วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2022, 07:13  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ค. 2022, 17:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7684

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

กลุ่มพระชฎิล ๓ พี่น้อง

กลุ่มพระชฎิล คือกลุ่มพระ ๓ รูปที่ออกบวชเป็นชฎิลก่อนแล้ว ต่อมาได้ออกบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาคือ พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ และพระคยากัสสปะ ทั้ง ๓ รูปมีประวัติที่น่าศึกษา ดังนี้

๏ สถานะเดิม

พระชฎิล ๓ รูป เกิดในวรรณะพราหมณ์ที่เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ตระกูลกัสสปโคตร มีชื่อว่า ‘กัสสปะ’ ตามชื่อตระกูล ทั้ง ๓ รูปเป็นพี่น้องบิดามารดาเดียวกัน พระอุรุเวลกัสสปะเป็นพี่ชายคนโต พระนทีกัสสปะเป็นพี่ชายคนรอง และพระคยากัสสปะเป็นน้องชายคนเล็ก เมื่อเติบโตแล้วได้ศึกษาจบไตรเพท

๏ ชีวิตฆราวาสและการออกบวช

พราหมณ์ ๓ พี่น้องนี้หลังจากศึกษาไตรเพทแล้ว ครองชีวิตฆราวาสอยู่ได้ไม่นานก็เกิดความเบื่อหน่าย จึงพร้อมใจกันออกบวชเป็นชฎิลพร้อมด้วยบริวาร พี่ชายคนโตพร้อมด้วยบริวาร ๕๐๐ คน เดินทางไปยังอุรุเวลาเสนานิคม อธิษฐานจิตบวชแล้วตั้งอาศรมอยู่ที่อุรุเวลาเสนานิคมนั่นเอง และปรากฏชื่อว่า ‘อุรุเวลกัสสปะ’ ตามชื่อสถานที่

ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมมีแม่น้ำเนรัญชราไหลผ่านจากทิศใต้ไปทิศเหนือ อาศรมของอุรุเวลกัสสปะตั้งอยู่บนฝั่งด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำเนรัญชรา และถัดไปทางตะวันออกของอาศรมมีแม่น้ำโมหนีไหลผ่านอีกสายหนึ่ง ซึ่งมาบรรจบกันแม่น้ำเนรัญชราตรงที่โค้งและเลยจุดที่บรรจบกันนั้นไป แม่น้ำรวมสายนั้นก็เรียกว่าแม่น้ำคยาตามชื่อสถานที่ที่ไหลผ่าน

พี่ชายคนรองพร้อมด้วยบริวาร ๓๐๐ คน เดินทางไปยังที่บริเวณโค้งแม่น้ำเนรัญชรากับแม่น้ำโมหนีบรรจบ กัน ซึ่งอยู่เหนือจากนั้นไปเล็กน้อย อธิษฐานจิตบวชแล้วตั้งอาศรมอยู่ที่โค้งแม่น้ำนั้นเองและปรากฏชื่อว่า ‘นทีกัสสปะ’ ตามชื่อสถานที่

น้องชายคนเล็กพร้อมด้วยบริวาร ๒๐๐ คน เดินทางไปยังที่คยาสีสะซึ่งอยู่เหนือจากนั้นไป อธิษฐานจิตบวชแล้วตั้งอาศรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคยา และปรากฏชื่อว่า ‘คยากัสสปะ’ ตามชื่อสถานที่

สถานที่ที่พราหมณ์ทั้ง ๓ พี่น้องไปออกบวชเป็นชฎิลแล้วตั้งอาศรมอยู่นั้น อยู่ในแคว้นมคธอันเป็นแคว้นที่มีนักบวชต่างลัทธิต่างศาสนาอยู่กันเป็นจำนวนมาก ชฎิล ๓ พี่น้องถือลัทธิบูชาไฟ สร้างโรงบูชาไฟไว้ที่ใกล้อาศรม ในโรงบูชาไฟนั้นมีงูใหญ่อาศัยอยู่ด้วยทำนองจะพิทักษ์สถานที่ ทั้ง ๓ ท่านได้ออกบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด หลังจากที่ทรงส่งพระสาวก ๖๐ รูปออกไปประกาศพระศาสนาแล้ว พระไตรปิฎกกล่าวถึงการออกบวชของท่านไว้ว่า

พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังอาศรมของอุรุเวลกัสสปะ อุรุเวลกัสสปะต้อนรับพระองค์เป็นอย่างดี เมื่อพระองค์ตรัสขออนุญาตพักค้างคืนด้วย อุรุเวลกัสสปะได้อนุญาตให้พระองค์เข้าไปพักในโรงบูชาไฟ พระองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการจับพญานาคซึ่งอยู่ในโรงบูชาไฟนั้นใส่ไว้ในบาตร และยังได้แสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ อาทิ นำผลหว้าจากต้นหว้าใหญ่อันเป็นไม้ประจำทวีปมาก่อนที่อุรุเวลกัสสปะกลับมาถึง เป็นเหตุให้อุรุเวลกัสสปะเริ่มเลื่อมใส แต่ยังไม่ยอมรับพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระอรหันต์อยู่ดี ในขณะเดียวกันนั้นก็สำคัญอยู่ว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดของอุรุเวลกัสสปะอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อทรงเห็นว่าจิตใจของท่านเริ่มอ่อนโยนพระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนว่า

กัสสปะ เธอไม่ใช่พระอรหันต์หรอกนะ
ทั้งยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ด้วย
แม้ปฏิปทาของเธอที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์
หรือพบทางแห่งความเป็นอรหันต์ก็ไม่มี


พระดำรัสของพระพุทธเจ้าทำให้อุรุเวลกัสสปะได้คิดหลังจากที่หลอกตัวเองอยู่นาน เมื่อคิดตกแล้วท่านโผเข้าซบแทบพระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงเตือนให้ท่านแจ้งความประสงค์ให้บริวารของท่านทราบก่อน บริวารของท่านเมื่อทราบความประสงค์แล้วก็ตกลงใจขอบวชตามด้วย หลังจากปลงผม และนำไปลอยลงในแม่น้ำเนรัญชราพร้อมด้วยชฎา เครื่องบริขารและเครื่องบูชาไฟแล้ว อุรุเวลกัสสปะและบริวารทั้ง ๕๐๐ ก็พากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ตามที่ทูลขอ ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา

นทีกัสสปะ ซึ่งตั้งอาศรมอยู่ตรงที่โค้งซึ่งแม่น้ำบรรจบกัน คือแม่น้ำเนรัญชราและแม่น้ำโมหนี ครั้นเห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาไฟของชฎิลพี่ชาย พร้อมด้วยของบริวารลอยน้ำมาแล้วจำได้ จึงพร้อมด้วยบริวาร ๓๐๐ เดินทางมาหาอุรุเวลกัสสปะ เพราะเกรงไปว่าพี่ชายอาจจะได้รับอันตรายจากภัยพิบัติบางอย่าง แต่ครั้นได้มาเห็นพี่ชายพร้อมด้วยบริวารบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาแล้ว จึงถามว่า

“ข้าแต่พี่กัสสปะ พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ”

เมื่อได้รับคำตอบยืนยันว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ ท่านพร้อมด้วยบริวารจึงพร้อมใจกันปลงผมแล้วนำไปลอยลงในแม่น้ำเนรัญชรา พร้อมด้วยชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาไฟ จากนั้นได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ทุกท่านตามที่ทูลขอ ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาเช่นเดียวกัน

คยากัสสปะ ซึ่งตั้งอาศรมอยู่ตามแนวฝั่งของแม่น้ำคยาที่อยู่เหนือขึ้นไปอีก ครั้นเห็นผม ชฎา และเครื่องบูชาไฟของชฎิลพี่ชายทั้ง ๒ พร้อมด้วยของบริวารลอยน้ำมาจำได้ จึงพร้อมด้วยบริวาร ๒๐๐ เดินทางมาหาที่อาศรม เพราะเกรงไปว่าพี่ชายอาจจะได้รับอันตรายจากภัยพิบัติบางอย่าง แต่ครั้นได้มาเห็นพี่ชายทั้ง ๒ พร้อมด้วยบริวาร บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาแล้ว จึงถามด้วยคำถามเดียวกับที่นทีกัสสปะถามอุรุเวลกัสสปะว่า

“ข้าแต่พี่กัสสปะ พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ”


เมื่อได้รับคำตอบยืนยันว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ ท่านพร้อมด้วยบริวารจึงพร้อมใจกันทำอย่างที่พี่ชายทั้ง ๒ พร้อมด้วยบริวารทำมาแล้ว คือปลงผมแล้วนำไปลอยลงในแม่น้ำเนรัญชรา พร้อมด้วยชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาไฟ จากนั้นได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ทุกท่านตามที่ทูลขอ ด้วยวิธีแบบเดียวกับที่ทรงประทานแก่ชฎิลผู้พี่ คือวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาเช่นเดียวกัน

การออกบวชของชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ ส่งผลให้พระพุทธเจ้าได้พระสาวกใหม่ถึง ๑,๐๐๓ รูป ภายในวันเดียว

๏ การบรรลุอรหัตผล

หลังจากบวชให้พระชฎิล ๓ พี่น้องและบริวารแล้ว พระพุทธเจ้าพาพระทั้งหมดนั้นไปยังคยาสีสะซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำคยา ครั้นแล้วได้ทรงแสดงธรรมให้ฟัง ความว่า

สิ่งทั้งปวงนั้นคือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส สุข ทุกข์ หรือความไม่สุข ไม่ทุกข์ ที่เกิดเพราผัสสะต่างๆ ดังกล่าวเป็นปัจจัย ต่างล้วนเป็นของร้อน เพราะถูกเผาด้วยไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส

พระธรรมเทศนากัณฑ์นี้มีชื่อเรียกว่า ‘อาทิตตปริยายสูตร’ (สูตรว่าด้วยสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน) จบพระธรรมเทศนา พระชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวารก็ได้บรรลุอรหัตผล


๏ งานสำคัญ

บรรดาชฎิล ๓ พี่น้อง พระอุรุเวลกัสสปะนับว่าได้ช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างสำคัญยิ่ง พระไตรปิฎกกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

ครั้นโปรดพระชฏิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวารให้ได้บรรลุอรหัตผลแล้ว พระพุทธเจ้าทรงพาพระทั้งหมดเดินทางเข้าเมืองราชคฤห์เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ตามที่ทูลขอไว้ตั้งแต่ครั้งยังมิได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า กล่าวคือ คราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชใหม่ๆ นั้น ได้เสด็จมาพบพระเจ้าพิมพิสารที่ภูเขาปัณฑวะ เขตเมืองราชคฤห์ หลังจากทรงทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จออกแสวงหาโมกขธรรม (ความหลุดพ้นจากทุกข์) พระเจ้าพิมพิสารจึงตรัสอนุโมทนา และขอให้เสด็จกลับมาโปรดพระองค์หลังจากได้ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงรับคำขอ และการเสด็จไปเมืองราชคฤห์ครั้งนี้ ก็เป็นการเสด็จไปตามคำขอครั้งนั้น

เมื่อถึงเมืองราชคฤห์แล้ว พระพุทธเจ้าได้พาพระสาวกใหม่ทั้ง ๑,๐๐๓ รูปไปประทับในสวนตาลหนุ่ม (ลัฏฐิวัน) ข่าวคราวที่พระองค์พร้อมด้วยพระสาวกจำนวนมากประทับอยู่ที่นั้นระบือไปทั่ว พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ จึงพร้อมด้วยพราหมณ์และคหบดีชาวมคธจำนวน ๑๒ นหุตเสด็จมาเฝ้า ครั้นถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้ว พระเจ้าพิมพิสารก็ได้ประทับนั่ง ณ ที่ที่สมควรแก่พระองค์ ส่วนพราหมณ์และคหบดีที่ตามเสด็จมานั้นต่างแสดงกิริยาอาการต่างๆ กัน บางพวกถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วก็นั่ง ณ ที่ที่สมควรแก่ตน บางพวกไม่ถวายบังคม เป็นแต่ทูลสนทนาปราศรัยพอให้คุ้นเคยกันแล้วก็นั่ง ณ ที่ที่สมควรแก่ตน บางพวกเพียงแต่ประคองอัญชลีไหว้ บางพวกเพียงแต่ประกาศชื่อและสกุล (โคตร) และบางพวกได้แต่นั่งเฉย เหตุที่พราหมณ์และคหบดีชาวมคธแสดงกิริยาอาการต่างๆ นั้นเป็นเพราะยังไม่แน่ใจว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอุรุเวลกัสสปะใครเป็นศาสดาของใคร

พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดของพราหมณ์และคหบดีเหล่านั้นเป็นอย่างดี ทรงหวังว่าจะเปลื้องความสงสัยของพวกเขา จึงหันมาสนทนากับพระอุรุเวลกัสสปะ

พระพุทธเจ้า : กัสสปะ เธออยู่ในอุรุเวลเสนานิคมมานาน เคยเป็นอาจารย์สั่งสอนชฎิลให้บำเพ็ญพรตจนร่างกายซูบผอม แต่เธอมาได้เห็นอะไรจึงยอมเลิกบูชาไฟเสียเล่า

พระอุรุเวลกัสสปะ : การบูชายัญ กล่าวยกย่องรูป เสียง กลิ่น และรสที่น่าปรารถนา และกล่าวยกย่องสตรีทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่านั่นเป็นมลทิน เพราะเหตุนั้นจึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวงบูชา

พระพุทธเจ้า : กัสสปะ ใจของเธอไม่ยินดีแล้วในอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส แล้ว บัดนี้ใจของเธอยินดีในสิ่งใดเล่า ยินดีในเทวโลกหรือมนุษยโลก

พระอุรุเวลกัสสปะ : ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทางอันสงบ ไม่มีการยึดถือ ไม่มีกังวล ไม่ติดอยู่ในกามภพ ไม่ผันแปร ไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นแนะให้บรรลุ เพราะฉะนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวงบูชา

อุรุเวลกัสสปะเมื่อกราบทูลแล้ว ก็ลุกขึ้นไปซบศีรษะอยู่แทบพระบาทของพระพุทธเจ้าแล้ว ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระบรมศาสดา พระองค์เป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นพระสาวก”


จากกิริยาอาการและคำพูดของพระอุรุเวลกัสสปะ ส่งผลให้พราหมณ์และคหบดีทั้ง ๑๒ นหุตนั้นเข้าใจได้ถูกต้องว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระศาสดาของพระอุรุเวลกัสสปะซึ่งตนเคยเคารพนับถือ จึงคลายความสงสัยและเพิ่มพูนศรัทธายิ่งขึ้นในพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่า บัดนี้พราหมณ์และและคหบดีเหล่านั้นมีจิตอ่อนโยนสมควรที่จะฟังพระธรรมเทศนาได้แล้ว จึงทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ให้ฟัง

ผลจากการที่ได้ฟังพระธรรมเทศนา พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยพราหมณ์และคหบดี ๑๑ นหุตได้บรรลุโสดาปัตติผล ส่วนพราหมณ์และคหบดีที่เหลือ ๑ นหุต แม้จะไม่ได้บรรลุโสดาปัตติผลแต่ก็ได้ศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย ได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ

การที่พราหมณ์และคหบดี ๑๒ นหุตได้บรรลุโสดาปัตติผลและได้ศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัยนั้น ถือได้ว่า พระอุรุเวลกัสสปะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งนั้น

ส่วนพระนทีกัสสปะและพระคยากัสสปะ แม้จะไม่มีบันทึกเกี่ยวกับผลงานของท่านไว้ แต่ก็มั่นใจได้ว่าท่านจะต้องเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน


๏ อดีตชาติ-เอตทัคคะ

บรรดาพระชฎิล ๓ พี่น้องมีเพียงพระอุรุเวลกัสสปะรูปเดียวเท่านั้นที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งท่านไว้ตามความสามารถในชาติปัจจุบัน และตามที่ท่านตั้งจิตปรารถนาไว้ในอดีตชาติ ส่วนพระนทีกัสสปะและพระคยากัสสปะปรารถนาแต่ให้ได้บรรลุอรหัตผลเท่านั้น แต่ไม่ได้ปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะไว้

พระอุรุเวลกัสสปะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีบริวารมาก แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูความเป็นไปได้ในอนาคตของท่านด้วยพระญาณแล้วทรงเห็นว่าความปราถนาของท่านสำเร็จได้แน่ จึงทรงพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ จักได้บรรลุอรหัตผลและได้รับตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีบริวารมาก”

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าผุสสะ

ครั้งนั้น พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ และพระคยากัสสปะ ได้เกิดเป็นพระภาดา (น้องชาย) ต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้าผุสสะ คราวหนึ่งเกิดจลาจลที่ชายแดน พระเจ้ามหินทราช พระราชบิดาทรงส่งพระราชโอรสทั้ง ๓ ไปปราบจลาจล เมื่อพระราชโอรสทรงปราบจลาจลได้แล้วเสด็จกลับมา พระราชบิดาพระราชทานพรให้ได้โอกาสถวายการบำรุงพระพุทธเจ้าเป็นเวลา ๓ เดือน

พระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์ทรงดีพระทัยมาก ทรงสมาทานศีล ๑๐ และทรงรักษามิให้ด่างพร้อยตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ครั้นถึงวันออกพรรษาอันเป็นวันสุดท้ายที่ได้ถวายการบำรุงพระพุทธเจ้าและพระสาวก พระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์ทรงบูชาพระพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นการใหญ่ด้วยปัจจัยต่างๆ ทั้ง ๓ พระองค์ยังทรงทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอีกตลอดพระชนมชีพ จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านและน้องชายทั้ง ๒ ได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์เมืองพาราณสี แคว้นกาสี และเป็นพี่น้องกันตามลำดับ

ต่อมาเมื่อออกบวชทั้ง ๓ รูปก็ได้สมกับที่ปรารถนาไว้แต่อดีตชาติ นั่นคือ พระอุรุเวลกัสสปะนอกจากได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ยังได้รับตำแหน่งเอตทัคคะทางด้านมีบริวารมากอีกด้วย ส่วนพระนทีกัสสปะและพระคยากัสสปะก็ได้บรรลุอรหัตผล พระชฎิล ๓ พี่น้องนี้ได้บรรลุอรหัตผลพร้อมกัน


๏ วาจานุสรณ์

พระอุรุเวลกัสสปะ เกิดปีติที่ได้บวชในพระพุทธศาสนา ท่านได้กล่าวแสดงความรู้สึกไว้ว่า

ตลอดเวลาที่เรายังไม่ได้เห็นปาฏิหาริย์
ของพระพุทธเจ้าโคดมผู้เรืองยศนั้น
เราถูกความริษยาและความถือตัว
ล่อลวงใจให้ใหลหลงจนไม่ยอมนอบน้อมใคร
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสารถีของนรชน
ทรงทราบความคิดของเรา จึงทรงตักเตือน
จนเราเกิดความสลดใจ อัศจรรย์ใจ และขนลุกชูชัน
เมื่อก่อนที่เป็นชฎิล เรามีลาภสักการะพร้อมพรั่ง
แต่เป็นความสำเร็จเพียงเล็กน้อย
บัดนี้เราสละความสำเร็จนั้น
มาบวชในพระพุทธศาสนาของพระผู้ชนะมาร
เมื่อก่อน เรายินดีการบูชายัญ ห้อมล้อมด้วยกามารมณ์
ภายหลังจึงถอนราคะ โทสะ และโมหะ ได้แล้ว
บัดนี้ เราระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ มีฤทธิ์
รู้ความคิดของผู้อื่น และมีหูทิพย์
อนึ่ง เราได้รับประโยชน์จากการบวชที่เรามุ่งหวังแล้ว
กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงเราก็ละได้สิ้นแล้ว


พระนทีกัสสปะ เกิดปีติในผลของการปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าสู้อุตส่าห์เสด็จมาโปรดถึงแม่น้ำเนรัญชรา ท่านได้กล่าวแสดงความรู้สึกว่า

พระพุทธเจ้าเสด็จมาแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อช่วยเหลือเรา
เพราะเราได้ฟังธรรมของพระองค์ จึงละความเห็นผิดได้
เมื่อเป็นปุถุชนยังมืดมนอยู่ เราจึงบูชายัญและบูชาไฟ
เพราะสำคัญไปว่าการบูชาเป็นความบริสุทธิ์
เราถือผิดอย่างลึกล้ำ เชื่อถืออย่างหลงใหล ตาบอดไม่รู้แจ้ง
จึงสำคัญความไม่บริสุทธิ์ว่าเป็นความบริสุทธิ์
บัดนี้ ความเห็นผิดเราละได้แล้ว
ภพทั้งปวงเราทำลายได้หมดแล้ว
เราหันมาบูชาไฟ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เราขอนมัสการพระตถาคต
ความลุ่มหลงทั้งปวงเราละได้แล้ว
ความอยากเกิดเราก็ทำลายได้แล้ว
ความเวียนว่ายตายเกิดของเราสิ้นแล้ว
บัดนี้ ไม่มีภพใหม่ (การเกิดอีก) สำหรับเรา


พระคยากัสสปะ เกิดปีติในการลอยบาปแบบใหม่ที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ ท่านได้กล่าวแสดงความรู้สึกไว้ว่า

เราลงไปลอยบาปในแม่น้ำคยาที่ท่าคยาผัคคุ
วันละ ๓ ครั้ง คือ เช้า เที่ยง เย็น
ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อก่อนเรามีความเห็นว่า
บาปที่ทำไว้ในชาตินั้นๆ ย่อมถูกลอยไปได้ในแม่น้ำ คยานี้
บัดนี้เราได้ฟังวาจาสุภาษิต ได้ฟังบทธรรมที่มีเหตุผลแล้ว
พิจารณาเห็นความหมายได้ถ่องแท้ตามความเป็นจริง
ด้วยปัญญาอันแยบคาย จึงล้างบาปได้หมด
ไม่มีมลทิน สะอาดหมดจด
เป็นทายาทผู้บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า
เป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า
เราได้ลงสู่กระแสน้ำ คือ มรรคมีองค์ ๘ แล้วลอยบาป ได้หมด
เราได้บรรลุวิชชา ๓ และได้ทำกิจในพระพุทธศาสนาเสร็จสิ้นแล้ว


:b8: :b8: :b8:

:b39: ที่มา : :b50: :b49: :b50: พระอสีติมหาสาวก
๘๐ พระอรหันตสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ศ.(พิเศษ) ร.ท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ราชบัณฑิต

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=18709

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ค. 2022, 13:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7684

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
:b8: :b8: :b8: ผนังพระระเบียง วัดบรมนิวาส ราชวรวิหาร
เป็นรูปนูนของพระอสีติมหาสาวก ในท่ายืนประนมมือ
น่าจะมีวัดเดียวแห่งเดียวในประเทศไทย

⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱

:b44: พระอสีติมหาสาวก : ความรู้ทั่วไป
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62111

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระปัญจวัคคีย์
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62110

:b44: พระอสีติมหาสาวก : พระนาลกะ-พระยสะ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62109

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มเพื่อนพระยสะ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62108

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระชฎิล ๓ พี่น้อง
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62107

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระอัครสาวก
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62106

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62105

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระชาวแคว้นโกศล
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62104

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระชาวแคว้นสักกะ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62103

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระมาณพ ๑๖
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62102

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระชาวแคว้นวังสะ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62101

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระชาวแคว้นอวันตี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62100

:b44: พระอสีติมหาสาวก : กลุ่มพระต่างแคว้น
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=62099

:b50: :b49: :b50: พระอสีติมหาสาวก
๘๐ พระอรหันตสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ศ.(พิเศษ) ร.ท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ราชบัณฑิต

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=18709

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2022, 18:16 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 2716


 ข้อมูลส่วนตัว


onion


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร