วันเวลาปัจจุบัน 20 ส.ค. 2018, 08:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2008, 18:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๐ สื่อมวลชนฉบับหนึ่ง
ได้เสนอข่าวชวนให้คิดเชิงจริยธรรม ความว่า
บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมือง และเศรษฐกิจ
ที่ใช้อักษรย่อว่า เพิร์ด แห่งประเทศฮ่องกง
ได้จัดอันดับความเครียดของพลเมืองประเทศต่างๆ ในทวีปเอเซีย
ด้วยมาตราวัดความเครียดได้สถิติความเครียด ๖ อันดับดังนี้

มีความเครียดระดับ ๑ ได้แก่ พลเมืองประเทศเวียดนาม สถิติ ๘.๕

มีความเครียดอันดับ ๒ ได้แก่ พลเมืองประเทศเกาหลี สถิติ ๘.๒

มีความเครียดสูงอันดับ ๓ ได้แก่ พลเมืองประเทศไทย สถิติ ๗.๘

มีความเครียดสูงอันดับ ๔ ได้แก่ พลเมืองประเทศจีน, ฮ่องกง,

ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สถิติ ๖.๗

มีความเครียดสูงอันดับ ๕ ได้แก่ พลเมืองประเทศมาเลเซีย สถิติ ๕.๖

มีความเครียดสูงอันดับ ๖ ได้แก่ พลเมืองประเทศไต้หวัน สถิติ ๕.๕

นอกจากสถิติดังกล่าว เพิร์ดยังได้สถิติในด้านที่มีความเครียดน้อยที่สุด
ไว้ด้วยว่า ชาวอินเดียมีความเครียดน้อยที่สุด


หลายคนสงสัยว่า ทำไมชาวอินเดียจึงมีอารมณ์ดี เครียดน้อยที่สุด

ในปัญหานี้ น่าจะชี้แนะให้เห็นความจริงว่า
ชาวอินเดียโดยทั่วไปนั้น เขาเป็นคนทะเยอทะยานน้อยที่สุด
คนวรรณะต่ำสุดของอินเดีย เป็นคนที่ลำบากยากจนมากที่สุด
คุ้นเคยชินชาอยู่กับความลำบากยากไร้มากที่สุด
มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารการกินน้อยที่สุด
อาศัยอยู่ที่อาศัยที่เป็นกระท่อมน้อยๆ
หาความสะดวกสบายได้น้อยที่สุด
ได้รับอันตรายจากภัยธรรมชาติมากที่สุด
สรุปว่า ย่อมรับรู้ทุกข์ความเจ็บไข้ ความผิดหวัง
ความร้อน ความหนาว และการเหยียดหยามก้าวร้าวมาบ่อยทุกรูปแบบ
โดยเห็นว่าทุกข์เหล่านั้นคือ เพื่อนสนิทในชีวิตของเขา
ด้วยเหตุนั้น น่าจะเป็นผลทำให้เขาเครียดน้อยที่สุด


ส่วนชาวไทยเรา มีความเครียดมากติดอันดับ ๓ ของเอเซีย อย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่น่าเชื่อเพราะอะไร เพราะชาวไทยมีพระพุทธศาสนาประจำชาติ
มีพุทธธรรมเป็นโอสถยาวิเศษที่ป้องกันบรรเทาและแก้ทุกข์ได้ร้อยแปด
มีพระสงฆ์เป็นครูชั้นยอด คือแนะนำให้ทำดี ให้หมดทุกข์ได้สิ้นเชิง

แต่เหตุไรชาวไทย จึงมีความเครียดหนักหนาเช่นนั้น
คนโดยทั่วไปมักจะเข้าใจกันว่า เพราะปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า
ทำให้คนไทยอยู่สบายๆ หรือสุขสำราญอีกต่อไปไม่ได้

แต่ถ้าจะลงลึกไปอีก เราจะเห็นสาเหตุสำคัญยิ่งไปกว่านั้น
ก็เราไม่ได้ใช้พระพุทธศาสนา เป็นเครื่องจรรโลงใจกันเลย
ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่า ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ


ที่พึ่งทางกาย เรามีกันพอสมควรแล้ว คือเรามีอาหารพอกิน
เรามีเครื่องนุ่งห่มพอใช้ เรามีบ้านเรือนพออยู่
เรามียาแก้โรคทางกาย หลายต่อหลายอย่าง

แต่ที่พึ่งทางใจ เราขาดแคลนอยู่เป็นประจำ
ทำไมจึงขาดแคลน ก็เพราะเราไม่ค่อยอยากใช้ธรรมะ
ไม่อยากสนใจทางพ้นทุกข์หรือทางระงับดับความเร่าร้อนใจในชีวิต
โดยเราเห็นว่า ไม่จำเป็น และไร้สาระ ช่วยอะไรไม่ได้
โดยปล่อยธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นของไร้ค่าไปเสียเฉยๆ


ถ้าเราจะมาสนใจกันหน่อย
ศึกษาและอบรมตามหลักธรรมสำคัญๆ ของพระพุทธศาสนา

ให้รู้ว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุแห่งทุกข์
อะไรคือความดับทุกข์ และอะไรคือวิธีทำให้สิ้นสุดความทุกข์

และหลักธรรมประกอบอื่นๆ อีกไม่กี่ข้อ เช่น เรื่องโลกธรรม ๘
เรื่องสันโดษ เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องการแผ่เมตตา
และเรื่องไตรลักษณ์ เป็นต้น เราก็จะไม่ต้องพ่ายแพ้แก่ความเครียด
ซึ่งมันเป็นเรื่องทางกายมากกว่า


บางทีเพียงเรื่องโลกธรรมเรื่องเดียว
ถ้าเรารู้ซึ้งจนยอมรับไปคิดพิจารณาอยู่บ่อยๆ
เราก็สามารถระงับยับยั้งทุกข์ระทมที่โหมโรมรันเราได้สำเร็จง่ายๆ

ในโลกธรรม ๘ นั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้ความจริง
หรือธรรมชาติที่ทุกชีวิตจะต้องได้รับเสมอเหมือนกัน
ไม่มีผู้วิเศษอยู่เหนืออำนาจโลกธรรม ๘ กล่าวคือ

๑. มีลาภ แล้วก็ ต้องเสื่อมลาภ

๒. มียศศักดิ์ แล้วก็ ต้องเสื่อมยศศักดิ์

๓. มีสรรเสริญ แล้วก็ ถูกนินทา

๔. มีสุข แล้วก็ ต้องมีทุกข์

* เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่ลาภร่ำรวยล้น ไม่หยุด

* เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่ยศศักดิ์อัครฐาน ไม่เสื่อม

* เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่คำยกย่องสดุดี ไม่ถูกด่าว่า

* เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่สุขสนุกสนาน ไม่ทุกข์

อยู่ว่างๆ ณ ที่สงบสงัด ทำใจให้เป็นสมาธิ คิดพิจารณาตามที่ว่ามา
จิตที่ผิดหวัง มีทุกข์ จะค่อยๆ มั่นคงมีเหตุผล คลายความทุกข์ได้

พระพุทธองค์ทรงสอนชาวโลกไว้แจ่มแจ้งแล้ว
แต่ผู้เครียดทั้งหลาย มิได้ใส่ใจสนใจ
มิได้นำมาพินิจพิจารณา จึงต้องเครียดหนัก

ผู้ที่จะอยู่ในโลกได้อย่างสุขสบายไม่เครียด
จะต้องเป็นผู้ยอมรับรู้ ยอมรับทราบ ยอมให้ตนได้รับทุกข์
โดยไม่มีการปฏิเสธ (กายจะทุกข์ก็ให้เขาทุกข์)


คล้ายๆ ว่า แสวงหาสุขบนกองทุกข์ของตน
คือ เห็นทุกข์เป็นเพื่อนคู่ชีวิต
เห็นความลำบากเป็นทางแห่งเกียรติยศ
เห็นความโศกสลดเป็นรสชาติของชีวิต ชีวิตที่เกรียงไกรเลิศล้ำ
ต้องมีสีสัน ต้องสามารถแสดงบทบาทโลดโผนได้อย่างดี

มิใช่ชีวิตที่ล่องลอยมาสบายๆ ดังพระราชนิพนธ์
ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ว่า

“หนทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับดอกไม้หอมหวลยวนจิตไซร้ บ่ มี”

อาจมีคนค้านว่า “พูดหรือสอนเขานะ มันแสนยาก
แต่พอจะทำเอง มันยากนักยากหนา คนสอนนะยังไม่เคย
เป็นหนี้สินใครเป็นร้อยๆ ล้าน
ยังไม่เคยถูกพิษร้ายถึงขนาดบริษัทพัง ธุระกิจล่มจม
ตกงาน เงินขาดมือ จึงนึกว่าจะแก้ทุกข์ได้ง่าย”

ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ควรเครียด ไม่ควรตายอยู่ดีนั่นเอง
เหตุผลก็คือ เรายังมีร่างกาย ยังมีความรู้ ยังมีความสามารถ
และยังมีคุณค่าต่อสังคมมากต่อมาก


* ไม่ตายเสีย ก็คงมีโอกาสปลอดโปร่งสว่างไสวในชีวิต

* ไม่ตายเสีย ก็ยังมีโอกาสทำงานอื่นๆ กอบกู้ฐานะได้

* ไม่ตายเสีย ก็คงจะมีเพื่อนผู้สามารถมาชี้แนะอุ้มชู

* ไม่ตายเสีย ก็คงมีโอกาสทำงานขอทุเลาหนี้ หรือใช้หนี้ได้

ถึงไม่อาจใช้หนี้หมดได้จริง เราก็ยังมีโอกาสพบผู้เห็นอกเห็นใจ
ผู้เห็นคุณค่าของเราบ้างจนได้

ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ความสุขไม่เที่ยงแท้ เป็นจริง
เราก็ต้องเข้าใจต่อไปว่า ความทุกข์ ก็ไม่อยู่กับเราตลอดไปดอก
(ทุกข์ก็หมดไปได้) มีทางสว่างไสวอยู่ในความมืดแน่นอน
ถ้าเราไม่ด่วนดับอนาคตของตัวเองง่ายๆ


:b51: :b52: :b53:

คัดลอกจาก...
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=16750

:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44758


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2014, 23:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2707

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 เม.ย. 2015, 12:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 597


 ข้อมูลส่วนตัว


กราบสาธุๆๆ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มี.ค. 2018, 08:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1493


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2018, 11:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1663


 ข้อมูลส่วนตัว


น้อมกราบองค์หลวงพ่อเจ้าค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มิ.ย. 2018, 19:59 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1447

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร