วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ค. 2019, 23:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2014, 15:11 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

นางยักษินีวัตถุ

(ตรวจพิมพ์ใหม่เมื่อเป็นพระโพธิวงศาจารย์ พ.ศ. ๒๔๖๘)
น หิ เวเรน เวรานีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน
วิหรนฺโต อญฺญตรํ วญฺฌิตฺถึ อารพฺภ กเถสิ.
..........บัดนี้จักแสดงพระธรรมเทศนา แสดง
ในประเภทของกรรมอันสัตว์ได้กระทำให้เป็นตัวเหตุขึ้น
ไว้แล้ว ย่อมได้รับวิบากคือผลของกรรมนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
มีตัวอย่างอ้างวัตถุนางยักษินีมาแสดง มีเนื้อ
ความตามนิทานนั้นว่า
สมัยหนึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้เสด็จสำราญพระอิริยาบถอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ได้ทรงปรารภนางกุลธิดาคนหนึ่ง เริ่มต้นแต่ครั้ง
เป็นหญิงหมัน ได้เป็นเป็นคนอธรรมประพฤติอกุศลกรรม
ด้วยโลภจิตริษยา ก่อเวรเนื่องกันมาหลายชาติ จน
ถึงปัจจุบันชาติอัน
ได้ประสบพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สุด
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพระธรรมเทศนา
ด้วยพระคาถามีประถมบาทว่า น หิ เวเรน เวรานิ ดังนี้
เป็นต้น ตามเนื้อเรื่องแห่งวัตถุนั้นว่า
..........ดังได้สดับมา ในอดีตภาค
ยังมีบุตรกุฎุมพีคนหนึ่ง มีนามมิได้ปรากฏ เป็น
ผู้ประพฤติตนเป็นคนดี เป็นคนตั้งอยู่ในกตัญญูกตเวที
ปฏิบัติบิดามารดาโดยเคารพ ครั้งบิดา
ถึงอนิจกรรมไปปรโลกแล้ว ก็ตั้งใจประกอบกิจการงาน
ทั้งภายนอกภายในตลอดการหุงต้ม ปฏิบัติมารดามิ
ให้เดือดร้อน ผ่อนปรนทำเสียเองทุกหน้าที่ จนมารดาเกิด
ความสงสาร วิงวอนให้มีภรรยา เพื่อจะได้ช่วย
กันประกอบการงานแบ่งเบาบรรเทาทุกข์
บุตรก็ประพฤติตามความประสงค์ของมารดา แต่ภรรยา
นั้นเป็นหญิงหมัน ฝ่ายมารดากลัวจะเสียตระกูลสูญทรัพย์
เพราะหญิงสะใภ้เป็นหมัน จึงแนะนำให้บุตรมีภรรยาเสีย
ใหม่
ฝ่ายหญิงสะใภ้ทราบระงับเหตุอันนั้น จึงดำริแต่ในใจว่า
ถ้าสามีของเราขัดมารดาไม่ได้หาภรรยามาเองเรา
จะเสียที ที่ไหนเขาจะเกรงกลัวแก่ตัวเรา เราจะ
ต้องต่ำต้อยน้อยหน้าเป็นแน่ อย่ากระ
นั้นเลยเราคิดหาอุบายไปหามาให้เสียเองดีกว่า คิด
แล้วก็ไปพูดกับสามีว่า ฉันคิดถึงกรรมถึงเวรของตัวที่
เป็นหมัน อยากมีบุตรสืบตระกูลต่อไป ฉันคิดว่า
จะหาภรรยาน้อยมาให้ท่าน ฝ่ายสามีก็ดีใจ
แต่แกล้งกล่าวว่า ภรรยาคนเดียวก็พอแล้ว ฝ่ายภรรยาทำ
เป็นโกรธว่าเขาง้องอนอยากได้บุตรสืบตระกูล
ยังพูดบิดเบือนไปอีกเล่า
ว่าแล้วก็ไปขอนางกุมารีในตระกูลที่ชอบพอกัน
ด้วยมารยาเล่ห์กล แสดงตนว่าเป็นผู้ไม่โลภ
ในการโลกีย์อยากมีบุตรสืบตระกูล ถ้ามีบุตรแล้วฉัน
จะอุปถัมภ์ให้เป็นแม่เรือน ส่วนฉันจะขอเป็นแต่
ผู้อาศัยเลี้ยงชีวิตไปพอถึงวันตายเท่านั้น พูดจบเขาเชื่อ
เขายกลูกสาวให้ นำไปมอบแก่สามี สามีก็ดีใจ เชื่อว่าเธอ
เป็นคนใจดีไม่หึงหวง คนทั้งหลายก็สรรเสริญว่า
หญิงที่หาภรรยาน้อยให้ผัวนั้นหายาก
เบื้องหน้าแต่นั้นไป หญิงหมันคอยหาช่องที่
จะทำอันตรายแก่บุตรที่จักเกิดใหม่
จึงแนะนำภรรยาน้อยว่า ถ้ามีครรภ์ขาดระดู
ให้รีบบอกแก่ฉัน ฉันจะได้ช่วยบริหาร ส่วนภรรยาน้อยรู้
ไม่เท่าเข้าใจว่าเขารักตัวจริง
ส่วนตัวก็รักหญิงหมันภรรยาหลวงดังมารดา
ครั้นตั้งครรภ์ก็รีบบอกโดยทันที
ฝ่ายหญิงหมันสมดังใจคิดก็ทำเป็นดีใจแนะนำว่า
ให้ระวังตัวรักษาตัวอย่าทำงานหนัก
โดยที่สุดการหุงต้มข้าจักเป็นธุระทั้งสิ้น ให้เจ้า
อยู่ถนอมตัวให้เป็นสุข ครั้นได้ท่วงที
หญิงหมันประกอบยาพิษใส่อาหารให้ภรรยาน้อยรับทาน
ด้วยกำลังยาพิษเข้าสังหาร
ครรภ์ก็แท้งละลายตายออกมาเป็นอย่างเดียวกันดังนี้ถึง ๒ ครั้ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2014, 15:46 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........หญิงเพื่อนบ้าน เขาถามได้ใจความ เขาแนะนำว่า
แกวางใจแก่หญิงร่วมผัวเกินไป ลูกของแกที่แท้ง
นั้นถูกยาพิษของหญิงหมันไม่ต้องสงสัย
ต่อไปอย่าวางใจแก่เขาซี นางภรรยาน้อยได้สติ
ครั้นมีครรภ์ครั้งที่ ๓ ไม่บอกให้ภรรยาหลวงเขารู้
รักษาตนจนครรภ์แก่ ครั้นหญิงหมันทราบการณ์เห็นเสียที
จึงโจษท้วงไต่ถามด้วยเสียงดังว่า มีครรภ์มาจนแก่ทำไม
จึงไม่บอก ภรรยาน้อยตอบว่าจะบอกธุระอะไร
ข้าฝากชีวิตหมายว่าเป็นที่พึ่ง หารู้ไม่ว่าแม่
เป็นคนใจยักษ์ใจมาร หวานแต่ปาก ลูก
ในท้องมันผิดอะไรช่างวางยาฆ่าได้ แล้ว
ยังมาอวดดีทำท่าว่าเขาไม่รู้เท่า ข้าจะบอกให้ฆ่าลูกอีก
ด้วยเหตุอะไร
หญิงหมันนิ่งทำในใจคอยหาช่อง
ได้โอกาสต่อเมื่อครรภ์แก่ถึงได้วางยา ลูกในท้อง
ต้องยาพิษตายในครรภ์ แล้วขวางอุทรเกิดเวทนา
ถึงมารดา น่าสงสารสมเพชเวทนาจะมรณาด้วยกัน
ทั้งแม่ลูก นางภรรยาน้อยผูกแค้นขอจองเวร
ว่าหญิงหมันลวงหลอกเอาตนมา
แล้วแกล้งมารยาฆ่าลูกตายในท้อง มิหนำซ้ำตัวข้า
จะพลอยตาย ถ้าเราตายจากชาตินี้ ต่อไปขอได้เกิด
เป็นยักษ์ กินลูกรักทั้งตัวมัน ครั้นผูกเวรมั่นใจแล้ว
ตายไปเกิดเป็นแมวอยู่ในเรือนดังใจหวัง
ฝ่ายสามีรู้เหตุว่าภรรยาหลวงแกล้งวางยาฆ่าลูก
ทั้งภรรยาน้อย บันดาลโทสะขึ้งโกรธเหลือกำลังยั้งมิทัน
ยกศอกเข่าขึ้นต่อยชกจนหญิงหมันบอบช้ำระบมไปทั้งตัว
ฝ่ายหญิงหมันทนช้ำชอกบาดเจ็บอยู่มิได้ ก็
ถึงมรณะไปตามกัน แล้วอุบัติเกิดเป็นไก่อยู่ใกล้แมว
เมื่อแม่ไก่เติบโตจนออกฟอง แมวมาจ้องกินไข่ถึง ๒ หน
ครั้งที่ ๓ ตะครุบแม่ไก่กินทั้งไข่กินทั้งตัว
แม่ไก่ภรรยาหลวงผูกอาฆาต เอ็งกินไข่แล้วมิหนำ
ซ้ำกินตัวเรา เกิดต่อไปเราขอมีอำนาจ
ขอกินลูกกินแม่ดังทำแก่เรา ตายจากไก่ได้ไปเกิด
เป็นเสือเหลือง ฝ่ายนางแมวผู้เป็นภรรยาน้อยตาย
จากชาติอันเป็นแมวได้ไปเกิดเป็นเนื้อมฤคีอยู่ในป่าร่วม
กันกับเสือเหลือง ครั้นนางเนื้อมีลูกอ่อน เสือมากิน
ครั้งที่สามนางเนื้อมีท้องแก่ยังไม่ทันคลอด
แม่เสือเหลืองมาตะครุบกินนางเนื้อทั้งกลม
นางเนื้อภรรยาน้อยใกล้จะตายได้ผูกเวรต่อไปว่า
เบื้องหน้าต่อไปขอให้เราได้เกิดเป็นสัตว์มีอำนาจ
อาจจักกินลูกทั้งตัวของท่านอย่างท่านทำแก่เรา
ครั้นจุติจากชาติเป็นเนื้อ ก็ได้ไปเกิดเป็นยักษินี
อยู่อรัญประเทศ ฝ่ายเสือเหลืองภรรยาหลวงครั้นตาย
จากชาตินั้น ได้ไปเกิดเป็นกุลธิดาตระกูลหนึ่ง
ในเมืองสาวัตถี ครั้นเจริญวัยมีสามี พา
กันออกไปสร้างบ้านทำมาหากิน
อยู่ภายนอกกำแพงพระนคร เมื่อมีครรภ์คลอดบุตรในวัน
ใด นางยักษินีรีบมาทำเป็นวิสาสะอุ้มทารกยกขึ้น บริโภค
เป็นภักษาหารในวันนั้น ทำอย่างนั้นถึง ๒ ครั้ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2014, 16:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........ครั้นวาระที่ ๓ นางกุลธิดามีครรภ์แก่ เห็นว่า
จะคลอดบุตรที่บ้านของตัวกลัวนางยักษ์จะมากินบุตรอีก
จึงพากันเข้าไปอาศัยคลอดบุตรที่บ้านบิดามารดา
ในพระนคร ในสมัยนางกุลธิดาคลอดบุตรนั้น
เผอิญนางยักษินีถูกเวรตักน้ำนำไปถวายพระยาเวสสุวรรณ
ตามธรรมเนียมของนางยักษินีทั้งหลาย ต้องเข้าเวรคนละ
๔ เดือน ๕ เดือนต่อปี ฝ่ายนางยักษินีนั้น
ครั้นพ้นกำหนดออกเวรตักน้ำได้แล้ว
ก็รีบไปสู่เรือนของนางกุลธิดา ทราบว่าไปคลอดบุตร
ในพระนครก็รีบติดตามเข้าไปสู่พระนคร
ด้วยอำนาจกำลังของกรรมหากบันดาล เผอิญวันนั้น
เป็นวันอันนางกุลธิดาพร้อมญาติทำการมงคล
ให้ชื่อแก่เด็กทารกนั้นเสร็จในเวลาเช้า ตอนบ่ายชวนกัน
กับสามี อุ้มบุตรจะออกไปอาศัย
อยู่บ้านของตนภายนอกพระนคร พอสัญจรมา
ถึงหน้าพระวิหารเชตวัน มีสระน้ำอยู่ใกล้ประตูพระอาราม
จึงชวนกันพักอาบน้ำให้สำราญ ครั้น
ในวาระสามีลงอาบน้ำในสระ ภรรยาอุ้มบุตรคอยท่า
อยู่ข้างบน
พอแลเห็นนางยักษินีผู้จรลีมาแต่ไกล จำตัวได้ถนัดว่า
เป็นนางยักษินีตนนั้นสิ้นสงสัย จึงร้องเรียกสามีให้มาช่วย
ด้วยเสียงอันดัง จะยั้งตัวคอยสามีก็ไม่ไหว
จึงร้องจนสุดเสียงตัวสั่นขวัญหาย อุ้มบุตรวิ่งเข้าไป
ในพระเชตวนาราม กระทั่งถึงพระบรมศาสดา
ผ่าระหว่างพุทธบริษัทกำลังฟังพระสัทธรรมเทศนา
วางบุตรแทบพระบาท ขอให้พระโลกนาถเป็นที่พึ่งแก่บุตร
แล้วกราบทูลประพฤติเหตุแต่เบื้องต้น
ให้ทรงทราบทุกประการ
พระศาสดาจารย์สั่งพระอานนท์ให้ไปตามนางยักษินี
ซึ่งครั่นคร้ามไม่อาจเข้ามาในพระอารามให้เข้ามา
ยังที่ประชุม ครั้นนางยักษินีเข้ามาถึงแล้ว พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแนะนำให้รู้จักบุพกรรมซึ่งตน
ได้ทำมาทั้งสองฝ่าย มีใจความว่า ท่านทั้ง ๒ ได้ก่อเวรแก่
กัน แล้วทำกันและกันให้เดือดร้อน ผลัดกันกินลูกกินตัว
กันหลายชาติมาแล้ว
..........เหตุนี้ ถ้าท่านทั้ง ๒ ไม่ได้มาพบเราตถาคต
ผู้หมดกรรมหมดเวร ท่านทั้ง ๒ ก็จะพา
กันก่อสร้างกรรมเวรแก่กันและกันไม่มีที่สิ้นที่สุด ดังกา
กับนกเค้า งูเห่ากับพังพอน ได้ก่อกรรมผูกเวรไว้แก่กัน
และกัน จึงต้องจิกตอดขบกัดซึ่งกันและกันจนทุกวันนี้
และจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ไม่มีที่สิ้นที่สุด
เปรียบเหมือนบุคคลถ่มน้ำรดหน้ากัน ถ้า
ไม่หยุดเสียก่อนข้างหนึ่ง หน้าก็จะเปื้อนด้วยน้ำลายด้วย
กันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่มีที่สิ้นสุด หรือสาดน้ำรดหน้ากัน ถ้า
ไม่หยุดก่อนข้างหนึ่งก็คงไม่มีเวลาจบ ก็ท่านทั้ง ๒
จะก่อกรรมก่อเวรแก่กันและกันไปถึงไหน แต่ซึ่งได้ทำแก่
กันและกันมาเพียงเท่านี้ ก็พากันได้รับความทุกข์
ความเดือดร้อนมาแล้วสักเพียงไร
ครั้นตรัสฉะนี้แล้ว จึงตรัสเป็นพุทธนิพนธ์คาถาว่า “น หิ
เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส
ธมฺโม สนนฺตโน” ดังนี้ มีเนื้อความว่า “ในกาลไหน ๆ ก็ดี
ขึ้นชื่อว่าเวรว่ากรรมแล้ว บุคคลจะมาทำให้ระงับเสีย
ด้วยก่อเวรก่อกรรมนั้นเป็นอันไม่ได้โดยแท้ ในกาลไหน ๆ
ก็ดี โบราณกบัณฑิตท่านย่อมระงับเวรระงับกรรม
ให้สงบสงัดลงเสียได้ ด้วยความไม่ก่อเวรก่อกรรมแก่กัน
และกันต่อไปโดยอย่างเดียว”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2014, 16:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........เนื้อความที่โบราณาจารย์แสดงอรรถ
โดยพุทธาธิบายนั้นว่า เมื่อเขาด่าตน ตนจักด่าตอบเขา
โดยตั้งใจว่า จะให้ความด่าของเขาแพ้ลงสงบระงับลง
ที่ไหนจะสงบระงับลงได้ ความด่านั้นก็มีแต่จะลุกลาม
ใหญ่โตขึ้นไปโดยถ่ายเดียว เมื่อเขาทุบตีตบต่อยซึ่งตน
ตนก็จะทุบตีตบต่อยเขา โดยตั้งใจว่าจะ
ให้การประหารทุบตีตบต่อยนั้นพ่ายแพ้สงบระงับลง
ข้อวิวาทนั้นก็จะพึงสงบระงับลงได้แต่ที่ไหน มีแต่
จะทวีเติบโตขึ้นถึงตายบ้าง
ถึงทุกข์เจ็บปวดแทบปางตายบ้างเท่านั้น
..........การที่คิดจะให้กรรมให้เวรระงับดับลง
ด้วยอาการก่อกรรมก่อเวรเช่นนั้น จักไม่เป็นผลสำเร็จเลย
เปรียบเหมือนสถานที่เปื้อนด้วยน้ำมูกน้ำลายมูตรคูถอยู่
แล้ว และจะเอาน้ำมูกน้ำลายมูตรคูถซึ่งเป็นของ
ไม่สะอาดเช่นนั้นไปล้าง โดยประสงค์จะให้ที่
นั้นหมดจดสะอาดขึ้น ข้อนั้นจะพึงได้มาแต่ไหน ที่
นั้นก็มีแต่จะทวี
ความโสโครกสกปรกพึงเกลียดพึงชังหนักขึ้นโดย
ส่วนเดียวเท่านั้น
เมื่อมีประสงค์จะให้เวรกรรมสงบระงับ ก็ไม่
ต้องก่อเวรก่อกรรมใส่ตน คือเขาด่าตน ตนก็อดเสียว่า
ความด่าอย่างนี้ของเราก็มี แม้เราจะด่าอย่างเขานี้ก็ได้
เขาติเตียนนินทาตน ตนก็จะอดเสียด้วยคิดว่า
ความติเตียนนินทาอย่างนี้ของเราก็มีอยู่แล้ว แม้เรา
จะติเตียนนินทาตอบอย่างเขานี้ก็ได้ เขาประหารตน
ตนก็อดเสีย ด้วยคิดว่าการประหารอย่างนี้ของเราก็มี
แม้เราจะประหารตอบเขาเช่นนี้ก็ได้ แต่ไม่ควร
ให้กรรมเวรติดต่อกันไป การที่เราได้รับ
ความเจ็บปวดอย่างนี้ ตัวของเราก็เคยได้มีมาแล้ว
เพราะกรรมเวรของราจึงบันดาลให้เขาเกลียดเขาชัง
ถึงประหัตประหารเช่นนี้ เราจัก
ไม่ผูกกรรมจองเวรต่อไปอีกละ
เมื่อตนไม่ตอบเช่นนั้น การด่า
หรือการนินทาติเตียนการประหารเหล่านั้น ๆ ก็ย่อม
จะสงบระงับลงได้ในทันที เปรียบเหมือนตบมือข้างเดียว
ไม่อาจมีเสียงกึกก้องขึ้นได้
หรือเปรียบเหมือนบุคคลเอาน้ำที่ใสสะอาดไปสาดล้าง
ซึ่งที่อันโสโครกเปรอเปื้อนด้วยของไม่สะอาด ก็
สามารถที่จะทำสถานที่นั้นให้หมดจดสะอาดขึ้นได้
โดยแท้ การที่ระงับเวรด้วยน้ำกล่าวคือขันติความอดทน
และโยนิโสมนสิการพิจารณาให้เห็นโทษและคุณอย่างนี้
เวรก็อาจสงบระงับลงได้โดยแท้ การที่ระงับเวรด้วย
ความไม่ก่อเวรอย่างนี้ ย่อม
เป็นประเพณีของโบราณกบัณฑิต
มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นต้น เป็นประธานสืบเนื่อง
กันมาโดยลำดับ
..........อธิบายเนื้อความเพิ่มเติมอีกวาระหนึ่ง ในข้อที่ว่า
ให้เอาขันติเป็นน้ำรดล้างดับเสียซึ่งเวรกรรมนั้น คือ
ต้องบำรุงขันติ ๓ ประเภทให้บริบูรณ์ในตน คือ
ขันติเกินตัวประเภทหนึ่ง ขันติเสมอตัวประเภทหนึ่ง
ขันติต่ำกว่าตัวประเภทหนึ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2014, 16:36 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........ขันติเกินตัวนั้น ได้แก่
ความอดกลั้นทนทานต่อท่าน
ผู้มีบุญญาภินิหารวาสนาบารมี
กำลังกายกำลังทรัพย์สูงกว่าเรา ผู้เช่น
นั้นท่านมาก้ำเกินหมิ่นประมาทในตัวเรา ท่านดุด่าว่าร้าย
ให้แก่เรา เราก็อดเอา ไม่ต้องคิดสู้รบโต้เถียง
ด้วยคิดว่าท่านมีกำลังมีบุญมีทรัพย์ยิ่งกว่าเรา แม้เรา
จะโต้ตอบด้วยประการใด ก็คงสู้ท่านไม่ได้ ไม่ควรที่เรา
จะก่อเวร ก่อกรรมให้ติดเนื่องกันไป ปล่อย
ให้ท่านเหนื่อยข้างเดียวดีกว่า เราทำดีไว้อย่างเดียว
เป็นพอ คิดได้อย่างนี้แล้วก็อดเสีย ชื่อว่าขันติเกินตัว
.......... ขันติเสมอตัวนั้น ได้แก่ความอดกลั้นต่อคนเสมอ
ๆ กัน เป็นต้นว่า
ผู้มีบรรดาศักดิ์ลาภยศกำลังทรัพย์กำลังกายก็เสมอ ๆ กัน
ผู้เช่นนั้นมาก้ำเกินหมิ่นประมาทในตัวเรา
คือทุบตีดุด่าว่าร้ายให้โทษแก่เรา เราก็อดเสีย ไม่
ต้องคิดสู้รบโต้เถียง ด้วยคิดว่าท่านผู้นี้ไม่ยิ่ง
ไม่หย่อนอะไรกับด้วยเรา
ถึงยศศักดิ์บริวารกำลังกายกำลังทรัพย์ก็พอเพียงที่จะสู้
กันได้ แต่ผู้มักก่อการวิวาทนี้ นักปราชญ์ท่านติเตียนว่า
เป็นคนพาล เรารู้อยู่ว่าเขาเป็นคนพาล เรายังจะโต้ตอบ
เขาไป เราจะมิเป็นคนพาลยิ่งกว่าเขาไปอีกหรือ เรา
ไม่ควรจะก่อกรรมก่อเวรให้ติดต่อไปเลย รักกัน
ไว้ดีกว่าชังกัน คิดได้อย่างนี้แล้ว ก็อดเสีย
ชื่อว่าขันติเสมอตัว
..........ขันติต่ำกว่าตัวนั้น ได้แก่ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์
กำลังกายกำลังทรัพย์ต่ำต้อยน้อยกว่าตน ผู้เช่น
นั้นมาล่วงเกินหมิ่นประมาทด้วยประการใดประการหนึ่ง
เป็นต้นว่าด่าตียกโทษนินทาว่าร้ายต่าง ๆ
ด้วยกายประโยค วจีประโยค ซึ่งเป็นอาการอันไม่สมควร
ก็สู้อดสู้ทนไม่โต้ตอบด้วยประการใด
ด้วยคิดว่าคนเหล่านี้สู้เราไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
ถ้าแม้เราจะโต้ตอบ ณ บัดนี้ ก็จะถึงซึ่ง
ความพินาศยับเยินไป ก็แต่ว่าเรา
จะไปเอาเปรียบเอารัดอะไรกับคนเช่นนี้ ถ้าจะว่าไป
คนเหล่านี้เราก็ได้ให้กำลังเกื้อหนุน ให้ความสุขแก่เขา
อยู่บ้าง เขายังไม่รู้จักบุญไม่รู้จักคุณ เขาเป็นคนเลว
ถึงเพียงนี้ เราจะไปต่อล้อต่อเถียงอะไรกับเขา คิด
ได้อย่างนี้แล้วก็อดเสีย
คิดอย่างนี้ตลอดไปจนถึงสัตว์เดรัจฉานตัว
ใหญ่ตัวน้อยที่สุดจนเรือดยุง ก็ให้คิดว่าสัตว์เหล่านี้สู้เรา
ไม่ได้ ถ้าเราประหารลงเมื่อไรก็จักถึงซึ่งความฉิบหาย
โดยแท้ ซึ่งเขามากัดมาตอดเราบัดนี้ก็เพราะรักชีวิต
หาอาหารบำรุงร่างกายเพื่อจะให้ชีวิตยืดยาวไปเท่านั้น
จะได้มีอิจฉาพยาบาท เพื่อให้เราพินาศฉิบหายก็ไม่มี
ไม่ควรที่เราจะก่อกรรมก่อเวรแก่สัตว์ซึ่งไม่มีอำนาจเช่นนี้
ให้สืบเนื่องติดพันกันไปเลย เมื่อคิดได้อย่างนี้
แล้วก็อดเสีย ไม่ต้องประหัตประหารตอบแทน
ชื่อว่าขันติต่ำกว่าตัว ขันติต่ำกว่าตัวนี้
นักปราชญ์ท่านนิยมว่าเป็น อธิวาสนขันติ เป็นขันติชั้นสูง
..........ผู้มีความประสงค์จะไม่ก่อกรรมก่อเวรให้ติด
เนื่องพัวพันสืบต่อแก่กันแลกัน ให้เป็นการลำบากแก่ตน
ทั้งชาตินี้ชาติหน้าไม่มีที่สิ้นสุด ควรบำรุงขันติ ๓
ประการดังบรรยายมานี้ ก็จักถึงซึ่งสิริสวัสดิ์ ห่าง
ไกลแต่ภยันตรายทุกทิวาราตรีกาล ด้วยว่าขันติธรรม
เป็นตัวตบะเดชะให้มีอำนาจ เพราะเป็นยอดแห่งสามัคคี
อปริหานิยธรรม เมื่อสามัคคีธรรม คือ
ความพร้อมเพรียงมีบริบูรณ์ในหมู่ใดประเทศใด หมู่
นั้นประเทศนั้น ย่อมรุ่งเรืองด้วยอำนาจ อาจที่จะป้อง
กันภยันตรายซึ่งจะบังเกิดมา แต่หมู่อื่นประเทศอื่น
คือสามัคคีธรรมเป็นเหตุ
จะปิดร่องรอยช่องทางแห่งปัจจามิตรมิให้ล่วง
เข้ามาเบียดเบียนได้ด้วยประการทั้งปวงดังแสดงมานี้
..........
เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมปริยายอันนี้จบลง
นางยักษินีก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล และยัง
เป็นประโยชน์แก่มหาชนหมู่ใหญ่อันได้อาศัยสดับฟังนั้น
ด้วย ครั้นนางยักษินีได้บรรลุอจลศรัทธา
ในพระบวรพุทธศาสนาแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงมอบนางยักษินีแก่นางกุลธิดา ให้นำเอาไปเลี้ยงไว้
ในที่อันสมควร แล้วปฏิบัติด้วยขัชชโภชชาหารให้เกิด
ความสุข ชนทั้ง ๒ คือนางยักษินี
กับนางกุลธิดามีอัธยาศัยซื่อสัตย์สุจริต
เป็นมิตรร่วมหฤทัย เกื้อกูลอุดหนุนซึ่งกันและกัน
ให้บริบูรณ์ด้วยลาภแลยศ ปรากฏทั่วพระนครพารา และ
ได้พากันบำเพ็ญบุญกุศล มีทาน ศีลเป็นต้น
ตลอดชีวิตของตน ๆ สำเร็จด้วยอำนาจขันติและเมตตา
เพราะอาศัยพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเค้า
เป็นประธานโดยตำนานดังวิสัชนามาฉะนี้แล.
...............................


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร