วันเวลาปัจจุบัน 17 ต.ค. 2019, 18:37  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2015, 22:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ธรรมดาของโลก

พระธรรมเทศนาโดย พระพุทธพจนวราภรณ์ (หลวงปู่จันทร์ กุสโล)
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่


โลกในสมัยปัจจุบัน เป็นสมัยพัฒนา
เป็นโลกที่จะแก้ไขปรับปรุง ทำให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
ที่เห็นได้ง่ายคือเมืองไทย ถึงกับมีคำขวัญประจำวันว่า
“จงทำงานแข่งกับเวลา เพื่อพัฒนาชาติไทย”
หมายความว่าจะไม่ยอมปล่อยวันเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์
จงทำความเจริญให้เกิดขึ้นคู่กับเวลา

คำว่า “เวลา” นี้เมื่อฟังดูโดยไม่คิด ดูเหมือนจะเป็นคำพูดธรรมดาๆ ไม่มีพิษสงอะไร
แต่แท้จริงคำคำนี้เป็นคำที่มีความหมาย เป็นคำที่บอกถึงสิ่งที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก
คนโบราณท่านกล่าวเปรียบเป็นปริศนาว่า
“พญายักษ์หนึ่งนา มีนัยน์ตาสองข้าง ข้างหนึ่งสว่าง ข้างหนึ่งริบหรี่
มีปาก ๑๒ ปาก มีฟันไม่มาก ปากละ ๓๐ ซี่
กินสัตว์ทั่วปฐพี พญายักษ์ตนนี้คืออะไร”

ท่านให้คำเฉลยปริศนานี้ว่า
“พญายักษ์ตนนี้คือพระกาล ได้แก่วันเวลา อันประกอบด้วย วัน เดือน ปี
ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน เท่ากับปาก ๑๒ ปาก
เดือนหนึ่งมี ๓๐ วัน เท่ากับฟัน ๓๐ ซี่
และเดือนหนึ่งมีข้างขึ้นเท่ากับนัยน์ตาที่สว่าง ข้างหนึ่งริบหรี่เท่ากับข้างแรม
วัน เดือน ปี อันมีส่วนประกอบดังกล่าวนี้ มีความโหดร้ายเท่ากับพญายักษ์
คือสามารถกินสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งมวลให้หมดสิ้นไป”


ข้อนี้เป็นความจริง เพราะมนุษย์และสัตว์ที่ถึงแก่ความตายก็ดี
กุฏิ วิหาร ตึก ร้าน โรงเรียน และสิ่งของต่างๆ ที่ถึงความคร่ำคร่า ชำรุดทรุดโทรมก็ดี
เมื่อพิจารณาสมุฏฐานต้นเหตุแล้ว จะเห็นว่ามาจากเวลาที่ผ่านไปนั่นเอง
พระพุทธองค์ตรัสรับรองข้อความนี้ว่า
“กาลย่อมกลืนกินสรรพสัตว์ พร้อมกับตัวของมันเอง”

ทั้งๆ ที่วันเวลามีอำนาจเหมือนพญายักษ์ดังกล่าว
ก็ไม่ควรที่จะงอมืองอเท้า ปล่อยให้ตัวเองเป็นภักษาหารของวันเวลาโดยไร้ประโยชน์
สาระประโยชน์ของชีวิตมิได้อยู่ที่วันเวลา
มิได้ขึ้นอยู่กับการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้มากหรือน้อย
สาระประโยชน์ของชีวิตขึ้นอยู่กับการกระทำ

ถ้าทำดี แม้จะมีโอกาสมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงเล็กน้อย
ก็ชื่อว่าชีวิตนั้นมีสาระ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกาลเวลา
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “คนไม่ประมาทแม้ตายแล้วก็เหมือนไม่ตาย”
ตรงกันข้ามกับบางคน แม้จะมีโอกาสมีอายุยืนถึงหมื่นปี
แต่มีชีวิตอยู่กับความชั่ว ชีวิตนั้นถือว่าไม่มีสาระ
ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับคนที่ตายแล้ว

ดังนั้นจึงได้ความจริงต่อไปว่า
สิ่งที่ตกอยู่ใต้อำนาจของกาลเวลาก็เฉพาะส่วนรูปวัตถุเท่านั้น
ส่วนนามธรรมหรือความดี หามีสิ่งที่มีอำนาจเหนือ หรือมีอำนาจมาทำลายได้ไม่
ถ้าจะเปรียบร่างกายเหมือนพระนคร
จิตใจเหมือนเจ้าเมืองผู้ครองนคร กาลเวลาเหมือนข้าศึก
ก็เปรียบได้ว่าธรรมดาของเจ้าเมืองผู้ฉลาดเมื่อทราบว่า
พระนครกำลังถูกข้าศึกศัตรูมารุกรานเพื่อยึดครอง
เจ้าเมืองจะต้องรวบรวมบรรดาทรัพย์สมบัติที่มีค่าหลบหนีจากพระนครไป
ทิ้งแต่พระนครเปล่าไว้ให้แก่ข้าศึกเท่านั้น

ข้อนี้ฉันใด บุคคลผู้ฉลาดที่รู้จักคุณค่าของเวลาก็ฉันนั้น
เมื่อเขาทราบว่าร่างกายตกอยู่ใต้อำนาจของกาลเวลา
ถูกกาลเวลากลืนกินทำให้หมดไป สิ้นไป เหมือนพญายักษ์กลืนกินสัตว์เป็นอาหาร
เขายอมให้เฉพาะส่วนของร่างกายเท่านั้น
ส่วนจิตใจเขาไม่ยอมให้เป็นอาหารของกาลเวลา
เขาจะสั่งสมสร้างความดีด้วยจิตที่ไม่ประมาท
คนที่ไม่ประมาทแม้ร่างกายจะสูญสลายทำลายลง ก็เหมือนกับไม่ตาย
เพราะความดีของเขายังคงอยู่ และจะอยู่ตลอดไปไม่มีกำหนดกาล

พระพุทธองค์ได้ตรัสรับรองความจริงข้อนี้ว่า
“ธรรมของคนดี ไม่เข้าถึงความคร่ำคร่าเก่าแก่ คือเป็นสิ่งที่ทนต่อกาลเวลา
กาลเวลาไม่อาจทำลายให้ความดีนั้นสูญสลายลงได้
ความดีย่อมเป็นของใหม่อยู่เสมอได้”


ในบทพระธรรมคุณว่า “อกาลิโก” แปลว่าพระธรรมไม่มีกาล
คือไม่มีกำหนดอายุว่าจะมีอยู่ เป็นอยู่ ชั่วอายุเท่านั้นเท่านี้
ซึ่งผิดจากสัตว์ บุคคล และวัตถุสิ่งของอื่นๆ
สัตว์บางประเภทมีอายุไม่ถึงเดือน สัตว์บางประเภทมีอายุไม่ถึงปี
มนุษย์ทั่วไปมีอายุไม่เกินร้อยปี หากจะมีอายุเกินร้อยปีบ้าง ก็มีปริมาณน้อย
ต้นไม้บางต้นมีอายุได้ ๕,๐๐๐ ปี ถึงจะมีอายุยืนยาวนานถึงเช่นนี้
ต้นไม้นั้นก็ตกอยู่ใต้อำนาจของกาลเวลา คือจะต้องสูญสลายทำลายลงในวันหนึ่ง

พระธรรมที่ได้นามว่าอกาลิโก อยู่นอกเหนือจากกฎอันนี้ พระธรรมไม่มีเก่า ไม่มีแก่
ตัวอย่างเช่น ความกตัญญูกตเวที
คือความเป็นผู้รู้อุปการะของคนอื่น แล้วหาโอกาสตอบแทน
บุคคลที่ประกอบด้วยความกตัญญูกตเวที
ไม่มีคนยุคใด ประเทศไหน ที่จะกล่าวว่าไม่ดี
เมื่อพันปีผ่านไปแล้ว ความกตัญญูกตเวทีเคยได้รับการยกย่องสรรเสริญมาแล้วอย่างไร
แม้ในพันปีเบื้องหน้าก็จะได้รับความสรรเสริญยกย่องอยู่เช่นนั้น

โลก คือพื้นดินที่สัตว์และมนุษย์อาศัยอยู่
มีสภาพทรงตัวอยู่ได้ด้วยอาการเปลี่ยนแปลง คือหมุนอยู่ตลอดกาล
เพราะโลกมีอาการเปลี่ยนแปลง คือหมุนอยู่ตลอดเวลานี้เอง
โลกจึงมีกลางวัน กลางคืน มีฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน
การหมุนเวียนของโลกเป็นไปตามธรรมชาติธรรมดา ไม่ใช่เรื่องบุญเรื่องบาป
เมื่อหมดหน้าหนาว ผ่านเข้ามาหน้าร้อน ทำให้คนชอบร้อนสบายใจ
จะชื่อว่าร้อนได้ทำบุญ หามิได้
เมื่อหมดหน้าร้อนก็ผ่านเข้าไปหน้าฝน ทำให้คนชอบฝนสบายใจ
จะชื่อว่าฝนได้ทำบุญ ก็หามิได้
เมื่อหมดหน้าฝนก็ผ่านไปหน้าหนาว ทำให้คนชอบหนาวสบายใจ
จะชื่อว่าความหนาวได้บุญ ก็หามิได้
เรื่องบุญเรื่องบาปอยู่ที่เจตนา คือจิตใจของคน
เรื่องร้อน เรื่องหนาว เรื่องฝน เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
ใครจะชอบหรือไม่ธรรมชาติก็เป็นอยู่อย่างนั้น

มนุษย์สมัยวิทยาศาสตร์กำลังต่อสู้กับธรรมชาติ เพื่อจะอาชนะธรรมชาติ
เช่น ถึงหน้าหนาวก็มีเครื่องปรับอากาศทำให้เกิดความอบอุ่น
ถึงหน้าร้อนก็มีเครื่องปรับอากาศทำให้เกิดความเย็น
ถึงหน้าแล้งก็ทำฝนเทียม ทำให้เกิดความชุ่มชื่น
วิทยาการใหม่ๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น เมื่อพูดถึงในแง่ของความสะดวกสบาย
ก็นับว่ามีประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมากมาย
เมื่อย้อนไปนึกถึงสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์
สมัยที่ยังไม่เจริญด้วยวิทยาการ
มนุษย์จะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของภัยธรรมชาติ
คือต้องตายเพราะความร้อน ความหนาว อย่างมากมาย
ความสะดวกสบายก็หาไม่ได้เหมือนมนุษย์สมัยปัจจุบัน

แต่ปัญหามีว่า ความเจริญในสมัยที่หาความสะดวกสบายกับมนุษย์ในสมัยปัจจุบัน
มีอะไรใหม่ๆ เกิดตามมาบ้าง
ภัยที่เกิดมาพร้อมกับวิทยาการสมัยใหม่ก็มีอยู่ไม่น้อย
เช่น ภัยบนถนน เดี๋ยวรถชนกันที่นั่น เดี๋ยวรถคว่ำที่โน่น มีคนตายจำนวนสิบๆ
และบางทีภัยบนอากาศ เครื่องบินตก
ผู้โดยสารต้องสูญเสียชีวิตจำนวนมากมาย ก็มีข่าวอยู่บ่อยๆ
ภัยอันยิ่งใหญ่ที่มากับความเจริญของยุคปัจจุบัน คือภาระยุ่งยากในทางใจ

สมัยก่อนปัจจัยในการดำรงชีวิตมีเพียง
ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า อาหารและยารักษาโรค ก็พอแล้ว
มาสมัยนี้ มีบ้านเรือนแล้วจะต้องมีเครื่องประดับ จะต้องมีตู้เย็น จะต้องมีพัดลม
จะต้องมีวิทยุ จะต้องมีโทรทัศน์ และจะต้องมีสิ่งอื่นๆ อีกเหลือที่จะพรรณนา
เมื่อกาลเวลาบังคับจะต้องให้มีสิ่งนั้นสิ่งนี้
ถ้ามีไม่ได้ หาไม่ได้ จะต้องดิ้นรนขวนขวายให้มี
และเมื่อได้สมใจอยากแล้ว แทนที่เหตุการณ์จะหยุดยั้งอยู่เพียงนั้น
มันกลับเป็นเชื้อโหมไฟคือความอยาก เพิ่มขึ้นอีก
เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องไม่มีขอบเขต ไม่มีปริมาณ ไม่เหมือนห้องเก็บของ
ห้องเก็บของมีขนาดยาวขนาดกว้าง รู้จักมีเวลาเต็มและมีเวลาว่าง
ท่านกล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า
“มหาสมุทรไม่รู้จักอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่รู้จักพอด้วยเชื้อ ฉันใด
จิตใจที่มีกิเลสก็ไม่รู้จักอิ่มในอารมณ์ ฉันนั้น”


ดังนั้นความเจริญด้วยวิทยาการใหม่ๆ เช่นยุคปัจจุบัน
จึงไม่อาจยับยั้งหรือสนองความต้องการของมนุษย์ให้อิ่มให้เต็มได้
มิหนำซ้ำยังเพิ่มความอยากความต้องการให้มากขึ้น
ความเจริญด้วยวิทยาการใหม่ๆ หากไม่มีคุณธรรมทางใจกำกับแล้ว
กลับเป็นการเพิ่มบุคคลประเภทที่เรียกว่า “ฉลาดแกมโกง” มากขึ้น

ความเจริญด้วยรูปวัตถุ หาได้เป็นสมุฏฐานของความสงบสุขไม่
กลับทำทิฐิมานะของคนให้มากขึ้น เพราะทำให้สำคัญผิดคิดว่าตัวเรารู้ดีกว่า
ตัวเรามีความสามารถมากกว่า และตัวเรามีสิ่งนั้นสิ่งนี้มากกว่า เป็นต้น
เมื่อต่างฝ่ายต่างอวดดื้อถือดีเข้าหากัน ความไม่เข้าใจกันก็เกิดขึ้น
เมื่อความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น ความร้าวรานก็เกิดขึ้น
จะหาความสงบสุขมาแต่ไหน

อีกประการหนึ่ง ความสะดวกสบายเพราะรูปวัตถุ
หาใช่เป็นความสุขตามความหมายในทางศาสนาไม่
หลายๆ ครั้งที่ข้าพเจ้ามีโอกาสไปบ้านท่านผู้ดีมีทรัพย์
ได้เห็นนกคีรีบูนที่เขาเลี้ยงไว้ในกรง
เมื่อจะมองกันในแง่ความสะดวกสบายกันในเรื่องอยู่เรื่องกินแล้ว
น่าอิจฉานกคีรีบูน เพราะมีกรงที่สะอาดสวยงามให้อยู่
มีคอนให้จับ มีน้ำให้กิน มีอาหารสั่งมาจากเมืองนอกไว้ให้พร้อม
จะกินวันหนึ่งกี่ครั้ง และนอนพักผ่อนสักกี่หนก็ได้
แต่ถ้าจะให้ไปถามนกคีรีบูนในกรงนั้นว่า “มีความสุขไหม?”
ก็จะได้รับคำตอบว่า “หามีความสุขไม่”
เพราะต้องอยู่ในกรง หาความอิสระทางใจไม่ได้เลย
ความสุขของชาวโลกเพราะมีสิ่งนั้นมีสิ่งนี้นั้น แท้จริงหาใช่ความสุขไม่
เพราะสิ่งที่มีนั้นเป็นสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย หรือมีความทุกข์ความร้อนแฝงเข้ามาด้วย
หรือจะพูดได้ว่าสิ่งที่เรามีนั้นก็คือกรงขังตัวเราเองนั่นเอง

แท้ที่จริงชีวิตความเป็นอยู่ของคนเรา ถ้ากินอยู่เท่าที่จำเป็น
ภาระความยุ่งยาก ความทุกข์เดือดร้อนใจ ก็คงไม่มีมากมาย

เช่น เรื่องของการกิน ถ้ากินเท่าที่ร่างกายต้องการ มิใช่กินเท่าที่ใจต้องการ
กินเฉพาะของที่มีประโยชน์ วันหนึ่งๆ ก็คงไม่ยุ่งยากมากมาย
แต่เหตุการณ์ของสังคมสมัยปัจจุบันนี้ การกินเป็นปัญหาใหญ่
มื้อๆ หนึ่งจะต้องมีอาหารหวานคาว มีทั้งของกินจริงของกินเล่น
มีทั้งของเย็นของร้อน มีทั้งโซดายาเมา มีทั้งของนอกของใน
นอกจากนี้ยังต้องเลือกร้าน เลือกยี่ห้อ นี้ว่าเฉพาะแต่เรื่องการกิน
ยังมีเรื่องเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับตกแต่ง เรื่องที่อยู่ที่นอนอีกมากมาย

เมื่อในสังคมปัจจุบันยอมรับนับเอาของที่ไม่จำเป็นว่าเป็นของจำเป็น
ของที่ควรจะประหยัดแต่กลับทำให้ฟุ่มเฟือย
ปัญหาความยุ่งยากในการครองชีพ ความดิ้นรนขวนขวายซึ่งต้องมีมากขึ้น
และบุคคลที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในสังคมของมนุษย์เมื่อมีบุคคลที่เห็นแก่ตัว เป็นเชื้อโรคคอยทำลายอยู่
สังคมนั้นจะหาความสงบสุขอยู่ได้อย่างไร
ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อเจือจานต่อกันต่างหาก
ที่เป็นความสุขของสังคมมนุษย์


ดังนั้นการที่บุคคลแสวงหาความสุข ด้วยการพยายามสนองความต้องการของจิตใจ
เพื่อให้เข้าถึงจุดอิ่มตัวของจิตใจ จึงไม่มีทางที่จะทำได้
ยิ่งสนองความต้องการมากเพียงใด ความต้องการจะยิ่งเพิ่มประมาณให้มากขึ้น
ท่านผู้ฟังอาจจะนึกค้านขึ้นมาในใจว่า ผู้เขียนสอนให้เป็นคนเกียจคร้านอีกแล้ว
ขอกล่าวแก้ว่า หามิได้ ไม่มีคำสอนของนักปราชญ์หรือศาสนาใดๆ ที่สอนให้เกียจคร้าน
ทุกท่านทุกศาสนาล้วนสอนให้คนมีความขยันหมั่นเพียร
สอนให้คนพึ่งตนเอง และสอนให้คนรู้จักทำตนให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น
แต่พร้อมกันนั้น ท่านสอนให้รู้ขอบเขตของความจำเป็นและไม่จำเป็น
ความพอดีและความไม่พอดีด้วย

บุคคลที่มุ่งทำประโยชน์แต่ก่อทุกข์โทษ ทำความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและคนอื่น
หาชื่อว่าทำถูกต้องหรือปฏิบัติตามหลักศาสนาไม่
การทำประโยชน์หมายถึง การทำความสงบสุขให้เกิดขึ้น
มิได้หมายความว่าถ้าทำอะไรลงไป พอได้รับผลตอบแทน เช่น ทำงานได้เงิน
ก็ถือว่าได้ประโยชน์แล้ว หามิได้
การทำประโยชน์บางอย่าง ไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นวัตถุอย่างใดเลย
นอกจากไม่ได้รับวัตถุตอบแทน ยังจะต้องยอมเสียวัตถุสิ่งของ
หรือเวลาของตัวเองเสียด้วยซ้ำไป
เช่น คนที่บริจาคทรัพย์สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล เสียสละเลือดเพื่อช่วยเหลือคนอื่น เป็นต้น
การทำประโยชน์ด้วยการมักได้ คือการทำลายประโยชน์
การทำประโยชน์ที่ถูกต้อง คือการทำความร่มเย็นให้เกิดขึ้นนั่นเอง


ธรรมดาของโลกย่อมมีของคู่กัน
คือมีเจริญ มีเสื่อม มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีได้ มีเสีย
คนที่ไม่ศึกษา ไม่รู้จักธรรมดาของโลก
ย่อมปรารถนาแต่ส่วนที่ดี คือความเจริญ ความมีลาภ ความมียศ
เมื่อธรรมดาของโลกกับความปรารถนาของคนไม่ตรงกัน
จึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ นั้นคือความทุกข์
การศึกษาธรรม คือการศึกษาให้รู้จักความจริงของโลก
ไม่หลงไปแก้โลก และไม่ปล่อยให้โลกดึงจนไม่มีการยับยั้ง
โลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม
ปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมดาของโลก
สิ่งที่ควรคิด คือทำอย่างไรชีวิตจึงจะเป็นประโยชน์อยู่ในโลกนี้



:b8: :b8: :b8: คัดมาจาก : บทความ “ธรรมดาของโลก” ในหนังสือ เครื่องหมายของคนดี
โดย พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) พิมพ์เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๙

หมายเหตุ : พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) มีสมณศักดิ์สุดท้ายที่ พระพุทธพจนวราภรณ์


tongue tongue tongue

:b44: รวมคำสอน “หลวงปู่จันทร์ กุสโล”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=50386

:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่จันทร์ กุสโล”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20885

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2015, 10:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 621


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2016, 14:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 662


 ข้อมูลส่วนตัว


กราบสาธุๆๆ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ค. 2017, 08:51 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1816

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2019, 07:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1056


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร