วันเวลาปัจจุบัน 10 ก.ค. 2020, 03:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2012, 11:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7294

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


๑๖ มกราคม ๒๕๕๕ เวียนบรรจบอีกครั้ง นอกจากวันนี้เป็นวันครูแล้ว ยังเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวไทยและชาวโลก เนื่องด้วยเป็นวันที่ พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) ผู้ก่อตั้งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ละสังขารผ่านมา ๒๐ ปี คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านได้มอบไว้แก่มนุษยชาติก็คือการเผยแผ่พระธรรมคำสอนจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ผ่านการปฏิบัติมาตลอดชีวิต และจากการพบ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ต้นสายพระป่าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ท่านก็นำธรรมะจากครูบาอาจารย์มาปฏิบัติขัดเกลาจนหมดสิ้นกิเลส หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอย่างสิ้นเชิง

มากไปกว่านั้น ท่านยังเปิดของคว่ำให้หงาย ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย สอนชาวไทยและชาวต่างชาติจนได้บวชเรียนปฏิบัติอย่างเข้มข้นจนสุดทางทุกข์ไม่น้อย คำสอนและวิธีการสอนของท่านกระตุกเตือนใจเราให้ไม่ประมาทในชีวิตอันสั้นอยู่ตลอดเวลา ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “มรรคผลไม่พ้นสมัย คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธว่า ในพื้นดินไม่มีน้ำ...แล้วไม่ยอมขุดบ่อ”

ในกาลสมัยอันสมควรแห่งการบูชาครูเช่นนี้ เราจึงขอน้อมนำธรรมะจาก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก พระภิกษุชาวญี่ปุ่น เจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในพระป่าก้นกุฏิชาวต่างชาติที่หลวงพ่อชา สุภทฺโท บวชให้ และท่านเคยอุปัฏฐากรับใช้หลวงพ่อชาอยู่ช่วงหนึ่ง มาฝาก ในช่วงที่ทางเนชั่นได้นิมนต์ท่านมาบรรยายธรรมให้พนักงานเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงพระคุณของครูที่แท้ ซึ่งหายได้ยากยิ่งในสังคมไทย และควรที่เราจะช่วยกันนำคำสอนของท่านมาปฏิบัติเพื่อยังประโยชน์ให้เกิดสุขสงบในครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และสันติภาพในโลกได้ไม่ยากนัก แม้ว่าวัตถุนิยมจะนำหน้า แต่ถ้าหากเรามีพระธรรมนำทาง เชื่อได้ว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะก้าวข้าวสิ่งยั่วยุกิเลสเราไปได้

รูปภาพ

ดังที่ท่านกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า คนเราทุกคนตั้งแต่เกิดมาถึงวันนี้ ต้องต่อสู้สารพัดอย่าง ชีวิตเราทุกคนอยากจะมีความสุขกันทั้งนั้น ทุ่มเท ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสุขส่วนตัว ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ แต่ความจริงของชีวิตก็มีอุปสรรคมากมาย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ ชีวิตนี้มีปัญหา มีอุปสรรคกันทั้งนั้น เมื่อเราต้องการความสุขในท่ามกลางอุปสรรค เราก็ต้องตั้งใจดี ที่จะคิดดี คิดถูก

“ข้อดีของคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า เราสามารถมีความสุขที่แท้จริงได้ในท่ามกลางทุกข์ สำหรับพระพุทธเจ้าและอริยสาวกก็บรรลุความเป็นพระอรหันต์ทางจิตใจจนบริสุทธิ์ เป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สำหรับพวกเราชาวพุทธ ถือว่าจริงๆ แล้วก็เป็นมนุษย์ทุกคน คนไทย ๖๕ ล้านคน มนุษย์ทั่วโลก ๖,๗๐๐ ล้านคน สิ่งที่มนุษย์เราต้องทำอย่างน้อยที่สุดก็คือ ทำจิตใจของตัวเองเป็นสุขภาพใจดี เพราะชีวิตของเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ทางกายเราต้องดูแล เมื่อเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยต้องรีบรักษา แต่มนุษย์หลายคนก็มองข้ามไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือใจ

ใจเป็นประธาน ใจเป็นหัวหน้าของชีวิต เมื่อเราเป็นมนุษย์ อย่างน้อยที่สุด เป็นสุขภาพจิตใจดี ก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าใจไม่ดี ถึงแม้ว่า ได้รับยกย่องสรรเสริญ ถึงแม้ว่าอยู่กับคนดีขนาดไหนก็ตาม ถ้าใจเรา เสียใจง่าย ใจเสีย น้อยใจ กลัว โกรธ เมื่อจิตใจไม่ดี ไม่มีกำลังใจ แล้วก็หาความสุขมิได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราพิจารณาซึ่งชีวิต ก็มาพัฒนาจิตใจของเรา เป็นเรื่องสำคัญที่สุด การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ สังเกตดู เมื่อมีอุปสรรคก็ตั้งสติ พยายามเพิ่มความดีทางจิตใจ คือการเพิ่มบารมี บางครั้งก็อาศัยขันติ บางครั้งก็อาศัยวิริยะ บางครั้งก็เมตตา บางครั้งก็ใช้ปัญญา เมื่อเจอปัญหาก็ให้เพิ่มกำลังใจ เพิ่มบารมีเพื่อให้ผ่านอุปสรรคด้วยดี เราชาวพุทธ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ถือโอกาสนี้เป็นโอกาสทองที่จะสร้างบารมี ไม่ใช่ว่า น้อยใจ ท้อแท้ เสียใจว่าทำไมปัญหาจึงเกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าเรากลับมาที่การวางจิตอย่างถูกต้องแล้ว ตั้งใจเรียนหนังสือ ตั้งใจทำงาน ตั้งใจประพฤติตัวให้ดี ตั้งใจทำความดีแก่สังคม โดยไม่ยึดติดในความดีเหล่านี้ ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้

เพราะชีวิตของเราที่ไม่น่าปรารถนา มักเกิดขึ้นมากมาย เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ เมื่อเราสามารถทิ้งได้ แม้ว่าปัญหาเกิดขึ้น เราก็ถือว่านี้คือโอกาสที่ดี ที่เราสร้างบารมีว่าอะไรที่เกิดขึ้นแก่จิตใจของเรา ถ้าเราสามารถคิดได้อย่างนี้ คิดแล้วชีวิตของเราก็เป็นประโยชน์ เมื่อเราถูกใจ ยินดีอะไรตามที่เราได้สมปรารถนา ก็รับความสุขด้วยจิตใจที่ดี ได้ เวลามีปัญหาก็ให้กำลังใจตัวเอง นี่คือเราต้องสร้างกำลังใจ สร้างบารมี เพราะทุกข์คือปุ๋ยแห่งชีวิต เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น คือปุ๋ยบำรุงชีวิต ความทุกข์เป็นการสร้างบารมี เพราะฉะนั้น อย่ากลัวความทุกข์ การที่เราฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วก็พยายาม รู้จักคิดดี คิดถูก นี่คือกำไรของชีวิต นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ท่านยังให้สติกับสื่อมวลชนด้วยว่า การแบ่งปันวิธีการให้คนมีสุขภาพจิตใจดีได้ นี่ก็เป็นหน้าที่ของศาสนา เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนเหมือนกันว่ามีอะไรดีๆ ให้แก่ประชาชน อย่างน้อยที่สุด สุขภาพใจดี เป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเรามีสุขภาพใจดี เราก็สามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ท่ามกลางความทุกข์

แล้วสุขภาพใจไม่ดี เป็นอย่างไร ท่านอธิบายว่า ธรรมชาติของจิตเราทุกคนเป็นประภัสสร ผ่องใสโดยธรรมชาติ แต่ว่าเราผสมกิเลส ความอิจฉา ความไม่รู้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความขี้เกียจ ขี้ฟุ้งซ่าน ขี้น้อยใจ ขี้โกรธ ขี้เหนียว อะไรขี้ๆ ก็สะสมไว้ก่อน ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ไม่ดี เห็นได้ชัดว่า นี่คือสุขภาพใจไม่ดี มีรากฐานมาจากการไม่ยอมรับความจริง

ทำอย่างไรจึงจะยอมรับความจริงได้ ท่านแนะว่า เพราะทุกอย่างมีเหตุที่ทำให้ปัจจุบันเกิดปัญหามากมาย จริงๆ แล้วปัญหาเรื่องโลกธรรมแปดเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อมีลาภ มียศ อันสูงสุดแล้ว การเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ก็จะตามมาสลับกัน ทั้งสองทาง น่าปรารถนาก็ดี ไม่น่าปรารถนาก็ดี เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ให้มองว่า ทุกสิ่งทุกเรื่องก็เป็นอดีต อย่าเอามาคิดให้ตัวเองทุกข์เพิ่มขึ้น

ท่านให้เราทบทวนศึกษา ประวัติของพระโมคคัลลานะ เป็นตัวอย่าง

พระโมคคัลลานะ เกิดในตระกูลที่ดี ไม่นานก็บวชพระ ปรารภความเพียร ในวันที่ ๘ ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นอัครสาวกผู้เป็นเลิศด้านอิทธิฤทธิปาฏิหาริย์ ช่วงสุดท้ายของชีวิต โจรห้าร้อยมาเอาชีวิต พระโมคคัลลานะก็พิจารณาดูว่า เอ อดีตชาติทำอะไร ก็เห็นว่า ประมาณ ๑๐๐ ชาติก่อน ประทุษร้ายพ่อแม่ หรือฆ่าพ่อแม่ มารับกรรมแล้วเศษกรรมที่เหลืออยู่ยังส่งผลในปัจจุบัน วันนี้ใครเจอเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น สาเหตุมาจากไหน อดีตร้อยชาติก่อน ยังออกผลในวันนี้

เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าบอกว่า เมื่ออะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เหตุการณ์ไม่น่าปรารถนาเกิดขึ้น เรามักจะคิดว่าเป็นกฎแห่งกรรม อย่างเช่น รถชนเสาไฟฟ้า แขนหักขาหัก เราก็คิดไปว่า เอเราทำอะไรไว้จึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น แต่พระพุทธเจ้าว่า นี่เป็นเรื่องอจินไตย อย่าคิด คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ได้ มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่รู้ได้ อะไรที่เกิดขึ้นในวันนี้ สิบชาติ ร้อยชาติก่อน ถ้ามาคิดเรื่องกฎแห่งกรรมแล้วสับสนมากมาย ทุกข์มากก็ไม่จำเป็น พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า อย่ายินดียินร้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเราตั้งใจสร้างความดี ทำดีที่สุดแล้วในชีวิต อะไรจะเกิดขึ้นมันก็เกิดแล้ว แต่ก็น่าเชื่อได้ว่า อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล และปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล

อารมณ์ของเราก็เปรียบเทียบกับลมฟ้าอากาศ ร้อนจัด หนาวจัด มีฝนมากไป ไม่มีฝน พายุ บางครั้งก็เป็นเหมือนสึนามิ มันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ก็อย่ายินดี ยินร้าย ทำใจเป็นปกติ หนักแน่น จุดนี้เป็นจุดสำคัญ เมื่อเราพิจารณาเปรียบเทียบกับธรรมชาติ แล้วก็ทำจิตใจของเรานี้ โอปนยิโก น้อมเข้ามาใส่ตัว ดูกายและดูจิตใจ ดูไปเรื่อยๆ เราจะเข้าใจว่า ชีวิตของเรานี้เป็นทุกข์ เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง ถ้าเราเข้าใจตัวเอง เราจะเห็นความทุกข์เป็นครู และขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้เราไม่หลงไปยึดติดอีก”



หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ออนไลน์
พึ่งตนพึ่งธรรม โดย มนสิกุล โอวาทเภ

http://www.komchadluek.net/detail/20120 ... B8%97.html

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร