วันเวลาปัจจุบัน 16 ธ.ค. 2019, 02:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 08:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

พ่อแม่ครูบาอาจารย์

คำกล่าวที่เรียกว่า “พ่อแม่ครูบาอาจารย์” นี้ ในแวดวงพระกรรมฐานสมัยก่อนนั้น เป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งอาจจะหาให้เห็นได้ยากขึ้นทุกๆ วันในสังคมยุคนี้

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านปกครองพระเณรลูกวัดของท่านอย่างอบอุ่นใกล้ชิดเหมือนพ่อแม่ดูแลลูกๆ ภาพในอดีตที่ประทับใจ คุณแม่นิ่มนวล (ผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างวัดสันติธรรม) อีกภาพหนึ่งก็คือ เวลาที่พระเณรอาพาธหลวงปู่ท่านจะนั่งเฝ้าไข้อย่างสงบ ไม่ยอมห่างจนกระทั่งผู้ป่วยอาการดีขึ้น

ครั้งหนึ่ง เณรน้อยนอนซมด้วยโรคพยาธิตัวเหลือง ซูบซีดผอมเพราะฉันอาหารไม่ได้เลย แม่ไล (โยมอีกท่าน) ได้เอายาถ่ายพยาธิมาถวาย เณรน้อยก็ฉันไม่ได้ อาเจียนออกมา ทำให้แม่ไลโมโหมาก จะบังคับให้ฉันให้ได้ แต่หลวงปู่ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่อย่างใจเย็นได้ปลอบประโลมเณรน้อยของท่านขึ้นว่า

“วันพรุ่งเถอะเน้อ !! ไปบิณฑบาตได้กล้วยก่อน จะเอายาใส่ในกล้วยให้เณรน้อยฉัน”


(หนังสือพุทธาจารบูชา หน้า ๒๔)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 08:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


บ่ ต้องท้อแท้อ่อนแอ บ่ ต้องหน่ายแหนง

คุณแม่นิ่ม สุภาวงศ์ อุบาสิกาลูกศิษย์ของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ท่านหนึ่ง ท่านมักจะไปถือศีลแปดและปฏิบัติเนสัชชิกทุกวันพระ...เธอเล่าว่า คืนวันพระวันหนึ่ง เธอเกิดความง่วงขึ้นมาอย่างสุดแสนจะทนทาน จิตใจอ่อนแอท้อแท้ รู้สึกอยู่แต่ว่าการไปถือเนสัชชิกเป็นการทุกข์ทรมานเพียงอย่างเดียว ก็เลยรำพึงรำพันกับตัวเองขึ้นมาว่า

“เออ หนอ ! ที่เรามาปฏิบัติอยู่เวลานี้ถ้าได้สำเร็จมรรคผลขึ้นมาบ้างก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้ไม่ดีอะไรขึ้นมา แล้วเรามาทุกข์ทรมานอย่างนี่เพื่อประโยชน์อะไร ไป...กลับไปนอนเป็นสุขสบายอยู่ที่บ้านเสียไม่ดีกว่าหรือ”

ดูเหมือนว่าเธอจะรำพึงรำพันยังไม่ทันสิ้นกระแสความดีนัก พลันก็ได้ยินเสียงหลวงปู่เทศน์ขึ้นมาว่า

“บ่ ต้องท้อแท้อ่อนแอ บ่ ต้องหน่ายแหนง...ทำมาได้แค่ไหน ก็ให้ถือว่าเป็นปัจจัยนิสัย เป็นต้นทุนต่อไปในภายภาคหน้า ระวังให้ดีเถอะ เจ้าตัวถีนมิทธะ...นี่มันตัวร้ายทีเดียว มันเป็นตัวขัดขวางมรรคผลนิพพาน มันนี่ล่ะที่พามาเกิดมาตายวนเวียนอยู่ไม่รู้จักจบสิ้น”

คำเตือนสติของหลวงปู่ ทำให้คุณแม่นิ่มท่านสามารถมีกำลังใจและสติปฏิบัติอุโบสถศีลและเนสัชชิกต่อไปได้


(หนังสือพุทธาจารบูชา หน้า ๒๔)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 08:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ฌาน VS ชาน

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านได้เคยอยู่ปรนิบัติ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ อยู่ช่วงหนึ่ง ครั้งหนึ่งสมเด็จท่านมีการรับสั่งถามหลวงปู่สิมว่า “ที่พูดกันว่าได้ฌานนั้น ฌานนี้….คำว่าฌานนี้หมายถึงอะไร เห็นว่ามีตั้งหลายอย่าง มีวิตก มีวิจาร อะไรต่ออะไร มันเป็นยังไง”

หลวงปู่สิมถวายคำอธิบายว่า “เวลาญาติโยมเขาสร้างบ้านสร้างเรือน สร้างกุฏิให้พระอยู่อาศัย พอขึ้นบันไดบ้านมา ก็จะถึงชานก่อนแล้วจึงไปถึงที่นอน”

“อ้อ !!! รู้แล้ว” สมเด็จฯ ทรงเข้าใจในทันที

“มันเป็นที่พักผ่อนชั่วคราวเองน่ะ…ยังไม่ใช่ที่หลับนอนจริงๆ”


ชานก็คือที่พักผ่อนของเรา-ท่านชั่วคราวน่ะ...ไม่ใช่ที่พักผ่อนที่แท้จริงของเรา-ท่าน ฌานก็เป็นที่พักผ่อนของจิตชั่วคราวเหมือนกันฉันนั้น !!!...พระนิพพานต่างหากถึงจะเป็นที่พักผ่อนที่แท้จริง


(หนังสือพุทธาจารบูชา หน้า ๑๔)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 08:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ผู้เห็นภัยในความตาย

สิ่งที่บันดาลใจให้หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร อยากออกบวช ก็คือ ความสะดุ้งกลัวต่อความตาย ท่านเล่าว่า “ตั้งแต่ยังเด็กแล้ว เมื่อได้เห็นหรือได้ข่าวคนตาย มันให้สะดุ้งใจทุกครั้ง กลัวว่าเราจะตายเสียก่อนได้ออกบวช” มรณานุสติได้เกิดขึ้นในใจของท่านอยู่ตลอดเวลา เฝ้าย้ำเตือนให้ท่านไม่ประมาทในวัย ไม่ประมาทในความตาย

เป็นเพราะหลวงปู่กำหนด “มรณัง เม ภวิสสติ” ของท่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนั่นเอง ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกบวชจนถึงปัจจุบัน หลวงปู่ก็ยังคงใช้อุบายธรรมข้อเดียวกันนี้อบรมลูกศิษย์ลูกหาเป็นประจำ เรียกว่าหลวงปู่เทศน์ครั้งใดมักจะมี “มรณัง เม ภวิสสติ” เป็นสัญญาณเตือนภัยจากพญามัจจุราชให้ลูกศิษย์ลูกหาตื่นตัวอยู่เสมอทุกครั้ง

อันความตายนั้น
จงระลึกดู ให้รู้แจ้งด้วยสติปัญญาของตนเอง
ยกจิตใจให้ตั้งมั่นอย่าได้หวั่นไหว
เจ็บจะเจ็บไปถึงไหน ก็แค่ตาย
อยู่ดีสบาย อยู่ไปถึงไหน ก็แค่ตาย
แก่ชราแล้ว ไม่ตายไม่ได้
เมื่อมาถึงบุคคลผู้ใด จะให้ผู้อื่นช่วยไม่ได้ ฯลฯ
ความตายนั้นไม่มีทางพ้นไปได้
อยู่ที่การละกิเลส ล้างกิเลสในใจให้หมด



(หนังสือพุทธาจารบูชา หน้า ๖)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 08:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


มรณกรรมฐาน

มรณกรรมฐานนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เพียงคำพูด คำพูดหรือตัวหนังสือมันละกิเลสอะไรไม่ได้

แต่ถ้าผู้ปฏิบัติน้อมรำลึกในมรณกรรมฐาน ไม่ว่าจะเห็นคน เห็นสัตว์ ป่าไม้ ป่าดงพงพี ก็เห็นความแตกดับ ความตายของคนสัตว์ของต้นไม้ใบหญ้า

ผลที่สุดที่เกิดมาแล้วก็ต้องมีความแตกดับทำลายไปเป็นธรรมดา ใครจะมายึดถือว่าตัวเราของเราไม่ได้ทั้งนั้น ยึดไปเถิด เมื่อถึงความตายแล้วก็ต้องทิ้ง ไม่ทิ้งก็จำใจทิ้ง

เมื่อจิตใจของผู้ภาวนาเข้าถึงซึ่งมรณกรรมฐานแล้ว ไม่ห่วงใคร บ้านก็ไม่ห่วง ลูกเต้าก็ไม่ห่วง ลูกหลานเหลนโหลนอะไรไม่ห่วงทั้งนั้น เพราะมันเล็งแจ้งชัดว่า ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้


(หนังสือพุทธาจารบูชา หน้า ๒๔๒)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 08:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ดวงจิตผู้รู้อยู่

เรื่องความรู้ของคนเรานั้น มันมีอยู่ ๒ อย่าง

อย่างหนึ่งคือความรู้ที่แส่ส่าย ฟุ้งซ่านไปในสิ่งต่างๆ ทั้งอดีต อนาคต เรียกว่า “จิตสังขาร” ความปรุงของจิต

ส่วนอีกอันหนึ่งนั้นเป็นความรู้ที่รู้เรื่องการปรุงของจิตอีกทีหนึ่ง...เป็นสภาพที่รู้อยู่ภายใน



(หนังสือพุทธาจารบูชา หน้า ๒๔๘)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 08:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ร่มธรรม ๔

ขออนุญาตเล่าเรื่องเสือเจ้าของสัตว์แห่งป่าฝน ที่ต้องเวียนมาเจอกันกับครูบาอาจารย์

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านได้เจอกับเสือในระยะประชิดขนาดเอื้อมมือถึงกันเลยทีเดียว !!! ตอนธุดงค์ผ่านป่าลึกในจังหวัดกาฬสินธุ์

ตอนนั้นหลวงปู่พักอยู่ที่ดอนแห่งหนึ่งมีจอมปลวกกอใหญ่ เณรทำห้างร้านให้หลวงปู่พักบนหัวปลวก ทางขึ้น-ลงใช้มีดสับจอมปลวกเป็นขั้นบันได

พลบค่ำขณะที่หลวงปู่กำลังพักผ่อนโดยหันเท้าไปทางบันไดจอมปลวก ทันใดก็แว่วได้ยินเสียงเจ้าถิ่น “เสียงมันเดินเป็นจังหวะ ดังตล้อบๆ มาเรื่อย จนกระทั่งมาหยุดที่ตีนจอมปลวก”

หลวงปู่เล่าอย่างนึกขำ “มันคงไม่เคยเห็นกลดพระธุดงค์ เลยแปลกใจว่าเป็นอะไรหนอ สีคล้ำๆ อุ้มลุ้ม อยู่ตรงนั้น ยืนดูสักครู่มันก็ปีนมา เอาเท้าหน้าเขี่ยฝ่าเท้าหลวงปู่ลองดู หลวงปู่ก็จั๊กจี้ สะบัดฝ่าเท้าหวักเอาหน้ามันเข้าโดยบังเอิญ...มันคงตกใจ ร้อง โฮก !!! แล้วกระโจนหนีไปเลย”

อีกครั้งหนึ่งที่หลวงปู่ธุดงค์ผ่านจังหวัดสระบุรี (ตอนนั้นหลวงปู่อุปสมบทได้ ๒ พรรษา) ธุดงค์จากขอนแก่นเข้ากรุงเทพฯ มีหลวงพี่อีกองค์หนึ่งติดตามไปด้วย ตั้งใจไปนมัสการท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ วันหนึ่งขณะที่เดินทางไปทางพระพุทธบาท โดยมีหลวงปู่เดินนำหน้า ทั้งสององค์ก็ได้ยินเสียงเสือคำราม โฮก !!! ขึ้น แต่ยังไม่ทันเห็นตัว หลวงพี่ที่เดินอยู่ข้างหลังคงจะตกใจสุดขีด ออกวิ่งแซงหน้าหลวงปู่ทั้งที่ทางแคบนิดเดียว

“นี่แหละ คือว่าไม่ภาวนา” หลวงปู่สำทับ

“วิ่งไปได้ประมาณสองเส้นจึงหยุดได้ ยังไม่เห็นตัวมันเลย ได้ยินเสียงก็วิ่งแล้ว ถ้าวิ่งไปข้างหน้า แล้วไปเจออีกตัวหนึ่ง จะทำอย่างไงก็ไม่รู้”


(มีผู้เล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ท่านก็ยังคงเดินตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น)


(หนังสือพุทธาจารบูชา หน้า ๑๘)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 08:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


สิ้นภพ-สิ้นชาติ

หลวงปู่สิม ท่านเคยเทศน์ไว้ว่า

“...ทางพระสอนให้ละชั่ว ทำความดี แต่ไม่ให้ติดอยู่ในความดี ให้บำเพ็ญจิตให้ยิ่งขึ้นจนไม่ติดดีติดชั่ว จึงจะพ้นโลกนี้ไปได้ เพราะแม้คุณความดีจะส่งผลให้เป็นสุข ไปเกิดในสุขติโลกสววรรค์ เป็นเทพ อินทร์ พรหม ก็ตาม แต่เมื่อกำลังของกุศลกรรมความดีนั้นๆ หมดลง ก็ย่อมต้องกลับเวียนว่ายตายเกิดอีก

ทางพระจึงสอนให้มุ่งภาวนา ทำจิตให้รวม ระวัง ตั้งมั่น

ทำจิตให้มีปัญญารู้ตามความจริงด้วยตนเอง จนถอดถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ ออกเสีย จึงจะเป็นไปเพื่อความสิ้นภพสิ้นชาติ หมดทุกข์หมดยากโดยแท้จริง...”


(หนังสือพุทธาจารบูชา หน้า ๓๓)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2011, 10:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เมตตาพระอาคันตุกะ

ครั้งหนึ่งมีพระอาคันตุกะไปจำพรรษาที่ถ้ำผาปล่อง จะเป็นด้วยสำคัญผิดในความรู้ระดับปริญญาของตนเอง หรือมีมิจฉาทิฏฐิมาแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ทราบ แต่ล่ะวันหลวงพี่ก็เลยทำความเพียรด้วยการวิพากษ์ วิจารณ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปเรื่อยๆ

“พระพุทธเจ้ามีจริงเรอะ ? ที่สอนๆ เล่าๆ กันมาว่า ปฏิบัติอย่างนั้นได้ผลอย่างนี้ ครูบาอาจารย์องค์นั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรทั้งหลายน่ะ ไม่เชื่อหรอก !!!...”

หลวงปู่ท่านได้ยินอย่างไรก็ไม่ทราบ วันหนึ่งลูกศิษย์ลูกหาก็ต้องสะดุ้ง เมื่อท่านกัดฟัน (ปลอม) เทศน์เสียงเข้ม เปรี้ยงปร้างออกมาว่า

“พระพุทธเจ้าน่ะ พระองค์เป็นบุคคลพิเศษ คุณวิเศษของพระองค์เกิดจากการบำเพ็ญบารมีมานับอสงไขย เป็นคุณวิเศษเฉพาะที่ความรู้ความสามารถของคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้หรอก”

และลงท้าย หลวงปู่ก็สรุปเสียงหนักว่า

“แกไม่เชื่อ ก็แล้วแต่แกสิ”


(หนังสือละอองธรรม หน้า ๙๐)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2011, 15:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เมตตาพระชะตาขาด

ลูกศิษย์ของหลวงปู่สิมองค์หนึ่ง เป็นโรคลมชักเนื่องจากเนื้องอกในสมอง แต่เมื่อเข้ามาสู่เพศบรรพชิต (บวชเณร) ไม่นาน กลับไปตรวจร่างกายพบว่าเนื้องอกทุเลาไป ท่านจึงอธิษฐานบวชตลอด ตอนที่ยังเป็นเณรอยู่ที่ถ้ำผาปล่อง พระได้ใช้ให้ท่านขึ้นต้นมะพร้าว เมื่อหลวงปู่มาเห็นเข้าท่านก็ดุลั่นเลย สั่งให้พระรีบเรียกเณรลงมาพร้อมกับสำทับว่า “...มันยังจะตกต้นมะพร้าวตายน่ะ”

เมื่อถึงโอกาสที่จะได้บวชเป็นพระ ก็มีโยมคัดค้านว่าเณรรูปนี้บวชไม่ได้ เพราะเป็นโรคที่เป็นข้อห้ามตามพระวินัย พระอุปัชฌาย์ก็จนใจ จึงแนะนำให้กลับไปบวชที่บ้านเกิด ทำให้เณรรู้สึกผิดหวังมากที่ไม่ได้บวชกับหลวงปู่ พระอุปัฏฐากเห็นอาการเศร้าสร้อยของเณรแล้วก็สงสาร อยากสงเคราะห์ให้เณรสมปรารถนา เมื่อได้โอกาสพระอุปัชฌาย์มาทำบุญครบรอบวันเกิดของหลวงปู่ ท่านจึงกราบเรียนหลวงปู่ถึงปัญหานี้ต่อหน้าท่านพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่จึงเอ่ยปากขอร้องว่า “มหาบวชให้ทีน่ะ เรารับรอง”

เมื่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์สั่งขนาดนี้ มีหรือท่านอาจารย์มหาจะขัดข้อง การเตรียมงานอุปสมบทเณรจึงเป็นไปอย่างคึกคัก หลวงปู่เมตตาจัดบริขารทุกอย่างสำหรับการอุปสมบทด้วยองค์ท่านเอง ประคตเอวก็ให้ใช้ของท่าน มีดโกนก็หยิบเอาจากย่ามของท่าน พิธีอุปสมบทมีขึ้นที่วัดสันติธรรม หลวงปู่สั่งพระทุกรูปจากถ้ำผาปล่องไปร่วมงาน องค์ท่านเองไปนั่งเป็นประธาน พระที่วัดสันติธรรมทั้งหมดก็เข้าร่วมงานด้วย วันนั้นมีพระเข้าร่วมอุโบสถกรรมทั้งหมด ๓๐ รูป ยิ่งใหญ่สมชื่อทีเดียว โยมที่เคยคัดค้านการบวชก็เลยต้องกลับลำกระโดดเข้าช่วยงานอย่างแข็งขันน่าปลื้มใจ

เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงพี่รูปนี้ก็ยังพำนักที่ถ้ำผาปล่องเรื่อยมาจนกระทั่งหลวงปู่ดับขันธ์ หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพผ่านไปแล้ว ท่านก็กราบลาครูบาอาจารย์ที่ถ้ำผาปล่องกลับไปช่วยพัฒนาวัดที่บ้านเกิด ระยะก่อนที่ท่านจะมรณภาพ มีคนได้ยินท่านปรารภความฝันให้ฟังว่า “หลวงปู่มาชวนไปอยู่ด้วย”

วันหนึ่งท่านก็สังเกตุเห็นต้นมะพร้าวยืนตายที่ข้างทางเข้าวัด ท่านจึงปีนขึ้นไปเพื่อจัดการกับกิ่งแห้งและลูกมะพร้าวแห้งซึ่งมีอยู่เป็นอันมาก ถ้าเกิดมันหล่นลงมาก็จะเป็นอันตรายกับคนข้างล่างได้ แต่จะเป็นเพราะโรคประจำตัวกำเริบโดยปัจจุบันทันด่วน หรือเป็นเพราะอะไรก็สุดจะคาดได้ เพราะที่หล่นนั้นไม่ใช่กิ่งหรือลูกมะพร้าว แต่เป็นตัวท่านเอง !!!

พรรษาแปด หลวงพี่มรณภาพในผ้าเหลือง

“ตกต้นมะพร้าวตาย” อย่างที่หลวงปู่ปรารภจริงๆ


(หนังสือละอองธรรม หน้า ๙๔)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2011, 15:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ปฏิบัตินอกแบบแต่อยู่ในใจ

พระเถระรูปหนึ่งเป็น “เจ้าแห่งปัญหา” เพราะในการภาวนานั้น ท่านเล่าว่า มีปัญหาติดขัดต้องไปกราบถามบ่อยๆ หลวงปู่สิมก็เมตตาแนะนำอุบายต่างๆ ซึ่งท่านออกตัวว่าอาจเป็นอุบายเฉพาะสำหรับท่าน (หลวงปู่สิมเอง) ก็ได้

“สำหรับเราน่ะ หลวงปู่ไม่เน้นวิธีการ ท่านบอกว่าเอาวิธีไหนก็ได้ มันเป็นภาวนาทั้งนั้น ไม่จำเพาะจะต้องภาวนาหลับตา สำคัญที่ใจ”

เวลาลูกศิษย์กราบเรียนถามปัญหาในการปฏิบัติ หลวงปู่ไม่ค่อยตอบ บางทีก็เหมือนกับตอบไปคนล่ะเรื่องกับที่ถาม

“ท่านชอบให้ลูกศิษย์ใช้ปัญญาแก้ปัญหาเองมากกว่า ถ้าท่านตอบแล้วเราต้องเอาไปพิจารณา คำตอบของท่านมักให้ไว้ล่วงหน้า บางทีเพียรปฏิบัติตามไปๆ ปีหนึ่งหรือบางทีสามถึงสี่ปี จึงเข้าใจว่าที่ท่านสอนนั้นจริงและตรง”

ครั้งหนึ่งไปกราบเรียนถามท่านว่า “ภาวนาจิตสงบแล้ว ต่อไปจะทำอย่างไร ?”

หลวงปู่ตอบว่า “ภาวนาไม่เป็นนี่ เราสอนให้ภาวนาละกิเลส แต่นี่ภาวนาเอากิเลส”

ฟังแล้วก็งง หลวงปู่ก็เลยอธิบายต่อไปว่า

“เห็นในปัจจุบันเป็นหนึ่งเดียว
มีสติ เห็นตามความเป็นจริงเท่าที่เห็น
มีปัญญา เลิกละความยึดมั่นถือมั่น จิตก็หยุดไม่สงสัย
เป็นการเห็นเพื่อการเลิกละทั้งหมด
เป็นการรู้เพื่อการเลิกละทั้งหมด
การภาวนานั้น ไม่ได้เอา เป็นการละกิเลส
อะไรๆ ที่จิตมันชอบ-ไม่ชอบ บังเกิดมีขึ้นนะ บ่ ต้องไปเอา
มรรค ผล นิพพาน ก็ไม่ต้องเอา”



(หนังสือละอองธรรม หน้า ๓๐)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2011, 15:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ปล่อยไปก่อน

พระเถระ (ที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่สิม) องค์หนึ่ง ซึ่งญาติโยมห่วงใยในข้อวัตรของท่านมาก เมื่อห่วงมากก็กังวลมาก จึงมีเรื่องไปปรารภกับหลวงปู่สิมอยู่เสมอ

“ทำไมท่านองค์นี้เก็บเนื้อเก็บตัวจังเลยครับหลวงปู่ สวดมนต์ทำวัตรก็ไม่ค่อยมาประชุมกับหมู่คณะ อายุพรรษาท่านก็มากแล้ว ทำไมไม่เห็นไปธุดงค์บ้างเลย ฯลฯ” แล้วก็อะไรต่อมิอะไรอีกสารพัดเท่าที่โยมคิดว่าพระที่ดีในสายตาของโยมพึงปฏิบัติ

โดยมากเมื่อโยมบ่น หลวงปู่มัก “วางเฉยเหมือนแผ่นดิน”

จนกระทั่งเห็นว่า โยมชักกังวลบ่นพร่ำเกินเหตุ ท่านก็ชี้แจงเอื่อยๆ ว่า

“บ่ต้องไปกังวลกับเพิ่น (ท่านพระเถระองค์นั้น) ถึงเวลาเพิ่นก็ออกมาเอง ฆราวาสเราไม่ค่อยรู้เรื่องพระหรอก อยากธุดงค์ก็เดินรอบวัดนี่แหละ ชอบป่าไหน อยากหยุดก็หยุดซิ”

และการณ์ก็เป็นอย่างที่หลวงปู่ว่าไว้ไม่ผิด คือ “ถึงเวลาจำเป็น” ลูกศิษย์ของหลวงปู่ก็ออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรแก่สถานภาพของตนเองโดยไม่บิดพลิ้ว


(หนังสือละอองธรรม หน้า ๓๐)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2011, 16:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ผู้รู้...มีอยู่ในโลก (๑)

ในโอกาสอันเหมาะอันควร หลวงปู่สิมท่านก็จะ “ดักคอ” ลูกศิษย์ให้ได้สะดุ้งกันเสียทีหนึ่ง บางท่านเจอบ่อยจนคิดว่า “อยู่ต่อหน้าหลวงปู่ ไม่กล้าคิดอะไร กลัวท่านรู้”

ครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่ไปสกลนคร ปกติแทบทุกครั้งที่ไป หลวงปู่แวะพักผ่อนคลายอิริยาบถที่ศาลาริมน้ำวัดท่าวังหิน วันนั้นเมื่อหลวงปู่ไปถึง ลูกศิษย์ออกมารับย่าม แล้วก็เดินตามหลวงปู่ไปเงียบๆ แต่ความคิดนั้นไม่ยอมเงียบ

“เอ !!! เวลาเราอยู่คนเดียว การกระทำทางกาย วาจา จิตของเราที่ไม่ดี หลวงปู่จะรู้ไหมน้อ การกระทำ ความคิดของคนเรา ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง มีผู้รู้หรือเปล่า ???”

หลวงปู่ซึ่งเดินนำหน้าลูกศิษย์ผู้ช่างคิดตอบขึ้นทันทีว่า

“ท่าน...ผู้รู้มีอยู่ในโลก”


(หนังสือละอองธรรม หน้า ๓๒)


ผู้รู้...มีอยู่ในโลก (๒)

อีกครั้งหนึ่งเมื่อไปกราบหลวงปู่สิมที่บ้านกรุงเทพภาวนา ระหว่างนั่งรอเพื่อให้โอกาสญาติโยมเข้าถวายของหลวงปู่ ก็มีเวลาให้จิตปรุงแต่งได้แสดงบทบาทโต้ตอบกัน

“ของถวายหลวงปู่มากมายจริงๆ ศิษย์น่าจะได้รับแบ่งบ้าง วัดเรายังแร้นแค้น เทียนที่จะจุดในกระท่อมก็หายาก น้ำตาลจะฉันยังไม่มีเลย เอ๊ะ ทำไมจึงคิดโลภไปอย่างนั้น ก็มันไม่มีนี่ !”

จนกระทั่งได้โอกาสเข้าสนทนาธรรม แล้วถึงเวลากราบลา ก็ต้องกระอักกระอ่วนใจเต็มที เมื่อหลวงปู่ผลักของที่กองอยู่ข้างๆ ตัวท่านมาให้ จำเพาะเป็นของที่คิดอยากได้ทั้งนั้น !


(หนังสือละอองธรรม หน้า ๓๓)


ผู้รู้...มีอยู่ในโลก (๓)

ช่วงฤดูฝนปีหนึ่ง หลวงปู่สิมไปสกลนคร ท่านพักในกระท่อมที่บ้านบัว ตรงข้ามกับวัด ระยะนั้นพอดีลูกศิษย์ก็กำลังปั่นป่วนรวนเรด้วยโลกธรรมกระทบจิตหวั่นไหว ฟูๆ แฟบๆ ไปตามสรรเสริญนินทา เลยพาลโทษวัดบ้าง โทษกุฏิบ้าง โทษโยมบ้าง ว่าไปเรื่อย จนในที่สุดก็คิดหนี

เมื่อตัดสินใจว่าไปแน่ ก็ผลุนผลันออกจากกุฏิ จะไปกราบลาหลวงปู่ พบท่านคอยอยู่ระหว่างทาง หลวงปู่เตือนสติลูกศิษย์ด้วยคำอุปมาว่า

“ท่านห้ามเสียงกบเสียงเขียดได้ไหม กบเขียดที่มันร้องน่ะ มันฆ่าตัวมันเองน่ะ มันร้องว่า ข้าอยู่นี่ ข้าอยู่นี่ คนก็มาจับไป”

ยิ่งโดนหลวงปู่ดักคอบ่อย ยิ่งมีอานิสงส์มาก ลูกศิษย์ก็เลยอยู่หมัด หนีก็ไม่หนี สึกก็ไม่สึก อยู่มาจนปัจจุบันท่านเป็นประธานของสำนักสงฆ์ที่ท่านคิดหนีตอนนั้นนั่นเอง


(หนังสือละอองธรรม หน้า ๓๓-๓๔)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ธ.ค. 2011, 09:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


หลวงปู่แสดงฤทธิ์

เย็นวันหนึ่งมีโยมขึ้นไปหาหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ถ้าผาปล่อง แล้วก็เอ่ยว่า

“หลวงปู่ หลวงปู่ต้องแสดงฤทธิ์ให้ผมดู ไม่อย่างนั้นผมจะไม่นับถือพระศาสนา”

“ได้ !!!” หลวงปู่ตอบทันที

“โยมนั่งๆ ไปเถอะ เดี๋ยวทนไม่ไหว หิวข้าวก็ลุกไปเอง...นั่นล่ะหลวงปู่แสดงฤทธิ์แล้ว”

แต่โยมคนนั้นก็ยังไม่ยอม นั่งคาดคั้นอยู่เป็นชั่วโมงๆ จะให้หลวงปู่แสดงฤทธิ์ท่านั้นท่านี้ หลวงปู่เอาแต่หัวเราะลูกเดียว จนในที่สุดโยมทนฤทธิ์หลวงปู่ไม่ไหว (คงหิวข้าวด้วยนั้นล่ะ) ลุกกลับไป ฯลฯ...พอคล้อยหลังโยม พระอุปัฏฐากซึ่งคงอดกลั้นอยู่นานเต็มทีก็โพล่งออกมาว่า “โอ้ เจออย่างนี้บ่อยๆ น่าเบื่อแย่เลยน่ะครับ”

“จะไปทุกข์ร้อนทำไมกับคนใจต่ำ” หลวงปู่ตอบด้วยเสียงเรียบเย็น

“ไม่ได้มาเอาธรรมคำสอน จะเอาแต่ฤทธิ์อย่างเดียว”


อีกโอกาสหนึ่งเมื่อพระอุปัฏฐากปรารภถึงเหตุผลที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามพระแสดงฤทธิ์ เพราะในความเห็นของตนเอง น่าจะทรงอนุญาตบ้างเพื่อจูงใจให้คนที่ไม่มีศรัทธาหันมานับถือศาสนา

หลวงปู่ตอบว่า “…นั่นแหละคือความเสื่อมของพระพุทธศาสนาล่ะ คือว่าบารมีของพระอรหันต์แต่ละองค์ไม่เท่ากัน พระอรหันต์ทั้งหมดมีกี่องค์ที่แสดงฤทธิ์ได้ พวกที่ได้โลกียฌานก็แสดงฤทธิ์ได้เหมือนกัน คนก็จะหลงผิดไปเลือกนับถือแต่ผู้มีฤทธิ์ ศาสนาก็เสื่อมล่ะทีนี้”


(หนังสือละอองธรรม หน้า ๓๘-๓๙)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ธ.ค. 2011, 09:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


แล้วจะรู้เอง

เคยมีผู้ไปกราบเรียนถามหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ว่า

“หลวงปู่เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า ?”

หลวงปู่ท่านตอบกลับเรียบๆ ว่า

“ให้ภาวนาเอาเอง จนกิเลสสิ้นไปจากใจ เมื่อเกิดจิตรู้ (ญาณ ?) แล้วใช้จิตรู้นั้นล่ะดูหลวงปู่”

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร