วันเวลาปัจจุบัน 23 มี.ค. 2019, 03:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2015, 18:39 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1650

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ภิกษุณีสามพี่น้อง
น้องสาวของพระสารีบุตร

:: ศ.(พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก

=========================

หลายท่านที่ศึกษาพระพุทธศาสนาอาจลืมไปว่า พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์ มีพี่น้องและหลานชายมาบวชเป็นภิกษุและภิกษุณีจนหมด

พระจุนทเถระ ผู้เป็นต้นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงปรารภว่า ถ้าอยากให้พระธรรมวินัยอยู่ได้นาน พึงสังคายนา (มีโอกาสจะเล่าให้ฟังภายหลัง) ก็เป็นน้องชายพระสารีบุตร

น้องชายของท่านอีกคน นามว่า เรวตะ ก็บวชเช่นกัน น้องสาวทั้งสามของท่านเห็นพี่ชายบวช ก็พากันไปบวชเป็นภิกษุณี ตกลงตระกูลของท่านที่เคยนับถือศาสนาอื่น หันมาเป็นสาวกของพระพุทธองค์หมด

เมื่ออ่านประวัติท่าน ได้ทราบว่ามารดาของท่านโกรธแค้นลูกชายมาก ที่ชวนน้องไปบวชในสำนักพระพุทธองค์จนหมด ก็น่าเห็นใจ เพราะไม่มีผู้สืบสกุลวงศ์เลย

เวลาท่านพระสารีบุตรกลับไปเยี่ยมมารดา มารดาท่านจะต่อว่าต่อขานอย่างหนักแทบตัดแม่ตัดลูกเลยทีเดียว แต่พระเถระก็มิได้ว่ากระไร กลับเข้าใจมารดาดี

เมื่อท่านอาพาธหนักจวนจะนิพพาน ก็กราบทูลขออนุญาตพระพุทธองค์ไปนิพพานที่บ้านเกิดตน


มารดาเห็นท่านกลับมาและถามถึงห้องที่ท่านเกิด นึกว่าพระลูกชายของตนคงจะ “กลับใจ” กลับมาอยู่บ้านแล้ว จิตใจจึงอ่อนโยนขึ้น ไม่โกรธเคืองดังแต่ก่อน โอกาสนี้เอง ท่านพระสารีบุตรได้ทำหน้าที่ตอบแทนพระคุณของมารดาบังเกิดกล้าด้วยการแสดงธรรมให้มารดาฟัง กลับใจมารดาจากความเป็นมิจฉาทิฐิ มานับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะก่อนนิพพานเพียงไม่กี่นาที หันมาพูดถึงน้องสาวสามใบเถาของท่าน เมื่อพี่ชายใหญ่ออกบวชก็พากันไปบวชเป็นภิกษุณีในสำนักนางภิกษุณี พี่สาวคนโตนามว่า จาลา คนรองนามว่า อุปจาลา คนเล็กนามว่า สีสุปจาลา ทั้งสามท่าน หลังจากบวชไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

คำหลังนี้ (ขีณาสพ) มาจากคำเดิมว่า ขีณาสวะ (มีอาสวะหรือกิเลสหมดสิ้นแล้ว) “อรหันต์ขีณาสพ” ก็คือ “พระอรหันต์ผู้หมดสิ้นกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิง” ถ้ากิเลสยังไม่หมดโดยสิ้นเชิง อย่างเช่น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ไม่เรียกว่า “อรหันต์ขีณาสพ”

ประวัติของพระเถรีทั้งสามเป็นไปในทำนองเดียวกัน คือ ขณะกำลังนั่งสมาธิอยู่ในป่า ถูกมารมาแกล้ง ทำนองเชิญชวนให้กลับไปครองเรือนตามเดิมเถิด ยังสาวยังแส้อยู่ อะไรทำนองนั้น ทั้งสามท่านก็โต้ตอบแก่มารอย่างเจ็บแสบ จนมารต้องล่าถอยไปด้วยความละอาย

พระอุปจาลาภิกษุณี ขณะนั่งสมาธิอยู่ในป่าอันธวัน มารมาปรากฏตัวขึ้น ถามในทำนองไม่สุภาพว่า “สมณะโล้น เจ้าบวชอุทิศใคร (หมายถึงบวชเป็นลูกศิษย์ใคร) ทำไมมาชอบใจวิถีของเดียรถีย์ หลงทางอยู่ในป่าอย่างนี้” อุปจาลาภิกษุณีตอบเป็นโศลก (คาถา) ว่า

“เราบวชอุทิศพระพุทธเจ้า เราได้ฟังคำสอนของพระองค์ อันว่าด้วยทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคมีองค์แปดอันเป็นทางดับทุกข์ ได้บรรลุวิชชาสาม กำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวง ทำลายสรรพกิเลส ขจัดความมืดมนได้หมดแล้ว มารผู้มีบาปเอย เจ้าจึงรู้เถิด เรากำจัดเจ้าได้แล้ว” มารได้ฟังดังนั้นก็เสียใจ อันตรธานหายไป ณ บัดนั้น

สีสุปจาลาเถรี น้องสุดท้อง ขณะนั่งสงบอยู่ในป่า มารมากระซิบกวนว่า เจ้าจงตั้งความปรารถนาเพื่อเกิดเป็นเทวดาชั้นต่างๆ เถิด มีความสุขมากนะ อะไรทำนองนั้น พระเถรีตอบเป็นโศลกว่า

“เทวดาชั้นดาวดึงส์จนถึงวสวัตตี ต่างก็เวียนว่ายอยู่ภพในต่างๆ ได้รับทุกข์เพราะเกิดและตายไม่จบสิ้น โลกลุกเป็นไฟ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมดับความเร่าร้อนทั้งปวง ใจของเรามีความยินดีในธรรมของพระองค์ เราทำตามคำสอนของพระองค์ ได้บรรลุวิชชาสาม ทำที่สิ้นทุกข์ กำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวง ทำลายความมืดหมดแล้ว มารผู้มีบาปเอย จงรู้เถิดว่าเรากำจัดเจ้าได้แล้ว”


ข้อพึงสังเกต มารที่ว่ามาเชิญชวนพระเถรีให้กลับไปยินดีในเพศฆราวาสให้ยินดีในการเกิด หรือให้ตั้งความปรารถนาไปเกิดเทวดา ตีความเป็นมารจริงๆ ก็ได้ เพราะพระพุทธศาสนาก็พูดถึงเทพถึงมารว่าเป็นสัตว์ (BEING) ชนิดหนึ่ง มีจริง แปลตามตัวอักษร มารก็คือมาร แปลอย่างนั้น ก็ไม่ว่ากระไร

แต่ถ้าคิดในอีกรูปหนึ่ง “มาร” ในที่นี้ก็คือ ความคิดคำนึงที่ผุดขึ้นชั่วแวบเดียวในใจของภิกษุณีทั้งสาม คือ ขณะท่านนั่งสงบอยู่ในสมาธิ ก็นึกแวบไปถึงความสุขในกามสมัยยังเป็นฆราวาส นึกถึงการเวียนว่ายตายเกิดสำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุพระอรหัต นึกถึงคนทั่วไป มักตั้งความปรารถนาอยากไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ เพราะเข้าใจว่าดีกว่าความเป็นมนุษย์ นึกขึ้นมาเพียงแวบเดียว ก็ทราบว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในกามคุณ เป็นสิ่งไร้สาระ สู้การบรรลุพระอรหัตผล (อย่างที่ท่านได้บรรลุ) มิได้ เพราะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับกามคุณอีกต่อไป ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายในภพชาติต่างๆ แม้กระทั่งเกิดในสุคติโลกสวรรค์อีกต่อไป

การที่มารหายวับไปในบัดเดี๋ยวนั้น ก็แสดงอยู่แล้วว่า ใจของพระเถรีอรหันต์มิได้ติดข้องอยู่ในเรื่องที่ผุดขึ้นมาในขณะนั้น เพียงนึกถึงแล้วก็ผ่านเลยไป

ทำให้นึกถึงฉากธิดามารทั้งสามมายั่วยวนพระพุทธเจ้า หลังตรัสรู้เพียงชั่วครู่ก็หายวับไป นั่นก็คือหลังตรัสรู้ เอาชนะกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว พระองค์ทรงหวนระลึกถึงความร้ายกาจของกิเลส กว่าจะเอาชนะได้ต้องบำเพ็ญบารมีกี่กัปกี่กัลป์ นึกถึงแล้วก็ผ่านเลยไป


:b8: คัดบางตอนมาจาก...หนังสือ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
ประมวลประวัติพระเถระพระเถรี อุบาสกอุบาสิกาสมัยพุทธกาล
เรียบเรียงโดยศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต


=========================

:b45: ภิกษุณี ในสมัยพุทธกาล
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=71&t=46460

:b45: พระสารีบุตรเถระ
เอตทัคคะในทางผู้มีปัญญามาก

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7502


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2019, 08:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 808


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร