วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.ค. 2019, 22:37  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 13:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

พระไพศาล วิสาโล

ข้าพเจ้าได้ยินชื่อหลวงพ่อเทียนมาเป็นเวลาหลายปีก่อนบวช
ทั้งจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ลูกหาของท่าน
และจากหนังสือของกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม
ซึ่งมีคุณวุฒิชัย ทวีศักดิ์ศิริผล เป็นกำลังสำคัญเวลานั้น
ความจริง ๓-๔ ปีก่อนหน้านั้นขึ้นไปอีก คือในปี ๒๕๑๘
ข้าพเจ้าก็เคยติดตามเพื่อน ๆ สมาชิกชุมนุมศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลัดเลาะไปยังวัดสนามใน
ซึ่งเวลานั้นหลวงพ่อเทียนและลูกศิษย์เพิ่งมาฟื้นฟูให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรม
หลังจากเป็นวัดร้างมานาน ที่ข้าพเจ้าใช้คำว่า “ลัดเลาะ” ก็เพราะเวลานั้น
ทางไปวัดสนามในยังมิใช่เป็นถนนคอนกรีตตลอดสาย
บ้านจัดสรรยังไม่ขยายลึกเข้าไปจนเนืองแน่นเหมือนทุกวันนี้
จะมีก็แต่เรือกสวนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงต้องเดินเข้าไปเป็นหลัก
หากแต่คราวนั้นพวกเรามิได้พบหลวงพ่อเทียน
ไปถึงวัดไม่นานก็กลับ ยังจำได้ว่า รอบวัดสนามในเมื่อ ๑๔ ปีก่อน
ยังเป็นชนบทแท้ ๆ ผู้คนอยู่กันอย่างพื้น ๆ สมถะ เยี่ยงชาวสวนชานเมือง
โดยที่รถโดยสารก็ไม่ต่างจากรถ “โคตรทรหด”
ที่เคยเห็นในหนังเรื่อง “ครูบ้านนอก” เท่าใดนัก
ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างจากสี่แยกสะพานกรุงธนเพียง ๒-๔ กิโลเมตรเป็นอย่างมาก


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็หาได้มีความสนใจหลวงพ่อเทียนเป็นพิเศษไม่
หนังสือธรรมเทศนาของท่านที่กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมพิมพ์เผยแพร่
ข้าพเจ้าก็ไม่เคยมีโอกาสอ่านจริง ๆ จัง ๆ
ทั้ง ๆ ที่ได้รับแจกมาหลายเล่ม แต่ที่สะดุดใจคือ รายการเก็บอารมณ์ที่กลุ่ม ฯ
จัดเป็นประจำที่วัดสนามใน
ได้ทราบว่าหลายคนได้รับอานิสงส์จากการปฏิบัติธรรมที่นั่นมาก
จึงตั้งใจว่าจะหาโอกาสปลีกตัวไปร่วมรายการดังกล่าวบ้าง
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจทำดังที่คิดไว้ จนกระทั่ง ๒-๓ อาทิตย์ก่อนบวช
คือ ปลายเดือนมกราคม ๒๕๒๖
ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปวัดสนามในเป็นครั้งแรกในรอบ ๗ ปี
แต่ที่เข้าไปก็เพราะได้ทราบจากเพื่อนว่า
หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ เดินทางมายังวัดสนามใน
ในช่วงนั้นเป็นโอกาสดีที่จะขอไปฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านที่วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ
และอยู่ที่วัดนั้น ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นภิกษุชรารูปหนึ่งเดินจงกรมอยู่หน้ากุฏิ
แต่งตัวดังพระเซน มีคนบอกว่านั้นแหละหลวงพ่อเทียน
ตอนนั้นท่านกลับจากการเปิดอบรมธรรมที่สิงคโปร์ไม่นาน
และอยู่ในระหว่างพักฟื้นจากการผ่าตัด
นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าพบหลวงพ่อเทียน
แต่ก็หาได้เข้าไปกราบคารวะท่านไม่
พอเสร็จธุระกับหลวงพ่อคำเขียน ก็ลาท่านกลับเลย


ข้าพเจ้ามาวัดสนามในอีกที ๑ เดือนหลังจากนั้น
จำได้ว่าเป็นวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ คราวนี้มาในเพศบรรพชิต
โดยเปลี่ยนใจมาปฏิบัติธรรมที่วัดสนามในแทนตามคำแนะนำของหลวงพ่อคำเขียน
ท่านว่าวัดป่าสุคะโตนั้นกันดารมาก
หากมาอยู่ที่วัดสนามในจะสะดวกแก่การปฏิบัติมากกว่า
อีกทั้งหลวงพ่อเทียน ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย
สามารถช่วยเหลือในด้านการปฏิบัติได้อย่างเต็มที่
ส่วนท่านเองจะลงมาสอนกรรมฐานให้ข้าพเจ้าเป็นประเดิมในอาทิตย์แรกด้วย


ครั้นไปถึงก็มิได้พบหลวงพ่อคำเขียน
และไม่ทราบว่าท่านจะลงมาวัดสนามในเมื่อไร
วันแรกจึงปฏิบัติผิด ๆ ถูก ๆ อาศัยการสังเกตจากพระเณรรูปอื่น ๆ เป็นหลัก
ไม่มีใครมาแนะนำการปฏิบัติ ต่อเมื่อถึงเย็นวันที่ ๒
จึงมีคนไปเรียนให้หลวงพ่อเทียนทราบ
ดูเหมือนหลวงพ่อคำเขียนจะปรารภกับท่านเรื่องข้าพเจ้าก่อนแล้ว
พอท่านทราบชื่อข้าพเจ้า ท่านก็เดินลงมาจากกุฏิ
และสอนวิธีเจริญสติแก่ข้าพเจ้าที่ลานหน้ากุฏิท่าน
ท่านสอนว่าไม่ว่าจะเดินหรือสร้างจังหวะ ก็ให้ “รู้สึก” อยู่เสมอ
อย่าไปสนใจความคิด รู้อยู่แต่ที่การเคลื่อนไหวของกาย
จะคิดอะไรก็แล้วแต่ พอรู้ตัวก็ให้กลับมาอยู่ที่กายนั่นแหละ

ท่านแนะไม่ถึง ๕ นาที เสร็จแล้วท่านก็บอกให้ข้าพเจ้าไปปฏิบัติ
ข้อนั้นไม่สู้กระไร แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือประโยคท้าย ๆ ของท่านที่ว่า
ให้ปฏิบัติทั้งวันไม่ต้องพูดคุยกับใคร อยู่แต่ในกุฏินั่นแหละ
ข้าพเจ้าฟังแล้วก็หนักใจขึ้นมาทันที เพราะลำพังการปฏิบัติ ๘ ชั่วโมง
ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะทำให้ได้ ก็รู้สึกเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว
นี่ท่านกลับให้ทำทั้งวัน แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ออกปากกับท่าน
คิดว่าลองทำตามที่ท่านแนะมาก็แล้วกัน


ในช่วงแรก ๆ หลวงพ่อเทียนหมั่นมาสอบอารมณ์ข้าพเจ้า
ที่กุฏิทุกวัน ๆ ละ ๒ ครั้ง คือเช้ากับเย็น
เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าต้องตั้งใจปฏิบัติตลอดเวลา
เพราะไม่รู้ว่าท่านจะเดินมาหาเมื่อไร
ท่านมาแต่ละครั้งก็ถามเพียงว่าเป็นอย่างไร และแนะว่าให้รู้สึกอยู่เสมอ
กระนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกเกรงใจท่านอย่างยิ่ง
เพราะยังไม่ประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติเลย
ไม่รู้ว่า “ความรู้สึก” ที่ท่านพูดนั้นเป็นอย่างไร
ใจนั้นหนักไปในด้านการเพ่งอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย
หาไม่ก็เพ่งและคอยสกัดกั้นความคิดมิให้กำเริบ ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ผิดทั้งนั้น
แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถรู้สึกได้
โดยไม่เอียงสุดไปข้างใดข้างหนึ่ง
อันได้แก่การเพ่งจ่อและการปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน


อย่างไรก็ตามหลวงพ่อเทียนก็อดทนที่จะมาหาข้าพเจ้า
และฟังคำตอบเดิม ๆ อยู่เสมอ จนข้าพเจ้าต้องพยายามนึกหาคำตอบใหม่ ๆ
แต่แม้ท่านจะแนะนำอย่างไร ข้าพเจ้าก็หาเข้าใจไม่
บางวันท่านก็มาสอนวิธีกวาดพื้นอย่างมีสติ
ท่านย้ำเสมอว่าการเจริญสติมิได้อยู่ที่การเดินจงกรม หรือการปฏิบัติในรูปแบบ
แต่นักปฏิบัติควรให้การกระทำทุกอย่างเป็นการเจริญสติไปในตัว
ไม่ว่าจะเดิน นั่ง หรือกวาดใบไม้ แม้เวลากระพริบตา กลืนน้ำลาย ก็ให้รู้สึกอยู่เสมอ

ระยะหลัง ๆ ท่านมิได้มาเอง หากให้อาจารย์ทอง อาภากโร มาช่วยสอบอารมณ์แทน


กว่าข้าพเจ้าจะรู้จักวิธีเจริญสติอย่างถูกต้องตามที่ท่านแนะนำก็หมดเวลาเป็นเดือน
ระหว่างนั้นต้องเป็นทุกข์ทั้งกายและใจอย่างยิ่ง
หากมิได้ตั้งจิตอธิษฐานก่อนมาวัดสนามในว่าจะอยู่ที่นั่นให้ครบ ๑ เดือนแล้ว
ข้าพเจ้าก็คงเลิกปฏิบัติและย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว
ประสบการณ์ช่วงนี้ข้าพเจ้าเขียนไว้ในที่อื่นอย่างละเอียดแล้ว
จึงจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้าพเจ้าผ่านช่วงวิกฤตดังกล่าวไปได้
ได้เห็นอานิสงส์ของสติที่มีพลัง ว่องไว ก็อดซาบซึ้งในคุณครูบาอาจารย์ไม่ได้
ที่ท่านได้เพียรพยายามชี้แนะด้วยความกรุณา


หลังจากนั้น หลวงพ่อเทียนก็ยังมาให้คำชี้แนะในการปฏิบัติเป็นครั้งคราว
คราวหนึ่งข้าพเจ้าเก็บอารมณ์ไม่ไปฉันรวมกับหมู่คณะที่ศาลา
ซึ่งเนืองแน่นด้วยญาติโยมเนื่องจากเป็นวันสงกรานต์
ข้าพเจ้าเดินจงกรมอยู่คนเดียวไม่ไกลจากกุฏิท่านเท่าใดนัก
ท่านแลเห็นก็เดินเข้ามาหา
คราวนี้นอกจากจะสอบถามชี้แนะการปฏิบัติอย่างเคยแล้ว
ท่านยังพูดเลยไปถึงเรื่องอื่น ๆ อันเป็นเรื่องพื้น ๆ ทั่วไปที่มิใช่เรื่องการปฏิบัติ
ดูไม่มีพิธีรีตองอันใด กับชาวบ้านซึ่งบังเอิญเดินผ่านมา
ท่านก็พูดด้วยอย่างเป็นกันเอง ดูไม่ต่างจากพระหลวงตาธรรมดารูปหนึ่ง
ช่วงนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้เห็นอีกมิติหนึ่งของท่าน
คือความเป็นธรรมดาสามัญ ที่ปราศจากความโดดเด่นเคร่งขรึม
ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ผู้ใหญ่ ซึ่งมีผู้เคารพนับถือเป็นอันมาก

ความเป็นธรรมดาสามัญของท่านดังกล่าว
ทำให้หลายคนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่าน
หากบังเอิญได้มาพบท่านโดยไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร
แล้วก็ย่อมนึกไม่ถึงว่าท่านคือ หลวงพ่อเทียน
ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์แห่งการเจริญสติ


เดิมข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะบวชเพียง ๓ เดือน ต่อมาขยายเป็น ๖ เดือน
หลวงพ่อเทียนเป็นพระเถระรูปหนึ่งซึ่งแนะข้าพเจ้าให้บวชนานกว่านั้น
การที่ข้าพเจ้าได้อยู่ปฏิบัติต่อที่วัดสนามใน
และภายหลังย้ายไปที่วัดป่าสุคะโตต่อมาอีกหลายปีนั้น
ในด้านหนึ่งก็ทำให้เห็นคุณวิเศษของท่านมากขึ้น
แต่อีกด้านหนึ่งก็พลอยได้เห็นขีดจำกัดของท่าน
โดยเฉพาะในเรื่องการรับรู้และการเกี่ยวข้องกับโลกสมัยใหม่
ซึ่งรวมถึงเรื่องการบริหาร การจัดการ ยิ่ง ๕ ปีหลัง
ท่านมาให้ความสนใจกับการสร้างสำนักปฏิบัติธรรมแนวใหม่ที่จังหวัดเลย
ขีดจำกัดดังกล่าวก็เห็นเด่นชัดขึ้น
แต่นี้ก็ช่วยให้ข้าพเจ้าได้เห็นความเป็นธรรมดาสามัญของท่านมากขึ้น
ท่านจึงเป็นแบบอย่างที่มีชีวิตชีวา
มีความเป็นมนุษย์อันเราสามารถเรียนรู้จากท่านได้ทั้งในทางบวกและลบ
โดยที่เรายังสามารถเคารพท่านได้อย่างสนิทใจ



แต่หากกล่าวในเรื่องทางธรรมแล้ว
หลวงพ่อเทียนมีวิธีการสอนที่แปลกและไม่หยุดนิ่ง
ความที่ท่านเติบโตในทางธรรมโดยไม่จำกัดที่สำนัก
หรือสายการปฏิบัติใดเป็นพิเศษ
ทั้งท่านยังได้ประจักษ์แจ้งสัจจะด้วยวิธีการของท่านเอง
ดังนั้นแนวการสอนของท่านจึงแหวกออกไปจากประเพณีการปฏิบัติแต่ดั้งเดิม
ที่แพร่หลายในเมืองไทย อาทิ การไม่เน้นพิธีรีตอง
การใช้ถ้อยคำสำนวนที่มีลักษณะเฉพาะ
และวิธีการอบรมที่ผิดกับสายปฏิบัติแบบวัดป่าทั่วไป
ทั้งนี้ไม่จำต้องพูดถึงวิธีการเจริญสติที่เป็นแบบฉบับของท่านโดยเฉพาะ
กล่าวกันว่า เมื่อแรกที่ท่านสอนธรรมแก่คนทั่วไปนั้น
ท่านแทบจะไม่พูดเลย หากแต่อาศัยอากัปกริยาบางอย่าง
เป็นสื่อแสดงสภาวธรรม และกระตุ้นให้คนฉุกคิดขึ้นมา
แต่ในช่วงหลังท่านใช้คำพูดเป็นสื่อแสดงธรรมมากขึ้น
และท่านดูตั้งใจในเรื่องนี้มาก
ทั้งยังพยายามศึกษาการแสดงธรรมของอาจารย์ท่านอื่น
ในช่วงที่ข้าพเจ้าอยู่วัดสนามในนั้น
เนื่องจากกุฏิของข้าพเจ้าอยู่หลังกุฏิท่านเพียงแค่คูน้ำเล็ก ๆ คั่นกลาง
จึงได้ยินและเห็นท่านฟังเทปธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุอยู่เนือง ๆ


แม้ว่าท่านจะเป็นพระเถระที่มีเมตตา เข้าหาได้ง่ายและเป็นกันเอง
แต่ในเรื่องการสอนธรรมแล้ว ท่านกวดขันเอาใจใส่มาก
กล่าวกันว่า เมื่อท่านยังมีกำลังวังชาอยู่นั้น
ท่านตรวจตราตามกุฏิ และจ้ำจี้จ้ำไชลูกศิษย์เป็นคน ๆ เลยทีเดียว
ข้าพเจ้ามาไม่ทันเห็นภาพดังกล่าว
แต่ก็ยังโชคดีมาเห็นท่านหมั่นมาสอบอารมณ์ของลูกศิษย์สม่ำเสมอ



หลวงพ่อเทียนนั้น แม้ท่านจะดูเหมือนพระหลวงตาธรรมดารูปหนึ่ง
โดยเฉพาะในเรื่องกิจการงานทางโลก
แต่เวลาท่านก้าวสู่อาณาจักรแห่งธรรมปฏิบัติ
โดยลงมาควบคุมการปฏิบัติและชี้แนะสอบอารมณ์ลูกศิษย์ตามกุฏิด้วยตัวเองแล้ว
ท่านดูสง่าดังบุรุษอาชาไนย ซึ่งเปี่ยมด้วยพลัง
ไม่ยอมแพ้ต่อสังขารอันบอบบางของท่าน
ทั้งไม่เคยยอมจำนนต่อความเขลาเบาปัญญาของลูกศิษย์
ท่านจะเพียรพยายามกระตุ้นลูกศิษย์
กระตุ้นแล้วกระตุ้นเล่าอย่างเปี่ยมด้วยปัญญาคุณและกรุณาคุณ
แต่เมื่อท่านป่วยหนักจนต้องผ่าตัดเป็นครั้งที่ ๒ ตอนกลางพรรษาปี ๒๕๒๖
ท่านก็ดูอ่อนแรงไปมาก การกวดขันการปฏิบัติชนิดตัวต่อตัวลดน้อยลงไป
ท่านหันไปเน้นการบรรยายธรรม หาไม่ก็พักฟื้น
แต่ก็มีบางครั้งที่ท่านไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย
ลุกขึ้นมากวดขันการปฏิบัติในวัดดังที่ท่านเคยปฏิบัติ
ในยามนั้นท่านกลับดูเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง
ในความรู้สึกของข้าพเจ้าท่านดูสง่าดังแม่ทัพที่กลับมายังสมรภูมิอีกครั้งหนึ่ง
เป็นสมรภูมิรบที่ท่านเจนจัดและเป็นชีวิตจิตใจของท่าน
ดูเหมือนว่าในพรรษา ๒๕๓๑ อันเป็นพรรษาสุดท้ายของท่าน
ท่านได้หันมากวดขันอย่างจริงจังกับพระเณรที่สำนักทับมิ่งขวัญ
แต่ท่านไม่ทันได้ทำตลอดพรรษาก็ดับขันธ์เสียก่อน


หลวงพ่อเทียนได้จากไปอย่างสงบและอย่างธรรมดาสามัญที่สุด
ดังใบไม้ที่ปลิดขั้วและร่อนสู่พื้นอย่างแผ่วเบา
คืนสู่ธรรมชาติอันเป็นที่มาของท่านและของชีวิตทั้งหลาย
ท่านมิใช่อะไรอื่น หากเป็นส่วนหนึ่งของกระแสแห่งเหตุปัจจัย
ซึ่งบังเกิดขึ้นมาในยุคของเรา
เพื่อเกื้อหนุนโน้มนำเราท่านทั้งหลายให้ตระหนักในคติธรรมดาของชีวิต
และเพียรพยายามเข้าถึงภาวะแห่งความสว่างไสวด้วยอำนาจแห่งสติและปัญญา
ซึ่งมีอยู่ในเราทุกคน ท่านได้ทำจนหมดอายุขัยสิ้นเหตุปัจจัยที่ท่านจะดำรงอยู่ต่อไป
คงเหลือแต่เราท่านซึ่งยังมีภาระที่จะต้องทำ มีขันธ์ที่จะต้องแบก
แต่ธรรมที่ท่านสอนนั้นสามารถช่วยให้ภาระดังกล่าวสิ้นสุดลง
และทำขันธ์ให้เบาบางลงไปได้
นี้เองที่ทำให้หลวงพ่อเทียนเป็นดังดวงเทียน
ท่ามกลางกระแสธรรมที่ทรงคุณค่า อย่างยิ่งสำหรับเรา


รูปภาพ
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ


มกราคม ๒๕๓๒
พระไพศาล วิสาโล

http://www.visalo.org/article/person14lpTien.htm

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 13:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b8: อนุโมทนาด้วยค่ะ คุณลูกโป่ง :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 14:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุ คะ ท่านลูกโป่ง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร