วันเวลาปัจจุบัน 16 พ.ย. 2019, 03:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 16:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ส.ค. 2010, 13:16
โพสต์: 279

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต

พระองค์ทรงสอนให้พิจารณาธรรมทั้งหลาย ที่กายที่ใจของเราธรรมะไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่กายที่ใจของเรานี่แหละดังนั้นนักปฏิบัติต้องปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังให้ใจมันผ่องใสขึ้น สว่างขึ้น ให้มันเป็นใจอิสระ ทำความดีอะไรแล้วก็ปล่อยมันไป อย่าไปยึดไว้ หรืองดเว้นการทำชั่วได้แล้ว ก็ปล่อยมันไป พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบันนี้ ที่นี้และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่อยู่กับอดีตหรืออนาคต

คำสอนที่เข้าใจผิดกันมาก แล้วก็ถกเถียงกันมากที่สุด ตามความคิดเห็นของตนก็คือเรื่อง "การปล่อยวาง" หรือ "การทำงานด้วยจิตว่าง" นี่แหละ การพูดอย่างนี้เรียกว่าพูด "ภาษาธรรม" เมื่อเอามาคิดเป็นภาษาโลกมันก็เลยยุ่ง แล้วก็ตีความหมายว่าอย่างนั้น ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบละซิ

ความจริงมันหมายความอย่างนี้ อุปมาเหมือนว่าเราแบกก้อนหินหนักอยู่ก้อนหนึ่ง แบกไปก็รู้สึกหนัก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันก็ได้แต่แบกอยู่อย่างนั้นแหละ พอมีใครบอกว่า ให้โยนมันทิ้งเสียซิ ก็มาคิดอีกแหละว่า "เอ...ถ้าเราโยนมันทิ้งไปแล้ว เราก็ไม่มีอะไรเหลือน่ะซิ" ก็เลยแบกอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมทิ้ง

ถ้าจะมีใครบอกว่า โยนทิ้งไปเถอะ แล้วจะดีอย่างนั้น เป็นประโยชน์อย่างนี้ เราก็ยังไม่ยอมโยนทิ้งอยู่นั่นแหละ เพราะกลัวแต่ว่าจะไม่มีอะไรเหลือ ก็เลยแบกก้อนหินหนักไว้ จนเหนื่อยอ่อนเพลียเต็มที จนแบกไม่ไหวแล้วก็เลยปล่อยมันตกลง ตอนที่ปล่อยมันตกลงนี้แหละก็จะเกิดความรู้เรื่องการปล่อยวางขึ้นมาเลย เราจะรู้สึกเบาสบาย แล้วก็รู้ได้ด้วยตัวเองว่าการแบกก้อนหินนั้นมันหนักเพียงใดแต่ตอนที่เราแบกอยู่นั้นเราไม่รู้หรอกว่าการปล่อยวางมีประโยชน์เพียงใด

ดังนั้นถ้ามีใครมาบอกให้ปล่อยวาง คนที่ยังมืดอยู่ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจหรอก ก็จะหลับหูหลับตาแบกก้อนหินก้อนนั้นอย่างไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งมันหนักจนเหลือที่จะทนนั่นแหละ ถึงจะยอมปล่อย แล้วก็จะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ว่ามันเบามันสบายแค่ไหนที่ปล่อยมันไปได้ต่อมาเราอาจจะไปแบกอะไรอีกก็ได้ แต่ตอนนี้เราพอรู้แล้วว่า ผลของการแบกนั้นเป็นอย่างไร เราก็จะปล่อยมันได้โดยง่ายขึ้น ความเข้าใจในความไร้ประโยชน์ของการแบกหาม และความเบาสบายของการปล่อยวางนี่แหละ คือตัวอย่างที่แสดงถึงการรู้จักตัวเอง

ความยึดมั่นถือมั่นในตัวของเราก็เหมือนก้อนหินหนักก้อนนั้นพอคิดว่าจะปล่อย "ตัวเรา" ก็เกิดความกลัวว่าปล่อยไปแล้วก็จะไม่มีอะไรเหลือ เหมือนกับที่ไม่ยอมปล่อยก้อนหินก้อนนั้น แต่ในที่สุดเมื่อปล่อยมันไปได้ เราก็จะรู้สึกเองถึงความเบาสบายในการที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2011, 13:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 พ.ค. 2010, 13:34
โพสต์: 1614

งานอดิเรก: ฟังเพลง และฟังธรรมตามกาลเวลา
สิ่งที่ชื่นชอบ: อภัยทาน
อายุ: 39
ที่อยู่: กรุงเทพมหานคร

 ข้อมูลส่วนตัว




Lotus90.jpg
Lotus90.jpg [ 2.38 KiB | เปิดดู 3615 ครั้ง ]
อยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข

“จงอยู่อย่างมีความหวังและป้าหมายของชีวิต จำไว้ว่าชีวิตคนเราย่อมมีทั้งความสุขและความทุกข์ ปะปนกันไปเป็นธรรมดา อยากให้ชีวิตมีความสุขก็จงละเว้นสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์เสีย”

ความสงบสุขของจิตใจของคนเรา สามารถจัดได้จากการที่เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันว่า….มีมากน้อยแค่ไหนไม่ว่าเมื่อวานนี้ หรือปีที่ผ่านมาจะเกิดขึ้น นั่นคือ อดีตที่ไม่หวานกลับมาอีกแล้ว และไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นแต่สิ่งนั้น ก็ยังมาไม่ถึงนั่นคืออนาคต ชีวิตของเราต้องอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น

สถิติของคนที่เจ็บทั้งโรคจิตโรคประสาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากใช้เวลาส่วนมากคิดวิตกกังวลกับหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เรารู้ตัวเองหรือไม่ว่า เราได้ปล่อยให้ปัญหาในอดีตและความห่วงใยในอนาคตเข้าครอบงำชีวิตในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง จนตัวเรากลายเป็นคนคิดมาก วิตกกังวล เครียดไม่มีความสุข

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนความคิดเราใหม่ เพื่อการเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันอย่างมีความสุข

ลืมอดีตเสีย อดีตคือ สิ่งที่ผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้แค่จำไว้เป็นบทเรียนหรือเป็นอุทาหรณ์สอนใจ

เลิกกังวลกับอนาคต ถ้าเรามามัวเมาแต่วิตกกังวล หวั่นเกรงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต มันเท่ากับว่าเราได้เลื่อนโอกาสและความจำเป็นเร่งด่วน ตลอดจนความสุขที่แท้จริงออกไปเรื่อย ๆ หรือเท่ากับว่าเป็นแรงจูงใจตัวเองว่า สักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นกว่านี้ จนกระทั่งสักวันหนึ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยในความเป็นจริง

มาอยู่กับปัจจุบันดีกว่า ชีวิตจริงของคนเราก็คือ จำไว้ว่าชีวิตคนเราย่อมมีความสุข ความทุกข์ ปะปนกันไปเป็นธรรมดาอยากให้ชีวิตมีแต่ความสุข ก็จงละเว้นสิ่งที่เกิดทุกข์เสีย


ขอบคุณที่มา :: โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์

:b44: กราบอนุโมทนาบุญกับผู้เจริญในธรรมและกัลยาณมิตรทุกท่านนะเจ้าค่ะ :b8: :b8: :b8: :b20:

.....................................................
ธรรมอำนวยพร
ขอให้.....มีจิตที่รู้ ที่ตื่น ที่เบิกบาน (พุทธะ)
ขอให้.....ทำการงานด้วยความสุข (อิทธิบาทสี่)
ขอให้.....ขจัดทุกข์ได้ด้วยปัญญา (อริยสัจสี่)
ขอให้.....มีดวงตาที่เห็นความจริง (ไตรลักษณ์)
ขอให้.....เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยไตรสิกขา (ศีล, สมาธิ, ปัญญา)
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร