงมันยั่งยืนเมื่อไหร่เล่า
ต้องได้เปลี่ยนอิริยาบถอันนี้อยู่เรื่อยไป จึงพอประทังอยู่ได้
แต่ถ้าเราลองนอนอย่างเดียว ลองดูซิ ไม่ต้องทำอะไร
แน่นอนคนนั้นน่ะ เอาไปเอามาก็ไปไหนไม่ได้แล้ว
ถ้านอนอยู่อย่างเดียวเลย
ร่างกายอันนี้ทรุดโทรมไปหมด ไม่มีทางที่มันจะแข็งแรงอยู่ได้
ที่มันแข็งแรงอยู่ได้นี่ ก็เพราะมันลุกไปลุกมา ทำโน่นทำนี่อะไรอยู่อย่างนั้น
นั่งบ้าง นอนบ้าง ยืนบ้าง เดินบ้าง เปลี่ยนอิริยาบถอยู่อย่างนี้ จึงพอประทังอยู่ได้
ถ้าจะอุปมาแล้วก็เหมือนรถ เหมือนเรือนั่นแหละ
เครื่องรถเครื่องเรือพวกนี้ ถ้าเก็บไว้เฉยๆ ไม่ใช้
นานไป สนิมจับแล้วก็สตาร์ทไม่ติดเลย
ต้องได้ล้างเครื่องเสียก่อนให้สะอาด ปราศจากสนิมอะไรต่ออะไรแล้ว
ใส่น้ำมันหล่อลื่นเข้าไป สตาร์ทเข้าไป มันจึงติดใช้ได้
ดังนั้นรถราเป็นต้น จึงจำเป็นต้องใช้อยู่เรื่อยไป
มีน้ำมันหล่อลื่นเลี้ยงมันไว้อยู่อย่างนั้น
มันก็จึงค่อยมีกำลังวิ่งไปได้ บรรทุกสิ่งของต่างๆ ไปได้

ร่างกายคนเรานี่มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ
ในทางธรรมะท่านจึงเรียกว่า “สรีรยนต์” นะ
เครื่องยนต์คือสรีระร่างกายอันนี้ เปรียบเหมือนกับเครื่องยนต์กลไก
เราต้องพิจารณาดูอย่างนี้เสมอๆ
อ้าว ยังหนุ่มนี่ ก็อย่างที่ว่ามานั่นแหละ หนุ่มก็จริงอยู่ นานๆ ไปมันก็แก่
มันจะมีอะไรอะ ไม่ใช่ว่ามันจะหนุ่มอย่างนี้อยู่เรื่อยไป ไม่มีทางนะ
ในเวลานี้ไม่เจ็บป่วยไข้ แต่ต่อไปมันต้องเจ็บ ไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่งแหละ มันต้องมี
คนเราถ้าไม่เจ็บป่วยไข้ก็ไม่ตาย ก่อนจะตายมันต้องเจ็บลงด้วยโรคภัยอย่างใดอย่างหนึ่ง
ต้องพิจารณาให้มันลึกซึ้งลงไป แล้วความสำคัญว่าเป็นคนหนุ่ม มันจะหายไป
มันจะเกิดความรู้ความเห็นขึ้นว่า ร่างกายสังขารนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นเบื้องต้นแล้ว
มันก็แปรผันไปในท่ามกลาง แตกดับในที่สุด มันก็เป็นอย่างนี้แหละ

ความจริงของร่างกายมีเท่านี้
ดังนั้น ไม่ควรที่จะไปหลงใหลมัวเมาอะไรนักหนา
ควรฝึกจิตใจของตนนี่ให้มันหลุดมันพ้นไป
จากความยึดความถือในรูปในนามอันนี้
อาศัยการฝึก ฝึกทีแรกก็อย่างที่ระเบียบมีอยู่นั่นน่ะ
ฝึกทำใจให้สงบให้นิ่งควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจของตัวได้
บอกว่าอย่าคิดมันก็ไม่คิด อย่างนี้นะ หยุดคิด มันก็หยุดคิดลงได้
เมื่อฝึกจิตให้สงบลงได้อย่างว่านี้แล้ว ต้องฝึกให้มันคิด
ต้องพิจารณาความจริงของชีวิตนี้ให้เห็นตามจริง
เมื่อมันเห็นด้วยปัญญาแล้ว มันจะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย
เบื่อหน่ายที่มองดูสิ่งไหนส่วนไหนของร่างกายก็มีแต่ของไม่เที่ยง
ต้องเยียวยา ต้องปรนเปรอมันอยู่อย่างนั้นตลอดไป
มันเป็นอย่างนั้น มันจึงพออยู่ได้
ถ้าขาดการปรนเปรออุปถัมภ์บำรุงแล้ว
อยู่ไม่ได้เลย ต้องแตก ต้องทำลายลง

เพราะฉะนั้นให้พึงพากันพิจารณาลงไป
ให้มันเห็นชัดตามความเป็นจริง แล้วปล่อยวางไว้ตามสภาพ
นี้แหละ เป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ไปในสงสาร ขอจบลงเพียงเท่านี้


ที่มา : หนังสือ ธรรมโอวาท หลวงปู่เหรียญ ๗
พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
ที่ระลึกงานทอดกฐินสามัคคี
วัดป่าพิชัยวัฒนมงคล อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
หัวข้อ เราปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร (หน้า ๓๘-๕๐)
จากซีดี แผ่นที่ ๒๑ กัณฑ์ที่ ๑
:b8: :b8: :b8:

:b45: รวมคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

:b49: :b50: ชวนอ่านพระธรรมเทศนาเต็มกัณฑ์เทศน์ของ
“พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=75&t=53080


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร