วันเวลาปัจจุบัน 22 มี.ค. 2019, 07:59  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2012, 11:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6933

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

การอธิษฐานจิตของท่านเจ้าคุณนรฯ

:b44: :b47: :b44:

พระเถระผู้ทรงคุณธรรมเป็นพิเศษในอดีตเป็นอันมาก
เมื่อจะถือกำเนิดในครรภ์โยมมารดานั้น
มักจะสำแดงนิมิตให้ปรากฏแก่โยมบิดาและโยมมารดาต่างๆ กัน

เป็นต้นว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)
อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสองค์สำคัญยิ่ง
ซึ่งเป็นสมเด็จอุปัชฌาย์ของ “ท่านธมฺมวิตกฺโก”
และเชื่อกันว่าท่านเป็นพระอริยบุคคลรูปหนึ่งนั้น
เมื่อปีที่ท่านจะเกิดโยมบิดาก็ฝันไปว่ามีผู้นำช้างเผือกมาให้

หรือเมื่อตอนที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
แต่ครั้งยังเป็นสามเณร จะย้ายเข้าไปอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม
เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมนั้น
ก็เล่ากันว่าพระอาจารย์ของท่านฝันในคืนวันที่ท่านจะไปถึงว่า
มีช้างเผือกเชือกหนึ่งเข้าไปกินคัมภีร์พระไตรปิฎกในตู้จนหมด ฯลฯ

โดยเหตุที่เคยมีเรื่องราวเล่ากันมาดังกล่าวนี้
จึงทำให้ผู้เขียนสนใจสืบถามนิมิต
เมื่อตอนที่ ท่านธมฺมวิตกฺโก จะถือกำเนิดอยู่เหมือนกัน
เพื่อจะได้ “เกร็ด” ประวัติตอนสำคัญของท่านมาเผยแพร่
แต่ก็มิได้ความกระจ่างแต่อย่างไร

เคยมีผู้สนใจซักถามโยมบิดาของท่าน
(พระนรราชภักดี-ตรอง จินตยานนท์)
ว่าประพฤติตนเช่นไร
สวดมนต์อย่างไร ท่องคาถาบทไหน ฯลฯ
จึงได้มีบุตรที่ดี (หมายถึงท่านธมฺมวิตกฺโก) เช่นนี้
โยมบิดาของท่านก็ได้ตอบไปว่า
เห็นจะเป็นด้วยเหตุที่ท่านได้ใส่ใจภาวนา
สวดพระคาถามงคลสูตรอยู่เสมอนั่นเอง


อันพระคาถามงคลสูตรนี้
ตัวท่านธมฺมวิตกฺโกเองก็นิยมท่องบ่นเจริญภาวนาอยู่เสมอเช่นกัน
ตลอดทั้งได้แนะนำผู้ใกล้ชิดบางคน เช่น คู่หมั้นของท่าน
ให้หมั่นสวดภาวนาทุกวัน ทั้งเวลาเช้าตื่นนอน และเวลาค่ำก่อนเข้านอน

โดยท่านได้ให้อรรถาธิบายว่า
“มงคลคาถานี้ เป็นพระสูตรที่คัดมาจากพระไตรปิฎก
ผู้ใดเล่าบ่นหรือสวดและปฏิบัติตาม
ย่อมเป็นสิริมงคลอันประเสริฐ จึงเรียกว่าคาถามงคลสูตร”


ในตอนปีท้ายๆ ก่อนที่จะถึงแก่มรณภาพนี้
รู้สึกว่าท่านธมฺมวิตกฺโกได้ตั้งใจอธิษฐานจิต
และแผ่เมตตาลงในพระเครื่องมากมายเป็นพิเศษ
ยิ่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ด้วยแล้ว ถึงกับมีพิธีสวดอธิษฐานจิตครั้งใหญ่
ในวัดเทพศิรินทราวาสถึงสองครั้งสองหน
คือเมื่อเสาร์ห้า ตรงกับวันที่ ๒๕ เมษายน ครั้งหนึ่ง
กับวันที่ ๕ ธันวาคม อีกครั้งหนึ่ง


โดยเฉพาะวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๓
ซึ่งเป็นพิธีสวดอธิษฐานจิตครั้งสุดท้ายของท่านนั้น
ได้มีผู้นำพระเครื่องพระบูชา และวัตถุสิ่งของต่างๆ
ไปให้ท่านอธิษฐานจิตให้อย่างมากมายเป็นประวัติการณ์
มงคลวัตถุเหล่านั้นวางเต็มอาสนะสงฆ์ในพระอุโบสถ
จนดูแทบจะทานน้ำหนักไม่ไหว
มีผู้กล่าวกันว่าน้ำหนักสิ่งของทั้งหมดที่นำไปให้ท่าน
อธิษฐานจิตในวันนั้น คะเนรวมแล้วเห็นจะไม่ต่ำกว่า ๓ ตัน !


นอกจากนี้ยังมีการถวายให้ท่านอธิษฐานจิตและแผ่เมตตาย่อยครั้งละไม่กี่นาที
ในพระอุโบสถบ้าง ข้างกุฏิท่านบ้างอีกนับครั้งไม่ถ้วน
จนเกือบจะไม่มีการยกเว้นว่าบุคคลใดจะเป็นพระสงฆ์ หรือฆราวาสก็แล้วแต่
หากมีประสงค์จะสร้างพระเพื่อหารายได้ไปใช้ในการกุศลแล้ว
ท่านก็จะอนุโลมตามความปรารถนา อธิษฐานจิตให้ทุกรายไป


เป็นเรื่องที่บุคคลบางคนเห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาด
เพราะแต่ก่อนมานั้นท่านไม่ยอมอธิษฐานจิตสิ่งของให้แก่ใครได้ง่ายๆ
เป็นเรื่องนอกลู่นอกทาง มิใช่แนวของพระพุทธศาสนาโดยตรง

เชื่อกันว่าการที่ท่านยอมอธิษฐานจิตและแผ่เมตตา
ลงในพระเครื่องอย่างมากมายในระยะหลังๆ นี้ ก็เพื่อเป็นสิ่งของที่ระลึก
เป็นเครื่องหมายแทนตัวท่านสืบต่อไปในอนาคตอีกนานแสนนาน
เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะดึงคนให้หันเข้ามาสู่ศาสนา
เข้าสู่หลักธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา
เพราะคนที่นิยมสะสมพระ
หรือที่ชอบเรียกกันติดปากว่า “เล่นพระ” นั้น
ในที่สุดก็หันมาปฏิบัติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น
โดยมีพระเครื่องนั้นเป็นสื่อจูงใจในเบื้องต้น


นอกจากนี้ท่านยังเคยกล่าวว่า
“ให้เขาได้ทำบุญทำกุศลกันเสียบ้าง
ดีกว่าเอาเงินไปสุรุ่ยสุร่าย เที่ยวตามบาร์ตามไนท์คลับกัน”


เพราะเงินรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายพระเครื่องเหล่านี้
ท่านผู้สร้างก็นำไปใช้จ่ายในการกุศล สร้างโรงเรียน สร้างโบสถ์
เป็นทุนการศึกษาของพระภิกษุสงฆ์สามเณร ฯลฯ
อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การศึกษาและการศาสนาทั้งสิ้น

อีกประการหนึ่ง สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกโดยรอบประเทศของเรา
ในระยะนั้นก็มีแต่ความคับขันและอันตรายรอบด้าน
ต้องส่งทหารไปร่วมรบในสมรภูมิสาธารณรัฐเวียดนาม
สถานการณ์ในลาวและเขมร ประเทศเพื่อนบ้าน
ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศเรา กำลังผจญกับสงครามอย่างหนัก
อันจะส่งผลกระทบกระเทือนมาถึงประเทศชาติของเราด้วย
และการคุกคามของผู้ก่อการร้าย ซึ่งกำลังแผ่ขยายไปทั่วประเทศ
ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ฯลฯ
บางครั้งก็รุนแรงน่าสะพึงกลัวเป็นอันมาก

ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ที่ทำให้ท่านธมฺมวิตกฺโก
ยอมอธิษฐานจิตและแผ่เมตตา
ลงในพระเครื่องให้แก่บุคคลต่างๆ เป็นอันมากในระยะหลังๆ นี้
จึงเกิดอภินิหารเป็นที่ปรากฏประจักษ์แก่มหาชนอย่างกว้างขวาง
จนพระเครื่องที่ท่านอธิษฐานจิตและแผ่เมตตาให้นั้น
กลายเป็น “พระเครื่องยอดนิยม”
เป็นที่กล่าวขวัญและแสวงหาของชาวพุทธทั่วเมืองไทยในยุคนี้

มีคนเป็นอันมากเชื่อว่าการที่ท่านอธิษฐานจิตและแผ่เมตตา
ลงในพระเครื่องเป็นการใหญ่ในระยะหลังๆ นี้
แสดงว่าท่านจะต้อง “สำเร็จ” อย่างหนึ่งอย่างใดแล้วแน่นอน


หากการอธิษฐานจิตลงในพระเครื่องเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
ไม่สามารถประจุพลังศักดิ์สิทธิ์ลงสถิตในองค์พระปฏิมาขนาดเล็กนั้นได้จริง
ท่านก็จะไม่ยอมแผ่เมตตาให้โดยเด็ดขาด

ท่านได้ทุ่มเทศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจจิต
การทำสมาธิทั้งวิชาฝ่ายโยคะและพระพุทธศาสนา
มาตั้งแต่วัยหนุ่มและกระทำมาตลอดชีวิตของท่าน
ท่านได้เคยใช้พลังจิตผจญกับโรคร้าย ความเจ็บไข้ ตลอดจนอสรพิษ
ได้ผลจนเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นหรือที่ทราบเรื่องมาแล้ว
ฉะนั้น ท่านจึงยินยอมอธิษฐานจิตและแผ่เมตตาลงในพระเครื่องให้

คราวหนึ่งเมื่อพิธีสวดอธิษฐานจิตในพระอุโบสถ
วันเสาร์ห้า วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๓ ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว
ท่านได้หันไปหา พระมหาเสริม อนุจโย
ซึ่งเป็นพระสวดพุทธาภิเษกในวันนั้นว่า

“เรื่องของขลังนี้ ท่านมหาเชื่อไหม ?”

“เกล้าเชื่อ” เป็นคำตอบจากพระมหาเสริม


อีกคราวหนึ่ง ท่านได้บอกกับนายสุวัฒน์ ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มเชื้อจีน
อยู่ร้านตัดเสื้อแถวสี่แยกวัดตึกที่มีความเคารพท่านมาก
เคยฝันเห็นท่านมาก่อนระหว่างเจ็บป่วย จึงได้เพียรพยายามมาดูตัวจริง
จนได้พบท่านแล้วก็เกิดศรัทธาเคารพมั่นในองค์ท่านยิ่งขึ้น
เมื่อทราบว่าเขามีการสร้างพระเครื่องถวาย
ให้ท่านอธิษฐานจิต ก็พยายามหาเช่าไว้บูชาเป็นอันมาก
วันหนึ่งเมื่อได้มีโอกาสพบท่าน ท่านก็ได้กล่าวเป็นเชิงสั่งสอนว่า

“คุณ พระนี่ช่วยได้นะถ้าไม่จำเป็นอย่าไปปล่อย”

ที่ท่านว่า “อย่าไปปล่อย” ก็เพราะท่านคาดว่าจะเอาพระเครื่องนั้น
ไปให้คนอื่นเช่าต่อ หรือขายต่อให้คนอื่นไป

การที่ท่านกล่าวดังนี้ แสดงว่าท่านเชื่อมั่น
ท่านทราบได้อย่างแน่ชัดปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่า
พระเครื่องต่างๆ ที่ท่านอธิษฐานจิตนั้น จะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์จริง
คุ้มครองให้แคล้วคลาดจากอุปัทวันตรายได้จริง
สามารถเสริมส่งให้ผู้เคารพบูชาประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้จริง
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านสั่งสอนให้คนหันมาลุ่มหลงงมงาย
อยู่กับเรื่องพระเครื่องของขลังต่างๆ

คราวหนึ่งท่านได้เคยพูดกับ นายอธึก สวัสดิมงคล
นายกยุวพุทธิกสมาคมชลบุรี

ภายหลังจากถวายของให้ท่านอธิษฐานจิตแล้ว เป็นคติน่าฟังมาก

“ทั้งหมดนี่” ท่านกล่าวขึ้นพร้อมกับชี้มือ
ไปยังหีบพระเครื่องต่างๆ ที่ท่านอธิษฐานจิตแล้ว
“สู้ธรรมะไม่ได้”

แสดงว่า ท่านยกย่องการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม
ของสมเด็จพระบรมศาสดานั้น ว่ามีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
สำคัญยิ่งกว่าการมีพระเครื่องไว้ประจำตัว


อีกคราวหนึ่งในปี ๒๕๑๓ หลังจากพิธีสวดอธิษฐานจิต
เมื่อวันเสาร์ห้าผ่านไปเพียงเล็กน้อย
นายแพทย์สุพจน์ ศิริรัตน์ ได้นำพระเครื่องพิมพ์นาคปรกเนื้อนวโลหะ
ที่ท่านเจ้าคุณอุดมฯ สร้างเพื่อจำหน่ายหารายได้สมทบทุน
สร้างโรงเรียนนวมราชานุสรณ์ นครนายกนั้น
ราว ๔-๕ องค์ไปถวายให้ท่านอธิษฐานจิตซ้ำอีก
ก่อนที่ท่านจะยินยอมอธิษฐานจิตให้
ได้ถูกท่านเทศนาสั่งสอนอย่างเจ็บๆ อยู่นานร่วม ๑ ชั่วโมง

“หมอนี่เรียนมาเสียเปล่า มาหลงงมงายอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ !”

ท่านได้ว่ากล่าวสั่งสอน มิให้ลุ่มหลงมัวเมา
อยู่กับเรื่องของขลังและอภินิหาร เพราะอภินิหารต่างๆ นั้น
มิได้ช่วยให้ทุกคนรอดพ้นจากภัยอันตรายได้ทุกครั้งอยู่เสมอไป


ตลอดเวลาที่ท่านเทศนาว่ากล่าวอยู่นานโขนั้น
นายแพทย์สุพจน์ได้โต้แย้งท่านอยู่ไม่หยุดเช่นกัน
โดยปกตินั้นท่านชอบคนโต้เถียงด้วยเหตุผลอยู่เหมือนกัน

การที่นายแพทย์สุพจน์โต้เถียงท่านในเรื่องอภินิหารนั้น
ก็เป็นด้วยนายแพทย์ผู้นี้ได้เคยเอาพระเครื่องกรุเก่า
มาทดลองยิงด้วยปืนพกด้วยมือของตนเองมาหลายครั้งหลายหน
จนกระสุนหมดไปหลายกล่อง ปรากฏผลเป็นที่น่าทึ่งมาก
โดยใช้วิธีอาราธนาพระไว้ที่ตัวปลาหมอ
ในระยะที่ยิงได้แม่นยำอย่างสบาย แล้วก็ระเบิดกระสุนใส่เข้าไป !

ผลของการทดลอง ปรากฏว่าจากการยิงพระนางพญากรุพิษณุโลก
ราว ๗-๘ องค์ ส่วนใหญ่ยิงถูกแต่ไม่เข้า (คงกระพัน)
บางองค์ยิงไม่ถูก (แคล้วคลาด) มีอยู่องค์หนึ่งยิงไม่ออก (มหาอุด)
และพระปิดทวารของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง พิมพ์ใหญ่ชนิดสองหน้า
ที่เรียกกันว่าพิมพ์พระประกบนั้น ยิงไม่ออก เป็นยอดมหาอุดจริงๆ

จากประสบการณ์ดังกล่าวนี้เองทำให้นายแพทย์สุพจน์ ศิริรัตน์
เชื่อมั่นในอภินิหารของพระเครื่องเป็นยิ่งนัก
และเอาเรื่องนี้มาโต้แย้งกับท่านธมฺมวิตกฺโก
ที่ท่านกล่าวหาว่ามาหลงงมงายอยู่กับอภินิหารไม่เข้าเรื่อง !

“เรื่องอภินิหาร พระเดชพระคุณว่ามีจริงไหม ?”
นายแพทย์สุพจน์ เอ่ยขึ้นตอนหนึ่ง

“จริง” ท่านตอบ จากนั้นท่านกล่าวสืบต่อไปว่า

“หมอเคยเห็นเคยได้ยินข่าว
เรื่องโจรผู้ร้ายที่แขวนพระไว้เต็มคอ
แต่แล้วก็กลับถูกตำรวจยิงตาย
หรือไม่ก็ถูกจับได้ ต้องติดคุกไปบ้างไหม ?
ถึงแม้จะมีพระอยู่เต็มคอก็ช่วยอะไรไม่ได้ใช่ไหม ?”


แล้วท่านกล่าวสำทับในที่สุดว่า
อภินิหารนั้นหนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น


เมื่อถูกท่านขนาบด้วย “ไม้ตาย” เช่นนี้
ก็ทำเอานายแพทย์สุพจน์ต้องนิ่งงันสงบปาก
ไม่อาจจะกล่าวโต้แย้งในเรื่องอภินิหารใดๆ กับท่านได้อีกต่อไป


ตามที่กล่าวมานี้ จะเป็นที่เห็นได้ชัดว่า
แม้ท่านธมฺมวิตกฺโกจะตั้งใจ “อธิษฐานจิต” และ “แผ่เมตตา”
ลงในพระเครื่อง ด้วยความเชื่อมั่นว่า
มีความศักดิ์สิทธิ์สามารถปกป้องคุ้มครองผู้สักการบูชาได้ก็จริง
แต่ผู้มีพระเครื่องไว้คุ้มครองนั้น
ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน
ของสมเด็จพระบรมศาสดา เจ้าของที่มาแห่งองค์พระปฏิมานั้นด้วย


รูปภาพ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

รูปภาพ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)

รูปภาพ
ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ท่านธมฺมวิตกฺโก)

:b44: :b47: :b44:

:b8: คัดบางตอนจากกระทู้โพสต์โดย คุณลูกโป่ง
ธรรมะใส่กระปุก (ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต)

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12371

:b47: รวมคำสอน “ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ (เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=46795

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2012, 20:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4826

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

สาธุค่ะ

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 11:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2012, 14:53
โพสต์: 11


 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุ สาธุ สาธุ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.พ. 2013, 07:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุค่ะ
กราบ กราบ กราบ ท่านเจ้าคุณนรเจ้าค่ะ (พระในฝัน) :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.พ. 2018, 09:44 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 549

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุนะครับ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ค. 2018, 12:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1842


 ข้อมูลส่วนตัว


น้อมกราบองค์ท่านเจ้าคุณนรฯเจ้าค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มี.ค. 2019, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 809


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 09:13 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1664

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 12 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร