วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.ย. 2020, 13:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2020, 08:41 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 2125

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชีวิตของเราหมดไปตามวัน คืน เดือน ปี
พระธรรมเทศนาโดย...
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓


รูปภาพ

ณ โอกาสนี้ไปเป็นโอกาสในการฟังธรรม พร้อมกับการนั่งสมาธิภาวนาไปด้วย

อันวัน คืน เดือน ปี ที่มันผ่านล่วงไปๆ ไม่ใช่เพียงแค่วันคืนเดือนปีมันหมดสิ้นไป แต่โดยแท้จริงแล้วที่มันหมดไปสิ้นไปจริงๆ ก็คืออายุของคนเรา หรือชีวิตของคนเรา ต่างหากที่มันหมดไปสิ้นไป

แต่เมื่อเราไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้ทำสมาธิภาวนา เราก็มักจะเข้าใจว่าอายุหรือชีวิตของเรายังไม่ได้หมดสิ้นไป

ถ้าหากเราลองย้อนดู คนเราก่อนที่จะคลอดออกจากครรภ์ของมารดานั้น เราทุกๆ คนจะต้องไปนอนอยู่ในครรภ์ของมารดาเสียก่อน

เมื่ออยู่ในครรภ์มารดาได้ ๑๐ เดือนแล้ว เราทุกคนจำเป็นต้องคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา

การที่เราทุกคนได้คลอดออกมาจากครรภ์ของมารดานั้น ก็เท่ากับเราทุกคนได้พบอีกโลกหนึ่ง อันเป็นโลกแรกของเราทุกคน เมื่อครั้งยังอยู่ในครรภ์ของมารดา

ส่วนโลกที่สองของเราทุกคนก็ได้แก่ เมื่อเราคลอดออกมาเป็นทารกตัวน้อยนิดเดียว

ต่อมาทารกตัวน้อยนิดเดียวก็มีผู้เลี้ยงดูรักษา ได้แก่บิดามารดาหรือพี่เลี้ยง คอยดูแลประคับประคองให้ชีวิตของทารกน้อยอยู่มาได้ จนกระทั่งเจริญเติบโตขึ้นมา จนตนเองสามารถเลี้ยงดูชีวิตของตนเองได้

ที่กล่าวมานี้ ถ้าหากเราทุกคนไม่ได้พิจารณาดู เราก็จะมองไม่เห็นอีกว่า แท้ที่จริงแล้ว อายุหรือชีวิตของเราทุกคนมันหมดไปสิ้นไป แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ปิดบังให้เราทุกคน ไม่สามารถมองเห็นได้

เมื่อสมัยยังเป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ร่างกายของเราทุกคนก็แข็งแรง อันเป็นธรรมดาของโลก

แต่เมื่อผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว ร่างกายของเราทุกคนก็มีความเสื่อมเป็นธรรมดา

จนกระทั่งเมื่อเราทุกคนเข้าสู่วัยชราแล้ว ร่างกายของเราทุกคนก็จะเสื่อม อ่อนแอ เป็นโรคต่างๆ

นี่แหละ มันแสดงให้เราเห็นความจริงว่า แท้จริงแล้วอายุหรือชีวิตของคนเราทุกๆ คน มันมีความเสื่อมสิ้นไปตามวัน คืน เดือน ปี

แต่เราทุกคนมักเข้าใจว่า อันอายุหรือชีวิตของคนเราไม่ได้เสื่อมสูญสิ้นไป แต่แท้ที่จริงมันเสื่อมสูญสิ้นไปจริงๆ

เราลองสังเกตดูอวัยวะของเรา ทุกส่วนมันเสื่อมสิ้นไปตามกาลเวลา

อย่างเช่น ดวงตาของเราทุกคนที่เคยปกติดี แต่เมื่อคนเข้าสู่วัยชราแล้ว ดวงตาของเราใช้ดูสิ่งต่างๆ ได้ก็ไม่ชัดเจน

นี่แหละมันแสดงว่าดวงตาของเรานั้น มันก็เสื่อมสิ้นไปตามกาลเวลา

อย่างหูของเรา เมื่อครั้งยังหนุ่มยังสาวก็ใช้ฟังอะไรได้ชัดเจน แต่เมื่อเราทุกคนเข้าสู่วัยชราแล้ว หูของเราก็ใช้ฟังเสียงอะไรก็ไม่ชัดเจน บางครั้งต้องใช้เครื่องฟังช่วยในการฟังเสียง

นี่แหละมันแสดงว่าหูของเรานั้น มันมีการเสื่อมสิ้นไปตามวัน คืน เดือน ปี ที่ผ่านไป

อันร่างกายของคนเรานั้นมันมีความเสื่อมสิ้นไปจริงๆ และเมื่อมันเสื่อมไปแล้ว เราจะทำให้มันกลับมาดีเหมือนเดิมก็ไม่ได้

อย่างเช่น เมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ร่างกายมันแข็งแรง จะเดินจะวิ่งหรือทำอะไรได้คล่องแคล่ว

แต่เมื่อเราแก่ชราแล้ว ร่างกายมันอ่อนแอ จะเดินหรือจะทำอะไรก็ดูเชื่องช้าไปหมด

นี่แหละ มันแสดงความจริงให้เราได้เห็นว่า ร่างกายของคนเรานั้นมันมีความเสื่อมสิ้นไป เพื่อรอไปถึงวันตาย

อันคนเราทุกคนนั้นเมื่อยังเป็นหนุ่มเป็นสาว จิตก็มีความมุ่งหมายไว้ว่า เมื่อตนเองแก่ชราแล้ว ก็ขอพักผ่อนร่างกายให้สบาย จะขอใช้เงินที่ตนเองสะสมมาให้มีความสุข

แต่โดยแท้จริงแล้วคนเราทุกคนเมื่อแก่ชราแล้ว แทนที่จะมีความสุขตามที่ตนคิดไว้ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่าคนเราทุกคนที่แก่ชราแล้ว สิ่งที่คนเราคาดไม่ถึงก็จะตามมาถึงตน

สิ่งนั้นก็ได้แก่ความเจ็บไข้ ความเป็นโรคต่างๆ เนื่องจากว่าอันร่างกายของคนเรานั้น เมื่อแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความเป็นโรคต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นแก่รางกายของคนเราได้ง่าย และมักจะตายได้ง่ายด้วย

นี่แหละ แทนที่เราทุกคนแก่ชราจะได้พักผ่อน มีความสุข แต่ความจริงหาเป็นดังที่เราคาดคิดไม่

นี่แหละคนเราทุกคน มีความตายที่ปิดบังอยู่กับตัวทุกคน แต่ว่าเราทุกคนไม่รู้เองต่างหาก

เช่น ดวงตาของเราที่มีความเสื่อมไป หูของเราที่มันมีความเสื่อมสิ้นไป แม้แต่กำลังร่างกายก็มีการเสื่อมถอยไป เป็นต้น

นี่เป็นการเสื่อมสิ้นไปของร่างกายของคนเราทุกคน ที่เสื่อมไปตามวัน คืน เดือน ปี

การเสื่อมสิ้นไปของร่างกายคนเรานั้น มันเป็นการตายทีละน้อย ซึ่งจัดว่าเป็นการตายที่ถูกปิดบังไว้ ถ้าหากว่าเราไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติทำสมาธิภาวนา ไม่ได้พิจารณาแล้ว ก็จะไม่รู้ความจริงดังกล่าว

ทั้งที่ความจริงดังกล่าวก็แสดงให้เราทุกคนได้เห็นอยู่ตลอดกาลก็ตาม คนเราก็มักจะสำคัญผิด คิดไปว่าเรายังเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่

แม้ตนเองจะเป็นคนแก่ชราแล้วก็ตาม ก็ยังสำคัญผิด คิดว่าตนเองยังแข็งแรงดีอยู่

แต่โดยความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่าร่างกายของคนเรา มันมีความเสื่อมชำรุดไปตามลำดับ แต่เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่คนเรามักจะมองข้ามไป ดังนั้นคนเราจึงมักไม่รู้ในความจริงที่ร่างกายมันแสดงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

นี่เป็นเพราะจิตของเรามีความหลง ปกคลุมจิตของคนเราไว้นั่นเอง

อย่างเช่นถ้าหากเราจุดเทียนไว้ อีกไม่นานเทียนแท่งนั้นจะหดเหลือสั้นลงไปทุกทีๆ จนกระทั่งเทียนแท่งนั้นมันหมด ไฟก็จะดับ

นี่ก็เปรียบดังอายุหรือชีวิตของคนเราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มันมีความหมดสิ้นไปตามวัน คืน เดือน ปี

อันร่างกายของคนเรานั้น เมื่อถึงวัยแก่วัยชราแล้ว แทนที่ร่างกายจะมีความสุข แต่กลับต้องมาพบทุกข์ต่างๆ ที่บังเกิดขึ้นในร่างกาย คนแก่คนชรามักเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

เมื่อความตายมาถึงเราทุกคน ก็ไม่สามารถที่จะเอาอะไรไปได้ แม้ตนเองจะห่วงลูก ห่วงสามีภรรยา และห่วงสมบัติทรัพย์สินของตนก็ตาม

เมื่อความตายได้มาถึงบุคคลผู้ใดแล้ว บุคคลนั้นก็ต้องตายไป ไม่มีการหลีกหนีไปได้ เพราะว่าความตายไม่เคยผ่อนปรนให้แก่ผู้ใดเลย

ดังนั้น คนเราจึงตั้งชื่อความตายว่า เป็นมัจจุราชผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ไม่เคยปรานีต่อผู้ใดเลย

นี่แหละเราทุกคนจึงควรพิจารณาให้รู้ว่า อันวันคืนเดือนปีที่หมดไปนั้น แท้จริงอายุหรือชีวิตของคนเราทุกคนก็ได้หมดตามไปด้วย และผลที่สุด เราทุกคนก็จะต้องตายด้วยกันทุกคน

ดังนั้น เราจึงไม่ควรประมาท

ถ้าหากมีบุคคลใดตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนก็ตาม ตามธรรมเนียมประเพณีก็มักจะนิมนต์พระมาสวด ทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย

ไปเผา หรือไม่ก็ไปฝัง แต่เราทุกคนที่ไปร่วมงานก็มิได้นำมาพิจารณาสอนใจตัวเอง ให้รู้สึกตัวเสียทีว่าที่เราทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้นั้น แท้ที่จริงแล้ว เราทุกคนมีชีวิตอยู่เพื่อรอวันตายต่างหาก ไม่ใช่รอความสุขต่างๆ ตามที่คนเราทั่วไปเข้าใจกัน

อันความตาย เมื่อมาถึงแก่บุคคลผู้ใดแล้ว บุคคลผู้นั้นก็จะไม่มีโอกาสสั่งหรือบอกลาแก่ผู้ใดด้วย เพราะความตายไม่มีป้ายบอกว่าจะมาถึงแก่บุคคลเมื่อใด

ความตายมีโอกาสเกิดขึ้นแก่บุคคลเราได้ตลอดเวลา ยิ่งสมัยปัจจุบันนี้ ความตายที่เกิดจากอุบัติเหตุทันทีทันใดยิ่งมีมากขึ้นทุกวัน

เช่น คนที่ตายจากเครื่องบินตก คนที่ตายจากเรืออับปาง หรือคนที่ตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นต้น

นี่แหละ วัน คืน เดือน ปี ที่ผ่านๆ ไปนั้น ชีวิตของคนเราทุกคนมันก็หมดไป สิ้นไปด้วยเช่นกัน

เราทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ อย่าได้เข้าใจว่าเราจะสุขสบายมีอายุยืนยาว

แต่แท้ที่จริงแล้ว เราทุกคนอาจตายได้ทุกเวลา แล้วจะมาคิดเอาเองว่าเรายังไม่ใกล้ตาย จึงเป็นการคิดที่ประมาทอยู่

เราทุกคน ยืนอยู่ ก็ยืนรอวันตาย เราทุกคนเดินอยู่ ก็เดินรอวันตาย เราทุกคนนอนอยู่ ก็นอนรอวันตาย

ผลที่สุด เราทุกคนก็ต้องตายแน่นอน นี่แหละ เราทุกคนอย่าได้เป็นผู้ประมาทอีกต่อไป

จงเตือนตนให้รีบเร่งปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนา ให้รู้ความจริงว่า แท้จริงแล้วอายุหรือชีวิตของคนเรามันหมดสิ้นไป

อันเรื่องความตายนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้เปรียบไว้ว่า อุปมาเหมือนไฟป่า ที่ไหม้ลามมาจากทิศทั้ง ๔ ถ้าสัตว์ตัวใดที่หนีไม่ทันก็ต้องถูกไฟคลอกตายก่อน และในที่สุด สัตว์ทุกตัวก็ต้องถูกไฟคลอกตายตามลำดับ จนหมดสิ้น

ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนจึงควรรีบเร่งปฏิบัติภาวนา จนมองเห็นภัยอันตรายมีอยู่รอบด้าน

ที่เราทุกคนอยู่มาทุกวันนี้ ความจริงแล้วมิใช่เราสุขสบายดีนะ

ถ้าหากเราได้ภาวนา พิจารณาดูแล้วเห็นตามความจริงว่า ความตายของคนเรานั้น มันเคลื่อนใกล้เข้ามาหาทุกคนอยู่ทุกขณะ

ดังนั้น การที่เราจะมาพอใจกับความสบายเล็กน้อย จึงเป็นการที่ไม่ถูกต้อง

ถ้าหากความเจ็บไข้เป็นโรค มาถึงแก่คนใดเมื่อใด ก็มักจะทำให้คนเราที่ป่วยนั้น จิตใจเกิดความท้อแท้ อ่อนแอ บ่น ร้องไห้ และเมื่อโรคดังกล่าวเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยนั้นมักจะต้องถูกนำไปรักษาที่โรงพยาบาล

อันโรงพยาบาลนั้น คนเราทั่วไปก็มักจะเข้าใจว่า เมื่อเจ็บป่วยแล้วเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาล โรคดังกล่าวก็จะหาย

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะถ้าหากถึงเวลาที่จะต้องตายแล้ว โรงพยาบาลก็ช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้

เพราะแม้แต่ตัวของหมอหรือแพทย์ที่รักษาเอง ก็ยังจะต้องตายด้วยเช่นกัน

นี่แหละคนเราที่เจ็บป่วย แทนที่จะไปหายที่โรงพยาบาล แต่ต้องกลับไปตายอยู่ที่โรงพยาบาลก็มีมาก

ดังนั้น คนเราทุกคนจงมาปฏิบัติภาวนา มานึกถึงความตาย เพื่อที่จะได้เตือนจิตของเรา อย่าได้ประมาท

การที่เราต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เพราะตัวจิตของเรายังไม่รู้แจ้งนั่นเอง

ดังนั้น คนเราทุกคนต้องมาปฏิบัติภาวนา เพื่อให้จิตของเราเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาในจิตของเราเอง

ฉะนั้น ธรรมเทศนาที่กล่าวมานี้ ขอให้เราทุกคนมองให้เห็นความจริงที่ว่า อายุหรือชีวิตของคนเรา มันหมดสิ้นไปตามวัน คืน เดือน ปี


โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๒
ดร.ปฐม-รศ.ภัทรา นิคมานนท์, มกราคม ๒๕๕๐
พระธรรมเทศนา กัณฑ์ที่ ๙ ชีวิตของเราหมดไปตามวัน คืน เดือน ปี
หน้า ๔๘๗-๔๙๔ :b8: :b8: :b8:


:b44: ๏ ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21573

:b44: ๏ รวมคำสอน “หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=42673


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ย. 2020, 08:53 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1865


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร