วันเวลาปัจจุบัน 10 เม.ย. 2020, 13:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มี.ค. 2013, 00:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7222

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

Who Am I ตัวเราคือใคร
พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อโรเบิร์ต สุเมโธ)

:b44: :b47: :b44:

พระอาจารย์สุเมโธ พระวิปัสสนาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือมากรูปหนึ่ง ได้กล่าวกับเหล่าพระ ชี ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านหลายครั้งต่างเวลาต่างวาระกันว่า “อาตมารู้สึกหดหู่ทุกครั้งเมื่อคิดถึงตัวเอง” เมื่อได้ยินแบบนี้ความคิดแรกตามปกติธรรมชาติของเรา คือ พระอาจารย์ท่านคงเป็นโรคซึมเศร้า แต่หากเราได้ฝึกวิปัสสนาในแนวที่ท่านสอนมาบ้าง เราจะเริ่มสังเกตว่า ทันทีที่เราคิดถึงตัวเอง ทันทีที่เรามองชีวิตจากมุมมองของตัวเอง สิ่งที่ฉันพอใจ สิ่งที่ฉันต้องการ หรือสิ่งที่ฉันเป็นอยู่ หรือสิ่งที่ฉันสามารถจะเป็น ควรจะเป็น น่าจะเป็น อาจเป็น อาจยังเป็นอยู่ ฯลฯ จะเกิดการหดหู่ บีบรัดตัวภายในกายและจิตใจเข้ามาล้อมรอบ “ตัวของฉัน” ถ้าเราเปลี่ยนกรอบมุมมองจากตัวของเรา ไปเป็นกรอบแห่งธรรมชาติโดยรวม เราพบว่าธรรมชาติมีคุณสมบัติที่กว้างขวางและสงบเย็น ในขณะที่สภาวะที่มี “ความเป็นตัวฉัน” นั้นช่างเหนียวเหนอะ อึดอัด คับแน่น

มนุษย์เราโหยหาอิสรภาพ เราพยายามค้นหาสถานที่ ยศถาบรรดาศักดิ์ วิถีชีวิต หรือความสัมพันธ์ ที่จะทำให้เราเป็นคนที่มีอิสระ แต่วิปัสสนาช่วยให้เราค้นพบว่า ไม่มีวันที่ “ฉัน” จะเป็นอิสระได้ ปัจเจกบุคคลจะไม่สามารถเป็นอิสระได้ เพราะอัตตาตัวตนของคนผู้นั้นเองเป็นคุกขังตัวเองไว้

เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องรู้ว่าอัตตาไม่ใช่ศัตรู หรือปีศาจร้าย ที่เราต้องกำจัดทิ้ง อัตตามีประโยชน์มากในการเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับสังคม วิถีแห่งสังคมจะดำเนินไปได้ต้องการความเป็นปัจเจก ตัวอย่างเช่น ถ้าเราไม่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เมื่อเราถูกตำรวจเรียกบนทางหลวง หรือต้องการเบิกเงินจากธนาคาร และต้องยื่นหลักฐานแสดงตน เราจะแสดงอะไร ดังนั้น ความมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวตนจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินไปแห่งโลก

แต่เมื่อเราวิปัสสนา เราเริ่มสำรวจความรู้สึกของ “ความเป็นฉัน” “ความเป็นตัวฉัน” และ “ความเป็นของฉัน” ในที่สุดเราก็ตระหนักได้ว่า ความรู้สึกนี้เป็นแค่สิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน มันเกิดขึ้นแล้วก็จางหายไป เช่นเดียวกับทุกสิ่งในธรรมชาติ เมื่อวิปัสสนาของเราก้าวหน้าขึ้น เราก็เริ่มเห็นเปลือกชั้นแล้วชั้นเล่าของสิ่งที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา บรรดาความทรงจำ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วเราเคยหลงเข้าใจไปว่าเป็นตัวเรา เราจะพบว่า ความทรงจำ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเห็นต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่ตัวเราหรือสิ่งที่ตัวเราเป็นเลย

เมื่อเราเริ่มหันมาสำรวจและทำความเข้าใจว่า สิ่งใดกันที่มาทึกทัก ถึงความเป็น ฉัน ตัวฉัน ของฉัน โดยการพิจารณาสำรวจดูว่า อะไรเป็นตัวตนที่รับรู้ เราก็จะบังเกิดความรู้สึกโล่งใจ ผ่อนคลายขึ้น พร้อมกับความเข้าใจว่า ความทรงจำ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และความเห็นต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่ตัวเราหรือสิ่งที่ตัวเราเป็นเลย แต่เป็นแค่เพียงรูปแบบต่างๆ ของประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป

การที่เรารู้ว่าเราเป็นอะไรไม่ใช่ประเด็น

ตลอด 45 ปี ที่พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่หลักธรรมหลังจากที่ทรงตรัสรู้ พระองค์ทรงแน่วแน่ที่จะไม่กำหนดความเห็นว่า ตัวเราคืออะไร แต่พระองค์ทรงสอนไว้อย่างชัดเจนมากว่าสิ่งใดที่ไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ใช่ความคิดของเรา ร่างกายของเรา ความเห็นของเรา อารมณ์ของเรา ความสำเร็จของเรา หรือความบกพร่องของเรา ปัญหาของเรา คำถามที่เกิดขึ้นตามมาโดยธรรมชาติคือ แล้ว ตัวเราคืออะไร ตัวตนของเราคืออะไร พระพุทธองค์ทรงย้ำหลายครั้งว่า นี่เป็นคำถามที่ผิด แทนที่จะเฝ้าหาความหมายว่าตัวเราเป็นอะไร “เราต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางจากสิ่งที่เราไม่ได้เป็น” แล้วความเป็นจริงตามธรรมชาติของเราจะเผยตัวออกมาเอง ทันทีที่เราพยายามหาความหมายของตัวเราโดยการคิด หาคำนิยามในแก่นของความเป็นตัวฉัน เราก็จะพบกับความหงุดหงิดผิดหวังในลักษณะเดียวกันกับการที่เราพยายามจะเทน้ำชาจริงใส่ลงไปในแผ่นภาพวาดถ้วยน้ำชา ความเป็นจริงไม่สามารถบรรจุใส่ไว้ในภาชนะที่สมมติขึ้น แม้แต่ภาพวาดที่สวยเลิศกว่านี้ก็ไม่สามารถที่จะบรรจุน้ำชาจริงได้! ความเป็นสิ่งสมมติของมันทำให้มันไม่อาจอำนวยประโยชน์ให้แก่เราตามที่เราเรียกร้องต้องการเอาจากมันได้

การไม่ค้นคิดหาคำตอบต่อคำถามว่าตัวเราคือใคร ตัวตนของเราคืออะไร อาจทำให้คนปรกติทั่วไปหงุดหงิดอึดอัด ผู้คนต่างอ้อนวอนขอร้องให้พระพุทธองค์ทรงประทานคำตอบอย่างตรงไปตรงมา แต่พระพุทธเจ้าทรงแน่วแน่กับสิ่งที่ได้ตรัสสอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการฝึกจิตให้เข้าใจและปล่อยวางสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา โดยความเข้าใจนี้ แก่นแท้ธรรมชาติของตัวเราและสิ่งทั้งหลายจะเผยตัวออกมาเอง พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ชัดเจนมาก ว่าประสบการณ์ความเข้าใจในสัจธรรมไม่สามารถสรุปย่อเป็นหลักการ หรือสื่อได้โดยใช้คำพูด เมื่อมาถึงจุดนี้ เราสามารถสรุปได้ว่า แนวความคิดทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไร ความเป็นจริงต่างไปจากนั้นอย่างมาก


:b8: คัดลอกเนื้อหามาจาก...fb. สาขาวัดหนองป่าพง
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%A ... 9118504002

:b49: รวมคำสอน “พระราชสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44534

:b49: ประวัติและปฏิปทา “พระราชสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=19591

:b49: ประมวลภาพ “พระราชสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=27376

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2019, 10:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2335


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss :b20:
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร