วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ย. 2020, 03:47  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2011, 15:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ส.ค. 2010, 13:16
โพสต์: 279

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชีวิตนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ..วุฒิเวช กษีรสกุล

กว่าจะเกิดเป็นคนได้อย่างทุกวันนี้ คุณคิดว่าเป็นเรื่อง “บังเอิญ” ไหม

เวลาเห็นรถสองคันชนกัน คุณคิดว่า อาจเป็นเพราะคนขับ “ดวงซวย” ใช่หรือไม่

เวลาอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ เจอข่าวแม่ค้าขายผักถูกลอตเตอรี่ คุณคิดว่า ทำไมเราไม่ “โชคดี” อย่างเขาบ้างใช่ไหม

สำหรับผม วุฒิเวช กษีรสกุล ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เรียกว่าบังเอิญ ดวง โชค ฟลุค เคราะห์ ส้มหล่น ฟ้าประทาน ฯลฯ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

เหตุการณ์ทุกสิ่งทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะเป็นการถูกหวย รวยหุ้น เป็นหนี้พนันบอล เจ็บไข้ได้ป่วย อุบัติเหตุ พิการเสียชีวิต ความเจริญในหน้าที่การงาน เช่น หนึ่งปีได้สองขั้น สองปีได้หนึ่งขั้น หรือเรื่องความรักทั้งแบบบุพเพสันนิวาส บุพเพอาละวาด คู่สร้างคู่สม คู่เวรคู่กรรม คู่ตบคู่ตี คู่เตะคู่ต่อย คู่แล้วไม่แคล้วกัน หรือคู่แต่งได้ก็หย่าได้ เหล่านี้ล้วนเป็นผลที่เกิดจากเหตุของกรรมที่เราเคยทำไว้ทั้งสิ้น

ไม่เว้นแม้แต่การเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งหลังโพรงจมูกของผมเองเช่นกัน ก็มีที่มาจากการกระทำด้วยความคึกคะนองในวัยเด็กนั่นเอง

สมัยเป็นเด็ก ผมได้สั่งสมพฤติกรรมประเภทเบียดเบียนสัตว์ไว้มากมาย ทั้งยิงนก ตกปลา ฆ่ามด เด็ดขายุง ตบแมลงหวี่ ทุบเปลือกหอยทาก กระทืบตะขาบ ตีตุ๊กแก เป่าลูกดอกใส่หนูและจิ้งจก ฯลฯ เท่านั้นยังไม่พอ ครั้งหนึ่งซนจนถึงขั้นใช้สเปรย์กำจัดยุงไปฉีดจมูกแมว ทำให้เหตุการณ์นั้นกลายเป็นดัชนีชี้นิ้ว ว่าผมสมควรได้มะเร็งหลังโพรงจมูกมาเป็นรางวัลชีวิต โดยไม่ต้องสงสัย

นอกจากนั้นผมยังทำเรื่องพิเรนทร์อื่นๆ อีก เช่น เก็บดอกจำปีไปแหย่ก้นหมา ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร ลองทายซิ ผมก็เลยเป็นริดสีดวงทวารหนัก ชนิดอาการสาหัสเลยทีเดียว

ดังนั้น ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราควรจะคอยเตือนตนและระวังตัวไว้ว่า อย่ามัวแต่ประมาท ทำชั่ว เผลอเลวเพราะผลที่ได้รับ ย่อมไม่ต่างจากเหตุที่เราได้เคยกระทำไว้ มิหนำซ้ำยังมีดอกเบี้ยทบต้น โดยคิดตามเจตนา ความถี่ของการกระทำ และความเสียหายที่เกิดแก่ผู้ถูกกระทำอีกด้วย

ตอนนี้เมื่อมีโอกาสรอดตายจากมะเร็งมาได้ 13 ปี ผมคิดว่าเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่อาจจะกำลังป่วยหรือมีคนรู้จักใกล้ชิดเป็นมะเร็ง ผมในฐานะรุ่นพี่ปี 40 ที่ผ่านประสบการณ์วัดดวงวัดใจมาแล้ว อยากฝากแง่คิดเด็ดเคล็ดลับไว้ เพื่อช่วยในการปฏิบัติตัวปฏิบัติใจเอาชนะมะเร็งดังนี้

อันดับแรก ผู้ที่กำลังเป็นมะเร็ง ควรระลึกไว้เสมอว่า เรามีทางเลือกสองทางเท่านั้น คือ “หายจากโรค” กับ “หายจากโลก” โดยมีใจเป็นผู้ชี้วัด ถ้ากำลังใจดีเยี่ยม มีอารมณ์ขัน หัวเราะได้ โอกาสรอดก็สูง แต่ถ้าใจห่อเหี่ยว ท้อแท้ สิ้นหวัง โอกาสที่จะต้องพูดว่า “บ๊ายบาย ไอลาก่อน” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้วิธีการที่ผมใช้ได้ผลมาแล้วคือ การ “ทำตัวเป็นนักสร้างภาพ” วิธีการนี้ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ นายแพทย์โอ. คาร์ล ไซมอนตัน ( Dr.O.Carl Simonton ) นักรังสีวิทยาผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้องอก และเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกด้านการใช้จิต-กายรักษาและบำบัดโรคมะเร็ง ได้คิดค้นขึ้น โดยขณะที่กำลังทำการรักษาด้วยการฉายรังสีนั้น ให้เราใช้พลังจิตจินตนาการดังนี้

สร้างภาพว่า กระสุนรังสีเล็กๆ จำนวนล้านๆ ลูก กำลังยิงถล่มไปที่เซลล์มะเร็งในร่างกาย ทำให้เซลล์เหล่านั้นสับสนและอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ขณะที่เซลล์อื่นๆ ซึ่งเป็นเซลล์ปกติที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนจากกระสุนรังสีเลย และยังสามารถต่อสู้กับเซลล์ที่เป็นโรคอย่างแข็งขัน พร้อมกับซ่อมแซมเนื้อเยื่อไปด้วย

ต่อจากนั้นสร้างภาพว่า เม็ดเลือดขาวกำลังต่อสู้และเอาชนะเซลล์มะเร็งที่อ่อนแอให้พ่ายแพ้ไป แล้วเคลื่อนย้ายเซลล์ที่ตายแล้วเหล่านั้นไปที่ตับ–ไต และค่อยๆกำจัดออกไปจากร่างกายทีละน้อยจนหมดสิ้น ส่วนผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉายรังสีหรือเคมีบำบัดก็สามารถนำวิธีสร้างภาพนี้ไปช่วยได้เช่นกัน เช่น ถ้าผมร่วงก็สร้างภาพว่า บริเวณหนังศีรษะของเราผลิตยางเหนียวๆขึ้นมา เพื่อยึดเกาะรากผมไว้ไม่ให้หลุดร่วงโดยง่าย ถ้ามือเท้าชาก็สร้างภาพว่า มีมือใครสักคนมาช่วยนวดให้ผ่อนคลาย เลือดลมจะได้ไหลเวียนสะดวกขึ้น ถ้าลิ้นไม่รู้รส ก็ใช้จินตนาการปรุงความอร่อยเอง โดยเติมรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เข้าไปในจิต ก็ช่วยให้เจริญอาการได้มากขึ้น

เมื่อมะเร็งไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หนทางที่จะทำให้โรคนี้ทุเลาเบาบางลงหรือหายได้ก็คงต้องมาจากกำลังกายกำลังใจของเราด้วยเช่นกัน

โรคทุกโรค ความพิการทุกอย่าง เป็นผลรวมของจิต กายและกรรม การเกิดและการหายจากโรคทุกกรณี จึงเป็นผลของการกระทำที่ต้องอาศัยทุกส่วนร่วมกันนั่นเอง



รู้จักผู้เขียน

วุฒิเวช กษีรสกุล วัย ๔๖ ปี เป็นอดีตก๊อปปี้ไรเตอร์ในแวดวงโฆษณาที่ลาออกมาเป็นตัวแทนประกันชีวิต เคยป่วยเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูกและเส้นเลือดในสมองตีบ ปัจจุบันหายเป็นปกติแล้ว เริ่มสนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ และเชื่อมั่นว่ามีเพียงธรรมะเท่านั้นที่จะช่วยปิดทางอบายภูมิและเปิดทางให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ ล่าสุดมีงานเขียนชื่อ ได้เวลาชำระจิตชำรุด (สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้เกิดแง่คิดกับคนอื่นด้วยสำนวนภาษาที่สนุกสนาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2011, 16:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมชาติไม่มีอะไรบังเอิญ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาโดยไม่ประกอบด้วยเหตุปัจจัย คำว่าบังเอิญจริงๆ จึงไม่มี

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร