วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ค. 2019, 02:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2013, 08:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6998

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี
พระอุปัชฌาย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


รูปภาพ
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี


เจ้าคุณอุปัชฌาย์

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๘ เดือนสิงหาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


แต่ก่อนท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ท่านยังมีชีวิตอยู่ที่วัดโพธิฯ เราต้องไปพักค้างที่วัดโพธิฯ บ่อยๆ เราไม่ไปท่านก็ให้พระมาตามเอาเราไปที่วัดโพธิฯ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ตอนนั้นที่ท่านเสียอายุท่านก็ ๗๕ ท่านเป็นชั้นธรรม ธรรมเจดีย์ ตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่นี้พระกรรมฐานมาพักวัดโพธิฯ เรื่อยๆ เพราะท่านเมตตาติดต่อเกี่ยวข้องกับกรรมฐานเรื่อยมา ท่านเองก็เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น สำคัญตรงนี้นะ วัดไหนๆ มาค้างที่นั่นแหละ อย่างท่านอาจารย์ฝั้นอย่างนี้ อยู่สกลนครก็เข้ามาค้าง ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์อ่อน เราไปอยู่เรื่อย แล้วยิ่งมีงานในวัดโพธิฯ ด้วยแล้วกรรมฐานยิ่งมาหมดเลย ท่านเอามาจนหมด

ท่านมีความเคารพเลื่อมใสและสนใจปฏิบัติด้านธรรมะกรรมฐานตลอดมา นั่งปั๊บลงนี้ไม่มีเรื่องโลกเลย ตั้งแต่ขณะนั่งจนกระทั่งลุกจากท่าน มีแต่เรื่องธรรมล้วนๆ ธรรมก็เป็นธรรมปฏิบัติด้วย เพราะท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น พูดตั้งแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม ท่านเป็นเจ้าคณะภาค แต่เวลาไปนั้นท่านไม่สนใจ พูดแต่เรื่องธรรมปฏิบัติล้วนๆ ท่านก็บอกตรงๆ เลยว่า ที่เป็นเจ้าคณะภาคอยู่นี้เป็นเพื่อให้ความร่มเย็นแก่วงกรรมฐาน ท่านพูดตรงๆ เลย ไม่ให้มีใครมารังแก ท่านว่าอย่างนี้ เมื่อท่านเป็นเจ้าคณะอยู่นี้ท่านเป็นผู้ใหญ่ครอบไปหมด ไม่มีใครมารังแกกรรมฐาน ท่านว่า แต่ธรรมดาก็ไม่มีใครรังแกแหละ แต่ท่านก็พูดของท่านอย่างนั้น

นั่งปั๊บนี่พูดตั้งแต่เรื่องภาคปฏิบัติ เรื่องป่านั้นเขานี้ ท่านเคยไปเที่ยวมาพอแล้วนี่นะ ภาวนาดีไม่ดีพระกรรมฐานสู้ท่านไม่ได้ ไปบิณฑบาตปั๊บกลับมานี้ วางบาตรแล้วขึ้นไปไหว้พระแล้วนั่งภาวนาก่อน จนกระทั่งได้เวลาแล้วลงมาฉัน นี่ปรกติท่าน ฉันแล้วถ้าไม่มีแขกคนท่านก็ลงไปทำวัตรเช้า พอกลับมาท่านก็ภาวนาแล้วก็พักตอนกลางวัน พอตอนบ่ายท่านก็เดินจงกรมอยู่ชั้นบน รับแขกตอนประมาณบ่ายโมงท่านถึงจะลงมา นี้เป็นกิจวัตรของท่านประจำ พอตกกลางคืนก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีธุระรับแขกรับคน ๒ ทุ่มท่านขึ้นแล้ว ขึ้นไปไหว้พระ นั่งภาวนา เดินจงกรม เราไปได้ยินเสียงกึ๊กๆ อยู่ข้างบน ท่านเดินจงกรม นี้เป็นประจำ

ท่านบอกว่าท่านนอนน้อยมาก เวลานอกนั้นเป็นเวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาทั้งนั้น ฟังซิน่ะ พระกรรมฐานยังสู้ท่านไม่ได้ ท่านสนใจจริงๆ ภาคปฏิบัติแต่ไหนแต่ไรมา เราก็ได้ไปดู เขาเอาศพของท่าน เปิดโกศออก ดูทุกสัดทุกส่วนขาวทีเดียว เขาบอกว่านี้เป็นองค์ที่สี่ที่ไม่มีกลิ่น คือเอาธูปเอาอะไรมา เวลาเปิดออกแล้วไม่มีกลิ่นเลย ธรรมดาๆ พวกมาจากสำนักพระราชวังเขามาจัดงานศพท่าน เขาบอกว่านี้เป็นองค์ที่สี่ ที่ตายแล้วไม่เน่าไม่เหม็น เป็นปรกติอยู่อย่างนี้ นี้เป็นองค์ที่สี่

ท่านสนใจธรรมปฏิบัติตลอดเลยนะ เพราะท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี หลวงปู่มั่นแหละเล่าให้ฟังว่า เณรจูมนี่ต่อไปมันจะได้เป็นผู้ใหญ่นะ ดูหูมันกางๆ ต่อไปจะได้เป็นผู้ใหญ่ เอาไปเรียนหนังสือเสียก่อน เลยไปฝากที่วัดเทพศิรินทร์ สอบแล้วสอบเล่า ตกแล้วตกเล่า เรียกกันว่า มหาจูมหนังสือเน่า สอบเปรียญไม่ได้สักที จากนั้นก็มาเป็นพระครู แล้วมาเป็นเจ้าคณะภาคอยู่นี้ตลอดมา ท่านสนใจกับครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่นอยู่ที่ไหน แต่ก่อนไม่มีรถมีราท่านเดินเอานะ บ้านผือท่านก็ไป หลวงปู่มั่นอยู่ที่ไหนท่านจะไป หนองผือท่านไปปีละสองครั้ง ออกพรรษาแล้วหนึ่ง และเดือนพฤษภาหนึ่ง ท่านเดินเข้าไป ท่านสนใจมาก

ไปนั่งปั๊บนี่ไม่มีเรื่องโลก เรื่องการปกครอง เรื่องปริยัติ ไม่มีเลย มีแต่ปฏิบัติ ภาคปฏิบัติล้วนๆ พูดเรื่องจิตตภาวนา ท่านหนักแน่นมากทีเดียวทางด้านธรรมปฏิบัติ หนักแน่นจนวาระสุดท้าย ว่าเป็นพระปริยัติก็มีแต่ชื่อเฉยๆ ท่านบอกว่าท่านเป็นเจ้าคณะภาคไว้นี้เพื่อให้ความร่มเย็นแก่วงกรรมฐานไม่ให้มารังแก ก็ไม่มีใครรังแกแหละ ท่านเป็นผู้ใหญ่ท่านดูแล มีเรื่องอะไรปั๊บท่านเข้าถึงเลย เป็นอย่างนั้น

วัดโพธิฯ นี้กรรมฐานเข้าไปค้างบ่อยๆ แหละ ตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่ จากนั้นแล้วก็ไม่ได้ไป เราเองก็ไม่ได้ไป ไปก็ไปชั่วคราวไม่ได้ค้าง แต่ก่อนพระกรรมฐานผู้ใหญ่ๆ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่อ่อน ใครต่อใครผู้ใหญ่ๆ แหละมา ยิ่งมีงานแล้วเอามาหมดกรรมฐาน มาท่านก็บอก นี่ใครจะกราบจะไหว้ก็มากราบมาไหว้เสีย พระเหล่านี้เป็นพระสำคัญทั้งนั้น นานๆ จะได้พบท่านทีหนึ่ง มีงานทีหนึ่งพระกรรมฐานท่านเอามาหมด แล้วประชาชนเขาก็ได้ทำบุญให้ทานกับท่าน ท่านบอกตรงๆ เลย เอ้า ให้พากันทำบุญให้ทานเสียนะ พบพระอย่างนี้มันพบยากนะ ท่านพูดอย่างนี้แหละเพราะท่านเป็นพระผู้ใหญ่ แล้วพระกรรมฐานมาค้างบ่อย ท่านไปเอามาจนได้ มีงานทีก็ไปเอามา อย่างเรานี้ไปเรื่อย บางทีท่านมาเอาเอง ท่านมาเองเลย

คิดดูซิ ถ่ายรูปที่ต้นโพธิ์ทางทิศเหนือของวัด นั่นละนั่งเป็นวงกลมถ่ายรูปเจ็ดแปดองค์หรือไง เราผอมๆ นั่นก็เราป่วยนะ เรากำลังป่วยอยู่นี้ท่านมาเอาเอง เราบอกกำลังป่วยเป็นไข้ เออไม่เป็นไรแหละ ไปนู้นมันหายเอง แล้วเอาไปเลย เราจึงผอมๆ พระกรรมฐานมาอยู่ที่นั่นเรื่อยๆ แล้วชุ่มเย็นไปหมดนะ ทางภาคอีสานวงกรรมฐาน ท่านไปเที่ยวซอกแซกทุกแห่ง วัดไหนสำคัญๆ ท่านไปหมด ท่านชอบวงกรรมฐานมากที่สุด ท่านปฏิบัติกรรมฐานมาเป็นประจำเลย ไปนั่งปั๊บ นี่มีแต่เรื่องอรรถ เรื่องธรรม เรื่องภาคปฏิบัติ ไม่มีเรื่องการปกคงปกครองปริยัติอะไรไม่มีเลย เรื่องโลกเรื่องสงสารไม่มี มีแต่ภาคปฏิบัติล้วนๆ

นั่งนี่สองสามชั่วโมงกว่าจะได้ลุก โธ้ เราเจ็บเอวเกือบตายนั่นละ ไปทีไร ฟังท่านนั่งคุยธรรมะ ท่านก็เพลินของท่านเราดูอาการก็รู้ ท่านเพลินในธรรมทั้งหลาย ท่านพูดด้วยความเพลินในธรรม เมื่อเห็นครูบาอาจารย์มาหาท่าน ฝ่ายกรรมฐานมามากๆ ท่านยิ่งรื่นเริงมากนะ ดูอาการของท่านยิ้มแย้มแจ่มใสทุกอย่าง ท่านพอใจกับวงกรรมฐานมากทีเดียว ท่านเอาแต่องค์สำคัญๆ แหละมา แต่ท่านเป็นนิสัยอันหนึ่งท่านพูดสนุกสบายธรรมดา ท่านเรียกอีตานั่นอีตานี่ ท่านไม่เรียกธรรมดา ท่านพูดสบายในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์

ส่วนมากท่านเป็นอุปัชฌาย์ทั้งนั้นแหละ ว่าอีตานั่นอีตานี่ ท่านว่างั้น ท่านว่าสบายไปเลย เราผู้ฟังขบขันจะตาย แต่ท่านพูดแบบสบายไปเลย พูดในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ที่สนิทสนมกัน ท่านพูดแบบสบายไปเลย อีตานั้นอีตานี้ ไม่ได้ยินท่านว่าอีตาตั้งแต่เราหนึ่ง กับท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์ขาว สามองค์เราคอยฟัง อีตานั่นอีตานี่ไม่เคยออก ท่านฝั้น ท่านขาว มหาบัว นอกนั้นอีตาทั้งนั้นแหละ ท่านเรียกอีตาติดปากท่านเป็นนิสัย พูดเหมือนเล่น หากไม่เป็นไรแหละท่านพูดของท่านเฉยๆ ไปอย่างนั้น เรียกแต่อีตานั่นอีตานี่

พอมาพูดตอนนี้แล้ว ท่านขึ้นเทศน์ ตามธรรมดาดูเหมือนเราเทศน์แล้ว ท่านขึ้นไปเทศน์ที่สอง งานวัดโพธิฯ พอท่านเทศน์เราก็นั่งฟัง ท่านเทศน์ถึงนิพพานว่านิพพานเป็นอนัตตา สะดุดกึ๊กเลยใจเรา หือ ทำไมท่านเทศน์อย่างนี้ พอท่านลงจากธรรมาสน์แล้วไป วันนั้นเราจะติดตามเลยทันที พอว่านิพพานเป็นอนัตตา ตามธรรมดาท่านจะว่า ไปบัว วันนั้นเราคอยดู ถึงท่านไม่เรียกเราก็จะไป พอว่านิพพานเป็นอนัตตา ไปบัวไปกุฏิ (ท่าน) ไม่มีใครถ้ามีใครเราไม่พูดนะ ความเคารพ พอดีมีสองต่อสอง เราก็กราบเรียนท่าน ขอโอกาสท่าน เหตุใดพระเดชพระคุณจึงเทศน์ว่านิพพานเป็นอนัตตา เราถามว่างั้น เพราะบังคับไม่ได้ นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหานี่นะ นั่นตอบ ท่านนิ่งเลยนะ

คืออะไรๆ ก็ตาม ถ้าพูดมีขัดตรงไหนเราจะเป็นผู้ค้านขึ้น ในระยะแรกท่านจะไม่ตอบว่าไง คราวหลังท่านตอบยอมรับๆ พอท่านพูดเรื่องนิพพานเป็นอนัตตาแล้วเราก็ตามไป ทำไมพระเดชพระคุณจึงเทศน์ว่านิพพานเป็นอนัตตา ท่านบอกว่าเพราะบังคับไม่ได้ นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหาพอจะมาบังคับกันนี่นะ ท่านนิ่งเลย นั่นเวลาจะตอบเอาปุ๊บเลยกับท่านเจ้าคุณ ท่านยอมรับนะ อย่างนั้นละท่านยอมรับ อนัตตาก็ดี อัตตาก็ดี ไตรลักษณ์นี้เป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน ไหนนิพพานจะกลับมาเป็นไตรลักษณ์เสียเอง คือเป็นอนัตตา มันเข้ากันไม่ได้นะ พอเราว่าปั๊บท่านก็ตอบว่า เพราะบังคับไม่ได้ ก็นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหานี่นะ เราว่างั้น ท่านนิ่งเลย


:b8: :b8: :b8: http://www.luangta.com

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2013, 08:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6998

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๓ เดือนมกราคม ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


การเทศนาว่าการต้องไปตามกาลสถานที่บุคคล จะให้เสมอกันหมดไม่ได้ หากเป็นอยู่ในตัวของมัน เครื่องรับเครื่องวัดกันมันมีอยู่ในนั้นไม่ต้องไปถามใคร รู้พอดิบพอดีตลอดเวลา พูดอย่างนี้ก็ยังไม่ลืมที่เจ้าคุณอุปัชฌาย์เรา ท่านไม่เคยได้ยินเราเทศน์อย่างนั้น เทศน์มามากต่อมาก ไปที่ไหนเอาแต่เราไปเทศน์นั่นแหละ ไปนครพนมนี้ ขึ้นเบื้องต้นขึ้นนครพนมก่อน อันนี้เทศน์ไปธรรมดาเรื่อยๆ เขามาฟังก็มีเมียผู้ใหญ่ เมียอธิบดีศาลมาฟังเทศน์เรา พอเทศน์จบลงแล้ว ปุ๊บปั๊บคลานเข้ามาหา คุณวรรณดี ที่เป็นนายกพุทธสมาคม นิมนต์เราไปเทศน์งานฉลองตั้งรากตั้งฐานพุทธสมาคมที่นครพนม พอค่ำคนมามาก พอเจ้าคุณไปคนก็มามาก เขานิมนต์เราขึ้นเทศน์ ก็ท่านเจ้าคุณนั่นแหละให้เทศน์ ไปไหนมีแต่ท่านแหละให้เราเทศน์ ท่านไม่เทศน์ ถ้าเราไปท่านไม่มีเทศน์เลย มีแต่เรานั่นแหละเทศน์ เขามานิมนต์เทศน์ พอเทศน์จบลงแล้ว ยังไม่ลืมนะเทศน์ ชั่วโมงกับหนึ่งนาที เทศน์นี้ไหลไปเลย ไม่เหมือนทุกวันนี้ธาตุขันธ์

พอเทศน์จบลงแล้ว คุณนายอธิบดีศาลคลานเข้ามาหานายกสมาคม เอ๊ะ ท่านองค์นี้มาจากไหนๆ เทศน์ทำไมแปลกเหลือเกิน ฟังแล้วทำไมมันเพลินๆ ตลอด เราฟังเทศน์มหาเปรียญ ๘ ประโยค ๙ ประโยค เคยฟังมาก็ธรรมดาๆ แต่อาจารย์องค์นี้มาจากไหนๆ มากระซิบถาม ทำไมเทศน์ถึงแปลกเอาเหลือเกิน จบแล้วยังไม่อยากให้จบ นี่ท่านจบเสียก่อน วันพรุ่งนี้จะนิมนต์ท่านเทศน์อีกว่างั้นนะ ถามเป็นใคร อาจารย์มหาบัว อาจารย์มหาบัวอย่างนี้ แต่ก่อนได้ยินแต่ชื่อท่าน นี่ได้เห็นองค์แล้ว โอ๋ ท่านเทศน์อย่างนี้

พอพรุ่งนี้เช้าฉันเสร็จนิมนต์อีก ไปขอท่านเจ้าคุณนิมนต์ท่านอาจารย์มหาบัวเทศน์อีก โอ๋ย ไม่ได้ๆ วันนี้จะเอามหาบัวไปเทศน์ที่ (อำเภอ) ท่าอุเทน ท่านว่าไม่ได้ๆ วันนี้จะเอามหาบัวไปเทศน์ท่าอุเทน ตกลงไม่ให้จริงๆ นะวันนั้นไม่ให้เลย นี่ละที่นี่ไปท่าอุเทน ท่านไม่เคยได้ยินเทศน์อย่างนั้นซี คนก็มาเต็ม ท่านก็อยู่อำเภอท่าอุเทน ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์นี่ ท่านเป็นคนท่าอุเทน มาบวชตั้งแต่อายุเท่าไร ๑๑-๑๒ ปีมั้ง เป็นเณร เขาก็นิมนต์ไปเทศน์ ตอนนั้นกำลังเป็นบ้าบัตรบ้าเบอร์กัน อู๊ย ไปที่ไหนบ้าบัตรบ้าเบอร์เต็มแผ่นดิน ไปวันนั้นมีแต่นักบัตรนักเบอร์เต็มนั้น คุณวรรณดี ตั้งตรงจิต นี่แหละที่เป็นนายกพุทธสมาคมเป็นคนขับรถให้ ไปถึงแล้วพอถึงเวลาเทศน์ คุณวรรณดีแกเคยฟังธรรมะขั้นสูงของเรานี่นะ เคยฟังมาพอแล้ว วันนั้นแกจ้อคอยจะฟังธรรมะขั้นสูง ทางนั้นก็ไปอยู่ตามป่าไม้เรี่ยราดอยู่นี้ไป เทศน์ให้คนหัวเราะเสียจนจะตาย ฟังเสียงหัวเราะแตกลั่นๆ อยู่ที่ศาลา เทศน์มีแบบตลกขบขัน มีข้อเปรียบเทียบมีอะไร หัวเราะกันลั่นๆ พวกนั้นเลยเพลินด้วยการหัวเราะ เทศน์ไปไหนก็ไม่ไป

ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์นี้ก็หัวเราะเป็นบ้าอยู่ข้างหลังเรา ท่านนั่งข้างหลัง เราเทศน์ข้างหน้า ทางโน้นก็หัวเราะ ท่านเจ้าคุณก็หัวเราะ หัวเราะจนจะเป็นจะตายจริงๆ น้ำตาไหลหัวเราะตลอดเลย เราไม่ลืมนะ ๔๕ นาที เราก็เริ่มจะลง เขาบอกว่าขอฟังเทศน์อีกอย่าด่วนลงอย่าด่วนจบ กำลังสนุกดี เราก็เริ่มลงของเรา พอจบลงแล้วลงมาพวกนั้นยังหัวเราะกันลั่น ตั้งแต่ต้นกระทั่งจบเทศน์มีแต่เรื่องตลกขบขันให้หัวเราะ คนหัวเราะกันลั่น พอลงมาแล้วมากราบพระประธานเสร็จแล้ว มองดูท่านเจ้าคุณยังหลับตาหัวเราะคิกแค็กๆ อยู่นั้น ยังไม่ลืมตา ยังหัวเราะลั่น พอจบแล้วก็มานั่ง พอลืมตาก็ เอ๊ มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็น แล้วหัวเราะอยู่ตลอด มาในรถหัวเราะมาตามทางนะ มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็น ท่านไม่เคยได้ยินเราเทศน์แบบนั้น ก็เทศน์ธรรมดาทั่วๆ ไป ในสถานที่นั่นเป็นยังไงๆ ท่านก็ไม่รู้เรื่องของเราอีกใช่ไหมล่ะ เวลาเทศน์มันก็ออกแบบนั้น

ตั้งแต่นั้นพอเจอหน้าปั๊บนี่ มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็น หัวเราะกิ๊กๆ จนกระทั่งจากกัน เจอหน้าเป็นต้องว่าละ เอ๊ มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็นๆ อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งท่านจากไป นี่เราพูดถึงเรื่องเทศน์มันเอาแน่ไม่ได้นะ หากเป็นของมันนั่นแหละ เอาแน่ไม่ได้ ท่านเจ้าคุณหัวเราะจนจะตาย จากนั้นมาเลยให้ชื่อเราว่า เอ๊ มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็นๆ เรื่อย นั่นแหละมันเอาแน่ไม่ได้นะ


:b8: :b8: :b8: http://www.luangta.com

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2013, 08:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6998

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
ด้านหน้าวัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร


ได้ชื่อเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนพฤษภาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


“วัดดอยธรรมเจดีย์” นี้ เป็นชื่อขึ้นมาว่าวัดดอยธรรมเจดีย์ วันนั้นเราก็ไปพร้อมกันกับท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ ท่านอยู่ในสมณศักดิ์ ธรรมเจดีย์ แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครขึ้นไปด้วยกัน พูดถึงเรื่องวัดดอยนี้เรียบร้อยแล้ว แล้ววัดดอยนี่ชื่อว่าอย่างไร ว่าอย่างนั้นนะ ยังไม่มีชื่อ โธ่ วัดทั้งวัดไม่มีชื่อมีรังเหรอ อย่างนั้นก็เอาชื่อท่านเจ้าคุณนี้เข้าใส่เลย ชื่อวัดดอยธรรมเจดีย์ ชื่อดอยนั้น ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านขึ้นไปวันนั้นเลยเอานามของท่านใส่เป็นวัดดอยธรรมเจดีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครนั่นละเป็นผู้ขอ ขอจากท่านเจ้าคุณ ท่านก็ยิ้มๆ ก็เลยเป็นวัดดอยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี่ละนามชื่อว่าวัดดอยธรรมเจดีย์ เกิดจากท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์เรานี่ ธรรมเจดีย์นี่ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครขึ้นไปวัดดอยวันนั้นได้ชื่อนั่นละมาเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์


:b8: :b8: :b8: http://www.luangta.com


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

• ประวัติและปฏิปทา “พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=19461

• พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)
สูงส่งด้วยสมณศักดิ์ แน่นหนักด้วยกตัญญูกตเวที

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=31631

• ประมวลภาพ “พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)” วัดโพธิสมภรณ์
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=42646

• หนังสือ ๔๗ ปี อมตะธรรม พนฺธุโล ภิกขุ
วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี

http://www.scribd.com/full/49382459?acc ... 20ks1ny3a2
http://www.analaya.com/index.php?option ... &Itemid=51

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2013, 08:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2262

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สาวิกาน้อย เขียน:
อนัตตาก็ดี อัตตาก็ดี ไตรลักษณ์นี้เป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน ไหนนิพพานจะกลับมาเป็นไตรลักษณ์เสียเอง คือเป็นอนัตตา มันเข้ากันไม่ได้นะ พอเราว่าปั๊บท่านก็ตอบว่า เพราะบังคับไม่ได้ ก็นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหานี่นะ เราว่างั้น ท่านนิ่งเลย

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร