วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.พ. 2021, 11:38  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2020, 15:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2497


 ข้อมูลส่วนตัว


การปฏิบัติธรรมต้องดับทุกข์ได้
พระธรรมเทศนาโดย...หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
วัดแพร่ธรรมาราม อ.เด่นชัย จ.แพร่


รูปภาพ

นั่งให้ร่างกายสบาย ใจสบาย เราทำหน้าที่คือนั่งให้ใจสบาย กายสบาย เดี๋ยวความสงบมันก็มีเอง เราพยายามทำใจสบาย เราพยายามเสียสละไม่เกียจคร้านไม่ทำตามอารมณ์ ต้องเป็นคนเสียสละรับผิดชอบในข้อวัตรปฏิบัติ รับผิดชอบในหน้าที่การงาน ในการรักษาศีล ถ้าเราเสียสละมาก ทำข้อปฏิบัติดีๆ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ภาวนา ทำใจให้สงบ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดีเอง

ให้ทำไปเรื่อยๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ มันขี้เกียจก็ทำ มันขยันก็ทำ มันเหนื่อยก็ทำ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราทำตามอารมณ์ ถ้าเราทำตามอารมณ์เราจะเป็นคนสมาธิสั้น อย่าไปมองคนอื่น อย่าไปดูคนอื่น คนอื่นจะผิดจะดีจะถูกก็เป็นเรื่องของเขา เราอย่าไปเอาดีเอาชั่วเอาผิดเอาถูกของคนอื่นมาใส่ใจของเรา มันเป็นทุกข์ หมดศรัทธา เราพยายามให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับความสงบ อยู่กับศีล อยู่กับคุณงามความดี มีความสุขกับการทำความดี กับการเสียสละ ปฏิบัติอย่างนี้เรื่อยๆ ตลอดไป

พยายามละสิ่งที่เป็นอดีต ไม่ว่าดีว่าชั่ว ที่เป็นอดีตพยายามละ พยายามปล่อยวางไม่ว่าดีว่าชั่วในอดีต เราต้องละต้องปล่อยต้องวาง มีจิตใจไม่หมกมุ่นไม่ปรุงแต่งในเรื่องอดีต พยายามมีอุเบกขาในเรื่องอดีต จับลมหายใจตัวเองให้ได้ หายใจเข้าออกให้สบายในปัจจุบัน เราจะทำในสิ่งที่ดีๆ ในปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ความคิด เราจะคิดแต่เรื่องดีๆ สิ่งไหนไม่ดีเราจะไม่คิด เพราะว่าความคิดนี้สำคัญ เราต้องพัฒนาความคิด เป็นคนละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป เป็นคนเห็นภัยเห็นโทษในวัฏสงสาร ไม่กล้าคิดไม่กล้าปรุงแต่งในสิ่งที่ไม่ดี เราต้องพัฒนาความคิด


ฝึกคิดในเรื่องที่จะเกิดความรู้จักรู้แจ้งในสภาวะตามความเป็นจริง เช่น พิจารณาร่างกายเยอะๆ สู่พระไตรลักษณ์ เช่น เอาผมออก ขนออก เล็บออก เอ็นออก กระดูกออก สิ่งที่รวมกันเป็นอาการ ๓๒ เอาออกให้หมด เหมือนอะไหล่รถยนต์เอาออกทีละชิ้นๆ พิจารณาให้เห็นเป็นสิ่งที่มาประกอบร่วมรวมกัน เป็นรูปร่าง เป็นเรา เป็นเขา เป็นตัว เป็นตน เห็นสิ่งที่เป็นปฏิกูลไม่สวยไม่งามไม่จีรังยั่งยืน ต้องอยู่ได้ด้วยการบริโภคอาหาร ปัจจัย ๔ พิจารณาอย่างนี้เรื่อยๆ ปัญญามันจะค่อยๆ เกิด พร้อมกับทำใจสงบ ทำใจสบายไปเรื่อยๆ

ในชีวิตประจำวันของเราเดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้าง ทำกิจวัตรบ้าง ถึงเวลาทำวัตรสวดมนต์ ก็ทำวัตรสวดมนต์ เพื่อเอาหน้าที่เอาการงานมาประพฤติปฏิบัติ ให้มันเกิดความดี เกิดบารมี เกิดคุณธรรม อย่าเป็นคนทำตามอารมณ์ คิดอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น มันคิดอยากไปก็ไป อยากอยู่ก็อยู่ พระพุทธเจ้าให้เรารู้จักอารมณ์ ถ้าเราไม่รู้จักอารมณ์ เราจะเป็นคนไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา จะถูกอวิชชาชักลากจูงเอาไปเหมือนคนไม่มีเจ้าของ

ให้เรารู้คุณค่าของตัวเองว่าตนเองเป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ มีสาระ เราต้องฝึกต้องปฏิบัติตนเองให้เป็นคนที่มีค่ามีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เราทุกคนอยากมีคุณค่า เราต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัย เราทำไปเรื่อยทั้งปิดทองหน้าพระหลังพระ เพื่อเป็นคนกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธเจ้า ต่อพ่อต่อแม่ ต่อครูบาอาจารย์ ตลอดถึงผู้มีพระคุณทั้งหลาย พระพุทธเจ้าต้องการให้เราเป็นคนดี เป็นพระอรหันต์ ตลอดจนถึงพ่อแม่พี่น้อง เขาต้องการเห็นเราเป็นคนดี ท่านมีความหวังกับเรามากว่าลูกเรากุลบุตรของเราต้องดีแน่ เพราะได้บวชได้ปฏิบัติ เดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ธรรมะเท่านั้นข้อวัตรปฏิบัติเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของเราได้ ถ้าเราปฏิบัติอย่างเก่าก็เหมือนเก่า มันจะดีกว่าเก่าได้อย่างไร เหมือนเก่า

กาลเวลาเปลี่ยนไปทุกขณะๆ มันเปลี่ยนไปทุกวัน เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยข้อวัตรปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เราต้องดูตัวเอง ลงรายละเอียดของตัวเอง ว่ามันขาดอันไหน มันบกพร่องตัวไหน มันประมาทเรื่องอะไร มันเป็นคนละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปเต็มที่เต็มร้อยหรือยัง ถ้าเราเป็นคนไม่ละอายต่อบาป ไม่เกรงกลัวต่อบาป ยังหมกมุ่นคิด กระทำ พูด ในสิ่งที่ไม่ดีไม่เหมาะสม เราจะเป็นคนหยาบ คนเศร้าหมอง เป็นคนมืด เป็นคนก้าวร้าว พระพุทธเจ้าให้เราไล่เปรตไล่ผีออกจากใจของเรา โดยเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เป็นตัวอย่างว่าพระพุทธเจ้าท่านทำได้ พระอริยสงฆ์สาวกท่านทำได้ เราก็ต้องทำได้ มันผิดแล้วก็แล้วไป เอาใหม่ เราอย่าไปทำผิดไปเรื่อยๆ

ทุกคนเกิดมาในโลกนี้ ก็เคยทำผิดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่มีผิดก็ไม่มีถูก สุดท้ายเราต้องหยุดทำความผิด ปฏิบัติในสิ่งที่ถูก และก็ไม่ติดในสิ่งที่ถูก เพราะว่าเป็นหน้าที่เป็นการเสียสละ มันเป็นเหตุเป็นปัจจัย เราอย่าไปหนีทางกาย ต้องหนีทางจิตใจ ถ้าเราหนีทางกาย เราจะเป็นโรคประสาท โรคจิต โรคกระเพาะ โรคส่วนตัว มีปราสาทวิมานเป็นของตัวเอง เป็นเจ้าพระยาศรีธัญญา เป็นต้น

ปัญหาต่างๆ มันไม่ได้อยู่ที่กาย มันอยู่ที่ใจของเรา ปรับปรุงปฏิปทาของเรา ความเห็นแก่ตัวของเรา เป็นคนมีศีลมีข้อวัตรปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ให้เรามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา มีความสุขดับทุกข์ไปเรื่อยๆ นั่นแหละคือการปฏิบัติของเรา การปฏิบัติธรรมต้องดับทุกข์ได้ แก้ปัญหาได้ในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าท่านพาเราสบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่มีปัญหาอะไร เราเป็นลูกของท่านหลานของท่าน เป็นธรรมทายาท ขอให้มีความสุขความเจริญในการประพฤติปฏิบัติ เพื่ออินทรีย์บารมีจะได้แก่กล้าขึ้นไปทุกๆ วัน การเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาบรรยายก็สมควรแก่เวลา

จิรวฑฺฒโน ภิกขุ
(บันทึก)
๙ มิ.ย. ๕๔


:b8: :b8: :b8: คัดลอกเนื้อหามาจาก ::
หนังสือ สมบัติของพ่อ
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เล่มที่ ๑


:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=47448

:b44: ประมวลภาพ “หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=37258


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร