วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ย. 2020, 02:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ธ.ค. 2010, 23:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ก.ย. 2010, 23:17
โพสต์: 257

แนวปฏิบัติ: ดูจิต
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: ประเภทธรรมะ
ชื่อเล่น: หยุย
อายุ: 0
ที่อยู่: ห้วยขวาง

 ข้อมูลส่วนตัว


ถามว่าเราเกิดมาทำไมและทำไมต้องเกิดมา

.....................................................
สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม
ทุกอย่างไม่ควรยึดถือ
อกุศลน้อยนิด อย่าคิดทำ
กุศลน้อยนิด ให้คิดทำ
ทำกุศลวันละนิด ดีกว่าคิดที่จะทำ

พระพุทธองค์ยังถูกนินทา
ประชาชนธรรมดามีหรือจะหนีพ้น

ไม่อยากทุกข์แต่ก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่เรียนรู้ทุกข์ จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ธ.ค. 2010, 14:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 พ.ย. 2010, 09:31
โพสต์: 11

แนวปฏิบัติ: ศึกษาอยุ่
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ ทำอาหาร
สิ่งที่ชื่นชอบ: เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน
ชื่อเล่น: Mom of Sandy
อายุ: 0
ที่อยู่: ฝั่งธน

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
คำถามนี้ เคยฟังพระภิกษุรูปหนึ่งท่าน ตอบว่าเกิดมาเพื่อ สะสมบุญเพื่อที่จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีกคะ
:b41:

.....................................................
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ธ.ค. 2010, 21:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
เกิดมาทำไม
..

ไม่รู้ว่า..ก่อนจะมาเกิดนี้คิดยังงัย..

แต่รู้ว่า..เกิดมาแล้ว..ก็คิดแต่จะหาความสุข..ดิ้นรนทุกอย่างก็เพื่อ..หาความสุข

จึงอนุมานว่า..ก่อนจะมาเกิดก็คงคิดอย่างนี้เหมือนกัน..คือ..หาความสุข

จึงขอตอบว่า..

เกิดมาเพื่อมาหาความสุข

โชคดี..ที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา..ที่ทรงชี้ให้เห็นว่า.พวกเรามาหาสุขผิดที่ซะแล้ว :b7: :b7:

เพราะในสามโลกนี้มันมีแต่สุขปลอม(สุขเวทนา) :b2: :b2: :b2:

อ้างคำพูด:
ทำไมต้องเกิดมา


เพราะความไม่รู้..หรือ..อวิชชา..มันไม่หยุดทำงาน :b23: :b23: :b23:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ธ.ค. 2010, 22:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


มีเชื้อเกิด ก็ต้องเกิด เป็นไปตามธรรมชาติ บังคับบัญชาไม่ได้

คนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ ชีวิตคือการเรียนรู้ ธรรมชาติให้เครื่องมือในการเรียนรู้ให้กับเรามาตั้งแต่เกิด คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกันเกือบทุกคน และวิถีชีวิตของคนทุกคน ก็เดินไปทางเดียวกัน คือ หนีทุกข์ ไปหาสุข ด้วยกันทั้งนั้น ... ถ้าสุขที่คุณต้องการเป็นสุขถาวร ก็คือ คุณต้องการที่จะนิพพาน

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ธ.ค. 2010, 01:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.พ. 2009, 01:02
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


:b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b42: :b42: :b42: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41:
cool

เกิดมาทำไม ?

การเกิดเป็นกระบวนการทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง เพื่อวิญญาณจักได้มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ก่อนจะออกจากโลกเข้าสู่โลกุตรภาวะ และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพไหน ๆ อีกต่อไป ชีวิตนี้สั้นนัก ผู้ฉลาดจึงควรพิจารณาชีวิตด้วยปัญญา ควรฝึกตน ประพฤติกุศลกรรมด้วยความไม่ประมาท

“ร่าเริงอะไรกันนัก เพลิดเพลินอะไรกันนัก เมื่อโลกนี้ลุกโพลงอยู่ด้วยเพลิง คือความเจ็บ ความแก่และความตาย ท่านทั้งหลายอยู่ท่ามกลางความมืดมนคือความหลง เหตุไฉนจึงไม่แสวงหาดวงประทีปคือปัญญาเล่า”


ทำไมต้องเกิดมา ?

เพราะวิญญาณที่ยังมีกิเลสอยู่ จึงต้องมาเกิดในสังสารวัฏ ตามอำนาจแห่งกิเลสและกรรมของตนที่ได้ทำมา ตามหลักพุทธศาสนามีอยู่ว่า ตราบใดที่บุคคลยังมีกิเลสอยู่ย่อมเกิดอีกตราบนั้น สัตว์จะไปเกิดในภพใดก็สุดแล้วแต่กิเลสและกรรมของเขาที่เกี่ยวกับภพนั้น


:b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39:

เจริญในธรรมครับ :b8: :b8: :b8:
smiley

:b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b42: :b42: :b42: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41:

.....................................................
ราตรีของผู้ตื่นอยู่นาน...โยชน์ของผู้ล้าแล้วไกล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ธ.ค. 2010, 02:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


เราเกิดมาตามธรรมชาติ ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีจุดประสงค์ ไม่มีหลัก
หากพิจารณาอย่างผู้มีปัญญาก็จะจำแนกเหตุของการเกิดไว้ว่า
สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมี อวิชชา เป็นเหตุ (บางตำราบอกว่าตั้งอวิชชาเป็นตัวแรกไม่ได้หมายความว่าเป็นตัวเริ่มต้นจริงๆเพราะลักษณะของการเรียงเป็นเหมือนกงล้อที่หมุนไปพร้อมกันตามหลักสมุปปกิจบาท)
แล้วหากอวิชชาไม่ดับลงก็ไม่มีปลายของชีวิต
พอจำแนกธรรมออกมาอีกก็จะพบว่าความแตกต่างของชีวิตล้วนมีกรรมเป็นตัวกำหนด
ไม่ว่าจะทำกรรมดี หรือ กรรมชั่ว กรรมก็จะไม่มีวันหมดหากอวิชชาไม่ดับลง

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ธ.ค. 2010, 09:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


จะหาสัตว์ บุคคล ตัวตน ในปัจจุบัน ยังไม่ได้เลย
แล้ว จะมีสัตว์ บุคคล ตัวตนที่ไหนเกิด และตาย อีกเล่า

เป็นแค่สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นชั่วขณะเท่านั้น

ตามเหตุ ตามปัจจัย

พระพุทธเจ้า แสดงปัจจัยเหล่านั้นแล้ว

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ธ.ค. 2010, 11:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ก.พ. 2010, 22:29
โพสต์: 77

อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


คนเราเกิดมาทำไม


ถาม: หลวงพ่อครับ ขอกราบเรียนถามว่า ถ้าจะบอกคนที่ยังไม่ได้เข้าวัดว่า คนเราเกิดมาทำไม เราจะมีวิธีอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างง่าย ๆ ได้อย่างไรครับ
ตอบ: คนเราเกิดมาทำไม ถ้าเราจะตอบเป้าหมายสุดท้ายตามคติของพระพุทธศาสนา คือเกิดมาเพื่อกำจัดกิเลสให้หมดไป ทำพระนิพพานให้แจ้ง ถ้าตอบอย่างนี้ สำหรับคนยังไม่เคยเข้าวัดก็บอกว่า ต่างคนต่างกลับบ้านตัวเองดีกว่า ผู้ที่เข้าวัดเมื่อเวลาถูกญาติโยมถาม ก็มักจะตอบรวบยอดกันอย่างนี้แหละ
เป้าหมายชีวิตของคนเรานั้น จริง ๆ แล้วมีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน ภาษาชาวบ้านบอกว่า มีเป้าหมายบนดิน เป้าหมายบนฟ้า และเป้าหมายสูงสุดในชีวิตมนุษย์ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนก็ตาม คือเป้าหมายเหนือฟ้า เป้าหมาย ๓ ข้อนี้ ชาวโลกทั่วไปที่ยังไม่ได้เข้าวัดเขายังไม่รู้จัก สิ่งที่จะต้องแนะนำเขาอย่างมากให้เขารู้ว่า เป้าหมายชีวิตของเขา หรือสิ่งที่จะยืนหยัดบนขาตัวเองให้ได้ คือ

ประการที่ ๑ เป้าหมายบนดิน ต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ พูดง่าย ๆ ตั้งฐานะตัวเองให้ได้นั่นเอง ไม่ทำตัวให้เป็นภาระของใคร จะเลี้ยงตัวของเราให้ได้ มีอาชีพที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นสัมมาอาชีวะ ถ้าเจอใครที่เขายังตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้ ก็ต้องคุยกับเขาว่า เป้าหมายชีวิตของเขานั้น เกิดมาอย่างน้อยต้องทำตรงนี้ให้ได้ เมื่อไรบุคคลเหล่านี้ ตั้งเนื้อตั้งตัวมั่นคงขึ้นมาแล้ว ค่อยบอกเป้าหมายเขาต่อไป

ประการที่ ๒ เป้าหมายบนฟ้า คุณเอ๋ยเกิดมาเป็นคน จะเอาแค่ทำมาหากิน เลี้ยงชีพได้ ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ก็ยังไม่พอหรอก นั่นเป็นเพิ่งเบื้องต้นแค่ชั้นประถม ชั้นอนุบาลก็ว่าได้ แต่ว่าจะให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากว่าคนเราตายแล้วไม่สูญ ยังมีเรื่องชีวิตอยู่หลังความตาย มีนรกมีสวรรค์อยู่ เพราะฉะนั้น นอกจากตั้งเนื้อตั้งตัวให้ได้แล้ว เตรียมปิดนรก เปิดสวรรค์ให้กับตัวเองด้วย การจะบอกใครว่า ให้ปิดนรก เปิดสวรรค์ให้ตัวเองด้วยให้ได้นั้น ถ้าเขายังหาเช้ากินค่ำอยู่ มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอยู่ จะพูดตรงนี้ยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม สนับสนุนให้เขาตั้งเนื้อตั้งตัวให้ได้ พอเห็นเขามีแววตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ก็เริ่มแนะให้เขารู้ว่า ชีวิตหลังความตายยังมี แล้วเมื่อเขาเริ่มสนใจ จึงเริ่มขยายความให้กับเขาว่า ปิดนรก เปิดสวรรค์ทำอย่างไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ถ้าจะปิดนรกให้ได้ คนเราจะต้องหัดทำใจใสให้เป็น ถ้าใจขุ่น นรกก็เปิดรอท่าอยู่ ถ้าใจใส สวรรค์ก็รอท่าอยู่ จากนั้นค่อยขยายความ เมื่อเห็นจังหวะว่า เขาไม่เดือดร้อนในเรื่องทำมาหากินจนเกินไป ก็บอกเขาเลยว่า คนที่จะปิดนรกให้ตัวเองได้นั้นต้อง
๑. ศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพูดง่าย ๆ หัดฟังเทศน์ฟังธรรมไว้บ้าง
๒. รักษาศีล ถ้าไม่รักษาศีลเดี๋ยวจะไปทำกรรมชั่วเข้า วันธรรมดาก็รักษาศีล ๕ ให้ได้ ทีแรกอาจจะรักษาได้ทีละข้อสองข้อ อย่างไรก็ตามหนักเข้า ๆ เข็นให้ครบ ๕ ข้อให้ได้ ในที่สุดเขาจะรักษาศีลได้
๓. ทำบุญทำทาน ตั้งแต่โตขึ้นมา เอาแต่ทำมาหากิน มีแต่เอาผลประโยชน์จากโลกมาใส่ตัวอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องให้กับโลกบ้าง เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ชวนเขาทำทานนั่นเอง จะทำทีละน้อย ทีละมาก ก็ให้เขาทำเถอะ จะทำบุญทำทานกับศาสนา หรือทำบุญทำทานสงเคราะห์โลกก็เอา ไม่ว่ากัน ขอให้ทำเถอะ
๔. ทำสมาธิภาวนา เมื่อเขามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา รักษาศีลได้มั่นคงขึ้น รู้จักทำทาน เสียสละ ให้กับสังคมมาตามลำดับ แล้วเราก็เพิ่มพูนให้เขาไปเรื่อย ๆ ชวนมาวัดมาทำสมาธิมาทำภาวนา เป็นการเพิ่มภูมิปัญญาทางธรรมให้เขา
ประการที่ ๓ เป้าหมายเหนือฟ้า ถ้าทำอย่างที่หลวงพ่อว่ามาเรื่อย ๆ ปัญญาทางธรรมก็จะเกิด แล้วพอมีแววว่า พอตั้งเนื้อตั้งตัวได้พอสมควร มีความเชื่อและมีความมั่นใจในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสมควร แล้วจึงค่อยชวนไปนิพพาน นั่นคือเป้าหมายสุดท้าย ไม่ใช่เจอหน้าใครก็ชวนไปนิพพาน เดี๋ยวจะผิดหวัง เพราะเราหวังผิด ๆ ไป มองภาพตรงนี้ชัด แล้วค่อย ๆ ป้อนธรรมะไปทีละคำ เหมือนป้อนข้าวป้อนนมเด็กไปทีละคำ ทีละอึก เดี๋ยวเขาก็ไปสู่เป้าหมายสูงสุดในชีวิตได้โดยไม่อยากจน

ขอขอบคุณ : พระภาวนาวิริยคุณ

.....................................................
บุคคลขาดสติย่อมนำชีวิตไปสู่ความทุกข์ความล้มเหลวฉันใด ในทางตรงกันข้าม บุคคลผู้มีสติสมบูรณ์ มีสติชอบ (สัมมาสติ) ย่อมนำชีวิตไปสู่ความสุขความรุ่งเรืองฉันนั้น และความแตกต่างระหว่างปุถุชนกับพระอรหันต์ก็อยู่ตรงนี้ คือ ปุถุชนมีสติไม่สมบูรณ์ ส่วนพระอรหันต์มีสติสมบูรณ์ ปุถุชนจึงต้องหัวเราะบ้าง ร้องให้บ้าง ดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เพราะเผลอสติ ส่วนพระอรหันต์ท่านไม่มีไม่เป็นอย่างนั้น.....กฤษฏ์


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร