วันเวลาปัจจุบัน 19 ส.ค. 2019, 00:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2013, 13:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4866

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ
แสดง ณ วัดเกาะตะเคียน อ.เมือง จ.จันทบุรี
เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๒


:b44: :b44:

หมายเหตุของพระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร ผู้บันทึกเทศนานี้
เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๒ เวลา ๑๕.๑๐ น.
เป็นปีที่ข้าพเจ้ามีอายุได้ ๑๘ ปี เป็นสามเณรมา ๓ ปี
วันนี้ข้าพเจ้าได้ติดตามท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ไปธุระที่จันทบุรี
ขณะที่อยู่วัดทรายงาม ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี
จากวัดทรายงามไปจันทบุรีเป็นหนทาง ๔ กม. เมื่อขากลับได้แวะ
ที่วัดเกาะตะเคียน ซึ่งอยู่ห่างจากวัดทรายงาม ๑ กม.เศษ
เมื่อท่านแวะไปพอดีเขากำลังเทศน์มหาชาติกันอยู่
จึงนิมนต์ท่านพระอาจารย์กงมาเทศน์ ให้เทศน์ “กัณฑ์อานิสงส์”
ท่านได้แสดงเป็นที่น่าคิด น่าจับใจ เทศนาโวหารข้าพเจ้าได้บันทึกไว้

ต่อมา ข้าพเจ้าได้นำเนื้อความไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
ณ บ้านโคก ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร
เมื่อเดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านบอกว่า
“เป็นพระธรรมเทศนาที่แสดงได้ไพเราะมาก ยากที่ผู้จะแสดงได้เช่นนี้”


:b50: อ่านกระทู้รวมคำสอน “หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44339

:b47: :b47:

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงพระธรรมเทศนาที่เป็นศาสนธรรมคำสอน
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญา
เพิ่มพูนกุศลบุญราศีของท่านทานาธิบดีทั้งหลาย ก็ได้พากันมาประชุมกัน ณ ที่นี้

ฉะนั้น จึงขอให้ท่านทั้งหลายจงพากันมนสิการไว้ในใจให้ดี
และเงี่ยโสตประสาทดุจภาชนะทองรองรับเอาซึ่งอมฤตยรสวารี
ดังที่อาตมาจะได้แสดงต่อไปนี้

วันนี้เจ้าภาพได้ให้อาตมาแสดงกัณฑ์ “อานิสงส์” ของเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก
พระเวสสันดรท่านให้ทาน ท่านทำบุญ ท่านสร้างบารมี ท่านกันความชั่ว ความอิจฉาพยาบาท
ท่านกันการประพฤติผิดศีล จึงชื่อว่า “กัน”

เมื่อมีกัน ก็มีอานิสงส์ อานิสงส์ หมายถึง ผล
ผลก็เหมือนผลไม้เมื่อต้นลำมันดี ผลก็มีเต็มที่ เช่น ผลเงาะ ผลทุเรียน
เจ้าของสวนปลูกต้นเงาะ ต้นทุเรียนขึ้นแล้วในที่สุดก็ได้อานิสงส์ คือผลของทุเรียน ฉันใด
คำว่า “กัน” ก็คือ การกันความขี้เกียจขี้คร้าน กันความตระหนี่เหนียวแน่น
กันความโลภ กันความโกรธ กันความหลง กันอารมณ์สัญญา กันความรัก ความชัง


ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา
กันความฆ่าสัตว์ ขโมยของเขา การประพฤติกาเมสุมิจฉาจาร (ผิดสามีภรรยาผู้อื่น)
การพูดปด หลอกลวง การดื่มสุราเมรัย กันสิ่งที่เป็นภัยแก่สมาธิ
กันความวิปลาสต่างๆ อันเกิดขึ้นจากนิมิตต่างๆ
กันทิฏฐิมานะอันเกิดขึ้นจากความหลงถือตัวถือตนว่าได้สำเร็จมรรคผล
ได้ชั้นนั้นชั้นนี้ กันความพยาบาทอาฆาตจองเวรในที่สุดด้วยการ
กันความเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ครั้นเมื่อกันได้แล้ว “อานิสงส์” ก็เกิดขึ้น
เกิดผลเป็นความดี ความสงบ ความสุข ความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นผลที่ทุกๆ คนในโลกนี้ต้องการ

ดังตัวอย่างหนึ่งเราพากันเห็น เช่น พระโพธิสัตว์ ผู้จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อท่านกันความตระหนี่ กลับกลายเป็น ทานบารมี

ท่านกันความโหดร้ายอันขาดเมตตากรุณา กลับกลายเป็น ศีลบารมี

ท่านกันความมัวเมาในกามคุณทั้งหลาย กลับกลายเป็น เนกขัมบารมี

ท่านกันความโง่เขลางมงายไปตามสิ่งที่ไร้เหตุผล นับถือกันมาแต่บรรพบุรุษ
โดยเชื่อสิ่งที่หาเหตุผลมิได้ อันเป็นทางเข้าหาทุกข์ กลับกลายเป็น ปัญญาบารมี

ท่านกันความเกียจคร้านมักง่ายในการดำเนินวิถีทาง เข้าสู่ความสงบสุขที่แท้จริง
กลับกลายเป็น วิริยะบารมี

ท่านกันความโลเลไม่แน่นอน ซึ่งทำให้การปฏิบัติไขว้เขวอันขาดความจริง
จนไม่สามารถจะจดว่าการปฏิบัติให้มั่นคงได้ กลับกลายเป็น สัจจะบารมี

ท่านกันความเหลาะแหละ ความหวั่นไหวง่ายๆ เสียความหนักแน่นในการต่อสู้
เพื่อให้ถึงซึ่งฝั่งสันติธรรม กลับกลายเป็น ขันติบารมี

ท่านกันความอ่อนแอแห่งการต่อสู้เพื่อบรรลุความจริง ให้กลับกลายเป็น อธิษฐานบารมี

ท่านกันความเหี้ยมเกรียมของใจที่พยาบาทมาดร้าย
อันเป็นภัยต่อการแสวงหาธรรมเป็นเครื่องดำเนินสู่ความจริง กลับกลายเป็น เมตตาบารมี

ท่านกันความห่วงใยอาลัยในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ในการจะแกแต่ผู้อื่นจนเกิดความผิดพลาดในการจะดำเนินตนของตน
กลับกลายเป็น อุเบกขาบารมี

เมื่อท่าน “กัน” ได้อย่างนี้แล้ว กลับกลายเป็น “อานิสงส์”
คือเป็นผลอันนับเนื่องมาจากเหตุอันพอเพียงแก่ความต้องการ
ในเมื่อพระพุทธองค์ได้มาอุบัติบังเกิดขึ้นในโลก
บรรพชาแล้วมาบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุพระอรหัตตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดย “อานิสงส์” แห่งบารมี ๑๐ ประการ คือ

ทานบารมี ท่านมีการบริจาคเสียสละเฉลี่ยความสุขของท่าน
ไปให้ผู้อื่นโดยมิหวงแหน นี้เป็นอานิสงส์ ๑

ศีลบารมี ท่านมีการรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย
มิให้ล่วงละเมิดในสิ่งที่ก่อความเดือดร้อนแก่ตนและผู้อื่น นี้เป็นอานิสงส์ ๑

เนกขัมมะบารมี ท่านมีการเสียสละในกามคุณ มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ไม่ให้กายและใจเกี่ยวข้องพัวพัน เสียสละออกจากบ้านเรือนโดยเด็ดขาด นี้เป็นอานิสงส์ ๑

ปัญญาบารมี ท่านมีความรู้และใช้ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์โดยพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน อันเป็นความจริงที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ นี้เป็นอานิสงส์ ๑

วิริยะบารมี ท่านมีความเพียร แม้จะมีความลำบากมากมายสักเพียงใด
ไม่มีความย่อท้อแต่อย่างใด นี้เป็นอานิสงส์ ๑

สัจจะบารมี ท่านมีความแน่วแน่ในการดำเนินหนทาง ไม่ละทิ้ง แม้จะพบอุปสรรค
ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะใหญ่หลวงสักเพียงใดก็ตาม นี้เป็นอานิสงส์ ๑

ขันติบารมี ท่านมีความอดทนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะได้รับความกระทบกระเทือน
ทั้งทางกายและทางใจ ท่านมิได้มีความหวั่นไหว มุ่งมั่นปฏิบัติตัด กาย วาจา ใจ ของท่านทุกกรณี
ไม่ว่าลำบากยากเข็ญใจสักเพียงใดก็ตาม นี้เป็นอานิสงส์ ๑

อธิษฐานบารมี ทานมีความตั้งใจอย่างมั่นคงไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน
โดยที่ท่านมุ่งหวังโมกขธรรม คือ ธรรมเป็นเครื่องพ้นจากทุกข์
ท่านก็ได้ตั้งใจมั่นคงในธรรมนั้นจนถึงที่สุด นี้เป็นอานิสงส์ ๑

เมตตาบารมี ท่านมีเมตตาหาประมาณมิได้ แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
ไม่มีการผูกพยาบาทอาฆาตผู้ใด ปล่อยวางจิตใจให้มีแต้ความเยือกเย็น
โดยมิได้มีความขัดข้องให้เป็นเครื่องเศร้าหมอง นี้เป็นอานิสงส์ ๑

อุเบกขาบารมี ท่านมีพระทัยจางจากความเป็นห่วงใยอาลัยในเรื่องของผู้อื่นใด
อันจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญ ผู้ใดทั้งหลายซึ่งเกิดมาจะมีความสุข ความทุกข์
ก็เพราะเหตุแห่งผู้นั้น วางพระทัยเฉยเพื่อดำเนินจิตเข้าสู่ความปลอดโปร่ง นี้เป็นอานิสงส์ ๑

อานิสงส์เหล่านี้เกิดจาก “กัน” ซึ่งสามารถเป็นแนวทางให้พระองค์
ได้สำเร็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเป็นพระบรมศาสดาของพวกเราทั้งหลาย

พวกเราได้ฟังเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ยกเอาพระพุทธองค์มาเป็นตัวอย่าง
คือ ชาตินั้นพระองค์ได้บำเพ็ญทานบารมีอย่างยอด พวกเราพากันต้องการอานิสงส์มากๆ
จึงให้อาตมาเทศน์กัณฑ์อานิสงส์
พวกเราต้องการอานิสงส์ ต้องพากันทำให้ถูกต้อง
คือ ต้อง “กัน” อานิสงส์ ถ้าไม่ “กัน” ไม่ได้อานิสงส์


พอฟังเทศน์มหาชาติเสร็จแล้วว่าได้อานิสงส์เลย “ไม่ใช่”

เราพากันฟังแต่ไม่เอาใจใส่ พากันกินเหล้าเมายาเฮฮากันไป ไม่เป็นอานิสงส์แน่ๆ
เพราะว่าผู้จะมีอานิสงส์อย่างจริง ต้องพากัน “กัน” ความชั่วทั้งหลายที่มีอยู่ในตัวของเรา
กันอย่างจริงจัง ถ้าไม่ “กัน” ก็มีแต่จะต้องได้รับความหายนะต่างๆ
เช่นไม่ “กันความโลภ” ก็จะมีแต่โลภเอาของผู้อื่นไม่รู้ว่าลูกใครเมียใคร
เกิดความเสียหายถึงต้องฆ่าฟันวิวาทกัน
หรือไม่ “กันความโกรธ” ก็จะมีแต่พยาบาทฆาตพยาเวร รบราฆ่าฟันกันไม่มีที่ล้นสุด
หรือไม่ “กันความหลง” ก็จะทำให้มัวเมาเอาแต่การเล่น
การเที่ยวเตร่เป็นนักเลงพนัน นักเลงหญิง นักเลงสุรา เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ญาติโยมทั้งหลายที่ให้อาตมาเทศน์อานิสงส์ในวันนี้
ก็ขอให้พากันนำธรรมะที่อาตมาได้เทศน์แล้วไปพิจารณาถึง “กัน” อานิสงส์
เมื่อได้ใคร่ครวญพิจารณาเห็นดีเห็นชอบประการใดแล้ว
จงประพฤติปฏิบัติไปตาม ก็จะประสบความสุขความเจริญ
งอกงามในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกทิวาราตรีกาล
ดังได้แสดงมา เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

:b42: :b42:

ที่มา
http://www.dharma-gateway.com/monk/prea ... x-page.htm

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2015, 23:11 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1590


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss :b20: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2019, 12:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 962


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร