วันเวลาปัจจุบัน 10 เม.ย. 2020, 13:34  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.พ. 2013, 18:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7222

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เรื่องเล่าจากหลวงพ่อสุเมโธ ภิกขุ

:b40: :b47: :b40:

ครั้งหนึ่ง ครั้งแรกที่อาตมาจะขึ้นธรรมมาส ที่วัดหนองป่าพง อาตมาทราบว่าหลวงพ่อชาห้ามไม่ให้ เตรียมคำเทศน์ล่วงหน้า แต่อาตมาอดไม่ได้ อาตมากลัวจะพูดไม่ออก อาตมาได้เตรียมอย่างละเอียดพิสดารพอสมควร ขึ้นธรรมมาสพูดได้ดี ลงจากธรรมมาสทุกคนก็ชม ไม่ว่าพระไม่ว่าโยม ชมว่าท่านสุเมโธเทศน์ได้ดี ดีมากๆ เลย เสร็จแล้ว อาตมาไปกราบหลวงพ่อชาที่กุฏิ ใจอาตมาเหมือนลูกศิษย์ทั่วไป คำชมของคนอื่นไม่มีน้ำหนักเท่าหนึ่งในร้อยของคำชม ของผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ก็ต้องการให้หลวงพ่อชาชมบ้าง แต่ท่านก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมาให้เห็น หลวงพ่อก็ชวนคุยเรื่องอื่น สุดท้ายท่านมองหน้าอาตมาพูดเสียงเรียบๆ ว่า โอกาสหน้าอย่าทำอย่างนั้นอีก หลังจากนั้นอาตมาเลยเลิกการเทศน์นอกครู ก่อนเทศน์จะไม่เตรียมตัวอีก อาตมาก็ทำตามที่หลวงพ่อชาท่านสอน

ดังนั้น การแสดงธรรมของอาตมาก็ตามสไตล์นี้เหมือนกัน คือพูดสิ่งที่รู้สึกสมควรจะพูด เรื่องที่เกิดขึ้นเวลานี้ สิ่งหนึ่งที่นึกขึ้นมาก็คือ ความทรงจำว่าสมัยวัยรุ่น ชอบฟังเพลง เพลงร็อคเสียงดังๆ เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป แล้วก็มีปีหนึ่งอาตมาขึ้น ม.2-ม.3 มีเด็กย้ายบ้านมาจากลอนดอน ครอบครัวมีฐานะดี แล้วก็มีเครื่องสเตอริโอรุ่นใหม่สุดอยู่ที่บ้าน ชวนเราไปฟังเพลงที่บ้าน ตื่นเต้นเหมือนกัน คือเราเป็นเด็กบ้านนอก เขาเป็นคนจากกรุง เครื่องเล่นดนตรีของเราไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ก็ตื่นเต้นที่ได้ฟังเสียงชัดๆ เหมือนเครื่องเสียงที่นี่ ก็ไปนั่งฟังเพลงกับเพื่อน อาตมาก็นั่งหลับตามีความสุข เพื่อนก็ลุกไปปรับเสียง นั่งลง 2-3 วินาที ทำหน้านิ่ว ลุกขึ้นปรับนั่นปรับนี่อยู่เรื่อย จนกระทั่งอาตมามีความรู้สึกว่า ผมฟังเพลง เพื่อนฟังเครื่องเสียง

นี่เป็นข้อคิดที่ดีข้อหนึ่งตอนหลังมาศึกษาปฏิบัติธรรม เพราะเป็นคนมีการศึกษาน้อยก็อยู่ในป่า บางทีคุยกับเพื่อนที่มีการศึกษามากกว่า เวลาฟังเทศน์ เราฟังเทศน์ ก็มีความรู้สึกเหมือนสมัยวัยรุ่นว่าเราฟังเสียง ท่านฟังเครื่องเสียง ท่านรู้มากแล้วแต่ท่านก็ไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเรา

หลวงพ่อชาท่านบอกว่า บางสิ่งบางอย่างที่สอนอาจจะไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก แต่ไม่เคยออกนอกเขตของตำรา มันสอดคล้องกันได้เป็นเรื่องเดียวกัน ฉะนั้น เรื่องความทุกข์ เรื่องความสุข เราก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนทุกคน ไม่ว่าเราเป็นนักบวช เราเป็นคฤหัสถ์เหมือนกันหมด พระเราถ้าไม่มีความสุขในชีวิตพรหมจรรย์ ก็คงอยู่ได้ไม่นาน แรกๆ อาจมีสิ่งดลบันดาลใจ ตั้งอกตั้งใจฟัง อดทน สู้ แต่เราจะมีศรัทธามากมายแค่ไหน จะปฏิบัติแบบสู้ กัดฟัน ไม่กี่ปีก็หมดแรง หมดกำลัง ผู้ที่อยู่ได้นานก็เพราะมีความสุขในชีวิตพรหมจรรย์มากกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ข้างนอก บางท่านพยายามพิจารณา โอ้...ชีวิตคฤหัสถ์ในโลกนี้ ชีวิตมันแย่มาก มันมั่วมาก อาตมาสังเกตว่าคนที่ชอบว่าชีวิตของตนด้วยสำนวนแรงๆ มักจะเป็นคนที่จะลาสิกขาไปภายในไม่กี่ปี ก็จะมีความรู้สึกอย่างนั้นที่จะแสดงออกมา

ในชีวิตของเราทุกคน เราต้องหันมาสนใจ ศึกษาเรื่องความสุข เรื่องความทุกข์ ความทุกข์ มันเกิดมาจากสิ่งใด ความสุขเกิดมาจากสิ่งใด ความทุกข์ความสุขมีความสัมพันธ์อาศัยกัน อย่างไร โดยที่เราถือหลักสำคัญว่า มนุษย์เรามีศักยภาพในการเรียนรู้ มนุษย์เราสามารถเปลี่ยนแปลงหรือกลับใจได้ ไม่มีอะไรสักอย่างอยู่ในชีวิตของเราหรือในจิตใจของเราที่เป็นของแน่นอนตายตัว มีแต่สิ่งที่ผันผวนปรวนแปรอยู่ทั้งนั้น และในกระแสของความเปลี่ยนแปลงนั้น ผู้มีปัญญาจะศึกษาเพื่อให้ทราบว่า ส่วนไหนเราควรจะอดทน ทำใจ ส่วนไหนเราควรจะปรับปรุงแก้ไข ส่วนไหนควรจะส่งเสริมอย่างมีสติ กระแสนั้นมันเป็นกระแสที่สลับซับซ้อนพอสมควร ผู้ที่ไม่สนใจศึกษามักจะจับผิดประเด็น อย่างเช่น อดทนในสิ่งที่ไม่ควรอดทน บางทีกลับภูมิใจว่าเป็นผู้อดทนสูง แต่เป็นความอดทนในสิ่งที่ไม่ควรอดทน หรือทำสิ่งที่ไม่มีทางจะได้ผล

หลวงพ่อชาท่านเปรียบเทียบเหมือนกับชาวบ้านผู้ไปตกปลาในหนองที่ไม่มีปลา ขยันหมั่นเพียรอย่างไรก็ไม่มีทางได้ปลามา เราจะทำสิ่งใดเราต้องฉลาดที่จะรู้ว่าคุ้มค่าไหมกับการใช้เวลา ใช้กำลังกาย กำลังใจ ในการดำเนินในสิ่งนั้นๆ ฉะนั้น ไม่ควรอดทนในสิ่งที่ไม่ควรอดทน แต่อดทนในสิ่งที่ควรอดทน ที่ควรละ เราก็ต้องละถูกจุดของมัน ก็ต้องมีเทคนิค ต้องมีวิธีในการละจนได้ ในการบำเพ็ญก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดเป็น บาปอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราเกิดความไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือว่ารู้ผิดเข้าใจผิดในเรื่องบุญและบาป เรื่องกุศล อกุศล มันจะทำให้เราอาจจะแสวงหาสิ่งผิดๆ บางสิ่งบางอย่าง ด้วยเชื่อว่าเป็นบุญ หรือว่าอาจจะเกิดความละอายใจ ความเกรงกลัวต่อบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อว่าบาป ทั้งที่จริงเป็นบุญ ดังนั้น จิตใจของเราต้องระมัดระวังให้มาก เพราะถ้าตั้งต้นผิดแล้ว มันจะผิดไปอย่างไม่รู้ตัว ถ้าคนรู้บาปบุญคุณโทษ พลั้งพลาดหรือผิดพลาดบ้าง ก็ยังพอมีหิริโอตัปปะเป็นเครื่องห้ามอยู่บ้าง การปรับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องที่เป็นเพื่อนทางของชีวิต เป็นงานสำคัญที่เราไม่ควรจะละเลย สิ่งที่เรามักจะไม่ค่อยรับรู้รับทราบนั้นก็คือ ความกะล่อนของจิตใจตัวเอง จิตใจเรามันกลิ้ง กลับกลอก ตลบตะแลงมันเชื่อไม่ได้เลย แต่นอกจากการหลอกหลวง ในระดับที่พอจะจับได้บางครั้งบางคราวเมื่อมีสติขึ้นมา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มันละเอียด ที่ยากจะสังเกตเห็น

อาตมาจะยกตัวอย่างว่า ที่เมืองนอกมีการวิจัยอย่างหนึ่งในซุปเปอร์มาเก็ต ที่เขาขายเหล้าไวน์ ส่วนหนึ่งเป็นไวน์เยอรมัน ส่วนหนึ่งเป็นไวท์ฝรั่งเศส วันหนึ่งเขาเปิดเพลงภาษาฝรั่งเศส อีกวันหนึ่งเปิดเพลงเยอรมัน วันที่เปิดเพลงฝรั่งเศสขายเหล้าไวน์ฝรั่งเศส 40 ขวด ขายเหล้าไวน์เยอรมัน 10 กว่าขวด วันไหนเปิดเพลงเยอรมัน เหล้าไวน์ฝรั่งเศสขายไม่ค่อยออก ได้ 10 ขวดเอง เหล้าไวน์เยอรมันขายดี เมื่อผู้ซื้อเหล้าไวน์แล้ว ถูกสัมภาษณ์ คิดอย่างไรถึงซื้ออย่างนี้ เขาไม่รู้เลยว่าเพลงมีผล มีอิทธิพลของจิตใจ หลายสิ่งหลายอย่างที่มีผลต่อจิตใจของเรา เป็นโดยอัตโนมัติ เป็นโดยเราไม่รู้ตัว

เราชอบถือว่าเราเป็นผู้มีเหตุมีผล แต่แท้ที่จริงแล้วเรามีน้อยกว่าที่คิด ที่อเมริกาเขาทำการวิจัยเรื่องการเมือง เขาดูรูปของนักการเมือง ครั้งแรก วินาทีแรกเกิดความรู้สึกอย่างไร สิ่งนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าเขาจะเลือกตั้งคนนั้นหรือไม่ ยังไม่ทราบนโยบายของพรรค ไม่ทราบว่าคนนั้นเป็นยังไง แค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น วินาทีแรกที่เห็นรูป นั้นจะเป็นตัวปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะกำหนดว่าเลือกหรือไม่เลือก เรื่องราวเหล่านี้ซึ่งมีมากมาย วันนี้ก็ยกตัวอย่างเพียงสองสามข้อ เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าจิตใจของเราไม่เหมือนที่เราคิด เราเองก็ไม่เหมือนที่เราคิด ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เหมือนที่เราคิดเลย เราดำเนินชีวิตอย่างงมงาย งมงายในเรื่องของกาย งมงายในเรื่องของใจ แล้วก็ไม่ค่อยจะรู้เท่าทันชีวิตของตน เมื่อเราไม่รู้เท่าทัน เราก็เป็นเหยื่อของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราไม่ค่อยเป็นอิสระภายในเลย แต่เนื่องจากว่าเราไปโน่นไปนี่ได้ ทำนั่นทำนี่ได้ ซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ จะไปบริโภค จะไปซื้อของมีให้เลือกเยอะ เราก็เลยหลงว่าตัวเองเป็นตัวของตัว แต่ถ้าเรากล้า เราสนใจมาดูด้านในหน่อย จะสังเกตเห็นว่าไม่เหมือนที่เราคิดเลย จิตใจของเราอยู่ใต้อิทธิพลของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อยู่ตลอดเวลา รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ตราบใดที่จิตใจของเราไม่มีหลัก ไม่มีแก่น ไม่มีวิหารธรรม คือใจไม่มีที่อยู่อาศัยที่สม่ำเสมอปกติ สุขอยู่ในปัจจุบันแล้ว เรื่องความสุข แล้วมันมียาก ความสุขที่ได้นั้นจะเป็นความสุขชั่วคราว และจะเป็นความสุขที่เกิดจากการกระตุ้นประสาทต่างๆ ซึ่งเป็นของสติอย่างหนึ่ง ดังนั้นการหันมาดูจิตใจของตัวเองนี้มันสำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่ให้เวลาในการดูจิตใจแล้ว มันจะประมาทอยู่เรื่อย นี้ก็เป็นปัญหา อย่างเช่นการตั้งงานปฏิบัติธรรม โดยการชวนคนเข้าวัด ส่วนมากคนที่เคยเข้าก็ดีบ้างอยู่แล้ว แต่คนที่ควรเข้ามากที่สุดคือคนที่ไม่เคยเข้า

ที่โรงเรียนทอสีอาตมาเป็นประธานที่ปรึกษา เมื่อหลายปีที่แล้ว มีการประชุมเรื่องการปฏิบัติธรรมของครู ว่าจะตั้งระเบียบเรื่องการปฏิบัติธรรมอย่างไร ครูชั้นผู้ใหญ่อยากให้จัดปฏิบัติธรรมปีละครั้งนั้นเป็นข้อบังคับ ส่วนครูชั้นผู้น้อยส่วนมากคิดว่าไม่ควรจะบังคับเรื่องศาสนา เรื่องการปฏิบัติ ควรแล้วแต่ความสมัครใจ ฝ่ายผู้ที่ต้องการให้เป็นข้อบังคับ ก็มีเหตุว่าถ้าไม่บังคับผู้ที่ควรจะเข้าก็จะไม่เข้า ครูในโรงเรียนจะขาดความสามัคคี ส่วนผู้น้อยก็ถือว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรมีการบังคับ สุดท้ายก็ให้อาตมาเป็นผู้ชี้ขาด เป็นผู้ตัดสินใจ อาตมาก็เลยบอกว่าทางพุทธศาสนาเรานี้ เราต้องถือทางสายกลาง เราไม่ควรจะบังคับทุกคนให้เข้าปฏิบัติธรรม เราจะบังคับเฉพาะครูที่ไม่สมัครใจเท่านั้น ก็เลยเป็นที่ตกลงในโรงเรียน คือการปฏิบัติมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ ถ้ายังไม่เคยปฏิบัติจะกลัว จะเครียด จะถือว่าไม่สมควร แต่พอถูกบังคับแล้ว เกือบทุกคนที่ถูกบังคับจะขอบคุณที่ได้ถูกบังคับ เพราะเป็นโอกาสที่จะได้รู้ได้เห็น สิ่งที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น เหมือนกับเป็นการเปลี่ยนจากสองมิติเป็นสามมิติ เห็นของเดิมแต่ว่าเห็นมุมมองใหม่ เหมือนกับสูงขึ้นมาหน่อย ถึงจะไม่สงบระงับอะไรมาก อย่างน้อยก็ได้มองจิตใจ และจะเริ่มเข้าใจในเรื่องกิเลส

มีเล่าเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ตอนอาตมายังไม่ได้มาเมืองไทย ยังเป็นฆราวาสอยู่ อยู่ประเทศอินเดีย อยู่เทือกเขาทางปักษ์ใต้ของอินเดีย แล้วก็เดินในเขา ก็ไปพักอยู่ที่หมู่บ้านของชาวเขา อยู่ในที่ห่างไกลความเจริญมาก เขาไม่เคยเห็นฝรั่งมาก่อน เขาตื่นเต้นมาก 20-30 กว่าหลังคาเรือน เขาแย่งกันอยากจะให้อาตมาไปค้างในบ้านเขา เกือบจะเป็นเรื่องเหมือนกัน สุดท้ายอาตมาต้องไปทานข้าวทุกบ้าน ทานบ้านละช้อนๆ เหมือนเป็นพระเลย ที่นี้ตอนเย็นอาตมาจะไปอาบน้ำในห้วย เดินออกไปแล้ว ได้ยินเสียงข้างหลัง โอ้โฮ มีเด็กตามหลังตั้ง 20-30 กว่าคน ไปดูอาตมาอาบน้ำ ไปถึงที่อาบน้ำแล้ว อาตมาก็เริ่มถู ถูตัว เด็กก็มองตาโต มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ น่ารัก อาตมาก็ยื่นสบู่ให้เขา เขาถูสบู่ เขาร้องกรี๊ดเลย ไม่น่าเชื่อ ผิวหนังเปลี่ยนสี ขาวขึ้นเยอะเลย เขานึกว่าเป็นไสยศาสตร์อะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะในหมู่บ้านนั้นเขาไม่รู้จักสบู่ ไม่เคยเห็น แล้วเขาคิดว่าสีนี้เป็นสีธรรมชาติของเขา แต่ที่จริงไม่ใช่ มันเป็นเพราะไม่เคยถูสบู่ อาตมาเลยเป็นที่นิยมของเด็กๆ มากเลยตอนนั้น สบู่ วันสองวันก็หมดเลย ทุกคนขอใช้ สนใจไสยศาสตร์ของฝรั่ง ตอนหลังอาตมาก็คิดว่าคนส่วนมาก ก็เหมือนกับเด็กชาวเขาในอินเดีย ฉันก็เป็นอย่างนี้แหละ เป็นตั้งแต่ไหนแต่ไรมา นี่ก็คือปกติของฉัน ปกติของฉันเป็นอย่างนี้ แต่ก็ไม่รู้จักสบู่ของพระพุทธเจ้า ถูสบู่ของพระพุทธเจ้ามันสวย มันสะอาดกว่านี้เยอะเลย สิ่งที่เราถือว่ามันปกติ จริงๆ มันไม่ปกติ แต่เราไม่มีเครื่องเปรียบเทียบ ดังนั้นการปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนา ก็เพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็นความจริงของชีวิต ไม่ใช่เรื่องจะยัดเยียดคำสอน บังคับให้เชื่อ ถึงจะบังคับก็แค่บังคับให้ลอง บังคับให้ดู บังคับให้สนใจศึกษาความจริง

ตอนนั้นอาตมาบวช ครอบครัวของอาตมา ไม่ค่อยสนใจเรื่องศาสนาเท่าไหร่ ก็มีคนหนึ่งเป็นน้า รู้ว่าอาตมาจะออกบวช พูดว่าไม่เคยรู้ว่าหลานสนใจเรื่องศาสนา อาตมาบอก ฉันก็ไม่เคยรู้เหมือนกัน คืออาตมาไม่เคยสนใจเรื่องศาสนา เห็นว่า หนึ่ง ไม่จำเป็น แล้วก็ สอง ฟังแล้วก็รู้สึกเรื่องราวพิลึกๆ ไม่มีเหตุผล อาตมาคิดว่าสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่แสวงหาในชีวิต คงไม่ได้ ด้วยคัมภีร์ใดคัมภีร์หนึ่ง พอมาเจอพระพุทธศาสนา แทนที่จะมีความรู้สึกว่าพิลึกและไม่จำเป็น กลับรู้สึกว่าจำเป็นจะต้องลอง จะต้องปฏิบัติ เรื่องของพระพุทธศาสนาอยู่ที่การกระทำ ไม่ได้อยู่ที่ความชั่ว จึงเป็นศาสนาสากล สากลถือว่าใครจะละบาปบำเพ็ญกุศล ทำความดีความงามให้เกิดขึ้น ไม่ว่านับถือศาสนา ไม่ว่าเชื่ออะไรก็ตาม ก็สามารถไปที่ดี สามารถเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพุทธ กับเชื่อในคัมภีร์ของพุทธ มันอยู่ที่การกระทำ เป็นศาสนาแห่งการกระทำ ดังนั้น การประพฤติปฏิบัติของเรา จึงเริ่มต้นด้วยความเชื่อเหมือนกัน แต่ไม่ได้เชื่อสิ่งนอกตัว เชื่อว่าตัวเองสามารถลดความทุกข์ในชีวิตของตนได้ สามารถเพิ่มความสุขในชีวิตได้ เพราะความทุกข์และความสุข ไม่ใช่การให้รางวัล หรือการลงโทษจากเทพใดเทพหนึ่ง ไม่ใช่ว่าชีวิตของเราไปตามดวง ไปตามชะตากรรม มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย และคนเราสามารถมีศักยภาพพอ ที่จะลดสิ่งที่ทำให้จิตใจเราทุกข์เดือดร้อนได้สามารถสร้างสิ่งที่นำไปสู่ความสุขได้ ถ้าเราเชื่ออะไรให้เชื่อในความสามารถของตัวเอง ถ้าเชื่อแล้วก็ต้องลองทำดู เราไม่ได้เริ่มต้นด้วยปรัชญา หรืออุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่ง แต่เราเรียนรู้จากการสังเกตชีวิตจริงของเรา

อย่างเช่นเรื่องง่ายๆ เรื่องความทุกข์ ความสุข น่าจะเห็นได้ว่าทุกข์กาย ทุกข์ใจต่างกัน ต่างกันตรงไหน สมมุตว่ามีใครมาตบหน้าเรา ตบหน้าแล้วเจ็บตรงไหน เจ็บที่หน้า ผู้ชายก็เจ็บ ผู้หญิงก็เจ็บ คนไทยก็เจ็บ คนอังกฤษก็เจ็บ ปุถุชนก็เจ็บ พระอรหันต์ก็เจ็บ เหมือนกันหมด เพราะธรรมชาติของร่างกาย ของคนเป็นเช่นนั้นเอง อันนี้เรื่องทุกข์กาย แต่เรื่องทุกข์ใจไม่เหมือนกัน สมมุติว่าเราถูกด่า แล้วมีคนมาดูถูกดูหมิ่น บางคนอาจจะทุกข์มาก บางคนอาจจะทุกข์น้อย บางคนอาจจะไม่ทุกข์เลย มันมีความแตกต่างกันใช่ไหม ปุถุชนอาจจะทุกข์มาก พระอริยะเจ้าไม่ทุกข์เลย มีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่เป็นตัวกำหนดว่า ทุกข์หรือไม่ทุกข์ อย่างเช่นคนที่ดูถูกเรา เป็นคนที่เราเคารพนับถือไหม เป็นคนที่พูดอะไรมีน้ำหนักกับชีวิตเราหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ศึกษาในเรื่องความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเราเองว่า เรื่องหนึ่งอาจจะทำให้เราทุกข์มากในเวลาหนึ่ง อีกเวลาหนึ่งอาจจะไม่ทุกข์เลย เช้านี้บางทีอารมณ์หงุดหงิด รำคาญอยู่แล้ว ใครพูดอะไรทำอะไรก็พร้อมที่จะเป็นทุกข์มาก อีกเวลาหนึ่ง จิตใจของเราปกติ เมื่อมีการกระทบบางอย่างก็ไม่ค่อยกระเทือนเฉยๆ อันนี้จากการสังเกตเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ก็นำไปสู่ผลสรุปว่า จิตใจเราจะเป็นทุกข์ไม่ใช่เพราะสิ่งนอกตัว สิ่งนอกตัวนั้นก็เป็นแค่ปัจจัย แต่ตัวเหตุนั้นอยู่ที่เรา มันต้องมีส่วนหนึ่งมาจากเรา จึงจะสำเร็จเป็นทุกข์ได้

ถ้าเราชอบพูดว่าคนนั้นเขาทำให้ฉันเสียใจมาก ทำให้ฉันผิดหวัง ทำให้ฉันโกรธ นี้เป็นการใช้ภาษาอย่างสะเพร่า ไม่ตรงตามความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะทำให้เราเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งภายในจิตใจของเราผสมโรง อันที่จริงแล้วจิตใจของเรามันมีส่วน มีบทบาทมากกว่าสิ่งที่มาจากข้างนอกด้วยซ้ำไป เราอาจจะเปรียบเทียบเหมือนกับว่า สิ่งนอกตัวเรานี่เป็นห่วง ไม่ใช่ว่าตัวเราเป็นห่วง จิตใจของเรานี่เป็นตะขอ คราวนี้เรามาเจอห่วง ห่วงใหญ่ แต่ห่วงก็เป็นแค่ห่วง ห่วงไม่มีความหมายถ้าไม่มีตะขอ มาชัก มาเกี่ยว ถ้าเราตัดตัวตะขอออกจากจิตใจ เราเจออะไรก็เป็นแค่เจอห่วงเฉยๆ ไม่มีความหมาย พระอริยะเจ้าเป็นผู้จิตใจไม่มีตะขอ คำพูดคนเขาทำให้เราโกรธไหม ไม่นะ คำพูดเขาเป็นห่วงเฉยๆ ถ้าจิตใจเราไม่มีตะขอ ก็สักแต่ว่าคำพูดเฉยๆ แค่นั้นเอง ตรงนี้ที่เราจะเห็นความสุขเกิดขึ้นอย่างมาก เพราะเราเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

ทุกวันนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กดดันมาก ทำให้เราเครียด ทำให้เราวุ่นวาย ทำให้เรานั้น.... เหมือนกับดูถูกตัวเอง ดูถูกตัวเองว่าเราเป็นเหยื่อ อะไรเป็นยังไงเราก็เป็นอย่างนั้น มันเป็นการไม่ให้เกียรติกับตัวเอง แล้วมันเป็นการมองข้ามความจริงว่า สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ทำให้เราเครียด ไม่ได้ทำให้เรากังวล ไม่ได้ทำให้เราหวาดระแวง ไม่ได้ทำให้เราซึมเศร้า อย่างมากสิ่งเหล่านั้นก็แค่ชวนให้เครียด ชวนให้กังวล ชวนนั่นชวนนี่ แต่เรามีศักยภาพ มีสติที่จะไม่รับการชวนเชิญนั้นได้ สิ่งนั้นก็เป็นแค่ห่วงที่แขวนไว้ต่อหน้าเรา แต่เราไม่ต้องไปชักไว้ไม่ไปเกี่ยวไว้ก็ได้ มันอยู่ที่เรา ทีนี้เราจะเห็นว่า ความเป็นอิสระของเราเป็นสิ่งที่ไม่เหลือวิสัย เป็นสิ่งที่เป็นได้ เราจะมีความรู้สึก ท้าทายคำพูดและการกระทำของคนอื่น สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ท้าทายให้เราเป็นทุกข์ ทำอย่างไรเราจะไม่เป็นทุกข์กับมันแต่พอเรามาดูจิตใจอย่างละเอียดหน่อย เราจะปรับความคิดปรับความเห็นหลายประการ ภาษาธรรมะว่า ทำทิฐิให้ตรง ทำทิฐิให้ตรงไม่ใช่บังคับให้เชื่อ แต่มันเป็นการปรับความคิดปรับความเข้าใจ ปรับค่านิยม ปรับความเข้าใจในสิ่งที่ควร ไม่ควร ตามข้อมูลที่เรารับรู้อยู่ ในเวลานั้น

อาตมาจึงชอบบอกว่าปัจจุบันขณะเป็นห้องเรียน การอยู่กับปัจจุบันไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเงื่อนไข เป็นเหตุให้เราเรียนรู้เรื่องทุกข์ เรื่องสุขอย่างเป็นประสบการณ์ตรง ในเมื่อเราสามารถอยู่ในปัจจุบัน อยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เราก็เรียนรู้ นี่ทุกข์นะ นี่สุข ถ้าทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้ คิดอย่างนี้ ความสุขก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ถ้าคิดอย่างนี้ตั้งอย่างนี้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้น หรือความทุกข์ดับไป เกิดความสุข ฯลฯ เราจะฉลาด ฉลาดในวิถีจิต ฉลาดในการรู้จักว่าสิ่งไหนควรจะอดทน สิ่งไหนควรจะปล่อยวาง มันไม่มีสูตรตายตัวที่เราจะท่องได้ แต่จิตใจที่สามารถอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง จะมีความยืดหยุ่น พร้อมที่จะทำ จะพูด จะคิดในสิ่งที่เหมาะสม สิ่งที่สมควร จิตใจเรามันมีอำนาจมาก เพราะสิ่งหนึ่งที่จิตใจทำ เพื่อเป็นการสร้างกรอบของข้อมูลที่เรารับมาจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ต่างๆ เราสร้างกรอบไว้อยู่ตลอดเวลา ถ้าเรารู้เท่าทันกรอบของตนแล้ว เปลี่ยนกรอบเสียใหม่ ก็สามารถพลิกความรู้สึกได้ ถ้าเราพลิกไม่ได้ ก็จะเป็นเหยื่อของสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ระวัง กิเลสมะรุมมะตุ้มเข้ามาครอบงำจิตใจ ไม่มีทางออก แล้วก็รู้สึกเหมือนกับสิ้นหวัง สิ้นหวังก็ขาดสตินั่นเอง กรอบคืออะไร เป็นอย่างไร

หลวงพ่อชาท่านเคยเปรียบเทียบอุปมาอย่างนี้ สมมุติว่าเราเดินตามถนน สวนทางกับคนๆ หนึ่ง เขาเห็นหน้าแล้วก็ด่า ใช้ภาษาหยาบคายเหลือเกิน ด่าๆ เราก็รู้สึกทุกข์ใจ สะเทือนใจ แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า อย่าไปถือสาเลย คนนั้นเป็นโรคจิต พอเรารู้ว่าคนนั้นเป็นโรคจิตแล้ว ความรู้สึกหายไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เกือบจะไม่มีเหลือ ทั้งๆ ที่เขากำลังด่าอยู่ กำลังแสดงอาการเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ความหมายที่เราให้กับสิ่งนั้น กรอบความหมายที่เราสร้างไว้ เข้าใจสิ่งนั้นเปลี่ยนไป สิ่งนั้นก็เลยหมดฤทธิ์ ทำให้จิตใจของเราปกติได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างง่ายๆ ชัดๆ ในชีวิตประจำวัน

ศิลปะอย่างหนึ่งต้องการจะรู้เท่าทันว่า เรากำลังสร้าง กำลังมองเรื่องผ่านกรอบอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ทุกข์เพราะปรารถนาใช่ไหม ฉะนั้น เราจำคำนี้ไว้ ทุกครั้งที่จิตใจเราเริ่มเป็นทุกข์ ให้รู้ว่าถ้าไม่มีตัณหาเป็นตะขออยู่ในใจ ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้ หลังจาก นั้นนำไปสู่การดู การสืบสาวหาตัวตัณหาในขณะนั้น ซึ่งเป็นตัววาดกรอบให้เรามีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ต้องมีข้อใดข้อหนึ่งอยู่ใน ขณะนั้น จึงเป็นทุกข์ได้ เรามักจะเป็นทุกข์กับใครมากที่สุด ทุกข์กับคนรอบข้าง เพราะว่าอะไร เพราะการกระทำของเขามีความหมาย แล้วเรามีความคาดหวัง กรอบที่เรามอง ภายในใจที่เราปราถนาจากคนรอบข้าง เราควรจะ เขาน่าจะ สามีของเราน่าจะ เมียของเราก็น่าจะ ลูกของเราก็ควรจะ ลูกของเราก็ไม่ควรจะ นี่คือกรอบ ที่เราจะแปลความหมายของสิ่งที่เขาทำ ของสิ่งที่เขาพูด นี้คือตัวตัณหา คือไม่ใช่ว่าทุกข์เพราะเขาพูดอย่างนั้น ทุกข์เพราะไม่อยากให้เขาพูดอย่างนั้น ทุกข์เพราะอยากให้เขาทำอย่างอื่น ไม่อยากให้เขาทำอย่างนี้ นี้คือตะขอ นี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นนักปฏิบัติแล้ว แล้วต้องเป็นคนทำใจ บางคนก็เข้าใจผิดอย่างนั้น

เราพยายามอยู่ในปัจจุบันเพื่อเรียนรู้ เรียนรู้อะไร เรียนรู้ว่าความทุกข์เกิดยังไง ดับยังไง ความสุขเกิดยังไง ความสุขดับยังไง แล้วจะรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องที่อ่านหนังสือ อ่านปรัชญาไม่ค่อยเข้าใจ โอ้...มันไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องแค่นี้เอง เรื่องการย่อยอาหาร ถ้าเราดูตำราหมอ เรื่องย่อยอาหาร โอ้โห...หลายสิบหน้า อ่านยาก เข้าใจยาก แต่ทำไมเราย่อยอาหารได้ทุกวัน ถ้าต้องอ่านหนังสือก่อนนี่ลำบากนะ โชคดีไม่ต้องอ่าน เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ถ้าคนเราสนใจ อยู่ในปัจจุบัน เราก็จะป้องกันความทุกข์ได้ ก็ส่งเสริมความสุขที่ดีงามได้ บางคนนี่กลัวความสุขก็มีนะ นั่งสมาธิกลัว กลัวจะติดสุข สุขทางโลกนี่ไม่กลัวเลย แต่พอนั่งสมาธิกลัวติดสุขไม่ค่อยสงบเท่าไหร่ คือความสุขในสมาธิเป็นทางผ่าน ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นมาก แต่อย่าปฏิเสธเดี๋ยวจะไปไม่ถึงหัวลำโพง จะไปอยุธยา แต่ไปไม่ถึงหัวลำโพงได้ไง มันเป็นทางผ่าน ก็ต้องผ่าน ถ้าเรามีสัมมาทิฐิ สุขก็รู้ว่าสุข เป็นส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์หนึ่งในระหว่างการเดินทาง รู้และเข้าใจขอบเขตของมันที่สำคัญก็คือผู้ที่ได้ความสุขภายในแล้ว จะเป็นผู้ที่ไม่ดิ้นรนวุ่นวาย ในการที่จะแสวงหาความสุขนอกตัว คนที่ละอบายมุขไม่ได้ เพราะกลัวจะไม่มีอะไร เราจะละในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต้องมีสิ่งที่ดีกว่าทดแทน ผู้ที่ไม่มีความสุขภายใน ไม่สงบแล้วจะเลิก จะละ ในสิ่งเหลวไหล สิ่งไร้ค่านอกตัวได้ยาก การพัฒนาชีวิตไปสู่ความสุขที่แท้จริง เราก็ต้องการความสุขที่เป็นกุศลเสียก่อน ความสุขที่เป็นกุศลนั้นมันจะนำไปสู่ความสุขที่สูงกว่า ระหว่างการเดินทางก็เรียนรู้ ครูบาอาจารย์สอนให้เรามองทุกสิ่งทุกอย่างว่ามันไม่แน่นอน ชอบก็ไม่แน่ ไม่ชอบก็ไม่แน่ รักก็ไม่แน่ ชังก็ไม่แน่ สุขก็ไม่แน่ ทุกข์ก็ไม่แน่ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ไม่ปฏิเสธอะไรง่ายๆ เรียนรู้คอยดูไปๆ เรียนรู้อย่างใจเย็น เราชอบด่วนสรุป

ครั้งหนึ่งมีพระธุดงค์รูปหนึ่งต้องการเจริญเมตตาภาวนา ได้ข่าวหลวงปู่องค์หนึ่งอยู่ในวัดในที่อัตคัดกันดารอยู่ในที่ห่างไกลความเจริญ ไปยาก ท่านใจสู้ท่านเดินธุดงค์ไปใช้เวลาหลายวันเหลือเกิน สุดท้ายท่านก็ถึงวัดเดินเข้าไปในเขตวัด ลูกวัดออกไปรับ พาไปที่กุฏิให้พักผ่อนให้เก็บบริขารเสร็จแล้ว บอกว่าจะนิมนต์ไปกราบคุณปู่ พระท่านขึ้นบนกุฏิเปิดหน้าต่าง มองออกไปข้างล่าง ก็เห็นคุณปู่พอดี คุณปู่อยู่ชายป่า โอ้...นี่คือหลวงปู่ผู้มีเมตตาธรรม รู้สึกซาบซึ้ง เลื่อมใส พอดีมีกวางตัวหนึ่งออกมาจากป่า หน้าตาของหลวงปู่ผู้เต็มอิ่มด้วยเมตตาธรรมเปลี่ยน ท่านยกไม้เท้าของท่านไปตีกวางอย่างหนักเลย กวางก็วิ่งหนีเข้าป่า พระเห็นแล้วหมดศรัทธาเลย โอ๊ย...ถูกหลอก เดินทางมาลำบากลำบนแทบตาย ได้ข่าวว่าหลวงปู่องค์นี้มีเมตตา เราจะได้เจริญเมตตาภาวนา ไม่เอาแล้ว เก็บบริขารออกจากวัดเลย ไปที่ไหนท่านก็บอก อย่าไปเชื่อเลย พระองค์นั้นที่บอกมีเมตตานะ ไม่ใช่หรอก ผมไปเอง ผมไม่ได้นินทาท่านนะ ไม่ใช่ฟังเขามา เห็นกับตาตัวเอง เห็นชัดๆ เลยนะ ท่านทรมานสัตว์ ท่านตีสัตว์ ผมเห็นแล้วตกใจ ไปไหนก็พูดอย่างนั้น ที่วัดหลวงปู่ก็ถามว่าพระธุดงค์องค์นั้นอยู่ไหน ไหนว่าจะมากราบ หรือไปแล้ว หลวงปู่รู้แล้วเห็นพระองค์หนึ่งมองจากข้างบน น่ากลัวเข้าใจผิดมั้ง ท่านก็ยิ้ม คืออย่างนี้ ท่านก็เล่าให้ลูกวัดฟังว่าทุกวันนี้พระเรานะชอบทิ้งเศษอาหารที่ชายป่า กวางก็ชอบมากิน กวางมากินแล้ว เริ่มจะคุ้นเคยกับคน ก็เข้าไปแถวหมู่บ้าน ถูกชาวบ้านยิงตายมาหลายตัวแล้ว เข้าหม้อชาวบ้านไม่รู้กี่ตัวแล้ว ก็มีวิธีแก้วิธีเดียวต้องทำให้กวางกลัวคน หลวงปู่ต้องตีๆ ให้กลัวคน จะได้ปลอดภัยจากความโหดร้ายของคน เห็นไหม นี่คือเมตตาของหลวงปู่ เมตตาที่ประกอบด้วยปัญญา มองภาพใหญ่ ภาพรวม คือในกระบวนการที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ที่จะช่วยคนอื่น สงสารคนอื่น ในบางช่วงอาจจะทำในสิ่งที่คนอื่นเขามอง ไม่น่าทำเลย แต่ทำด้วยเมตตาเหมือนกัน อันนี้ก็คือข้อคิดข้อหนึ่ง ข้อคิดข้อที่สองคือพระธุดงค์ท่านเห็นกับตาใช่ไหม ไม่ใช่ว่าฟังจากคนอื่น แต่ตาเรานี่มันเชื่อไม่ค่อย ได้เหมือนกัน เพราะถ้าเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลานาน เห็นเป็นช่วงหนึ่ง วาระหนึ่งแล้วสรุปจาก ประสบการณ์ตรงของเราแล้วไม่ถูกก็ได้ มันไม่แน่นอน เรื่องการปฏิบัติจึงขอให้เราได้ดูกาย ดูใจ เรียนรู้จากประสบการณ์ เวลาทุกข์อย่าไปเลี่ยงหนีความทุกข์ทันที โดยเฉพาะทุกข์ทางใจ เพราะทุกข์ทางใจกำลังบอก กำลังสอนเราว่าคิดผิดแล้ว ตัณหาเกิดขึ้นแล้ว

ตะขอกำลังจะชักห่วงแล้ว มาดูตรงจุดนั้น เราไม่ได้แก้ที่ทุกข์ละทุกข์ไม่ได้ ทุกข์เราก็กำหนดรู้ สมุทัยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเป็นสิ่งที่เราต้องละ แต่ต้องอยู่กับทุกข์ก่อน ต้องเรียนรู้ ต้องไม่กลัวทุกข์ มันจึงจะได้รู้ว่าทุกข์มันเกิดอย่างไร เราจะได้แก้มันถูก วันนี้ทุกข์เหลือเกิน ทุกข์ๆ บางคนเช่นคนที่เป็นโรคซึมเศร้า จริงเหรอ ทุกลมหายใจไหม เวลากินข้าว ทุกข์ทุกคำที่กินไหม คนที่บอกว่าทุกข์ๆ หลายวันแล้ว หลายเดือนแล้ว มองไม่ละเอียดไม่ถี่ถ้วนเท่าที่ควร ส่วนที่มีทุกข์ก็มี ไม่ทุกข์ก็มี เราก็พยายามลดส่วนที่เป็นทุกข์ เพิ่มส่วนที่เป็นสุข แต่ถ้าจิตใจของเราชอบคิดปรุงแต่งมันจะยาก ทุกข์ปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว ถ้าเผื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วจะแย่มาก แล้วสิ่งนั้นทุกข์กับอะไร ทุกข์กับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ในส่วนนี้เราตัดออกได้เลย จะเกิดหรือไม่เกิดเราไม่รู้ อาจจะเกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ ไม่แน่นอน แต่เราทำสิ่งที่เราทำได้ในปัจจุบัน ถ้าสิ่งที่เป็นปัญหา มีสองอย่าง แก้ได้ก็แก้ไม่ได้ ถ้าแก้ไม่ได้จะไปคิดทำไมใช่ไหม แก้ได้จะไปคิดทำไม ก็ค่อยๆ แก้ แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องคิดมาก แก้ได้ก็ไม่ต้องคิดมาก ก็ทำตามเรื่องของมัน ถ้าเราไม่ดูจิตใจเราก็จะประมาท ว่าเออมีเวลาๆ แต่พอทุกข์แล้วต้องการธรรมะแบบปฐมพยาบาล แต่เราควรจะทำตั้งแต่ตอนนี้ ตั้งแต่ยังไม่ทุกข์มาก มีกำลัง แต่เราชอบเบี้ยว ชอบทำอย่างอื่นมากกว่า

ที่จริงแล้วคนเราก็ไม่ชอบความทุกข์แม้แต่เล็กน้อย ความสุขแม้แต่เล็กน้อยก็เอา ทำให้เราไม่ได้ปรับชีวิตให้ตรงกับอุดมการณ์ของเรา ความต้องการอันแท้ จริงของชีวิต พระพุทธเจ้าท่านว่า ความสุขกับความจริงอยู่ด้วยกัน นี่คือหลักคำสอนพระพุทธศาสนา ต้องการความสุขค้นหาความความจริง ความสุขที่ไม่รับรู้ต่อความจริง หลับหูหลับตาต่อความจริง เก็บกดความจริงบางประการ เป็นความสุขที่เราไว้ใจไม่ค่อยได้ จะหาความสุขไม่ใช่จะหาความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หาความจริง อยู่กับความจริง ความสุขมันก็เกิดขึ้นเอง ความสุขที่เป็นธรรมชาติ ทุกข์ก็เกิดมันก็เรื่องของมัน แล้วเราก็ค่อยฉลาด ค่อยเรียนรู้ในการป้องกัน ความทุกข์ก็เกิดน้อยลง ฉลาดในการบริหารจัดการกับอารมณ์ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็พร้อมที่จะจัดการให้ได้ ทุกข์ก็ทุกข์ไม่นาน ความเชื่อมั่นก็เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเรารู้ว่าอาวุธของเราเครื่องมือของเราพร้อมแล้ว พร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมที่จะปล่อยวาง การปล่อยวางนี้สำคัญ

ถ้าไม่ปล่อยวางนี่ก็ทุกข์นะ สังเกตไหม เหมือนเราจับเชือก จะชักคะเย่อ บางทีต้องถือไว้ให้ แน่นเหมือนกัน แต่พอถึงจุดหนึ่งไม่ไหวแล้ว ถ้าหากว่าเราไม่ปล่อยเชือก เชือกจะไหม้มือ ถ้าเราฉลาดในเวลาดึงๆ เชือกเอาไว้ แต่มันดึงไม่อยู่แล้ว อย่าไปจับไว้ มันจะไหม้มือ ไม่เกิดประโยชน์ รู้จักปล่อย ปล่อยในสิ่งที่ควรปล่อย ไม่ปล่อยในสิ่งที่ไม่ควรปล่อย นี่คือศิลปะชีวิตของเรา เมื่อเราไม่ปฏิบัติบางทีเรารู้สึกอ้างว้าง รู้สึกเปล่าเปลี่ยว รู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนเราเป็นเรือลำเล็กๆ อยู่กลางมหาสมุทร มีพายุ มีอะไรก็รู้สึกแย่ แต่เราปฏิบัติแล้ว ความรู้สึกเปลี่ยน ความรู้สึกว่าเราคือมหาสมุทร อารมณ์คือเรือ อันนี้คือกรอบ พอจิตใจสงบแล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้น โอ้...ที่จริงแล้วเราเป็นมหาสมุทรที่กว้างใหญ่อันลึก อารมณ์ก็แค่นี้เอง เป็นเรือลำเล็กๆ เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่กรอบมันเปลี่ยน ความรู้สึกเราเปลี่ยน จิตใจเราก็สม่ำเสมอเหมือนปกติ


:b8: คัดลอกเนื้อหามาจาก...fb. สาขาวัดหนองป่าพง
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%A ... 9118504002

รวมคำสอน “พระราชสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44534

ประวัติและปฏิปทา “พระราชสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=19591

ประมวลภาพ “พระราชสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=27376

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร