วันเวลาปัจจุบัน 18 มิ.ย. 2019, 17:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2012, 20:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4841

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ธรรมโอวาท
ของ
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร

วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
แสดงธรรมเทศนา ณ ศาลาอุรุพงศ์ เมื่อ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๗

:b44: :b44:

การทำสมาธิภาวนานี้ ก็คือ
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเดินทางสายเดียว
(เอกายนมรรค)

ปกตินั้น พวกเราพากันเดินทางทั้ง ๖ สาย
คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรานี้
เมื่อไปรับอารมณ์ภายนอกเข้ามา
ใจก็ไปติดกับรูปบ้าง ไปติดกับสัมผัสบ้าง


เมื่อจิตของเราไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียว
ความสงบที่เกิดจากดวงจิตของเราก็ไม่มี
เพราะธรรมดาทางที่มีมากหลายๆสายนั้น
เราจะเดินพร้อมๆกันทีเดียวทุกๆสายย่อมไม่ได้
เราจะต้องเดินสายนั้นบ้าง สายนี้บ้าง ผลัดเปลี่ยนกันอยู่เรื่อยๆ
ดังนั้นหนทางเหล่านี้ก็ย่อมจะราบเรียบไปไม่ได้

เพราะทางสายหนึ่งๆ เราไม่ได้เดินอยู่เสมอเป็นนิจ
ทางสายนั้นย่อมจะต้องรกและเต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ เช่น

๑. เราอาจจะต้องเหยียบเอาหนามหรืออิฐหินที่ขรุขระก็ได้

๒. อาจจะถูกกิ่งไม้ข้างทางเกี่ยวหู ตา ขา แขนเอาบ้างก็ได้

๓. ธรรมดาที่รกก็มักจะมีมดง่าม งู ตะขาบ แมลงป่อง ฯลฯ ซุกซ่อนอยู่
เมื่อเรามองไม่เห็นไปเหยียบเข้า
มันก็อาจจะขบกัดหรือต่อยเอาให้เป็นพิษหรือถึงตายได้

๔. ถ้าเรามีกิจธุระจะเดินตรงหรือรีบลัดตัดทางไปก็ย่อมลำบากไปไม่สะดวก
เพราะติดโน่นบ้างนี่บ้างที่เป็นสิ่งกีดขวางทางเดิน
ทำให้เราต้องไปถึงเนิ่นช้า หรือมิฉะนั้นก็ไม่ทันการ
ถ้าเป็นกลางวันเราก้พอจะแลเห็นทาง ถ้าเป็นกลางคืนก็ยิ่งลำบากมาก

พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า
การเดินทางหลายสายนี้ย่อมเป็นภัยอันตรายแก่บุคคล
พระองค์จึงทรงวางหลักแนะนำ ให้เราเดินทางแต่สายเดียว
ซึ่งเป็นหนทางที่บริสุทธิ์บริบูรณ์และปลอดภัยอันตรายทุกสิ่งทุกประการ
คือ ให้เราทำจิตให้อยู่นิ่งในอารมณ์อันเดียว
เรียกว่า "สมาธิภาวนา"


ทางสายเดียวนี้แหละเป็นทางที่เราจะเดินไปถึงก้อนทรัพย์ ๔ ก้อน
คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ซึ่งเป็นสมบัติอันประเสริฐ เป็นของจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย
เรียกว่า "อริยสัจจ์" คือ "อริยทรัพย์"



:b51: :b55: :b51:


คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน
พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร. จัดพิมพ์เผยแพร่โดยชมรมกัลยาณธรรม
ปี พ.ศ. ๒๕๕๒.
ลี ธมฺมธโร. แนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน. พิมพ์ครั้งที่ ๑.
กรุงเทพฯ : ขุมทองอุตสาหกรรมและการพิมพ์, ๒๕๕๒. หน้า ๒๖๗-๒๖๘


:: ประวัติและคำสอน “ท่านพ่อลี ธมฺมธโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38679

:: ประวัติและปฏิปทา “ท่านพ่อลี ธมฺมธโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21381

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ม.ค. 2012, 07:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.ค. 2010, 15:02
โพสต์: 146

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอโมทนานะคะ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 มี.ค. 2012, 11:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร