วันเวลาปัจจุบัน 12 พ.ย. 2019, 13:24  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ส.ค. 2010, 20:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7105

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
บนหน้าผาในหุบเขาบามิยันจะมีถ้ำเล็กๆ จำนวนมากซึ่งเป็นที่พำนักของนักบวช
ที่แห่งนี้อีกด้านหนึ่งอุดมไปด้วยทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงประชาชน



พระพุทธรูปแห่งบามิยัน
และ
พระคัมภีร์พุทธเก่าแก่ที่สุดในโลก
:b50: :b49: :b50:

จังหวัดบามิยัน (Bamiyan Province) ในพื้นที่ฮาซาราจัต (Hazarajat region) เป็นจังหวัดหนึ่งทางตอนกลางของประเทศอัฟกานิสถาน ตั้งอยู่ในหุบเขาบามิยัน (Bamiyan Valley) ซึ่งด้านหนึ่งเป็นหุบเขา ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นหน้าผาหินสูงชันแกะสลักเป็นกลุ่มพระพุทธรูปหลายองค์ สภาพแวดล้อมของหุบเขารายล้อมไปด้วยความแห้งแล้ง แต่ที่แห่งนี้อีกด้านหนึ่งกลับอุดมไปด้วยทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงประชาชน

พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan) เป็นกลุ่มพระพุทธรูปหินหลายองค์ซึ่งเก่าแก่และมีความศักดิ์สิทธิ์มาก โดยเฉพาะองค์ใหญ่จำนวน 3 องค์ ได้แก่ พระพุทธรูปปางประทับยืน 2 องค์ คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า (Sakyamuni Buddha) กับ พระไวโรจนพุทธเจ้า (Vairocana Buddha) องค์นี้ก่อนถูกระเบิดทำลาย นับเป็น “พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก” และพระพุทธรูปปางประทับนั่งอีก 1 องค์ องค์นี้มีขนาดเล็กที่สุดในจำนวน 3 องค์ กลุ่มพระพุทธรูปทั้งหลายนี้ ตั้งอยู่ตามหน้าผาและถ้ำของหุบเขาบามิยันทางตอนกลางประเทศอัฟกานิสถาน ห่างจากเมืองหลวงกรุงคาบูลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 230 กิโลเมตร บนความสูงกว่า 2,500 เมตร สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 (คริสต์ศตวรรษที่ 6) ศิลปะเกรโก ซึ่งเป็นศิลปะพระพุทธรูปยุคแรกที่เผยแพร่มาจากอารายธรรมกรีกโบราณ

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 “พระพุทธรูปแห่งบามิยัน” ได้ถูกรัฐบาลตาลีบัน (Taliban) ซึ่งปกครองประเทศอัฟกานิสถานในขณะนั้น ทำลายลงด้วยระเบิดไดนาไมต์ ตามคำสั่งของนายมุลเลาะห์ โมฮัมเม็ด โอมาร์ (Mullah Mohammad Omar) ประมุขของรัฐบาลตาลีบัน โดยใช้เวลาเพียง 6 วันเท่านั้นก็สามารถทำลายกลุ่มพระพุทธรูปทั้งหมดลงได้จนหมดสิ้น ด้วยอ้างเหตุผลว่าการบูชาหรือกราบไหว้รูปเคารพนั้นผิดหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลตาลีบันได้ทำลายพระพักตร์ของพระพุทธรูปแห่งบามิยันองค์ใหญ่ทั้ง 3 องค์ไปก่อนแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าพระพุทธรูปถูกทำลายพระพักตร์ก็จะหมดความศักดิ์สิทธิ์ลงไป การระเบิดทำลายครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคนทั่วโลกอย่างมาก นานาประเทศต่างประณามการกระทำของรัฐบาลตาลีบันอย่างรุนแรง เพราะกลุ่มพระพุทธรูปเหล่านี้มิใช่สมบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น “มรดกโลก” อันเป็นสาธารณสมบัติและความภาคภูมิใจของคนทั้งโลก ต่อมาประเทศญี่ปุ่นและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ร่วมใจกันสนับสนุนให้มีการสถาปนาพระพุทธรูปองค์นี้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2546 ภูมิทัศน์ด้านวัฒนธรรมและซากโบราณสถานแห่งหุบเขาบามิยัน (Cultural Landscape and Archaeological Remains of the Bamiyan Valley) ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น “มรดกโลก” ในการประชุมสมัยสามัญของคณะกรรมการมรดกโลก องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (หรือยูเนสโก - UNESCO) ครั้งที่ 27 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ต่อมาองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้เข้าไปอนุรักษ์พื้นที่โบราณสถานแห่งหุบเขาบามิยัน โดยสามารถปะติดปะต่อชิ้นส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กกว่าที่หลงเหลืออยู่ให้ประดิษฐานอยู่ในโพรงหินทรายได้สำเร็จ แต่สำหรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั้นไม่เหลือชิ้นส่วนให้นำมาปะติดปะต่อได้อีก แต่ถึงอย่างนั้นองค์การยูเนสโกต้องใช้เวลาอีกสองปีกว่าจะฟื้นฟูโบราณสถานที่เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ได้สำเร็จ


รูปภาพ
บนหน้าผาในหุบเขาบามิยันจะมีถ้ำเล็กๆ จำนวนมากซึ่งเป็นที่พำนักของนักบวช
ที่แห่งนี้อีกด้านหนึ่งอุดมไปด้วยทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงประชาชน


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
พระไวโรจนพุทธเจ้า (Vairocana Buddha)
“พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

เมืองบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน ที่ถูกรัฐบาลตาลีบันทำลาย



:b44: ประวัติ

หุบเขาบามิยัน ในอดีตดินแดนแถบนี้เรียกว่า แคว้นคันธาระหรือคันธารราฐ (Gandhara) เป็นเมืองตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหม (Silk Road) จุดทางแยกสู่จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป เป็นสถานที่ที่อารยธรรมจากตะวันออกเดินทางมาพบกับอารยธรรมจากตะวันตก กล่าวคือ อารยธรรมจากอินเดียเดินทางมาพบกับอารยธรรมจากอิหร่าน กรีซ และจีน มีการค้นพบศาสนสถานทางศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 แห่ง เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางทางพุทธศาสนาในบริเวณนั้นมาก่อนที่จะมีการมาของศาสนาอิสลามในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในบริเวณนั้น คือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่จำนวน 3 องค์ ซึ่งแกะสลักอยู่บนหน้าผาหินสูงชันกว่า 2,500 เมตร มีอายุกว่า 1,500 ปี โดยพระพุทธรูปปางประทับยืน 2 องค์สำคัญที่ถูกระเบิดทำลายโดยรัฐบาลตาลีบันนั้น คือ องค์ที่สร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 1050 (ค.ศ. 507) สูง 38 เมตร มีพระนามว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้า (Sakyamuni Buddha) และองค์ที่สร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 1097 (ค.ศ. 554) สูง 55 เมตร มีพระนามว่า พระไวโรจนพุทธเจ้า (Vairocana Buddha) ซึ่งองค์นี้ก่อนถูกระเบิดทำลายนับเป็น “พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

นอกจากนี้แล้ว กลุ่มพระพุทธรูปในหุบเขาบามิยันแห่งนี้ ยังนับเป็นศิลปะทางพุทธศาสนาแห่งแรกในโลก ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมกรีกโบราณที่มักมีการปั้นรูปของเทพเจ้าองค์ต่างๆ นั่นเอง กลุ่มพระพุทธรูปทั้งหมดนี้สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นโดยพระเถระ (ที่เชื่อกันว่าเป็นเหล่าพระอรหันตสาวก) และกษัตริย์ในราชวงศ์คุปตะแห่งอินเดีย ส่วนบริเวณตามฝาถ้ำต่างๆ ที่ได้ขุดเจาะกันไว้นั้น มีการวาดภาพทั้งที่เกี่ยวกับพุทธประวัติและสิ่งอื่นๆ ซึ่งบ่งบอกถึงการผสมผสานของศิลปะคุปตะ, ศิลปะคันธาระ (ศิลปะแกรนดารา) และศิลปะเปอร์เซียได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ กษัตริย์ในราชวงศ์คุปตะแห่งอินเดียได้รับคำแนะนำจากพระเถระว่า ถ้าทำการก่อสร้างพระพุทธรูปแห่งบามิยันจะนำความรุ่งเรืองมาสู่อาณาจักร

ครั้นเมื่อพระถังซำจั๋ง (หลวงจีนเฮียงจัง) ได้เดินทางไปยังชมพูทวีปในปี พ.ศ. 1173 (ค.ศ. 650) ท่านได้เล่าถึงหุบเขาบามิยันไว้ว่า “มีพระพุทธรูปเหลืองอร่ามไปด้วยทองคำ และมีพระสงฆ์กว่า 1,000 รูปจำวัดอยู่ ได้ยินเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา...”

สำหรับผู้ค้นพบพระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan) คือ ศาสตราจารย์เซมาร์ยาไล ทาร์ซี นักโบราณคดีเอกของโลก มหาวิทยาลัยสตาร์สบูรก์ ประเทศฝรั่งเศส

ที่นี่มีอารามมากกว่า 10 แห่ง มีพระสงฆ์หลายพันรูป ล้วนเป็นฝ่ายโลกุตตรยาน (โลกุตตรวาทิน) สังกัดนิกายหินยาน (เถรวาท) พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ คือ พระอารยทูต (Aryaduta) และพระอารยเสน (Aryasena) มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี ที่เนินเขาของนครหลวงมีพระพุทธรูปปางประทับยืนซึ่งจำหลักด้วยศิลา สูง 150 เฉี๊ยะ (มาตราวัดจีน) ถัดจากนี้ไปเป็นอาราม และพระปฏิมาจำหลักด้วนแก้วกาจ สูง 100 เฉี๊ยะ อารามแห่งนี้มีพระพุทธไสยาสน์ความยาว 1,000 เฉี๊ยะ บรรดาพระพุทธรูปเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือที่ปราณีต สวยงาม นอกจากนี้แล้วยังมีอารามประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว พระทันตธาตุของพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต

ในระหว่างช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,500 ปี ของพระพุทธรูปแห่งนี้ ได้พบเจอกับสงครามและการจู่โจมมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีชนพื้นเมืองชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งคือชาวฮาซารัส ได้ปกป้องศาสนสถานแห่งนี้มาก็ตาม เริ่มต้นด้วยการเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในบริเวณนี้และการมาของศาสนาอิสลาม การทำลายและการบุกรุกโจรกรรมวัตถุต่างๆ จากถ้ำภายในตั้งแต่ 900 ปีที่แล้ว จนมาถึงปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) เมื่อสหภาพโซเวียตนำทหารเข้าบุกเข้าโจมตีอัฟกานิสถาน ตามมาด้วยสงครามอัฟกัน และสิ้นสุดลงด้วยการระเบิดของรัฐบาลตาลีบันในปี พ.ศ. 2544 จากการสำรวจได้มีรายงานว่า กว่า 80% ของภาพตามฝาผนังถ้ำได้ถูกทำลายลงไปแล้ว

คำให้การของ นายชีค มีร์ซา ฮุสเซน มือระเบิดทำลายพระพุทธรูปบามิยันตามคำสั่งของรัฐบาลตาลีบัน กล่าวว่าถ้าเขาไม่ระเบิดพระพุทธรูปรัฐบาลตาลีบันจะฆ่าเขาทิ้ง เพราะก่อนหน้านั้นรัฐบาลตาลีบันฆ่าลูกชายสองคนของเขาเหมือนสุนัขข้างถนน เขาจึงต้องทำเพื่อการอยู่รอด เขามีความเชื่อว่าด้านหน้าของพระพุทธรูปที่ถูกทำลายลง มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มีพระพักตร์อมยิ้มฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ได้ยินมาจากบรรพบุรุษสืบขานกันต่อหลายชั่วอายุคน สอดคล้องกับคำบอกกล่าวของพระถังซัมจั๋ง ที่ได้เห็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์นี้เช่นกัน ซึ่งนักโบราณคดีได้ขุดพบส่วนพระบาทของพระนอนเมื่อปี ค.ศ. 2005

รูปภาพ
เหตุการณ์ระเบิดพระพุทธรูปแห่งบามิยันเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544


พุทธศาสนาในประเทศอัฟกานิสถาน

พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาในดินแดนแถบนี้ตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล โดยกลุ่มชาวศากยะที่หนีตายจากการรับสั่งให้ฆ่าของพระเจ้าวิฑฑูภะ พระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีเจ้าชายองค์หนึ่งได้เข้าพิธีเสกสมรสกับพระเทพธิดาพญานาค แล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่แคว้นอุทยาน (Udyana) ทางตอนเหนือของประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน ต่อมาหลังจากทุติยสังคายนา คือ การสังคายนาพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท ครั้งที่ ๒ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี ก็มีคณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งเรียกว่า มหาสังฆิกะ ที่แยกตนออกไปต่างหากจากกลุ่มเถรวาทเดิม ได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่หลักธรรมหลักปฏิบัติในบริเวณแคว้นนครหาร (Nagarahara) ซึ่งใกล้กับแคว้นคันธาระหรือคันธารราฐ (Gandhara) ทางทิศเหนือ แต่สองยุคนี้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดในทางประวัติศาสตร์

หลายพันปีต่อมา ชาวมุสลิมเข้ามารุกรานประเทศอัฟกานิสถาน พระพุทธศาสนาจึงเสื่อมลงเรื่อยๆ และมีการทำลายพระพักตร์ของพระพุทธรูปแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan) องค์ใหญ่ทั้ง 3 องค์ เพราะชาวมุสลิมเชื่อว่าถ้าพระพุทธรูปถูกทำลายพระพักตร์ก็จะหมดความศักดิ์สิทธิ์ลงไป แต่ในสมัยนั้นก็ยังมีผู้นับถือพระพุทธศาสนาอยู่หลักหมื่น สิทธิการแสดงออกของเขาทำได้เพียงใช้ผ้าสีเหลืองเล็กๆ ผูกหางเปียสั้นๆ เท่านั้น ต่อมาในยุครัฐบาลตาลีบัน (Taliban) เข้าปกครองประเทศอัฟกานิสถานนี้เป็นเวลา 5 ปี ชาวพุทธจะต้องผ่านเหตุการณ์อันเลวร้าย รอดชีวิตเพียงไม่กี่ราย และมีความหวังที่จะกลับไปสัมผัสหุบเขาบามิยันอีกครั้งในชีวิต แต่พระพุทธรูปแห่งบามิยันก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับโดยรัฐบาลตาลีบัน และชาวพุทธในอัฟกานิสถานที่รอดชีวิตมาได้ก็อพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านของอัฟกานิสถาน

รูปภาพ
เมืองบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน
ก่อนเหตุการณ์ระเบิดพระพุทธรูปแห่งบามิยัน



พบพระคัมภีร์พุทธเก่าแก่ที่สุดในโลก
ในถํ้าต่างๆ แห่งหุบเขาบามิยัน อัฟกานิสถาน !

เรื่องเกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2536-2538 ชาวอัฟกานิสถานในเมืองบามิยันซึ่งหลบหนีภัยสงครามตาลีบัน ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในถํ้าต่างๆ บริเวณหุบเขาบามิยัน และได้พบพระคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณ พวกเขาได้หอบหิ้วพระคัมภีร์หลบหนีการตรวจค้นและการทำลายของกลุ่มตาลีบัน เดินทางจากอัฟกานิสถานสู่ปากีสถาน ผ่านเทือกเขาฮินดูกูษและช่องแคบไคเบอร์ ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2539 เจนส์ บราร์วิก ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีแห่งศูนย์การศึกษาก้าวหน้า ประเทศนอร์เวย์ ได้ไปเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ ณ เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้ร่วมประชุมคนหนึ่งได้เล่าให้เขาฟังว่า แซม ฟ็อกก์ พ่อค้าของเก่าแห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ขายชิ้นส่วนเอกสารโบราณของพุทธศาสนาชุดแรกจำนวน 108 ชิ้นให้แก่ มาร์ติน สเคอเยน (Martin Schoyen) ผู้อำนวยการและเจ้าของสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน (Conservation Institute of Schoyen) ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เอกสารโบราณที่ใหญ่ที่สุดของโลก พอได้ยินดังนั้น ศาสตราจารย์บราร์วิกก็เกิดความสนใจอย่างแรงกล้า จึงได้ไปพบกับสเคอเยนเพื่อขอศึกษาเอกสารโบราณดังกล่าว ซึ่งสเคอเยนก็ยินดีให้ความร่วมมือ และยังบอกเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้าที่ฟ็อกก์จะขายเอกสารโบราณให้เขานั้น ฟ็อกก์ได้ติดต่อนักโบราณคดีชื่อ ลอเร แซนเดอร์ ให้ช่วยเขียนอธิบายความเป็นมาของเอกสารโบราณเหล่านี้ ซึ่งเมื่อแซนเดอร์นำไปวิเคราะห์ก็พบว่า เอกสารโบราณเหล่านี้ถูกจารึกขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต เขียนด้วยตัวอักษรพราหมี (อ่านว่า พราม-มี) ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 540-940 (พุทธศตวรรษที่ 6) เป็นพระคัมภีร์ในพุทธศาสนาที่ว่าถึงพระสูตร พระวินัย ตลอดจนจารึกเหตุการณ์ต่างๆ หลากหลาย บางเรื่องก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่เอกสารอีกหลายชิ้นมีเรื่องราวที่ไม่เคยปรากฏให้โลกรู้มาก่อน และเรียกได้ว่าเป็นเอกสารสำคัญหรือ “พระธรรมเจดีย์” ที่เก่าแก่ที่สุดของพุทธศาสนา (ที่มีหลักฐานเหลืออยู่) มีอายุกว่า 2,000 ปี โดยเชื่อกันว่า เกิดขึ้นโดยการจารึกของเหล่าพระอรหันตสาวก

พระคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเหล่านี้ถูกจารึกอยู่บนแผ่นวัสดุต่างๆ ได้แก่ ใบลาน เปลือกไม้ หนังแกะ และแผ่นทองเหลือง เป็นต้น เจาะรูแล้วร้อยด้ายรวมไว้เป็นเล่ม บางเล่มอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่ที่เป็นเศษเล็กเศษน้อยนั้นมีจำนวนมาก และเมื่อสืบหาข้อมูลต่อไป บราร์วิกก็พบว่า แหล่งที่มาของเอกสารโบราณสำคัญลํ้าค่าเหล่านี้มิใช่อื่นไกล แต่เป็นถํ้าต่างๆ บริเวณหุบเขาบามิยัน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากพระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีความสูง 55 เมตร คือ พระไวโรจนพุทธเจ้า (Vairocana Buddha) ไปประมาณ 2 กิโลเมตร ในประเทศอัฟกานิสถานนั่นเอง ! ก็ต้องขอเล่าย้อนถึงอดีตกาล ณ สถานที่แห่งนี้

สมัยนับพันปีก่อนโน้น ประเทศอัฟกานิสถานเป็นดินแดนอยู่บนเส้นทางสายไหมอันลือลั่น เชื่อมทอดระหว่างยุโรปกับจีน และยังเป็นทางผ่านจากจีนไปสู่อินเดียด้วย เส้นทางสายไหมนอกจากจะเป็นเส้นทางค้าขายแล้วยังเป็นเส้นทางวัฒนธรรมอีกด้วย พระภิกษุในพุทธศาสนาได้จาริกเดินทางจากอินเดียไปเผยแผ่ธรรมะยังเมืองจีนด้วยเส้นทางนี้ และเนื่องจากเป็นหนทางอันยาวไกล จึงได้พำนักระหว่างทางโดยอาศัยถํ้าต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในเชิงเขาบามิยัน ซึ่งไม่ไกลจากกรุงคาบูล เมืองหลวงของประเทศอัฟกานิสถานเท่าใดนัก

ผู้จาริกศาสนาและนักเดินทางทั้งหลายต่างได้พบปะสนทนา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านอารยธรรมระหว่างกันในถํ้าพำนักนี้ จึงมีการจารึกพระคัมภีร์ในพุทธศาสนาเป็นภาษาต่างๆ ทั้งจีน เตอรกี ทิเบต มองโกเลียน เมื่อมีเอกสารศาสนาเพิ่มมากขึ้น ก็ได้มีการจัดตั้งเป็นหอสมุดเก็บรักษาไว้ ซึ่งนานนับ 1,400 ปีมาแล้วที่เอกสารเหล่านี้ยังคงอยู่ในสภาพดี เนื่องจากภาวะอากาศอันหนาวเย็น และแห้งแล้งของอัฟกานิสถานได้ช่วยรักษาสภาพไว้ไม่ให้เปื่อยผุไปได้ง่าย ถ้าจะเทียบพระคัมภีร์พุทธในถํ้าที่บามิยันนี้ ก็มีลักษณะดุจเดียวกับม้วนพระคัมภีร์ในตุ่มแห่งเดดซี (Dead Sea Scrolls) ของชาวยิวนั่นเอง

ถ้าหากบ้านเมืองสงบสุข พระคัมภีร์พุทธเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ในถํ้าไปได้อีกนาน ทว่าหลังจากปี พ.ศ. 1300 เป็นต้นมา พวกมุสลิมได้รุกรานยึดครองอัฟกานิสถาน เอกสารบางส่วนในหอสมุดได้ถูกทำลายเสียหายขาดวิ่น ชิ้นส่วนที่ยังเหลือรอดอยู่ ได้พบว่าถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในถํ้าแห่งหนึ่งห่างจากหุบเขาบามิยันไปทางเหนือประมาณ 300 กิโลเมตร และเมื่อพวกมุสลิมรุกรานหนักขึ้น ชาวพุทธเห็นว่าพระคัมภีร์พุทธเหล่านี้อยู่ในสถานะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว จึงได้แอบนำพระคัมภีร์พุทธลํ้าค่าเหล่านี้บรรทุกบนหลังลาออกจากอัฟกานิสถาน เพื่อหลบหนีการตรวจค้นและการทำลาย เมื่อประมาณระหว่างปี พ.ศ. 2536-2538 ที่ผ่านมานี้ โดยเดินทางจากอัฟกานิสถานสู่ปากีสถาน ผ่านเทือกเขาฮินดูกูษและช่องแคบไคเบอร์ ได้มีการขนย้ายถูกส่งต่อหลายทอดหลายมือ ไปจนถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และไปอยู่ที่สถาบันอนุรักษ์สเคอเยน ประเทศนอร์เวย์ ในท้ายที่สุด

หลังจากที่ศาสตราจารย์บราร์วิกได้รู้ถึงแหล่งที่มาของพระคัมภีร์พุทธแล้ว ต่อมาสถาบันอนุรักษ์สเคอเยนจึงได้ใช้ความพยายาม “ขนย้าย” พระคัมภีร์พุทธที่ยังเหลือตกค้างอยู่ในประเทศอัฟกานิสถานออกมาเก็บรักษาเอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยใช้วิธีการทุกรูปแบบทุกวิถีทาง ในช่วงปี พ.ศ. 2540-2543 กระทั่งสามารถนำเอาออกมาได้เกือบทั้งหมด ก่อนหน้าที่พระพุทธรูปแห่งบามิยันจะถูกระเบิดทำลาย และรัฐบาลตาลีบัน-ประเทศอัฟกานิสถานจะถูกบุกโค่นล้ม และระเบิดทำลายโดยกองทัพพันธมิตร (ซึ่งมีกองทัพสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลียเครือจักรภพ และพันธมิตรฝ่ายเหนือ เป็นแกนนำ)

ในที่สุดก็สามารถรวบรวมชิ้นส่วนของพระคัมภีร์พุทธได้หลายพันชิ้น โดยเอกสารพระคัมภีร์พุทธที่ทยอยขนย้ายนำออกมานั้น เมื่อรวมกันตั้งแต่ต้นแล้วปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 5,000 ชิ้นที่ยังเป็นรูปเป็นร่าง กล่าวคือ เป็นชิ้นส่วนของแผ่นจารึกในใบลาน เปลือกไม้ หนังแกะ และแผ่นทองเหลือง ฯลฯ มีขนาดตั้งแต่ 2 ตารางเซนติเมตรซึ่งแตกหักเล็กน้อย ไปจนถึงขนาดที่เป็นแผ่นสมบูรณ์ นอกนั้นเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกประมาณ 8,000 ชิ้น ทั้งหมดมีอายุในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6-12 เมื่อได้รับชิ้นส่วนพระคัมภีร์มาแล้ว ทางสถาบันอนุรักษ์สเคอเยนจะทำความสะอาด จัดเตรียมเก็บทำสำเนา และลงหมายเลขกำกับแต่ละชิ้นไว้เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป

สำหรับการ “ชำระ” สังคายนาพระคัมภีร์พุทธที่ได้มานี้มิใช่ของง่ายเลย จัดเป็นงานระดับยักษ์ที่ต้องอาศัยผู้รู้จริงจำนวนมาก ทางสถาบันอนุรักษ์สเคอเยนได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยมีการสัมมนาครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 และท้ายสุดครั้งที่ 4 ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542 ที่เมืองเกียวโต (Kyoto) ประเทศญี่ปุ่น รวมเวลาทั้งสิ้น 12 ปี โดยมีการเชิญนักโบราณคดีและนักภาษาศาสตร์นานาชาติมาร่วมงาน จึงสามารถทราบหลักฐานที่ชัดเจนว่า เป็นพระธรรมเจดีย์ พระคัมภีร์ในทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี โดยสันนิษฐานกันว่าน่าจะถึงกับเป็นการจารึกขึ้นโดยสานุศิษย์ของพระพุทธเจ้าในยุคแรกๆ ทีเดียว ทั้งนี้ สถาบันอนุรักษ์สเคอเยนได้มีการจัดพิมพ์เผยแผ่พระคัมภีร์พุทธบางเรื่องที่ได้แปลและเรียบเรียงเสร็จแล้ว เช่น เรื่องของพระเจ้าอโศกมหาราช, พระเจ้าอชาตศัตรู และมหาปรินิพพานสูตร เป็นต้น


รูปภาพ

รูปภาพ
พระไวโรจนพุทธเจ้า (Vairocana Buddha)
“พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

เมืองบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน ที่ถูกรัฐบาลตาลีบันทำลาย

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ส.ค. 2010, 22:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2010, 02:43
โพสต์: 4467

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ข่าวนี้ผมก็ดูและยังคิดว่าน่าจะมีหน่วยงานของประชาคมโลกยับยั้ง รัฐบาลของตาลีบัน ที่ประกาศจะระเบิดพระพุทธรูปแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในที่สุดก็ยับยั้งไม่ทัน ระเบิดต่อหน้าต่อตา เสียดายจริงๆครับ

รูปภาพ

:b8: อนุโมทนา..สาธุ..ด้วยนะครับ..ท่านสาวิกาน้อย :b8:

.....................................................
แบ่งปันกันกิน,รักษาศีล คือ กาย วาจา
เจริญสมาธิภาวนา, กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
ยอมตนรับใช้, แบ่งให้ความดี
มีใจอนุโมทนา, ใฝ่หาฟังธรรม
นำแสดงออกไม่ได้เว้น, ทำความเห็นให้ถูกต้อง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ส.ค. 2010, 22:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


เจริญสุดขึด...แล้วก็ถึงกาลเสื่อม
เป็นวัฎฎจักรของโลกจริงๆ..... :b7:

ผลกรรมชนนอกศาสนากับการทำลายพระพุทธรูป
จะมีเช่นไร?......ยังคงหนักหนาเช่นเดียวกับ
ชนในศาสนากระทำหรือเปล่า?....

อนุโมทนสาธุค่ะ :b8:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 09:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.พ. 2010, 11:04
โพสต์: 1147

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


น่าเสียใจ และน่าเสียดายค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2010, 22:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ค. 2009, 23:11
โพสต์: 1044

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

ขอบคุณมากครับ
เนื้อหาหาอ่านได้ยากจริงๆ

.....................................................
ตักบาตรทุกวัน....ได้บุญทุกวัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2012, 19:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7105

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ลักษณะทางกายภาพ
ของ
“พระพุทธรูปแห่งบามิยัน”


:b39:

พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan)
สร้างโดยการแกะสลักโดยตรงเข้าไปในหน้าผาหินทราย
เป็นโครงอย่างหยาบๆ
ส่วนผิวและรายละเอียดภายนอกนั้นใช้การฉาบด้วยดินผสมฟาง
และฉาบทับด้วยปูนสทัคโค (Stucco คือ ปูนขาว+ทราย+หินอ่อนป่น)
เป็นชั้นสุดท้ายเพื่อเพิ่มความคงทนแข็งแรงของผิวภายนอก


:b47: .....จากภาพประกอบข้างต้น.....
จะเห็นว่าบริเวณฐานของพระพุทธรูปจะมีรูพรุนเล็กๆ จำนวนมาก
สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากรอยกระสุนปืนยิง แต่เป็นรูที่ช่างในอดีตจงใจเจาะไว้
เพื่อใช้อัดลิ่มไม้เข้าไปและโผล่ปลายออกมาเป็นเดือย
ไว้ยึดผิวดินผสมฟาง และผิวปูนสทัคโค เพื่อป้องกันการหลุดล่อน
เพื่อเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดสุดท้าย
บริเวณพระพักตร์ พระกร และรอยยับของจีวร
จะมีการลงสี โดยพระพุทธรูปองค์ใหญ่จะใช้สีแดงสีเดียว
ส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กจะมีการใช้สีตกแต่งหลายสีสัน

บริเวณท่อนแขนส่วนล่างของพระพุทธรูป
จะก่อสร้างด้วยโครงไม้เป็นแกน (Armature)
และฉาบผิวด้านนอกด้วยดินกับฟาง และเคลือบทับด้วยปูนสทัคโค

มีความเชื่อว่าบริเวณพระพักตร์ส่วนบนของพระพุทธรูป คาดว่า
จะมีหน้ากากไม้หรือหน้ากากเหล็กหล่อขนาดใหญ่สวมอยู่อีกชั้นหนึ่ง


ในอดีตบนหน้าผาหินสูงชันจะมีถ้ำเล็กๆ จำนวนมาก
เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่านักบวช
โดยภายในถ้ำบางแห่งจะมีภาพวาดฝาหนังทางศาสนาอย่างงดงาม


.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2012, 19:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7105

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
ซ้าย : ก่อนถูกทำลาย............................................ขวา : เมื่อถูกทำลายลงแล้ว

----------------------------------

ก่อนที่ “พระพุทธรูปแห่งบามิยัน” (Buddhas of Bamiyan)
จะถูกรัฐบาลตาลีบัน (Taliban) ระเบิดทำลายลง
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 ในครั้งนั้นองค์การสหประชาชาติ
และประชาคมโลก ทั้งที่เป็นชาวพุทธและไม่ใช่ชาวพุทธ

ต่างก็ขอร้องไปยังรัฐบาลตาลีบันว่า
ขออย่าระเบิดพระพุทธรูปเลยเพราะมีอายุกว่า 1,500 ปีแล้ว
รวมทั้ง มีชาวพุทธในหลายประเทศยินดีขอบูชา
และรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการขนย้ายองค์พระนี้
เพื่อนำไปประดิษฐานยังประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา
แม้ว่าจะให้ราคาค่าบูชาสูงเพียงใด
แต่รัฐบาลตาลีบันก็ไม่ยินยอมถ่ายเดียว จะระเบิดทำลายให้ได้

ต่อมาหลังจากนั้นไม่นานนัก เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2544
รัฐบาลตาลีบันและประเทศอัฟกานิสถานก็ถูก “กองทัพพันธมิตร”

(ซึ่งมีกองทัพประเทศสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร,
ออสเตรเลียเครือจักรภพ และพันธมิตรฝ่ายเหนือ เป็นแกนนำ)

บุกโค่นล้มรัฐบาลตาลีบันลงจากอำนาจ และระเบิดทำลายประเทศ
ด้วยเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ รุ่น AH-64D ลองโบว์ ฯลฯ
เสียหายยับเยิน เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

[เหมือนอย่างที่ได้เคยทำไว้กับพระพุทธรูปแห่งบามิยัน แบบเดียวกันเลยค่ะ]

เนื่องจากรัฐบาลตาลีบันได้ให้ที่พักพิงเครือข่ายผู้ก่อการร้าย “อัลเคดา” (อัลกออิดะห์)
ผู้ก่อเหตุวินาศกรรมประเทศสหรัฐอเมริกา “9/11” เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544
โดยผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก
และตึกเพนตากอน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา
ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย ฯลฯ

:b50: หมายเหตุ : รัฐบาลตาลีบัน คือ กลุ่มก่อการร้ายอิสลาม
และกลุ่มการเมืองซึ่งปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอัฟกานิสถาน
และเมืองหลวงกรุงคาบูล ในฐานะ “รัฐอิสลามแห่งอัฟกานิสถาน”
นับตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา
โดยได้รับการรับรองทางการทูตจากสามประเทศเท่านั้น
ได้แก่ ประเทศปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์


----------------------------------

มีผู้กล่าวว่า เหตุการณ์วินาศกรรมสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544
กับ เหตุการณ์ระเบิดทำลายพระพุทธรูปแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan)
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544
ตลอดจนเหตุการณ์ที่รัฐบาลตาลีบัน (Taliban) ถูก “กองทัพพันธมิตร”
บุกโค่นล้ม-ระเบิดทำลายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2544 นั้น
ล้วนมีความเกี่ยวพันกันตามหลักกฎแห่งกรรม (จิตเป็นผู้บันทึกกรรม) ค่ะ
พระพุทธรูปแห่งบามิยันนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์มาก
เพราะสร้างขึ้นโดยพระเถระที่เป็นพระอรหันต์และกษัตริย์ในราชวงศ์คุปตะแห่งอินเดีย
.....กฎแห่งกรรมเที่ยงตรง แน่นอน
และยุติธรรมที่สุดในวัฏฏสงสารอันยาวนาน (^____^) ค่ะ


รูปภาพ
หุบเขาบามิยัน (Bamiyan Valley) และพระศากยมุนีพุทธเจ้า (Sakyamuni Buddha)
พระพุทธรูปปางประทับยืนแห่งบามิยัน สูง 38 เมตร ก่อนถูกทำลาย


รูปภาพ

รูปภาพ
พระไวโรจนพุทธเจ้า (Vairocana Buddha)
“พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก”
สูง 55 เมตร ก่อนถูกทำลาย และเมื่อถูกทำลายลงแล้ว


รูปภาพ
พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan) องค์ใหญ่จำนวน 3 องค์
ได้แก่ พระพุทธรูปปางประทับยืน 2 องค์ คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า (Sakyamuni Buddha)
กับพระไวโรจนพุทธเจ้า (Vairocana Buddha) และพระพุทธรูปปางประทับนั่งอีก 1 องค์
แกะสลักอยู่บนหน้าผาหินสูงชันที่หุบเขาบามิยัน (Bamiyan Valley)
ซึ่งอยู่ในบันทึกของพระถังซำจั๋ง (หลวงจีนเฮียงจัง)


รูปภาพ

รูปภาพ
ความงดงามของหุบเขาบามิยัน (Bamiyan Valley) และหน้าผาหินสูงชัน
ซึ่งอีกด้านหนึ่งอุดมไปด้วยทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงประชาชน


:b8: :b8: :b8: รวบรวมและเรียบเรียงเนื้อหามาจาก ::
เอกสารพระคัมภีร์พระพุทธศาสนาโบราณ (ธรรมเจดีย์)
เผยแพร่โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
http://www.hazarapeople.com/2011/01/02/ ... massacred/
https://aroundtheworldin257countries.wo ... g/bamiyan/
http://www.bbc.com/news/world-south-asia-12281711
http://fileserver.net-texts.com/asset.a ... &id=176029
http://www.rferl.org/content/Archeologi ... 97572.html
http://ohbailey.tumblr.com/post/6504968 ... miyan-1931


:b44: ฮือฮาพระพุทธรูปโบราณจากอัฟกานิสถานกว่า ๒,๐๐๐ ปี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=41501

:b44: การสังคายนาพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=47652

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2012, 19:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7105

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


คัมภีร์โบราณ “ธรรมเจดีย์”

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
“คัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเก่าแก่ที่สุดในโลก” อายุกว่า ๒,๐๐๐ ปี
ที่ได้ถูกขนย้ายออกมาจากถํ้าต่างๆ แห่งหุบเขาบามิยัน
(Bamiyan Valley) ประเทศอัฟกานิสถานนั้น

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ ได้มีการอัญเชิญคัมภีร์โบราณ “ธรรมเจดีย์”
จากสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน (Conservation Institute of Schoyen)
แห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ มาสู่ราชอาณาจักรไทย
เพื่อนำมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว เป็นเวลา ๑๙๗ วัน
ณ อาคารพิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา อ.พุทธมณทล จ.นครปฐม


:b46: :b46:
ที่บรรจุพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หรือพระพุทธวจนะ จัดเป็น “พระธรรมเจดีย์”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=43001

รูปภาพ

อัญเชิญ “ธรรมเจดีย์” คัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเก่าแก่ที่สุดในโลกกว่า ๒,๐๐๐ ปี จากราชอาณาจักรนอร์เวย์ มาประดิษฐานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยได้มอบให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกนำจัดแสดงนิทรรศการเป็นเวลา ๑๙๗ วัน ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไป ณ อาคารพิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา อ.พุทธมณทล จ.นครปฐม เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวง ๘๓ พรรษา

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า จากมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๕/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ได้มิมติให้อัญเชิญธรรมเจดีย์ คัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเก่าแก่ที่สุดจากราชอาณาจักรนอร์เวย์ มาประดิษฐานในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราว ความเป็นมาของโครงการอัญเชิญคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเก่าแก่ที่สุด ที่รัฐบาลประเทศนอร์เวย์ได้มอบให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อนำมาจัดแสดงนิทรรศการเป็นเวลา ๑๙๗ วัน ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ อาคารพิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา อ.พุทธมณทล จ.นครปฐม

คัมภีร์ “ธรรมเจดีย์” ที่ได้อัญเชิญจากประเทศนอร์เวย์สู่ประเทศไทยนี้ เป็นหลักฐานอันล้ำค่าการจารึกคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นตัวอักษรพราหมี (อ่านว่า พราม-มี) ที่เก่าแก่ที่สุดอายุกว่า ๒,๐๐๐ ปี เรื่องเกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๓๘ ชาวอัฟกานิสถานในเมืองบามิยันหลบหนีภัยสงครามตาลีบันเข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำเทือกเขาบามิยัน และได้พบคัมภีร์โบราณ พวกเขาได้หอบหิ้วพระคัมภีร์หลบหนีการตรวจค้นและการทำลายของกลุ่มตาลีบัน เดินทางจากอัฟกานิสถานสู่ปากีสถาน ผ่านเทือกเขาฮินดูกูษและช่องแคบไคเบอร์ พระคัมภีร์ได้รับความเสียหายหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เช่น ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ และ ๑๓ จากการทำลายพระพุทธศาสนา และการระเบิดทำลายถ้ำและองค์หลวงพ่อใหญ่บามิยันเมื่อไม่กี่ปีมานี้

สถาบันอนุรักษ์สเคอเยน ประเทศนอร์เวย์ ได้คัมภีร์โบราณชุดแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จากพ่อค้าของเก่า แซม ฟ็อกก์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และได้วางแผนการขนย้ายพระคัมภีร์ทุกวิถีทาง ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๓ (ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ถ้ำแถบเทือกเขาบามิยันได้ถูกระเบิดทำลายจนหมดสิ้น รวมทั้งองค์หลวงพ่อบามิยัน สูง ๕๕ เมตร) ปัจจุบันสถาบันฯ สามารถอนุรักษ์คัมภีร์โบราณไว้ได้ประมาณ ๕,๐๐๐ ชิ้น ที่ยังเป็นชิ้นส่วนสมบูรณ์และแตกหักเล็กน้อย และส่วนที่เป็นเศษชิ้นเล็กๆ อีกประมาณ ๘,๐๐๐ ชิ้น ทั้งหมดมีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๖-๑๒ การจารึกทำไว้ในใบลาน เปลือกไม้ หนังแกะ และแผ่นทองเหลือง

นักอักขรวิทยาและโบราณคดีได้ศึกษาอย่างละเอียด แต่ยังไม่สามารถสรุปสถานที่จารึกและวัน-เดือน-ปี ด้วยเหตุผลด้านภูมิศาสตร์ ดินแดนบามิยันหรือแคว้นคันธาระเป็นดินถิ่นที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมาร่วม ๕๐๐ ปี การจารึกส่วนหนึ่งอาจทำขึ้นในอินเดียและปากีสถาน นักอักขรวิทยาได้ศึกษาบางพระสูตร เช่น จังกีสูตร มหาปรินิพพาน ปาฏิโมกข์ และกรรมวาจาจารย์ มีส่วนคล้ายกับพระสูตรแปลของจีน สันนิษฐานว่าเป็นพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์มหาสังฆิกะ นิกายโลโกตตระวาทิน ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ นายกะสุยะ ยะมะอุชิ จากสถาบันวิจัยวัฒนธรรมภูมิปัญญาแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางสู่ซารคารัน ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณห่างประมาณ ๑.๒ กิโลเมตรไปทางทิศเหนือของถ้ำที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อใหญ่บามิยัน และได้ถ่ายภาพที่ปรากฏนี้ไว้ ชาวบ้านอัฟกานิสถานได้เล่าให้เขาฟังว่า เมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่ล่วงมาแล้วได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างหนัก ถ้ำแถบเทือกเขาบามิยันปรากฏมีคัมภีร์โบราณไหลทะลักออกมาจากที่เก็บซ่อน กระจายทั่วพื้นถ้ำ กองอยู่สูงประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นธรรมเจดีย์ คัมภีร์โบราณที่เก็บรักษาไว้ ณ สถาบันอนุรักษ์สเคอเยน ก็ได้ อย่างไรก็ตามนักโบราณคดีจะต้องพิสูจน์และยืนยันข้อมูลให้ทราบต่อไป

ในนามรัฐบาล คณะสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งการเดินทางอัญเชิญคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเก่าแก่ที่สุดในโลก จากราชอาณาจักรนอร์เวย์มาสู่ยังราชอาณาจักรไทย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเป็นการเฉลิมพระเกียรติในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุ ๘๓ พรรษา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองพุทธสารนิเทศ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โทรศัพท์ ๐-๒๔๔๑-๐๙๐๒, ๐-๒๔๔๑-๔๕๑๕

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
อาคารพิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา
อ.พุทธมณทล จ.นครปฐม


:b8: ขอขอบพระคุณที่มาของรูปภาพ
http://chartwattana.multiply.com/photos/album/504/504

:b8: มมร. ร่วมพิธีรับคัมภีร์พุทธโบราณ ๒,๐๐๐ ปี
http://www.mbu.ac.th/index.php?option=c ... mitstart=1

มีทั้งหมด ๑๑ ตอน


.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2012, 09:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7105

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


คัมภีร์โบราณ “ธรรมเจดีย์”

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
“คัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเก่าแก่ที่สุดในโลก” อายุกว่า ๒,๐๐๐ ปี
ที่ได้ถูกขนย้ายออกมาจากถํ้าต่างๆ แห่งหุบเขาบามิยัน
(Bamiyan Valley) ประเทศอัฟกานิสถานนั้น

เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ได้มีการอัญเชิญคัมภีร์โบราณ “ธรรมเจดีย์”
จากสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน (Conservation Institute of Schoyen)
แห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ มาสู่ราชอาณาจักรไทย
เพื่อนำมาประดิษฐานเป็นการถาวร
ณ บริเวณศาลาจารุนิธิ์ เชิงบันไดทางขึ้นพระบรมบรรพต (ภูเขาทอง)
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร (วัดภูเขาทอง) กรุงเทพมหานคร

พระคัมภีร์โบราณนี้ได้ถูกจารึกขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต
เขียนด้วยตัวอักษรพราหมี
(อ่านว่า พราม-มี)
โดยมีการแปลประโยคเป็นภาษาไทยให้ทราบความหมายด้วย


:b8: ขอเชิญชวนสาธุชนทุกท่านร่วมสักการะค่ะ


• สักการะ “ธรรมเจดีย์” ณ ภูเขาทอง วัดสระเกศ •
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=40738

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2012, 10:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุ ขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ค. 2015, 18:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2206


 ข้อมูลส่วนตัว


ดั่งเวทมนต์ ! คู่รักจีนฟื้นชีพ
“หลวงพ่อโต บามิยัน” ฉายรัศมีทองอร่าม

:b50: :b49: :b50:

รูปภาพ
ภาพพระพุทธรูปจากการฉายภาพสามมิติ (ภาพซั่งไห่อิสต์)


:b50: :b49: :b50: เอเจนซี - “พระพุทธรูปบามิยัน” เคยยืนทอดสายตามองเหนือหุบเขาบามิยัน ตอนกลางของประเทศอัฟกานิสถาน มาเป็นเวลานานถึงกว่า 1,500 ปี ทว่าในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2544 ก็ได้ถูกระเบิดไดนาไมต์ทำลายอันตธานไปจากหน้าผาหุบเขาบามิยัน

ณ ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พระพุทธรูปแกะสลักแห่งหุบเขาบามิยัน ที่ชาวไทยมักเรียก “หลวงพ่อโต บามิยัน” ดูดั่งได้กลับมาปรากฏกายสว่างเรืองรอง ณ หุบเขาบามิยัน

คู่รักเศรษฐีแดนมังกร จางซินอวี๋และเหลียงหง ทุ่มเงินราว 3.7 ล้านบาท เพื่อฉายภาพ “พระพุทธรูปบามิยัน” เป็นภาพสามมิติสีทองงามอร่าม ณ ช่องเขาบามิยัน ด้วยเทคโนโลยีการฉายภาพสามมิติ หรือที่เรียกกันว่า โฮโลแกรม เพื่อระลึกถึงการทำลายล้างพระพุทธรูปแกะสลักองค์นี้ ที่ถูกรัฐบาลตตาลีบัน (Taliban) แห่งอัฟกานิสถานสั่งให้ระเบิดทำลายไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว

อันที่จริงความคิดในการฉายภาพสามมิติ “พระพุทธรูปบามิยัน” นั้น เดิมทีเป็นความคิดของศิลปินชาวญี่ปุ่น ฮิโร ยามากาตะ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แล้ว แต่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ยังไม่มั่นใจในเทคนิคการฉายภาพสามมิติฯ ของเขา จึงไม่อนุญาตเนื่องจากเกรงว่าจะสร้างความเสียหายแก่หุบเขาเก่าแก่แห่งนี้

เมื่อสามีภรรยาจีนคู่นี้ได้ยินเรื่องราวของศิลปินแดนอาทิตย์อุทัยจึงได้เกิดแรงบันดาลใจ เนื่องจากทั้งคู่มีความรู้ความชำนาญในการฉายภาพสามมิติ และมั่นใจว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้แก่โบราณสถานแห่งนี้ โครงการฉายภาพสามมิติ “พระพุทธรูปบามิยัน” จึงได้เริ่มต้นขึ้น โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาร่วมในโครงการฯ ด้วย

โครงการฯ ได้ฉายภาพพระพุทธรูปทั้งหมดสองวัน วันละสิบกว่าชั่วโมง โดยมีผู้คนราว 150 คน ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการกลับมาอีกครั้งของพระพุทธรูปแกะสลักแห่งช่องเขาบามิยัน

ชาวบ้านคนหนึ่งในละแวกนั้นกล่าวว่าแม้การฉายภาพจะไม่สามารถแทนที่พระพุทธรูปที่ถูกทำลายไป แต่ก็ช่วยย้ำเตือนว่าท่านยังไม่ได้ลบเลือนไปจากความทรงจำของผู้คน

สำนักข่าวสถานีโทรทัศน์กลางแห่ประเทศจีน หรือซีซีทีวี รายงานว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจ คู่รักมหาเศรษฐีได้บริจาคอุปกรณ์ในการฉายภาพให้แก่หน่วยงานดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของบามิยัน โดยกล่าวว่า “นี่คือของขวัญที่ชาวจีนมอบให้แก่ชาวอัฟกานิสถาน” และมีเงื่อนไขว่าทางหน่วยงานฯ จะต้องจัดฉายภาพสามมิติฯ ต่อไปในเดือนมีนาคมของทุกปี


รูปภาพ
ภาพพระพุทธรูปเด่นตระหง่านในเวลาพลบค่ำ (ภาพซั่งไห่อิสต์)

รูปภาพ
คู่รักชาวจีนผู้ทุ่มทุนจัดการฉายภาพ (ภาพซั่งไห่อิสต์)


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 มิถุนายน 2558 19:37 น.
(แก้ไขล่าสุด 18 มิถุนายน 2558 19:38 น.)
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ค. 2018, 08:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1061


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2019, 10:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2206


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร