วันเวลาปัจจุบัน 15 ต.ค. 2019, 10:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ต.ค. 2010, 19:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ต.ค. 2010, 19:06
โพสต์: 57


 ข้อมูลส่วนตัว




teean02.jpeg
teean02.jpeg [ 22.29 KiB | เปิดดู 1554 ครั้ง ]
รู้ทุกข์ เห็นทุกข์

คำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน หรือฌานมีองค์ ๕ หรือฌาน ๑๐
อะไร.. อะไร..โอ๊..จิปาถะ ไม่ต้องพูดอย่างนั้นก็ได้ เราจะเห็นว่ามันหลุดไปจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว
เราก็ต้องไม่ไปทุกข์กับสิ่งเหล่านั้น เพราะมันพ้นไปแล้ว

นิโรธจึงว่าทำให้แจ้ง พ้นไปสิ่งเหล่านั้น เราก็ต้องไม่ไหว้ผีได้ หรือจะไหว้ผีก็ได้ แต่คนไม่มีหูมีตา
ก็นึกว่าเขาไหว้ผีจริง แต่ความจริง เขาเคารพตัวของเขา ยกมือไหว้อย่าง...เคารพตัวของเราเอง
เราทำดีแล้ว รูปอันนี้มันทำดีแล้ว คำพูดพูดออกไปนี่ พูดดีแล้ว ใจนี่มันคิดออกมานี่ คิดดีแล้ว
เขาเรียกว่าเคารพตัวเอง ไหว้ตัวเอง เห็นตัวเอง ไม่เป็นคนประมาท ท่านว่าอย่างนั้น

ดังนั้น ขั้นแรกต้องรู้รูปนามก่อน ขั้นที่สองต่อไปนะ ไม่ต้องพูดไปให้มันมาก
ต้องเห็น รู้ เข้าใจเรื่องโทสะ โมหะ หลุดพ้นไปแล้ว เวทนาจึงไม่ทุกข์ สัญญาเรียกว่าไม่ต้องจำ
สังขารไม่ต้องปรุง วิญญาณแปลว่ารู้ วิญญาณไม่ใช่ตายแล้ว ล่องลอยไปเข้าท้องคนนั้น
ไปเข้าท้องคนนี้ กลับมาเกิดเป็นคน อันนั้นมันเป็นวิญญาณของบุคคลผู้รู้อย่างนั้น

แต่ความจริงตัวเองเข้าใจว่าวิญญาณคือรู้ ตาเรามี..บัดนี่ ตาหมดวิญญาณก็ไม่เห็น
ไม่รู้ หูเรามี..บัดนี่ แต่หมดวิญญาณ...ไม่เห็น..ไม่รู้ จมูกเรามี หมดวิญญาณ ไม่รู้เหม็น
ไม่รู้หอม ปากเรามี กินข้าวไม่รู้รส กายเราก็เหมือนกัน รูปนี่ หมดวิญญาณ...ไม่รู้สึกตัว
ใจหมดวิญญาณ ก็คิดไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น จึงว่า ต้องมีวิญญาณ วิญญาณจึงเป็นการรู้แจ้ง รู้จริง เท่านั้นเอง

ดังนั้น คำว่าวิญญาณเนี่ยะ มันมีหลายคำที่สลับซับซ้อนกัน เราจะไปให้คนนั้นไม่รู้...ห้ามไม่ได้
ห้ามไม่ได้ ถ้าเขาทำถูกจังหวะแล้ว เหมือนกับลูกกุญแจนี่ ซุกเข้าไปสอดเข้าไปนะ
บิดเข้าไปถูกจังหวะ มันไขเอง มันเป็นธรรมชาติของมันจริงๆ

เรื่องโทสะ โมหะ โลภะ ก็เช่นเดียวกัน เรื่องความยึดมั่นถือมั่นก็เช่นเดียวกัน เขาเรียกอุปาทาน
มีเช่นเดียวกัน..บัดนี่ หรือศีลที่เป็นปกติก็เช่นเดียวกัน หรือความสงบก็เช่นเดียวกัน
เมื่อเห็น รู้ เข้าใจแล้ว มันจะพ้นไปจากสิ่งที่ไม่รู้ มันจะหมดไป...สิ่งที่ไม่รู้ มันจึงว่า
นิโรธจึงทำให้แจ้ง มรรคจะต้องเจริญ แน่ะ...มันเป็นอย่างนั้น

บัดนี้ เมื่อถึงที่สุดทุกข์ คือ เราจะรู้จำพวกไปนั่งสงบว่า กาม พวกนั้นติดอยู่ในกาม
กามาสวะ ตกอยู่ในอาสวะคือกาม ภวาสวะ ตกอยู่ในภพอันนั้น อวิชชาสวะ เขาไปไม่ได้
เพราะมันมียางเหนียว ดังนั้น สิ่งเหล่านั้นจึงหลุดพ้นไม่ได้ แม้ใครจะพูดยังไงก็ตาม
ตกอยู่ใน ๓ ประเภทนี้เอง กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ

อวิชชาคือความไม่รู้จริง ท่านว่าอย่างนั้น

ดังนั้น พวกที่ไม่รู้ ให้เขาทำไปก่อน แม้เขาอยู่ด้วยทุกข์ เขาจะไม่รู้ทุกข์ แต่เมื่อเขาเห็นแจ้ง
เขาก็ออกจากทุกข์ได้ เพราะเขาเห็นทุกข์ เบื่อหน่าย คลายกำหนัด เขาว่าอย่างนั้น
แต่อันนั้นเป็นคำพูด มันไม่ต้องเบื่อ ไม่ต้องหน่าย แต่มันหลุดพ้นไปจาก....

ความหลุดพ้นนั้น คือการเห็นแจ้ง ถ้าไม่เห็นแจ้งจะหลุดพ้นไม่ได้ เป็นอย่างนั้น

.....................................................
ดาวน์โหลดหนังสือพุทธวจน-mp3-VDO ศูนย์มัลติมีเดีย วัดนาป่าพง
http://media.watnapahpong.org/
http://watnapp.com/

แจกหนังสือพุทธวจน-ซีดี-วีดีโอ (กลุ่มพุทธโอษฐ์)
http://sites.google.com/site/buddhaottha/home

ตรวจหาและเทียบเคียงพุทธวจน บนเว็บไซต์
http://etipitaka.com/search

พระอาจารย์คึกฤทธิ์ (รวมเสียงธรรม ดาวน์โหลด mp3)
http://truthoflife.fix.gs/index.php?board=117.0


แก้ไขล่าสุดโดย release เมื่อ 06 ต.ค. 2010, 19:18, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ต.ค. 2010, 19:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ต.ค. 2010, 19:06
โพสต์: 57


 ข้อมูลส่วนตัว


ดังนั้น การพูดธรรมะให้ฟังวันนี้ เพื่อจับใจความ นำไปใช้ให้มันได้ แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เป็นถึงที่สุดของทุกข์..
ที่เล่ามานี่ ต่อไป...

แต่อารมณ์นั้นไม่ต้องพูดไปมาก

ตอนที่ถึงที่สุดของทุกข์ ...พูดวานนี้ก็พูดแล้ว... ที่ไหน อาตมาก็พูดอย่างนั้น ... เหมือนกับสำลีที่มันมีน้ำ
สำลีที่มีน้ำ เราบีบออก สำลีมันจะคายน้ำจนหมดเลย เหมือนกับผ้า ที่สมัยนี้เขามีผ้าไนล่อน...อะไร
ไปชุบน้ำ แต่ผ้าน่ะมันไม่จุ่มเอาน้ำเลย แต่..ผ้า..น้ำก็ติดขึ้นมา พอดียกขึ้น น้ำมันจะไหลออกหมดเลย
มันเป็นอย่างนั้น เหมือนกัน(เน้นเสียง)

จึงว่า มันหลุดแล้ว สิ่งนั้นออกจากกันแล้ว แต่มันก็อยู่ด้วยกันได้ เพราะว่าคนนี่มันต้องกินข้าวปลาอาหารได้
เรื่องอาหารใหม่ อาหารเก่านั้น จะทำให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ อาหารกินเข้าไปในท้องแล้วนี่ จะทำให้หมดทุกข์ได้?
ไม่ได้ แต่อาหารยังไม่ได้กิน จะทำให้หมดทุกข์ได้? ไม่ได้ เพียงแต่มาเลี้ยงร่างกายเท่านั้นเอง
แต่ร่างกายนี้จะรู้อะไรไม่ได้

ดังนั้น อาหารใหม่ อาหารเก่านั้นน่ะ จะมาทำให้รู้แจ้ง เห็นจริง หลุดพ้นได้? ไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติของสัตว์
มันต้องเป็นอย่างนั้น

ดังนั้น การกินข้าวปลาอาหาร ใครจะกินอันใดก็ได้ แต่ขอให้ทำถูกต้อง ถ้าไม่กินข้าว ทำไม่ถูกต้อง ก็ไม่รู้
ไม่หลุด ถ้ากินข้าว ทำไม่ถูกต้อง ก็ไม่รู้ ไม่หลุด ไม่กินข้าว ถ้าทำถูกต้อง ก็รู้ ก็หลุดได้ มันเหมือนกัน
กินก็ได้ ไม่กินก็ได้ ถ้าทำถูกต้องนะ มันก็ต้องรู้ ต้องหลุดได้ ถ้าทำไม่ถูกต้อง กินก็ไม่ได้ ไม่กินก็ไม่ได้
เพราะเรื่องมันเป็นคนละเรื่อง

ดังนั้น อันความรู้สึกตัวได้น้อยเนี่ยะ มันเป็นผลที่พลอยได้ มันเป็นผลที่พลอยได้ ดังนั้น เขาเปรียบเอาไว้
การตักบาตรครั้งเดียว ได้ผลา ๖ กัปป์ อาตมาเคยเป็นเณร ไปอ่านหนังสือให้คนฟัง ไปส่งอาหารพระตอนเช้า
ได้ผลา ๕ กัปป์ ไปส่งอาหารตอนกลางวัน ได้ผลา ๔ กัปป์ กัปป์หนึ่งกว้าง ๑๐๐ โยชน์ ลึก ๑๐๐ โยชน์
ร้อยปีของเมืองคน จึ่งเป็นปีทิพย์ของเทวดา ๑ ปี ร้อยปีของเมืองคนนะ จึ่งเป็นปีทิพย์ของเทวดา ๑ ปี
เทวดาจึงเอาเมล็ดงาไปทิ้งลงที่ในบ่อ กว้าง ๑๐๐ โยชน์ ลึก ๑๐๐ โยชน์นั้น ให้ราบเตียนหมดแล้ว
นั้นเป็น ๑ กัปป์ ท่านว่าอย่างนั้น

บัดนี้ เราไปใส่บาตรเพียงครั้งเดียว ได้ ๖ กัปป์ บัดนี่ แล้วบัดนี้ เอายา...กับกาพระ หรือยากาหม่อง
(ตลับยาหม่อง)เนี่ยะ เราตื่นมา เอาไปทิ้งใส่ทุกวัน ตื่นมา จนตาย ก็ไม่ได้...ไม่ได้เต็มเลย เป็นอย่างนั้น
เนี่ยะ..เราไม่เข้าใจคำพูดสั้นๆ อย่างนี้ แล้วเราไปตีปัญหงปัญหากันเป็นเรื่องอื่น อันความรู้สึกตัวนี่แหละ
อันกว้างร้อยโยชน์ก็หมายถึงเราไม่รู้สึกตัว หรือโมหะนั่นเอง มันมีโทสะ โมหะ โลภะ

บัดนี้ เม็ดหมากงาคือรู้สึกตัวนี่เอง เมื่อรู้เข้า ๆ ๆ ก็เลยรู้ทุกส่วน รู้ข้อมือ รู้ข้อข้อมือ รู้ข้อเข่า รู้ข้อศอก
รู้ข้อแขน รู้ไปทุกข้อทีเดียว เมื่อรู้ทุกข้ออย่างนั้นนะ สมมุติพูดนะ มันจะรู้ลักษณะความเป็นมาอย่างนั้นๆ
ไม่ต้องไปเรียนพระไตรปิฎกก็ได้ เพราะมันมีในเรา จึ่งมาศึกษาที่ตัวเรา กว้างศอก ยาววา หนาคืบนี้
มีพร้อมแล้วให้เราศึกษาได้ทุกอย่างทีเดียว

เมล็ดงาก็หมายถึงความรู้สึกตัว หรือจะว่าสติก็ได้
อันมันกว้างร้อยโยชน์ก็หมายถึงเราไม่รู้สึกตัว เราเป็นคนประมาท
คนประมาทนั้น ท่านจึงกล่าวเอาไว้ในตำราว่า เหมือนกับคนตายแล้ว ถึงจะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับคนตายแล้ว
นั่นว่า เพราะว่ามันไม่รู้สึกตัวนี่ จะมีค่ามีคุณอะไร
จึงว่า เมืองคนดี แต่เป็นคนไม่ดี ท่านว่าอย่างนั้น

เมืองคนดี ต้องเป็นคนดี ก็คือรู้สึกนั่นเอง คือเมล็ดงามันเต็มแล้ว นั้นแหละจึงว่าเป็นกัปป์เป็นกัลป์ขึ้นมา
เรียกว่า พระศรีอริยเมตไตรย์จึงมาตรัสรู้ ท่านว่าอย่างนั้น

แต่เราก็เลยไปติดเอาตำรา..ตัวอาตมาเอง... พระศรีอริยเมตไตรย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี
แล้วจะมาเป็นมหากษัตริย์อยู่ ๔๐,๐๐๐ ปี จะไปประกาศพุทธศาสนา ๔๐,๐๐๐ ปี เราทำบุญให้ทาน
ปรารถนาอยากไปเกิดที่ตรงนั้น แล้วมันจะไปเกิดได้ทำไม(ได้อย่างไร)

... อันนั้นมันเป็นปุคคลาธิษฐาน เรื่องสมมุติเอามาพูดให้ฟัง จึงให้รู้จักสมมุติจริงๆ...

พระแปลว่าผู้ประเสริฐ ศรีคืองามตา อริแปลว่าข้าศึก ยะแปลว่าพ้นไป เรียกว่า พระศรีอริยเมตไตรย์

ลักษณะทั้งนี้แหละ รู้ได้ จึงว่า สิ่งนี้แหละเป็นสมบัติของพระอริยบุคคลก็ได้
สิ่งนี้แหละเป็นสมบัติของมนุสสภูโตก็ได้
สิ่งนี้แหละเป็นสมบัติของมนุษย์ก็ได้
แล้วแต่จะพูดสมมุติขึ้นมาเท่านั้นเอง...

ดังนั้น เรามาที่นี่ วันนี่ อาตมาก็จะได้ลาจากพรรคพวกเพื่อนภิกษุสามเณร และญาติโยมทุกท่าน
เพราะว่ามาตั้งแต่วันที่ ๒ วันนี้ก็เป็นวันที่ ๘ แล้ว จะกลับไปที่ทางโน้น เรียกว่า วัดสนามใน
เพราะว่าวัดสนามในก็นัดเพื่อน ไม่ใช่เรานัด เพื่อนนัดเรามา ให้มาพบวันที่ ๗ วันที่ ๗ ก็เลยไม่ได้ไป
วันนี้ก็ต้องเป็นวันที่ ๘ แล้ว

.....................................................
ดาวน์โหลดหนังสือพุทธวจน-mp3-VDO ศูนย์มัลติมีเดีย วัดนาป่าพง
http://media.watnapahpong.org/
http://watnapp.com/

แจกหนังสือพุทธวจน-ซีดี-วีดีโอ (กลุ่มพุทธโอษฐ์)
http://sites.google.com/site/buddhaottha/home

ตรวจหาและเทียบเคียงพุทธวจน บนเว็บไซต์
http://etipitaka.com/search

พระอาจารย์คึกฤทธิ์ (รวมเสียงธรรม ดาวน์โหลด mp3)
http://truthoflife.fix.gs/index.php?board=117.0


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ต.ค. 2010, 19:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ต.ค. 2010, 19:06
โพสต์: 57


 ข้อมูลส่วนตัว


ดังนั้น การเจริญสติก็ดี การเจริญสมาธิก็ดี การเจริญปัญญาก็ดี มันเป็นเพียงสมมุติ ให้เรารู้ว่าสมมุติ
อย่าไปติดสมมุติ ถ้าคนใดไปติดสมมุติ แน่นปึ๊ดอยู่กับสมมุติ แสดงว่าคนนั้นแหละเรียกว่า
วัฏฏสงสารยืนยาวนานสำหรับบุคคลผู้ที่ไม่รู้ธรรม หาบของหนักอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา

ดังนั้น เราจะวางภาระอันหนัก ภาราหาเว ปัญจะขันธา ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนัก เราต้องรู้จัก ขันธ์ห้าคืออะไร
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เอง เป็นของหนัก เราปล่อยเสียแล้วนี่ ปล่อยของหนักแล้ว
รูปไม่เป็นทุกข์ เวทนาไม่เป็นทุกข์ สัญญาไม่เป็นทุกข์ สังขารไม่เป็นทุกข์ วิญญาณจึ่งรู้สภาพไม่เป็นทุกข์นี่เอง
วิญญาณจึงเป็นผู้รู้ ไม่ใช่วิญญาณตายแล้วไปเกิดเมืองสวรรค์ ไม่ใช่วิญญาณตายแล้วไปเกิดนิพพาน
อันนั้นเอาไว้ก่อน ต้องศึกษาลักษณะปัจจุบัน ถ้าเราไม่ศึกษาลักษณะปัจจุบันแล้ว เราก็ไม่รู้ทุกข์
เมื่อเราไม่รู้ทุกข์ เราก็ขยับเข้าไปหาทุกข์นั่นเอง

ดังนั้น คนรู้ทุกข์ กับคนไม่รู้ทุกข์ จึงไม่เหมือนกัน รู้ทุกข์น้อย มันก็...ทุกข์ก็หมดไปน้อย ถ้ารู้มากๆ
ทุกข์มันก็หมดไปมาก ถ้ารู้ทุกข์ให้จบให้สิ้น ทุกข์ก็เลยไม่มีเลย เพราะเราเห็นแล้ว แต่ทุกข์ก็มี
แต่ทุกข์นั้นจะมาทำอะไรกับเราไม่ได้ เพราะเราเป็นใหญ่ในทุกข์ ถ้าเราเป็นน้อย ก็ทุกข์แล้ว..
(พูดกลั้วหัวเราะ)..มันก็...ทุกข์ก็ต้องบังคับเราได้

อาตมาก็เคยพูดให้ฟัง ถ้าเราจะเป็นนักมวยจริงๆ แล้ว อย่าไปฝึกหัดกับครูมาก ฝึกหัดกับตัวเองให้มาก
ถ้าไปฝึกหัดกับครูแล้ว...อาจจะได้ผลน้อย ถ้าฝึกบ่อยๆ กับคู่ต่อสู้ ขึ้นในเวทีต้องชกทันที
แพ้-ชนะมันเป็นเกมส์กีฬา เมื่อชำนาญ เปรียว ไว คล่องแคล่ว ขึ้นไปในเวที ไม่ต้องไหว้ครูอะไร
คู่ต่อสู้เข้ามา ชกหลุมตาทีเดียว ชกเข้าเบ้าตาสองตานี่เลย คู่ต่อสู้จะสู้เราไม่ได้จริงๆ

อันนี้ก็เช่นเดียวกัน พอดีมันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บทันที ความคิดถูกหยุดเลย จะไม่มีเรื่องอะไรเลย
มันจะกระทบกัน พอดีกระทบปุ๊บ มันแตกทันทีเลย พอดีมันแตกกะที มันก็เข้าสู่สภาพเดิมของมันจริงๆ

ถ้ามันไม่แตกแล้ว มันจะไม่เข้าสู่สภาพของมันจริงๆ นี่… ที่อาตมาเปรียบให้ฟัง เหมือนกับเชือกไนล่อน
หรือจะเป็นยางก็ตาม ผูกส้นนั้นไว้กับเสานั้น ผูกส้นนี้ไว้กับเสานี้ เรามาตัดตรงกลาง ตัดปุ๊บ
มันจะสะท้อนเข้ามาติดตรงนี้ทันทีเลย อันนั้นก็จะติดเข้าทันทีเลย

จึงว่า มันขาดออกจากกันแล้ว มันก็สะท้อนเข้าไปอยู่กับธรรมชาติของมัน ที่มันดึงเข้าไปผูกกันได้นั่น
อันนั้นมันเป็นยางเหนียว มันเป็นยางเหนียว ท่านจึงให้รู้ เห็น เข้าใจ เรื่องอุปาทาน เรียกว่า กิเลส ตัณหา
อุปาทาน กรรม ก็เสวยทุกข์อันนั้นแหละ แต่เราไม่รู้ทุกข์อันนั้นแหละ จึงออกจากทุกข์ไม่ได้

คนที่รู้ทุกข์ เห็นทุกข์ แต่เขาไม่ได้อยู่ด้วยทุกข์ แต่อยู่ด้วยทุกข์ เขาจะไม่เข้าไปในทุกข์

เอาแหละ วันนี้ที่นำธรรมะมาเล่าให้ฟังในตอนเช้าวันนี้ ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เพราะว่าการพูดนี้
มีประโยชน์น้อยกับพวกคุณ หรือพวกท่าน แต่มีประโยชน์มากสำหรับพวกคุณพวกท่าน นำไปปฏิบัติ
ให้มันรู้สึกตัว รู้แล้วปล่อยไป รู้แล้วปล่อยไป ไม่ต้องเข้าไปยึดไปถือ และความเป็นเอง มันจะเป็นเอง
แต่ไม่ทำ ไม่เป็น รู้เฉยๆ ไม่เป็น รู้เท่าไรก็ไม่เป็น เป็นอย่างนั้น

วันนี้จึงขอหยุดในการพูด การคุยกับพวกเราแล้ว ก็จะขอวิงวอนเอาถึงคุณของพระพุทธเจ้า
แต่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียพู่นนะ ที่พูดนี้นะ พระพุทธเจ้าคือตัวสติ ตัวสมาธิ
ตัวปัญญาที่มีอยู่ในเรานี่แหละ จะเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

ท้ายที่สุดนี้ อาตมาจึงขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระอรหันตาสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา ให้พวกเรา ได้ทำความเข้าใจกับความรู้สึกนี่แหละ
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดีแล้ว จึงว่า สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคต ไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทำอย่างที่เราตถาคตนี้ และก็จะรู้อย่างเราตถาคตนี้
แล้วก็จะเห็นอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะหลุดพ้นไปอย่างเราตถาคตนี้

อันนี้ เราไม่ทำ ไม่ทำ มันจะเป็นไหม เหมือนกับลูกกุญแจนั่นเอง ไม่ใช่เป็นลูกของมัน
มันจะไปไขมันออกมาใด้ทำไม(ได้อย่างไร)

ดังนั้น ต้องทำอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ให้มีความรู้สึกตัว อย่าไปกำหนดมาก อันว่ารู้สึกตัว
กับกำหนดเนี่ยะ มันผิดกันนะ อันนี้เรียกว่าสติ ความระลึกได้ แต่ไม่ต้องระลึกถึงวานนี้
ไม่ต้องระลึกอะไร คือว่า รู้สึกตัวนั่นแหละ เป็นการที่สัมผัส หรือว่าผัสสะ หรือว่าระลึกได้
หรือว่ารู้ได้ เท่านั้นเอง

ต่อเมื่อเรากระทบสิ่งแข็งๆ กระทบกัน แตกออกจากกันแล้ว มันเข้าสู่สภาพเดิม นั้นแหละ
คือรู้แจ้ง รู้จริง ผิดไปจากธรรมชาติเดิมแล้ว ขอให้พวกเราทุกคนๆ
ได้พบเอาในชีวิตนี้ จงทุกท่านทุกคน เทอญ.


http://truthoflife.fix.gs/index.php?topic=348.0

.....................................................
ดาวน์โหลดหนังสือพุทธวจน-mp3-VDO ศูนย์มัลติมีเดีย วัดนาป่าพง
http://media.watnapahpong.org/
http://watnapp.com/

แจกหนังสือพุทธวจน-ซีดี-วีดีโอ (กลุ่มพุทธโอษฐ์)
http://sites.google.com/site/buddhaottha/home

ตรวจหาและเทียบเคียงพุทธวจน บนเว็บไซต์
http://etipitaka.com/search

พระอาจารย์คึกฤทธิ์ (รวมเสียงธรรม ดาวน์โหลด mp3)
http://truthoflife.fix.gs/index.php?board=117.0


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร