วันเวลาปัจจุบัน 10 ธ.ค. 2019, 21:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ต.ค. 2015, 16:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2238


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ตอน “ให้ยึดหลักทางดำเนินตามครูบาอาจารย์”
จากกัณฑ์...คารวะ

:b50: :b49: :b50:

พระธรรมเทศนาพระครูอดิสัยคุณาธาร (หลวงพ่อสีทน สีลธโน)
วัดถ้ำผาปู่ ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
จากหนังสือ สีลธโนนุสรณ์ พระอาจารย์สีทน สีลธโน
หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ๗ เมษายน ๒๕๓๙


ท่านผู้อาวุโสนั้น ที่พูดถึงสมัยก่อน ที่ครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติกันมา ท่านทำกันมา ท่านทำมาอย่างนี้ ปฏิบัติกันมาอย่างนี้ ท่านจึงเจริญรุ่งเรืองหรอก เจริญรุ่งเรืองได้มรรคได้ผล เป็นครูบาอาจารย์กันและกัน หากว่าเรารักษากันได้อย่างนี้ ก็จะได้เอาสิ่งดังกล่าว ถ่ายทอดไปให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาเราต่อๆ ไป ว่าครูบาอาจารย์ สมัยหลวงปู่มั่นท่านทำมาแบบไหน ทำมาอย่างใด เราก็จะรู้เราก็จะเห็น บางคนไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นหลวงปู่มั่น แล้วก็เห็นแต่ว่าเป็นกรรมฐาน ก็เคยคิดประพฤติปฏิบัติตน ถือตน ยกตน เป็นกรรมฐานขึ้น ยังไม่ได้ศึกษา ยังไม่ได้เรียนกับครูบาอาจารย์ ทำไปเลย ทำตามความคิดความเห็นของตน เห็นท่านสะพายบาตร ก็สะพายบาตร เห็นท่านถือกาน้ำ ก็ถือกาน้ำ เห็นท่านถือกลด ก็ถือกลด เห็นท่านฉันในบาตร ก็ฉันในบาตร เห็นท่านมองดูในบาตร แต่ไม่รู้ว่าท่านทำเพื่ออะไร ทำเหล่านั้น ทำเพื่ออะไร เลยไม่เข้าใจ ก็มีบางคนนะ

นี่สำหรับครูบาอาจารย์ ท่านทำสิ่งดังกล่าวนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการขูดเกลากิเลสทั้งนั้น อย่างท่านฉันในบาตร อะไรเหล่านี้ ก็เป็นการขูดเกลากิเลส เพราะธรรมดากิเลสเรามันมักมาชอบมาก ตะกละตะกรามเท่าใดก็ไม่พอ หากว่าเอาลงในบาตรแล้ว มันก็หมดเรื่อง หากว่ามันจะเอามาก มันก็อัดแอ ฉันก็ลำบาก ไม่สะดวกเสียแล้ว มันก็เอาพอดี ต้องทรมานมันแบบนี้

พระพุทธเจ้าท่านมีนโยบายดี แล้วอีกอันหนึ่งก็เป็นเหตุได้ พิจารณาอาหารที่เป็นของปฏิกูลโสโครกน่าเกลียด อาหารที่ผสมกันในบาตร เราน้อมลงในบาตร เราเพ่งลงในบาตร กระเพาะเราคล้ายคลึงกัน อาหารที่เรากิน เราเคี้ยวลงไปในกระเพาะเรา ก็เหมือนอย่างอยู่ในบาตร ก็เป็นการขูดเกลากิเลสชนิดหนึ่ง ท่านว่าได้ประโยชน์หลายอย่างที่เราฉันในบาตร ที่หากท่านเพ่งในบาตรก่อนที่ท่านจะฉัน คือท่านพิจารณาอาหารการฉันที่มันประณีตบรรจงที่ดีๆ มารวมลงในบาตรแล้ว ก็เริ่มจะปฏิกูลแล้ว หากว่าเราเอาลงไปในคอเรา มันก็เป็นของปฏิกูลโสโครกน่าเกลียด เราก็พิจารณาว่าเราฉันอาหารการกิน ไม่ฉันเพื่ออ้วนพีสวยงามอย่างใด ฉันเพื่อระงับเวทนาเป็นวันๆ พออยู่ได้ปฏิบัติพรหมจรรย์สืบวันสืบคืนไปเท่านั้น ไม่ได้ฉันเพื่ออ้วนพีเสียอย่างใด นี่ท่านมองเห็นในอาหาร ท่านพิจารณาไปอย่างนั้น แต่ท่านไม่ได้ว่าด่าอะไร เพียงแค่นึกในใจ ท่านพิจารณา พิจารณาอาหารที่อยู่ในบาตร ดับพิษของอาหารก็ว่าได้

พระภิกษุฉันภัตตาหารไม่ได้พิจารณาดังกล่าว อาหารนั้นเป็นพิษเป็นภัยฉันลงไปแล้วเป็นโทษ ท่านจึงให้พิจารณา ตอนเย็นอีกมี อัชชมยา มันฉันไปแล้วลืมพิจารณา ก็ไปพิจารณาตอนเย็นตอนค่ำได้ อัชชมยาให้พิจารณาตอนค่ำก็ได้เหมือนกัน ไม่พิจารณาเสียเลยท่านว่าเป็นโทษในการบริโภคอาหาร ครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติกันมาอย่างนั้น เราก็พยายามเสาะสืบแสวงหา ลัทธิประเพณีที่ครูบาอาจารย์ท่านทำมา ที่มันเกิดผลประโยชน์ เราอย่าเอาแบบใหม่ๆ ที่เราคิดนึกทำกัน เป็นแบบความคิดความเห็นของตนเอง มันจะล้างระเบียบของครูบาอาจารย์หรอก มันจะล้างสิ่งที่จะเป็นมงคล มันจะล้างแนวทางที่จะเกิดผลเกิดประโยชน์ต่างหากหรอก ความคิดความเห็นของเรา

นี่เราให้ยึดเอาหลักของครูบาอาจารย์ที่ท่านทำมาแล้ว ที่มันเกิดผลเกิดประโยชน์นี้ สบายกว่าดีกว่า สมัยนี้ก็รู้สึกว่าตำรับตำราที่ท่านเขียนเอาไว้เป็นแนวทางเยอะแยะ บรรดาครูบาอาจารย์ที่ท่านจำมา ทรงจำมาจากครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติได้ผลได้ประโยชน์ ก็รู้สึกว่ายังเยอะแยะอยู่ในสมัยปัจจุบัน ยังมีมากอยู่พอที่จะเป็นผู้นำของเราได้อยู่

เพราะฉะนั้น เราอย่าไปประมาท อย่างเราไปที่ไหนก็ตาม แห่งใดก็ตาม เราก็ต้องยึดเอาครูบาอาจารย์เป็นหลักชัย เป็นธงชัย เป็นเป้าหมาย เป็นทางเดิน อย่าไปเอาบรรดาภิกษุสามเณรที่มาฝึกด้วยกัน เป็นตัวอย่าง เป็นเป้าหมาย หากเราเอาบรรดาภิกษุสามเณรที่มาฝึกด้วยกัน เป็นตัวอย่าง เป็นเป้าหมายแล้ว มันก็จะทำให้เขวทางได้ เพราะบรรดาบางคนยังไม่รู้เรื่องรู้ราว

สำหรับครูบาอาจารย์ท่านพยายามคัดเข้าทางหนีทางไป ธรรมของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ เหมือนกับนายโคบาลเลี้ยงวัว นายโคบาลเลี้ยงวัวต้อนฝูงวัวเข้าทาง นายโคบาลต้อนฝูงโคเข้าหาทางธรรมก็เหมือนกัน พยายามบังคับ พยายามหาอุบายชักจูงผู้ปฏิบัติทั้งหลาย เข้าหาทางที่จะเป็นมรรคเป็นผล แต่บรรดาผู้เดินทางก็เลยไม่รู้เรื่องเหมือนคนตาบอดเด้ เซซ้าย เซขวา ในขณะท่านบอกว่า วางอดีต วางอนาคต วางปัจจุบัน มันก็ยัง วางไม่ได้ มันยังเซใส่อนาคต เซใส่ปัจจุบัน เซใส่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เซไปเซมาอยู่

บางคนเลยไม่รู้เรื่องว่า เจ้าของเซหนีจากหลักทาง คือหมายความว่า ทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา อยู่ในปัจจุบันจิตเรื่อยไปอันนี้ท่านเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางที่ตรง พวกเราเอนซ้ายเอนขวากัน ก็กามสุขัลลิกาอัตตกิลมถานุโยค ไปเสียแล้ว เขวทาง หากว่าเราอยู่ในปัจจุบันจิต ดูจิตเรื่อยไป ความเกิดความดับของจิตของตนเรื่อยไปนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ตรงตามหลักไม่มีภัย แต่โดยมาก เราชอบเขวจากทาง เขวจากหลัก อันนี้ที่พูดไป คือหมายความว่า อดีต อนาคต รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ สิ่งเหล่านี้ ไม่ควรเดิน เป็นทางที่โยคาวจรเจ้าผู้ต้องการมรรคผล นิพพาน ไม่ควรเดิน ให้เข้าใจอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เราอย่าเดิน อย่าเดินทางดังกล่าว ดังให้คติมาก็เห็นสมควรแก่เวลา

:b50: :b49: :b50:

:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงพ่อสีทน สีลธโน”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21232

:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อสีทน สีลธโน”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=51337

:b44: ประมวลภาพ “หลวงพ่อสีทน สีลธโน” วัดถ้ำผาปู่
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=50349


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร