วันเวลาปัจจุบัน 19 ส.ค. 2019, 04:59  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ค. 2011, 10:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

หลวงปู่สอนว่า
พระธรรมเทศนาของพระญาณสิทธาจารย์
(หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)



เกิดมาภพใดชาติใดก็ทุกข์แย่เต็มประดา
ทุกข์ตั้งแต่วันเกิดถึงวันแก่
ทุกข์จากวันแก่ถึงวันแตกดับวันตาย
ทุกถ้วนหน้าไม่มีใครข้ามมันไปได้
จึงให้เรามาสนใจในการรวมจิตใจของเรา
มาให้สงบระงับ ตั้งมั่น เที่ยงตรง
อยู่ภายในดวงใจให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก
จนกระทั่งจิตใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนาให้ได้
(หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)


๐ อันความตายนั้น จงระลึกดูให้รู้แจ้งด้วยสติปัญญาของตนเอง
ยกจิตใจตั้งมั่นอย่างได้หวั่นไหว เจ็บจะเจ็บไปถึงไหนก็แค่ตาย
อยู่ดีสบายอยู่ไปถึงไหนก็แค่ตาย แก่ชราแล้วไม่ตายไม่ได้
เมื่อมาถึงบุคคลผู้ใดจะให้ผู้อื่นช่วยไม่ได้ ต้องภาวนาให้พ้นจากความตาย
ความตายนั้นมีทางพ้นไปได้ อยู่ที่การละกิเลส ล้างกิเลสในใจให้หมดสิ้น

๐ กิเลสกองไหนที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว
ให้รีบตัด รีบละออกไปเลิกไม่ได้ ละไม่ได้ก็ให้นึกถึงความตาย
ใครจะดุร้าย ป้ายสี ก็ให้นึกว่าเขาจะต้องตาย
เราคือกายกับจิตก็ต้องตายจากกันไป จะมาโกรธ มาโลภ มาหลง
มายึดหน้าถือตา ยึดอะไรต่อมิอะไรไปทำไม จงปล่อยวางให้มันหมดสิ้นไป

๐ โลกธรรม 8 ประการ มีความสบายกายสบายใจ ก็มีความไม่สบายกายไม่สบายใจ
คือมีสุข มีทุกข์อยู่อย่างนี้ มีสรรเสริญ ก็ต้องมีติเตียนนินทาเป็นธรรมดาของโลกอย่างนี้
มีลาภเสื่อมลาภได้ เป็นธรรมดาอย่างนี้ มียศเสื่อมยศมันมีเป็นธรรมดาอย่างนี้
จิตผู้รู้ผู้ภาวนาไปอยู่ที่ไหน ทำไม่ไม่เร่งภาวนาให้มันหลุดพ้นไปเสียที

๐ เกิดแล้วต้องตายไม่ตายวันนี้วันหน้าก็ตาย ไม่ตายเดือนนี้เดือนหน้าก็ตาย
ไม่ตายปีนี้ปีต่อ ๆ ไปก็ตายได้ ให้รู้ไว้ ให้เข้าใจไว้
แล้วจิตใจอย่าได้มัวเมา หลงใหลไปกับกิเลสกาม วัตถุกาม
มาหลงร้องไห้ หัวเราะอยู่นี้ไม่มีที่สิ้นสุด ก้อนทุกข์ กองทุกข์เต็มตัวทุกคน
จงภาวนาดูให้รู้แจ้งด้วยสติปัญญา
ไม่ใช่คนอื่นจะมาทำให้ ปฏิบัติให้ ไม่มีตัวเองนั่นแหละปฏิบัติตัวเอง

หมายเหตุ - กิเลสกาม คือกิเลสที่ทำให้เกิดความอยาก ได้แก่ ราคา โลภะ อิจฉา เป็นต้น

- วัตถุกาม ได้แก่ กามคุณทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันน่าปรารถนา


๐ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน
ตนทำบาปตนก็ได้รับทุกข์เอง
ตนทำบุญบุญก็ให้ความสุขแก่บุคคลผู้นั้น
บุญ-บาป เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน
ใครทำบาป บาปย่อมให้ผล ใครทำบุญกุศล บุญกุศลย่อมตามให้ผล
แต่ว่าบางอย่าง บางประการนั้น ไม่ทันกับใจกิเลสมนุษย์
ก็เลยเข้าใจว่าทำบุญก็ไม่เห็นผล แต่ว่าบาปนั้นไม่ทำก็เห็นผล

๐ อบรมจิตใจด้วยการบริกรรมภาวนา
ด้วยการนึกถึงความทุกข์ความเดือดร้อนในโลกนี้
นึกถึงความแก่ความชรา ความเจ็บไข้ได้ป่วย
เมื่อมันมาถึงแล้ว มันมีความเจ็บปวด ทุกขเวทนา
ต้องฝึกฝนอบรมจิตใจของเราในทางสมาธิภาวนา
ทำใจให้สงบระงับด้วยการนึกน้อมเอาพุทธคุณ
คือ คุณพระพุทธเจ้ามาเป็นอารมณ์
แม้เราจะนึกพุทโธ พุทโธอยู่ก็ตาม
ก็ให้ถือว่า ธัมโมก็อยู่ที่นั่น สังโฆก็อยู่ด้วยกัน

๐ กิเลสมาร หมายถึงจิตใจที่เรายังเลิกละ ปลดปล่อย กิเลส ราคะ ตัณหาไม่ได้
ราคะ ตัณหานั่นแหละคือตัวมาร ที่คอยหลอกลวงอยู่ในใจนั้น
ถ้าผู้ใดใจไม่มั่นคง ก็หลงใหลไปตามการหลอกลวงของมารกิเลส
ไม่ยอมละ ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมปล่อยวาง
กิเลสก็ติดอยู่ในตัว ติดอยู่ในกาย ในวาจา ในจิตในใจ
คือ ใจเราไปติดกิเลส ไม่ใช่กิเลสมาติดอยู่ในใจของเรา
จิตใจของเราไม่ภาวนาละกิเลส แต่ภาวนาเอากิเลส
กิเลสก็มาอยู่ในกาย ในวาจา ในจิตในใจของเราเต็มไปหมด

๐ ไฟ คือราคะ ไฟ คือโทสะ ไฟ คือความหลง
เมื่อมีไฟ 3 กองนี้อยู่ในใจ มันก็ร้อนเป็นไฟ
นั่งที่ไหน นอนที่ไหนก็ร้อนระอุด้วยไฟ
เพราะไฟนั้นเป็นของเร่าร้อน ผูกมัดรัดรึงจิตใจคนเราให้หลงให้ติดข้องอยู่
เวลาภาวนาท่านจึงให้ละออกไป ปล่อยออกไป ให้หลุดไป สิ้นไป
เอาให้หลุด ให้พ้น ให้สงบระงับ แม้ยังไม่หลุดพ้นก็ให้ภาวนาทุกคน
ให้ใจสงบระงับตั้งมั่นทุก ๆ คืนไป
จนมีกำลังความสามารถอาจหาญ ก็จะตัดละได้ด้วยตนเอง

๐ ธรรมดากิเลสเป็นมาร เป็นภัยอันตราย คำว่ามารก็คือว่าเป็นผู้ฆ่าผู้ทำลาย
ใครไปหลงกลมารยาของมารแล้วก็เสียทุกครั้งไป
ฉะนั้นเราทุกคนจงอย่าได้ปล่อยจิตใจให้คิดนึกไปภายนอก
จงนึกเตือนใจของตนอยู่ทุกเวลาว่า พุทโธ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา
ธัมโม สังโฆ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา
คือให้ใจมาสงบตั้งมั่นอยู่ภายใน ไม่ให้ไปตามอาการภายนอก

๐ อย่าไปคิดว่าเวลาเราแก่ หรือเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หรือใกล้ ๆ จะแตก จะตาย แล้วจึงภาวนา
ถ้าคิดอย่างนั้นก็เป็นอันว่าคิดผิด
เพราะเวลาอยู่ดีสบายนี้แหละเป็นเวลาที่เราจะต้องริเริ่มภาวนาให้ได้ให้ถึง
กิเลสอะไรที่ยังไม่ออกจากจิตใจเรา ก็จะได้ละกิเลสนั้นเสีย

๐ ให้พากันตั้งใจภาวนากันจริง ๆ เอาจิตใจดวงผู้รู้ภายในมาจี้จุดหลงของใจเรา
ความหลงของใจไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน
หลงในรูป หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ บ้านเรือน เคหะสถานอันใดก็ตาม
ถ้าจิตไปหลงก็จะไปข้องอยู่กับที่นั่น
ถ้าจิตไม่หลงก็วางเฉยได้ จิตใจก็เย็นสบายเป็นสุข ไม่ทุกข์ร้อนประการใด
เราทุกคนควรปฏิบัติบูชาภาวนาอย่างนี้ให้ได้ทุก ๆ คืน
ไม่มีใครจะช่วยเราได้เท่ากับตัวเราเอง

๐ การภาวนาอย่าเข้าใจว่ามันเป็นของยาก
ไม่ว่ากิจกรรมการงานอะไร อย่างหยาบ ๆ ก็ดี
ถ้าเราไม่ทำไม่ประกอบก็ยิ่งเป็นอุปสรรค
แต่ถ้าเราตั้งใจทำจริง ๆ แล้ว มันมีทางออก ภาวนาไปรวมจิตใจลงไป
จนกระทั่งจิตใจเชื่อตามความเป็นจริง
เชื่อต่อคุณพระพุทธเจ้าจริง ๆ เชื่อต่อพระธรรมจริง ๆ
เชื่อต่อคุณพระอริยสงฆ์สาวกจริง ๆ
แล้ว บุคคลผู้นั้นก็มีทางที่จะได้บรรลุมรรคผล เห็นแจ้งในธรรม ในปัจจุบันชาตินี้

๐ อะไร ๆ ทุกอย่าง ถ้าคนเราลงทำลงแล้ว มันต้องได้ไม่มากก็น้อย
ถ้าไม่ทำ เลิกล้มความเพียร ชอบสบายอยู่เฉย ๆ แต่เราอย่าเข้าใจว่าเราจะอยู่เฉยได้
ในเมื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ปัจจุบันกะทันหันขึ้นมา จะเฉยอยู่ไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อความเจ็บมา อุบายธรรมไม่ทัน เราก็หลงยึดไปถือไปวุ่นวายไป
ถ้าเรารู้เท่ารู้ทัน ปล่อยวางได้ทุกลมหายใจเข้าออก
จิตใจก็เย็นสบายเป็นสุขไม่ทุกข์ร้อนประการใด

๐ อุบายธรรมต่าง ๆ ที่กำหนดจดจำไปประพฤติปฏิบัติ
ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุญบารมีเก่าเราทำมามากหรือไม่
บุญบารมีใหม่ ใจปัจจุบันของเราตั้งมั่นหรือไม่
ใจปัจจุบันเป็นหลักสำคัญที่เราทุกคน ทุกดวงใจจะประมาทไม่ได้
พระพุทธเจ้า พระองค์เตือนว่า ผู้ไม่ประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ
ผู้ประมาทมัวเมาเป็นไปเพื่อความเสื่อม

๐ วันคืนเดือนปี หมดไป สิ้นไป แต่อย่าเข้าใจว่าวันคืนนั้นหมดไป
วันคืนไม่หมด ชีวิตของแต่ละบุคคลหมดไปสิ้นไปมันหมดไปทุกลมหายใจเข้าออก
ฉะนั้นให้ภาวนาดูว่าวันคืนล่วงไป เราทำอะไรอยู่ ทำบุญหรือทำบาป
เราละกิเลสได้หรือยัง เราภาวนาใจสงบหรือยัง

๐ เรามัวเพลิดเพลินอะไรอยู่ไปมัวเสียอกเสียใจอย่างไรอยู่
ทำไมไม่ภาวนา ทำไมไม่ละกิเลส ภาวนาให้มันหมดสิ้นไป
เวลาความแก่มาถึงเข้า หรือเวลาความเจ็บไข้มาถึงเข้า จิตก็ว้าวุ่น
ยิ่งความตายจะมาถึง เราละกิเลสไว้ก่อนหรือยัง
ก็ตอบได้ด้วยตนเองว่ายังไม่หมด เมื่อยังไม่หมดเรามัวไปทำอะไรอยู่
ชีวิตของคนเราหมดไป เหมือนจุดเทียนขึ้นมาแล้ว
ไฟมันก็ไหม้ไส้เทียนจนหมด เราทำอะไรอยู่ ไม่พินิจพิจารณา
ต้องเตือนใจของตนเองว่าเราภาวนาแล้วหรือยัง
อย่าประมาทคือภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก

๐ เราทุกคนก็ต้องโอปนยิกธรรม น้อมเข้ามา รวมเข้ามา
สอนตัวเองเข้ามาให้ได้อยู่ทุกวันเวลา
แล้ว มรรคผล นิพพาน ก็ไม่ต้องไปหาที่อื่น
มันอยู่ที่ความเพียร ความหมั่น ความขยัน ในการภาวนาไม่ให้ขาด
นั่งก็ภาวนา นอนก็ภาวนา หลับแล้วก็แล้วไป
ตื่นขึ้นก็ภาวนาต่อให้เป็นวงจรอยู่ตลอดเวลา
จิตใจย่อมมีกำลัง มีความสามารถอาจหาญไม่ท้อแท้อ่อนแอในหัวใจ

หมายเหตุ- โอปนยิกธรรม หมายถึง พระธรรมที่ควรน้อมนำเข้ามาไว้ในใจ

:b48: :b8: :b48:

:b8: :b8: :b8: คัดลอกเนื้อหามาจาก...
หนังสือพุทฺธาจารปูชา ธรรมานุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
ณ สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
วันจันทร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖ (หน้า)


:b44: ๏ ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21573

:b44: ๏ รวมคำสอน “หลวงปู่สิม พุทธาจาโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=42673


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2011, 11:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


กราบ กราบ กราบ _/i\_ _/i\_ _/i\_

:b8: :b8: :b8:
ทาน ศีล ภาวนา ภาวนา ภาวนา
:b41: :b41: :b41:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ส.ค. 2011, 16:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ส.ค. 2010, 13:16
โพสต์: 279

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร