วันเวลาปัจจุบัน 14 ธ.ค. 2019, 17:28  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 พ.ย. 2010, 12:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 13:20
โพสต์: 821


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

ที่ไหนขาดแคลน ที่นั่นธรรมสมบูรณ์

เรื่องการเงินการทองตามหลักความจริงแล้ว ทั้ง ๆ ที่เราก็ยุ่งกับการเงินนะ แต่จิตใจมันไม่ไปยุ่ง เพราะมันเคยของมันมาอย่างนั้น ก็ว่าไป ๆ อย่างนั้นแหละ ที่จะให้จิตใจเราไปจดไปจ่อกับเงินกับทองกับสมุดเล่มนั้นเล่มนี้มันไม่ไป เพราะฉะนั้นจึงจนกระทั่งป่านนี้ยังไม่ได้นับสมุดเลยคิดดูซิน่ะ มันไม่ได้สนใจกัน พูดอะไรก็พูดไป ส่วนความแน่ใจนี่ก็คือว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียว เราเท่านั้นเป็นผู้ถอน เราไม่ถอนไม่มีใครถอน ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ อยากดูเมื่อไรค่อยมาดู อยากถอนเท่าไรคือมันมีอยู่เท่าไรถอนเท่านั้น ไม่ได้ยุ่งกับการเงินการทองนะ ทางปากนี้ยุ่งตลอด ๆ ตาที่จะไปดูด้วยความสอดส่องในสมุดเล่มนั้นเล่มนี้ไม่นะ

เมื่อวานไปหนองกอง อำเภอบ้านผือ โอ๊ย ทางเลอะเทอะมาก เลอะเทอะจริง ๆ เป็นหลุมเป็นบ่อ ยังเลอะไปอีกข้างถนนหนทาง ดูไม่ได้ บรรดาทางสายจังหวัดอุดรนี้ก็มีอำเภอบ้านผือที่เสียมากจริง ๆ เป็นหลุมเป็นบ่อเป็นอะไรพูดไม่ถูก เลอะไปหมด นอกนั้นดีหมด เราไปที่ไหนเราดูไป อันนี้ที่ว่าทางออกจากหมู่บ้านตาดไปนี้ ทางที่แยกสามแยกออกจากหมู่บ้านตาดที่ขาดอยู่นั้น เราถามดูแล้วว่าเป็นทาง ร.พ.ช.เขาจะมาจัดทำ เพราะฉะนั้นทางบ้านจึงนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อยู่ เราถามไปแล้ว ร.พ.ช.เขาจะมาทำเองเวลามีโอกาส ด้วยเหตุนี้เองทางที่มันขาดอยู่นั้นมันจึงอยู่อย่างนั้นก่อน

ทางบ้านก็ไม่ได้ไปทำเพราะมีผู้รับรองอยู่แล้ว ร.พ.ช. เราก็เลยฟังไปอย่างนั้นแหละ หากว่าไม่มีใครเลยเป็นความทอดอาลัยตายอยากไม่มีใครเหลียวแลเลยนี้ เราจะไปสั่ง ๓ ชั่วโมงขาดสะบั้นไปเลย ถนนขึ้นปึ๋งเลย ๓ ชั่วโมงเรียบ แต่นี้เมื่อมีผู้รับรองอยู่อย่างนั้นเราก็ปล่อย เช่นอย่างทางบ้านตาดเขาก็ปล่อยเขาก็ไม่ไปทำ คือ ร.พ.ช.ได้โอกาสแล้วจะมาเอง เขาบอกมาอย่างนั้น เราจึงปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ มันเป็นหลุมเป็นบ่อมานานตั้งแต่น้ำท่วมคราวที่แล้ว ก็ดูเข้ามาข้างในมันก็ไม่น่าจะเสียต่อไปในระยะสั้น ๆ นี้นะ เขาคงจะพิจารณาแล้วที่เขารอ ยังไม่ได้มาทำ

ไปหนองกองเมื่อวานนี้ทั้งพระทั้งเณรดูเหมือน ๒๐ กว่านะ ๒๒-๒๓ องค์ ก็ไม่มีมากพระตามที่ต่าง ๆ ที่มีมากอยู่ก็ภูสังโฆ ๑ ผาแดง ๑ ในย่านนี้นะ มีพระมากพอสมควร จากนั้นไปสำนักต่าง ๆ ที่ห่างไกลออกไป เช่น วัดดอยธรรมเจดีย์ มาก ธรรมดานะ ๖๐-๗๐ ปีนี้ไม่ทราบจะมากเท่าไรเราก็ไม่มีเวลาไปเยี่ยม ภูวัว ๔๓ องค์ พระ ๓๘ เณร ๕ เขาเอาของไปส่งวันที่ ๒๗-๒๘ เขามาบอกเรื่องราว ของพอดีเข้าได้เลย พอดีสบจังหวะ ถ้าเข้าไม่ได้ก็ตายเลย ต้องข้างในเข้ามาขนทั้งวัน ๆ ขนฟากคลองทางนี้มันเข้าไม่ได้ ก็ทิ้งอยู่ฟากคลอง สิ่งของไปมากน้อยเพียงไรเทไว้นั้นเลย ทางโน้นก็เอารถเล็กมาขนทั้งวัน ๆ แต่นี้เข้าได้พอดี

ก่อนที่จะไปเราก็สั่งให้เขาโทรไปถามทางเซกาก่อน ถามตี๋ เซกา เข้าได้ไม่ได้ คนนี้ทราบดีเพราะเขาเข้าวัดดูเหมือนแทบทุกวัน เขาบอกเข้าได้ก็เข้าเลย พอดีน้ำเวลานี้มันเต็มไปหมดนะ ไปไหนเสี่ยง ถนนหนทางละเสี่ยง ที่พูดเหล่านี้เราภูมิใจ เราเป็นห่วงขนาดนั้นนะเป็นห่วงวัด จะเข้าได้วิธีไหน จวนเวลาเท่าไรยิ่งซักถามกันเรื่อย เพื่อจะให้สิ่งของที่นำไปถวายพระนั้น ให้ถึงตามกำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาและขาดแคลนทางโน้น เราจึงต้องสั่งไปให้เขาโทรไปถามทางเซกาเพราะจวนวัน จวนวันแล้วนะบอก ก็พอดีได้ไป เข้าได้พอดีเลย

รู้สึกเราเบาใจหายห่วงทุกอย่างเมื่อของตกถึงที่แล้ว เพราะหัวใจของพระก็อยู่ข้างนอกวัด ทางนี้ส่งให้ถึงจะได้ ไม่มีทางไปทางมาที่ไหน ต้องอาศัยวัดนี้เป็นประจำ เราจึงเลี้ยงดูร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เพราะฉะนั้นพระจึงมาอืดอาดไม่ได้วัดนี้ เข้าไปไปจี้เอาเลยเทียว ซักแหลกเลย ไล่เบี้ยกันเลย พระทั้งกลัวทั้งยินดีปลื้มปีตินะล่ะ แทนที่จะกลัวจะวิ่งจะเผ่นไม่ไป เห็นเราไปดีใจ ไปก็ซักถามเรื่องนั้นเรื่องนี้อะไรละเอียดลออทุกอย่าง ถ้าขาดตกบกพร่องอะไรเราจัดการให้ทันที ๆ เลยที่เป็นภาระของเรา แต่เป็นภาระของพระนั้นเราไม่แน่ใจนะ

ตอนที่มาหาเรา เราไม่เห็นเสื่อเห็นหมอนติดมาด้วย เราจึงไม่ไว้ใจ หรือเอาซ่อนไว้ตามข้าง ๆ ศาลาก็ได้เวลามาเยี่ยมหลวงตา พอเห็นหลวงตาไปพระก็มาละ เราก็ยุ่งนั้นยุ่งนี้ไม่ได้มองดูข้างหลังพระ ไม่ทราบว่าเอาเสื่อเอาหมอนติดหลังมาหรือเปล่าไม่รู้ ทางนี้เราเบื่อจะดูแล้วในครัวเหล่านี้น่ะ เราเบื่อจะดูแล้ว ถ้าดูก็ควรจะดูทางโน้น แต่เผลอวันนั้นไม่ได้ดู พระให้เอาใจใส่หน้าที่ของพระ คือ ตั้งหน้าตั้งตาภาวนา เราเคยทำมาแล้วนี่จะว่ายังไง เพราะฉะนั้นจึงเข้มงวดกวดขันในการภาวนาไม่ให้ใครยุ่ง บอกสถานที่นี่เป็นสถานที่บำเพ็ญของพระล้วน ๆ บอกอย่างเด็ดขาดเสียด้วยนะไม่ใช่ธรรมดา

เอา พระตั้งใจภาวนามาเท่าไรมาเราจะรับเลี้ยง ฟังซิน่ะ นี่เด็ดไหม มาเท่าไรมาเราไม่ได้กำหนด เพราะฉะนั้นพระจะเพิ่มขึ้นเท่าไรเราเฉยไม่สนใจ มากเท่าไรเราก็เพิ่มของเข้าไป ๆ เท่านั้นเอง มีเด็ดอยู่เพียงสองนั่นแหละ ถ้าพระไปโกโรโกโสไล่ลงให้หมดจากภูเขาลูกนี้ อย่าให้หนักภูเขาลูกนี้นะ เสียศักดิ์ศรีของภูเขาทั้งลูก สำหรับรับอรรถรับธรรมจากพระที่ตั้งใจ เราว่างั้น พระโกโรโกโสให้ไล่หนีนะ บอกท่านอุทัยด้วย ชี้ขาดเลยนะ ให้สังเกตให้ดีพระที่จะมาอยู่ที่นี่ พระโกโรโกโสมีนะ พระมาจากคน คนมันคลังกิเลส ต้องได้ดูสอดส่องให้ดี องค์ไหนไม่เป็นท่าไล่หนีเลยอย่าให้อยู่ บอกขนาดนั้นนะเราไม่ได้บอกเล่น ๆ เพราะธรรมไม่จริงอย่างนี้ไม่ได้กิเลสเอาแหลก ธรรมต้องเด็ด ไม่เด็ดไม่ทันกัน นี่ละเป็นยังไงเสียหายไหม ที่พูดอย่างนี้เสียหายไหมพี่น้องทั้งหลายฟังซิ

กิเลสมันเด็ดมันเงียบ ๆ มันไม่ต้องยำโป๊ก ๆ เป๊ก ๆ มันซอยเลย ๆ ขาดสะบั้น ๆ ไปเลย กิเลสเหยียบหัวคนเหยียบหัวสัตวโลกอย่างนั้นนะ ซอยไปเลย ธรรมะตีโป๊ก ๆ เป๊ก ๆ มันไม่ทันกันล่ะซิ จึงต้องบอกเด็ดไปเลยว่า พระสุ่มสี่สุ่มห้าอย่าให้มาอยู่ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ เอา ขาดเขินเราเป็นคนส่ง ลงว่าผมจะรับเลี้ยงเท่านั้น ขาดสะบั้นไปแล้วนะนั่น ไม่ได้มีสองนะ เอา ทุ่มหมดเลย ขนหมดของในโกดังนี้เอาไปถ้าไม่พอ ถ้าไม่พอจะไปตีในครัวอีก เอาจาก ๒ ครัวนี้แล้วดีไม่ดีวัดภูวัวแตก เอาอย่างนั้นซินักรบถอยทำไม

นี่ท่านก็อยู่สะดวกสบาย ๔๐-๕๐ ก็ตามเถอะ วัดนี้เราไปดูแล้วไม่มีคำว่าอัดแอกัน อยู่ได้ทุกแห่งทุกหนบนภูเขาลูกนั้นเต็มไปหมด สะดวกสบายมากทีเดียว นั่นละเป็นสถานที่เพาะอรรถเพาะธรรม อยู่ที่ไหนก็ตามเป็นบุคคลคนเดียวแล้วสงบ สติอยู่กับตัว ๆ กิเลสมันเพ่นพ่านไม่ได้ ถ้าสติมีรักษาอยู่ กิเลสเพ่นพ่านไม่ได้ ถ้าสติเผลอเมื่อไรกิเลสออกแล้วกลับมาตีหน้าเจ้าของนะ จึงต้องเข้มงวดกวดขัน ระยะนี้ดูท่านจะรับพระในพรรษาประมาณไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปีนี้ก็ ๔๓ องค์ แล้วท่านก็สั่งว่าข้าวมากแล้ว แน่ะ ถ้ามากท่านก็บอกว่ามาก ข้าวมีมากแล้วให้ลดลงบ้าง เขาก็มาบอกเรา ทางนี้ก็ตอบทันที ไม่ลด ขึ้นอย่างเด็ดเลย แล้วเหล่านั้นไม่ถามเหรอ ไม่ถาม กะว่าพอดี ๆ เหลือส่งนั้นส่งนี้

ท่านเกรงใจเรา อะไรมากท่านก็บอกว่ามาก แต่เราก็จัดให้เต็มเหนี่ยวทุกอย่าง คือเราเป็นคนสั่งเอง คำนวณหมดพระเท่าไร ๆ สำหรับเผื่อพระในวัดนี้ อันนี้เผื่อเหลือเพื่อวัดนั้นวัดนี้เวลามา เพราะท่านเหล่านั้นแถวนี้มีนี่นะ เป็นแห่ง ๆ ท่านมาก็ให้กันไป เราเผื่อไว้ นี่ท่านสั่งมาว่าข้าวมากแล้วบอกให้ลด ทางนี้บอกว่าไม่ลด ส่วนอย่างอื่นท่านพูดไหม ไม่พูด ไม่พูดเราก็ไม่พูดเพราะเรากำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว เผื่อไว้เรียบร้อย ข้าวดูว่าเดือนละ ๔๐ กระสอบ ๆ ละ ๑๐๐ กิโล ท่านบอกว่าเหลือ ข้าวเหนียว ๓๐ ข้าวเจ้า ๑๐ นี่ก็เผื่อไว้แล้ว ตามธรรมดาพระก็ไม่มาก พึ่งมีพรรษานี้ ๔๐

พระก็ไปบิณฑบาตได้บ้าง ทางโนนสำราญ ไม่เฉพาะนั้นโดยถ่ายเดียว เพราะฉะนั้นท่านถึงบอกว่าข้าวให้ลดลง คือพระบิณฑบาตทางโน้นอยู่ เราบอกว่าไม่ลด เผื่อพระทางด้านนี้รอบ ๆ ภูเขา มีทั่วไปนะแห่งละ ๓ องค์ ๔ องค์ น่าสงสารนะพระกรรมฐาน ถ้าเราดูแบบโลกดูกันนี้น่าสงสารทั้งนั้นละ ดูพระกรรมฐานที่ท่านมุ่งหน้ามุ่งตาต่อการปฏิบัติธรรม ท่านจะไม่มีความเหลือเฟืออะไร มีแต่ขาดแคลน ๆ ภายนอก แต่ภายในท่านไม่ได้ขาดแคลน ท่านเอาตรงนั้น

เพราะที่ไหนขาดแคลน ที่นั่นธรรมสมบูรณ์ ที่ไหนเหลือเฟือด้วยอาหารการกิน ที่นั่นธรรมแฟบ เพราะฉะนั้นเราผู้ดำเนินมาก่อนแล้วจึงกำหนดกฎเกณฑ์ได้ ไม่สงสัยว่าจะผิดไป ด้วยเหตุนี้จึงจัดไว้ แม้เช่นนั้นก็ไม่พ้นความสงสารกลัวท่านจะอดอยาก จึงต้องเพิ่ม แต่กับเราแล้วเราไม่มีอะไร ฟัดกันตลอดเลย เวลามาถึงขั้นเพื่อนฝูงเราก็ลดลง อนุโลม แต่ไม่ให้มากเดี๋ยวจะลืมตัว การภาวนาจะไม่เป็นท่า แล้วก็สงสารอีกแหละ อย่างนั้นนะ มันหากสงสารอยู่ในตัวของมัน

ผู้ฝึกฝนอบรมธรรมะ ที่เอาธรรมะเข้าสู่ใจ ถามดูครูบาอาจารย์ถามหมดแล้วนะ เราก็ว่าเราเก่งทางฟาดเจ้าของดัดเจ้าของ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ ๆ เวลาท่านเล่าออกมานี้เราหงายเลย ๆ เหมือนกันไม่ใช่เล่นนะ ท่านก็เด็ดของท่านทางหนึ่ง ต่างองค์ต่างเด็ดไปคนละทิศละทางไม่ค่อยเหมือนกัน องค์นี้เด็ดทางนั้น องค์นั้นเด็ดทางนี้ ๆ เวลาเอาเด็ดต่อเด็ดมาพิจารณากันแล้วดีไม่ดีเราแพ้ นี่ละที่ครูบาอาจารย์มีชื่อมีนามชื่อเสียงโด่งดังมา ซึ่งออกจากโรงงานใหญ่คือหลวงปู่มั่นเรา กระจัดกระจายไปทั่วประเทศไทย ทุกภาคนะลูกศิษย์หลวงปู่มั่น มีอยู่ทุกภาค เป็นรุ่นหลานไปละ ลูกศิษย์จะไม่มีแล้วเดี๋ยวนี้ คือที่ได้อยู่กับท่านก็ปรากฏแต่ อาจารย์เจี๊ยะกับเรา ที่เอาหัวค้ำฟ้าอยู่เวลานี้

อาจารย์เจี๊ยะก็ง่อนแง่นเต็มที วิ่งเข้าแต่โรงพยาบาล ๆ อยู่เรื่อย เราก็ชักไม่สบายใจ เข้าไปบ่อย ๆ เข้าแล้วมันไม่ออกหนา แล้วผ่าตัดบ่อย ๆ แล้วกลายเป็นแตงโมไปอีก นั่น จึงต้องระวัง ไม่ควรผ่าตัดไม่ให้ผ่า คนในวัยนี้แล้วอยู่ไหนอยู่เถอะว่างั้นเลย วัยนี้ไม่ใช่จะหาเครื่องเยียวยาจากภายนอก ยิ่งกว่าการดูแลภายในคือจิตใจโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นเรื่องของเราเองเราถึงตัดขาดตลอดเวลา ใครอย่ามายุ่งนะ ถ้าเราไม่อนุญาตให้ไปโรงพยาบาล ไม่ลงใจให้ไปแล้ว อย่าเอาไปเป็นอันขาดนะ บอกเป็นคำขาดเลย เราพิจารณาของเรารู้ทุกอย่างหมดแล้ว ควรหรือไม่ควรเราจะรู้เอง ตัดสินใจเอง

นอกจากนั้นเวลาจำเป็นจำใจ ห้ามไม่ให้พระเข้ามายุ่งเลย ใครอยู่ที่ไหนให้อยู่ที่นั่น อย่าเข้ามาแตะ อย่าเข้ามายุ่งเราเป็นอันขาด เรื่องของเราเป็นเรื่องของเรา พระเป็นเรื่องของพระ อย่าเข้ามายุ่งกันบอกไว้แล้ว เวลาจำเป็นจริง ๆ อย่ามาแตะต้องร่างกาย อย่ามาสัมผัสสัมพันธ์จับนั้นจับนี้ภายในร่างกายของเรา ปล่อยไว้สภาพนี้เลย คอยดูอยู่เท่านั้นแหละ ลมหายใจขาดมันก็ตาย นั่นแหละที่นี่เอาไปโยนที่ไหนก็ไปเถอะ เราไม่ได้ห่วงกับสิ่งเหล่านั้นยิ่งกว่าใจ ทีนี้ใจเวลาฝึกเต็มที่แล้วมันก็หายห่วงอีกเหมือนกัน ไม่ได้สนใจกับอะไรเลยนะสามแดนโลกธาตุนี้ ตายที่ไหนไม่เคยไปสนใจ คือธรรมชาตินี้มันพอตัวทุกอย่างแล้ว มันเปิดโล่งไปหมด ปล่อยไปหมดแล้ว หัวใจที่ปล่อยหมดแทนที่จะว้าเหว่กลับเป็นอะไรอีก ฟังซิน่ะ หัวใจที่ว้าวุ่นขุ่นมัวแบกนั้นหามนี้ ว่าตัวมีที่พึ่งที่เกาะ นั่นละตัวไร้ที่พึ่ง ใจเปิดออกหมดไม่มีอะไรเหลือภายในใจแล้วเป็นยังไง มีที่พึ่งไหมใจ นั่นละที่พึ่งพอแล้วถึงปล่อย ปล่อยหมดเลย

เวลานั้นบอกขนาดนั้นนะบอกพระ กลัวจะมายุ่มย่าม ๆ เพราะเราก็เคยอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาแล้ว ท่านเป็นยังไง เราคลังกิเลส ท่านเป็นคลังแห่งธรรม อยู่กับท่านจึงต้องได้ระวังมากนะ ด้วยเหตุนี้เองที่ว่า เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมาก ๆ พระจึงไม่ได้เข้าไปในมุ้งกับท่านเลยนะ มีแต่เรากับท่าน ๒ องค์ ๆ เวลาจำเป็นจำใจจริง ๆ แล้วใครจะเข้าไปยุ่ง พระท่านก็ไม่ทะลึ่งท่านก็รู้นี่ มีแต่เรากับท่านอยู่ด้วยกัน ๆ ท่านเป็นวัณโรค ถ้าธรรมดาติดวัณโรคนี่ แต่ก่อนเขากลัวกันมากแก้ไม่ตก แต่ท่านเป็นวัณโรคด้วย เรานี้คลอเคลียกับท่านตลอดเวลา ไม่สนใจวัณโรคอะไร ถ้าหากว่าเป็นเราติดก่อนเพื่อนเลย แต่ไม่มีอะไรนะ เดชะบุญไม่มี ท่านก็มรณภาพไปด้วยความสงบเรียบร้อย เราก็ไม่มีอะไร

นี่พูดถึงเรื่องการปฏิบัติอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าจะเอาเข้าไปยุ่งท่านนะ ไปรบกวนท่าน ไปก่อความกังวลด้วยความเซ่อ ๆ ซ่า ๆ ความไม่ละเอียดลออ ความไม่มีสติปัญญาใช้ประจำตัวเวลาเข้าไปหาท่าน นั่นละไปขวางท่านตรงนั้น เราจะโง่เขลาเบาปัญญาอะไรตัดคอรองเลย ท่านจะว่ายังไงให้ว่าเราคนเดียว เพราะฉะนั้นจึงไม่ยอมให้ใครเข้าไปในมุ้งกับท่าน เวลาจำเป็นเท่าไรแล้วมีเรากับท่านเท่านั้นอยู่ประจำ ไม่ว่าถ่ายหนักถ่ายเบาถ่ายอะไรเราจะเป็นผู้ดูแลหมด ไม่ให้ใครไปเห็นอวัยวะของท่าน เรารักเราสงวนเราเทิดทูนสุดหัวใจขนาดนั้น เราจัดการหมดเลย เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยื่นออก ๆ เราจัดการหมด ยื่นออก ไม่ว่าถ่ายหนักถ่ายเบาแบบไหนก็ตาม เรารับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ หัวรับรองด้วย คอขาดไปตามเลย

เราเคยปฏิบัติมาแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาครูบาอาจารย์เจ็บไข้ได้ป่วยแล้วลูกศิษย์ลูกหาสุ่มสี่สุ่มห้า ไปทำนี้ เราคิดเห็นพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราจึงได้เตือนเสมอ ตั้งแต่อยู่ในวัดนี้เราก็เซ่อซ่ายิ่งกว่าหนูอีก ในวัดนี้หนูมีกี่ตัว มันเซ่อซ่าทั้งหมดหนูนี่ แล้วเราคนเดียวเซ่อเก่งกว่าหนูอีกเห็นไหมล่ะ ถึงขนาดนั้นมันก็ยังขวางอยู่ กับพระกับเณรที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรา ฟังซิน่ะ เราอยู่คนเดียวเราสบาย ๆ ตลอด เพราะฉะนั้นใครจึงไปยุ่งเราไม่ได้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายรู้สึกจะเรานี้องค์หนึ่งพิสดารกว่าเพื่อน กว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ใครเข้าไปยุ่งไม่ได้นะ เรามาเราอยู่คนเดียว ๆ ไปคนเดียว ไม่มีใครไปยุ่งได้เลย ทั้งวันทั้งคืนอยู่อย่างนั้น นอกจากเราออกจากที่หรือเข้าไปเดินจงกรมในป่าในอะไร พระจะด้อม ๆ เข้าไป จะปัดกวาดเช็ดถูอะไรก็ทำเสีย จะไปทำเวลาเราอยู่นั้นไม่ได้ เราไม่ให้เข้าไปยุ่งเลย

ปกติเราอยู่อย่างนั้นเราสบาย ถ้ามีองค์หนึ่งสององค์กีดขวางเข้าไปแล้ว มองดูปั๊บนี่มันขวางแล้วนะ นี่เห็นไหมการใช้สติปัญญาและไม่ใช้สติปัญญาต่างกันยังไงบ้าง คนที่ใช้สติปัญญาอยู่ด้วยความรอบคอบขอบชิดสมบูรณ์แบบทุกอย่าง คนที่ไม่ใช้สติปัญญานี้บกพร่องตลอด ล้อมหมดทั้งตัวเลย ขวางเหมือนซุงทั้งท่อน ๆ แล้วเข้าไปมันไม่ขวางกันได้ยังไง นี่ที่พูดเสมอ ๆ เราอยากให้ได้เห็นธรรมะประเภทนี้ดู เป็นยังไง โลกที่มันคลุกเคล้าด้วยมูตรด้วยคูถ รื่นเริงบันเทิงกับมูตรกับคูถ กับธรรมชาตินี้ต่างกันยังไงบ้าง อยากให้รู้ให้เห็น ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าจะท้อพระทัยหรือ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะสอนโลกอยู่ เหตุใดจึงท้อพระทัย ก็มันเกินเหตุเกินผลเกินคาดเกินหมายที่จะแนะนำสั่งสอนไว้ตามความคาดหมายใน เวลาปรารถนาโพธิญาณ พอตรัสรู้ถึงธรรมของจริงโดยแท้แล้ว ธรรมของจริงก็จริงเต็มส่วน ของเหลวไหลโลเล ก็เหลวไหลโลเลเต็มส่วน มองดูกันแล้วก็มองดูกันไม่ได้ซิ

นั่นละดูเอาซิ ธรรมกับโลกต่างกันยังไงบ้าง ยังพากันเป็นบ้ากับเสื่อกับหมอนอยู่หรือพวกนี้ ดูบ้างซิอรรถธรรมเป็นยังไง ต้องมีความอุตส่าห์พยายามบึกบึนซิ เราต้องฝืน เรายังมีชีวิตอยู่ตราบใด กิเลสอยู่ในใจของเราจะกวนเราตลอด เอาจำคำนี้ให้ดีนะ ไม่ว่ายืนเดินนั่งนอน อดอิ่มอะไรก็ตาม กิเลสนี้จะไม่มีวันอิ่มพอ จะกวนเราตลอดเวลาเลย ธรรมมีมันจับได้หมดเลย ทีนี้เวลากิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไรกวน ก็มีแต่ธาตุแต่ขันธ์เจ็บไข้ได้ป่วยมันก็เป็นอยู่ตามสภาพของมัน มันไม่แทงเข้าหัวใจเหมือนกิเลสนะ กิเลสมีมากมีน้อยแทงเข้าหัวใจ แทงหัวใจกวนหัวใจ พอกิเลสขาดลงไปแล้วไม่มีอะไรแทงหัวใจ ก็มีแต่สังขารร่างกายซึ่งเป็นส่วนสมมุติ มันก็เหมือนสมมุติทั่ว ๆ ไป เจ็บไข้ได้ป่วยก็รู้ มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น ๆ มันไม่ได้มาแสดงว่ามันมีเจตนาต่อเรา จะทำพิษทำภัยให้เจ็บนั้นปวดนี้ไม่มี ในธรรมชาติอันนั้นนะ ความรู้มันก็รู้ของมันตามหลักธรรมชาติ ต่างอันต่างอยู่

นั่นละที่ว่า พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านที่อยู่ในขันธ์ในธาตุนี้ ธาตุขันธ์อันนี้ดังที่เราเคยพูด คือธาตุขันธ์ของพระพุทธเจ้าธาตุขันธ์ของพระอรหันต์นั้น เป็นสมมุติเหมือนกันกับโลกทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าถังขยะเหมือนกัน เหล่านี้เป็นถังขยะเหมือนกันหมด เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ถังขยะเหล่านั้นไม่มาเกี่ยวข้อง แต่ถังขยะอันนี้มันเกี่ยวข้องให้รับทราบภายในใจเสมอ มันก็ดิ้นของมันอยู่ตามธรรมชาติ ถ้าอันนี้ยังไม่ขาดลงไปเมื่อไรสมมุติก็ติดอยู่กับขันธ์นั่นละ ขันธ์ก็เข้าไปจับให้จิตรับรู้เสมอ ๆ นี่ที่ว่าความบริสุทธิ์ของท่านหรือพระอรหันต์ท่านรับทราบสมมุติ ทราบจากขันธ์ของท่านเป็นต้นเหตุ ขันธ์ของท่านมีอยู่ตลอดเวลา แสดงตัวอยู่อย่างนั้น จิตผู้เป็นเจ้าของก็รับทราบตลอดเวลา นอกนั้นไม่มี

พออันนี้ขาดสะบั้นลงไปปั๊บ พึบหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย ขึ้นชื่อว่าสมมุติแล้วไม่มีเหลือจากใจเลย นั่นละท่านว่าอนุปาทิเสสนิพพาน เป็นธรรมธาตุเป็นนิพพานล้วน ๆ เลย ไม่มีสิ่งสมมุติเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ติดก็ตามไปเกี่ยวข้องก็บอก เช่นรับทราบก็ตามก็เรียกว่ารับทราบ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้ารับทราบสิ่งไม่ดีหรือสิ่งดี กับปุถุชนรับทราบสิ่งดีหรือไม่ดี ดีหรือไม่ดีนั้นจะเข้าถึงใจทันทีสำหรับปุถุชน แต่สำหรับพระอรหันต์แล้วไม่มี รับทราบเฉย ๆ อันนี้ขันธ์มันก็รับทราบเพียงเท่านั้นเองไม่มีอะไร พออันนี้ขาดลงไปแล้วก็พึบหมด นั่นละท่านว่านิพพานโดยสมบูรณ์ ขึ้นชื่อว่าสมมุติดับหมด สมมุติก็คือสิ่งก่อกวนนั่นเอง ดับหมดแล้วอะไรจะกวน มันก็หมดเท่านั้น

นี่ละการฝึกจิตผลได้ปรากฏอยู่อย่างนี้ตลอดมานะ ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ฝั่งแห่งธรรมกับฝั่งแห่งกิเลสนี้เสมอกัน อกาลิโก เหมือนกัน คว้าไปทางกิเลสเป็นกิเลสทันทีในใจของเราดวงเดียวนี้ คว้าไปทางธรรมเป็นธรรมขึ้นมาทันที คว้าทางไหนมากทางนั้นก็มีกำลังมากขึ้นมา คว้าทางธรรมมากธรรมก็มีกำลังมาก ปราบกิเลสตัวเป็นข้าศึกนั้นลงไปเรื่อย ๆ ปราบเสียจนหมดไม่มีอะไรเหลือแล้วก็มีแต่ธรรมล้วน ๆ ในหัวใจ ท่านจึงเรียกว่าใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน คือใจพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เรียกว่าใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน แต่เวลามีชีวิตอยู่ก็บอกว่า จิตพระอรหันต์ จิตบริสุทธิ์ สมมุติคือธาตุขันธ์ พอธาตุขันธ์ดับหมดแล้ว คำว่าจิตพระอรหันต์อะไร ๆ ไม่มี เข้าไปในหลักธรรมธาตุล้วน ๆ หมดเลย

เมื่อเช้านี้พูดถึงเรื่องสถานที่บำเพ็ญของพระ อย่างนั้นละพระอยู่ท่านผู้ทรงมรรคทรงผล ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านอยู่อย่างนั้น สะดวกสบาย ๆ ภาวนาทั้งวัน นั่งอยู่ที่ไหนเป็นภาวนา นี่ที่ในธรรมท่านบอกว่า เอกโกว เป็นบุคคลผู้เดียวเท่านั้น อยู่ไหนเป็นเอกจิตเอกธรรม คืออยู่ที่ไหนสติอยู่กับตัว อยู่คน ๆ เดียวนี้อยู่ไหนสติอยู่กับตัวเอง จะคิดอะไรปั๊บทางนี้รับทราบ ๆ กิเลสเกิดไม่ได้ มีแต่ธรรมขึ้นเรื่อย ๆ ท่านจึงสอนให้ไปอยู่ในป่าในเขา นั่งอยู่ที่ไหนสบาย นอนอยู่ที่ไหนสบาย อยู่ตามร่มไม้บนเขา บนหลังเขาตามถ้ำตามอะไรอยู่ที่ไหนสบายหมด คือจิตกับตัวเองเป็นอันเดียวกันอยู่ด้วยกัน ๆ รักษากันตลอด ความรื่นเริง รื่นเริงอยู่ภายใน จึงได้ต้องส่งเสริมพระที่ท่านอยู่เช่นอย่างวัดภูวัว ถ้าเรายังไม่ตายเราก็จะพยายามช่วยอย่างนี้ตลอดไป ให้ท่านได้บำเพ็ญ สถานที่เช่นนั้นเป็นที่แน่ใจสำหรับการอบรมธรรมเข้าสู่ใจ สบาย ๆ ตลอดเลย

เดี๋ยวนี้งูไม่ค่อยมีนะ โอ๊ย งูนี้เก่งมากนะ งูเหลือมนี้ โถ ทำไมมันฉลาดจริง ๆ แมวมันก็กินได้ พวกกระต่ายเหล่านี้ไม่ต้องบอก ใครจะสติสตังดียังกว่าแมว แต่แล้วงูเหลือมไปกินได้นะ นี่มันสำคัญ แมวในวัดภูวัวจนจะไม่มีเหลือ คืองูเหลือมมาเอาไปกินเรื่อย ก็ได้สั่ง ถ้าจับได้ที่นี่ก็เอาไปปล่อยไว้ตีนภูเขาข้าง ๆ แล้วมันขึ้นมาอีก ๆ อยู่อย่างนั้น เราก็ไปดุเอาเสียบ้าง ไปปล่อยไกลกว่านี้มันปล่อยไม่ได้หรือ มันหมดแล้วหรือปัญญาของพระน่ะ จะไปปล่อยกิเลสได้ยังไงเมื่อปล่อยงูเหลือมตัวเดียวไม่ได้ คราวหลังเอาไปปล่อยภูวัวว่างั้น ภูวัวมันตั้ง ๕-๖๐๐ เส้นใช่ไหม จากนั้นมาแล้วเงียบจนกระทั่งป่านนี้ได้ ๒ ตัวไปปล่อยทางนู้นหมด แล้วเป็นยังไง เงียบไปเลย นั่นละมันเซ่อรู้ไหมเราว่า ภูเขาลูกนั้นก็ภูเขาลูกใหญ่โต ไปปล่อยที่นั่นเลยหายเงียบเลย

ที่เราไปคราวที่แล้วนี้ มีแมวตั้ง ๔-๕ ตัว มันมาป้วนเปี้ยน แมวก็มีหมาก็มี เราเลยบอกระวังนะ เสี่ยวท่านอุทัยตัวดำ ๆ งูเหลือมจะไปกินนะ เอาไปปล่อยหมดแล้วแหละ ๆ เดี๋ยวนี้มีพวกแมวเยอะอยู่ในนั้น แต่หมามีตัวเดียวเท่านั้นแหละ ตัวดำ ส่วนแมวมีเยอะเพราะงูเหลือมไม่มา สำคัญนะงูเหลือม โถ เร็วที่สุด ทำไมมันฉลาดมากนะ ถ้าลงกินแมวได้แล้วแสดงว่าเก่งมากงูเหลือม เดี๋ยวนี้เพ่นพ่านเต็มไปหมด สำหรับในวัดนี้ไม่ให้เข้าแหละ กลางคืนมาเรื่อยนะ มาข้างนอก เห็นทีละตัว ๆ เดี๋ยวนี้นะ แต่ก่อนยกทัพมา ๓ ตัว ๔ ตัว แห่กันมา เขาไม่มีกลองสั้นกลองยาวตีมาเท่านั้นเอง พวกระฆังพวกอะไรเขาไม่ได้ตีแห่กันมา มันยกขบวนมากินกระแต กระต่าย เดี๋ยวนี้เข้าไม่ได้แล้ว มาแค่นั้นมาแล้วก็ออก ๆ มันเข้าไม่ได้เดี๋ยวนี้นะ สัตว์เรากำลังชุม

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไรที่นี่ครับ www.luangta.com

ที่มา วีรยุทธ
บัวทอง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร