วันเวลาปัจจุบัน 21 ก.ค. 2019, 03:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2010, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 13:20
โพสต์: 820


 ข้อมูลส่วนตัว


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพรรษาที่ ๒, ๓ และ ๔ของพระพุทธองค์ ฯลฯ
พระนันทกุมาร
วันที่สามที่พระองค์เสด็จเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นวันวิวาห์มงคลสมรสระหว่างพระนันทกุมาร (คือ โอรสพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมหาปชาบดีเป็นอนุชาต่างมารดาของพระองค์) กัลนางชนปทกัลยาณี สาวสวยสุดแห่งกบิลพัสดุ์ พระพุทธองค์เสด็จไปในงานพิธี เสร็จแล้วพระนันทะตามไปส่ง ทรงมอบบาตรให้ถือ พระนางชนปทกัลยาณีประทับอยู่บนปราสาท เปิดพระแกลเห็นนันทกุมารถือบาตรตามเสด็จไป จึงร้องเตือนว่า เจ้าพี่กลับมาเร็วๆ นะนันทกุมารชำเลืองมองดูนางด้วยความรักและเป็นห่วง หัวใจเต้นแรง แต่ก็ไม่อาจกลับได้ เพราะมีความเคารพในพระศาสดามาก พระพุทธองค์ทรงดำเนินนำไปถึงที่พัก แล้วให้นันทกุมารบวช พระนันทะบวชแล้วก็นึกอยู่แต่คำที่พระนางสั่งให้รีบกลับมองเห็นเหมือนนาง มายืนอยู่ใกล้ๆ ก็คิดจะกลับวัง พอคิดจะกลับก็เห็นเหมือนพระพุทธองค์มาประทับอยู่ข้างหน้า ทรงทราบดีด้วยพระญาณปัญญา จึงตรัสว่า เราไปเที่ยวเทวโลกกันเถอะ จึงทรงสอนให้ตั้งจิตมั่นแล้วเนรมิตด้วยพุทธานุภาพ พาพระนันทะไปถึงวิมานของพระอินทร์ พร้อมด้วยเทพอัปสรมากมายในดาวดึงส์ พระนันทะก็เพลิดเพลินอยู่ พระพุทธองค์ตรัสถามว่า นางฟ้าพวกนี้กับชนปทกัลยาณีไหนจะสวยกว่ากัน
พระนันทะ : นางอัปสรสวยกว่าแยะ เทียบกันไม่ได้เลย
พระพุทธองค์ : นางอัปสรเหล่านี้พระภิกษุที่ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมได้กันง่ายๆ
พระนันทะ : ถ้าทรงรับประกันจะให้ได้จริงๆ แล้ว ข้าพุทธเจ้าจะตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม
ตั้งแต่นั้นมาพระนันทะก็ตั้งใจเจริญสมณธรรมทั้งกลางวันกลางคืนไม่นานเท่าใด ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ จึงมากราบทูลว่า ที่ทรงสัญญาว่าจะให้ได้นางอัปสรห้าร้อยนางนั้น ไม่เอาแล้ว ข้าพุทธเจ้าปลดเปลื้องออกจากข้อนั้นได้แล้ว
พระนันทะมีชื่อว่า สำรวมอินทรีย์ รักษา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้อย่างดี จะดูมองไปทางทิศไหนๆ ก็แลดูโดยไม่ปล่อยสติ สัมปชัญญะมีความระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ

พระราหุล
ในวันที่เจ็ด พระนางพิมพาทรงนำพระราหุลมาเฝ้าขอราชสมบัติพระพุทธองค์ที่ได้ทรงเสียสละแล้ว พระศาสดากลับทรงประทานทรัพย์อันประเสริฐยิ่งกว่าสมบัติทั้งหลาย คือ รับสั่งให้พระสารีบุตรจัดการให้พระราหุลได้บวช เป็นสามเณร เพราะยังมีพระชนม์เพียงเจ็ดปีเท่านั้น พระราหุลจึงเป็นสามเณรองค์แรกในพระศาสนา (เหตุการณ์ที่จะลืมเสียไม่ได้จากการบรรพชาเป็นสามเณรของพระราหุลกุมารครั้ง นี้ ก็คือว่าเมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบก็ทรงโทมนัสเสียพระทัยอย่างยิ่ง เพราะแต่แรกประสงค์จะให้นันทกุมารสืบราชสมบัติต่อไป แต่ก็ถูกพาไปบวชเสีย จึงทรงหวังจะให้ พระราหุลเป็นรัชทายาทต่อไป อันเป็นความหวังครั้งสุดท้าย แต่แล้วก็ถูกพาไปบวชเสียอีกพระเจ้าสุทโธทนะจึงเสด็จไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอประทานพุทธานุญาตว่าแต่นี้ต่อไปเมื่อหน้า กุลบุตรผู้ใด แม้ประสงค์จะบวช หากมารดาบิดายังไม่ยอมพร้อมใจอนุญาตให้บวชแล้ว ขอให้ทรงงดไว้ก่อน อย่าเพิ่งให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรผู้นั้น พระบรมศาสดาก็ประทานพรแก่พระพุทธบิดาตามพระประสงค์ทุกประการ) บวชแล้วพระราหุลก็สนใจในการศึกษาอย่างยิ่ง พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้ใช้ปัญญาให้มาก ท่านเปรียบปัญญาเหมือนกระจกเงาคอยส่องสำรวจตัวเราอยู่เสมอ จะทำกรรมอันใด ทางกายวาจา ใจ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้ผิดชอบ ชั่วดีเสียก่อน เมื่อเห็นว่าการกระทำนั้นจะเป็นไปในทางเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น เป็นอกุศลก็อย่าทำ เราได้ทำอะไรผิดไป ก็จงแสดงเปิดเผยบอกครูบาอาจารย์ให้ทราบ แล้วระวังไม่ทำกรรมอย่างนั้นต่อไป การนึกผิดคิดชั่วทางใจ ก็พึงเบื่อหน่าย อายกระดากเกลียดชัง แล้วตั้งใจระวังต่อไป อันไหนเป็นกรรมดีเป็นบุญกุศล ก็พึงอยู่ด้วยปิติปราโมทย์ศึกษาอยู่ในธรรมฝ่ายกุศล ทั้งกลางวันกลางคืนเถิด เธอพึงสำเหนียกอยู่ว่า เราจะพิจารณาก่อนแล้วรักษากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมให้บริสุทธิ์สะอาดเสมอ
เมื่อพระราหุลมีอายุได้ ๑๘ ปี พระพุทธองค์เสด็จประทับที่เชตวันมหาวิหาร เช้าวันหนึ่งเสด็จออกบิณฑบาตในนครสาวัตถี พระราหุลตามเสด็จออกบิณฑบาตด้วย เห็นรูปสมบัติของพระพุทธองค์และของตนเองสวยสดงดงาม เกิดมีความวิตกเป็นไปในทางกำหนัดยินดี พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิต จึงประทานสอนอบรมพระราหุลในเบื้องต้นให้รู้ความจริงด้วยยถาภูตญาณว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่เป็นภายนอก ภายในใกล้ ไกล ประณีต หรือทรามก็ดี ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และเราก็ไม่เป็นรูปหรือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นๆ เพราะการเข้าไปยึดถือรูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ นี้แหละ จึงทำให้เกิดทุกข์
พระราหุลได้สดับฟังเช่นนั้นแล้วก็นึกอยู่ในใจว่า ใครก็ตามที่พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดโดยตรงตัวต่อตัวเช่นนี้ ควรหรือจะเที่ยวรับบิณฑบาตต่อไป จึงไปนั่งทำสมาธิอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งทันที พระสารีบุตรมาพบเข้าจึงเตือน แนะให้เจริญอานาปานสติภาวนา เพราะมีประโยชน์มาก มีผลมาก ครั้นเวลาเย็น พระราหุลไปเฝ้าทูลถามพระพุทธบิดาว่า อานาปานสตินั้น จะเจริญอย่างไร จึงจะมีอานิสงส์มาก พระพุทธองค์ไม่ตรัสเรื่องอานาปานสติ แต่กลับทรงแสดงถึงอาการ ๓๒ ของร่างกาย มี ผม ขน ฟัน เล็บเป็นต้น โดยความเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ (คือ ส่วนต่างๆประชุมรวมกันเป็นรูปร่างกายนี้ขึ้นมา ซึ่งรวมถึงลมหายใจด้วย) มีลมภายในพัดขึ้นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่และลมที่เกิดจากจิต คือ ลมหายใจเพื่อจะให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นอาการใดๆ ก็ตาม ที่มารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนมันไม่พ้นจากธาตุ ๔ นี้ไปได้เลย แต่คนกลับไปยึดถือว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคลลมหายใจมันก็เป็นแต่เพียงธาตุลมเท่านั้น ให้พิจารณาธาตุทั้ง ๔ นี้ว่าเป็นอนัตตา และให้เห็นว่ามีอยู่ทั้งภายในภายนอก ไม่ใช่ตัวตนอะไรของเรา เปรียบเหมือนของที่ขอยืมเขามาใช้ชั่วคราว ธาตุทั้ง ๔ นี้ เข้ามาอยู่ในร่างกายก็ไม่ได้ยั่งยืนคงทน เสื่อมแล้วก็กลับออกไปข้างนอก เช่น ผมยาวตัดออกทิ้งไป ก็กลายเป็นดิน เป็นของแข็งอยู่ข้างนอกนั่นเอง
ที่ตรัสสอนทั้งนี้ก็เพื่อจะอบรมอินทรีย์ของพระราหุลให้แก่กล้า เพื่อจะได้ตรัสสอน สูตรสูงสุด เพื่อความสำเร็จอรหัตตมรรค อรหัตตผลต่อไปทรงสอนให้พิจารณาเพื่อให้คลายความยินดี จะได้เกิดเบื่อหน่าย เพราะเมื่อหายรักแล้ว ทุกข์ก็ไม่มี และถ้าไม่ถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่จะแตกจะเสียก็ไม่เดือดร้อน ไม่ว่าส่วนไหนหรืออะไรก็ตาม ถ้าเข้าไปยึดถือมันเข้าก็เกิดทุกข์เดือดร้อน เช่น ที่สวน ที่นา เมื่อนึกอยู่ว่ามันเป็นที่ดินของเราก็ให้เกิดห่วงใย กลัวน้ำจะท่วม ฝนจะแล้ง ต้นไม้จะล้ม ผลไม้จะตาย ถ้าขายเขาไปเสีย ก็หมดกังวลใจ แต่พอไปซื้อกลับมาก็ร้อนใจอีก เพราะฉะนั้น ทางพระศาสนาจึงสอนไม่ให้ยึดว่าเป็นของเรา ที่ใกล้เข้ามาก็คือตัวตน ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเรา เป็นเรื่องของ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ มันจะเป็นช่นไรก็แล้วแต่เรื่องไม่ใช่หน้าที่ จะไปดูเอาว่าเป็นของเรา ต่อไปก็ทรงสอนว่า ดูก่อนราหุลเธอจงเจริญจิตภาวนา เอาตัวเสมอกับดิน เช่น ดินไม่เคยรู้สึกเบื่อระอา ไม่เกลียด ไม่โกรธที่ใครๆ เขาเทของโสโครกลงไป และไม่รัก ไม่โลภ เช่นนี้เป็นประโยชน์ทางผัสสะ เครื่องกระทบทั้งหลาย ซึ่งทำให้ชอบ ไม่ชอบ คือ ทรงสอนให้หัดทำใจเป็นกลางๆ เพราะการชอบไม่ชอบเป็นต้นเหตุให้เกิดโทษ ชอบอย่างหยาบก็ถึงลักขโมยของเขาด้วยความโลภอยากได้ และถ้าไม่ชอบมากเข้าก็เป็นเหตุให้ทุบตีด่าว่า ถ้าเป็นกลางๆ ก็ไม่มีโทษ ไม่เป็นเหตุให้เบียดเบียนตนและผู้อื่น แผ่นดินมีความหนา จงฝึกใจให้มีความหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน แผ่นดินนั้นกว้างใหญ่ เมื่อพิจารณาไปๆ ใจจะกว้างขวาง ไม่คับแคบ น้ำก็เช่นกันไม่มีความอิดหนาระอาใจในใครที่เทของสกปรกโสโครกลงไป ทำใจให้ได้อย่างน้ำ เพราะน้ำรักชังใครไม่เป็น คือ หัดใจเก็บเอาแต่ส่วนที่มีประโยชน์ที่ดี อีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำเป็นของเย็น เมื่อใครได้อาบ ได้ดื่มก็ชุ่มชื่นซักฟอกก็สะอาด จงทำใจให้เป็นเหมือนน้ำ นำเอามาเปรียบเทียบสอนใจ ให้ถูกทาง ใจก็เย็นสบาย ส่วน ไฟนั้น ไหม้ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ไม่ว่าของจะดีหรือเลวร้ายอย่างไร ไฟไหม้หมดโดยไม่เลือก ไม่อิดหนาระอาใจเราคิดให้มันไหม้เผากิเลสให้หมดไป อย่าเอาไปเผาตัวเราให้เดือดร้อน แล้วตรัสสอนต่อไปให้ทำใจเหมือนลมพัด ไม่เลือกว่าต้นไม้หรือใบหญ้าสม่ำเสมอยุติธรรมทั่วกันไปหมด เมื่อเรามีความยุติธรรมอยู่ในใจ ใจก็สบาย ไม่เร่าร้อน อากาศมีไม่เลือกว่าที่ใด เราก็ทำใจ ไม่ให้มีติดมีข้อง ในอะไรๆ เหมือนอากาศ พบปะพูดจาสังสรรค์กับใครแล้วก็แล้วกันไป ไม่เอามาติดมาคิดข้องใจ นึกรัก นึกชัง เป็นเดือดเป็นแค้น อย่างเช่น อากาศเป็นของว่างเปล่า เมื่อพิจารณาได้เช่นนี้ ก็จะไม่มีเรื่องผิดพ้องหมองใจกับใคร หรือรุนแรงถึงถูกจองจำทำโทษ








ต่อไปทรงสอนให้เจริญเมตตา หวังความสุข ความเจริญต่อคนและสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นข้อตรงกันข้ามกับความโกรธพยาบาท ความจริงแล้วไม่ควรจะไปคิดพยาบาทโกรธเกลียดเพิ่มเติม ปองร้ายในผู้ใด เพราะเขาก็มีความทุกข์ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่รอบตัวแล้ว ไม่ควรที่เราจะเอาความร้อนไปใส่ให้เขาอีก และตัวเราก็เพิ่มทุกข์ขึ้นอีกด้วย เมตตาที่ควรจะแผ่ไปใจคนและสัตว์ คือ ไม่มีความเกลียดชังทั่วไปและรักทุกคนเช่นเดียวกับบิดามารดารักบุตร ข้อที่สอง ให้มีกรุณาสงสารในผู้ที่ตกไร้ได้ยาก ซึ่งเป็นข้าศึกต่อวิหิงสา ข้อที่สาม มุทิตา ไม่ให้ริษยาในผู้ที่เขาได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ ให้มีจิตคิดโมทนาด้วยเขา เป็นต้น และเป็นเครื่องให้เราพ้นภัยเวร ข้อที่สี่ อุเบกขาคือ ถ้ามีใจเป็นกลาง ก็จะบังเกิดแต่ความดีเป็นข้าศึกต่อปฏิฆะ การแผ่กุศลจิตนี้ถ้าแผ่ไปเฉพาะเจาะจงก็เป็นพรหมวิหาร ถ้าแผ่ให้ทั่วไป ก็เป็นอัปปมัญญาอัปปมัญญาสูงกว่าพรหมวิหารเพราะเป็นการแผ่ทั่วไปหมด ข้อที่ห้า ให้พิจารณาเห็นความไม่งามอันเป็นข้าศึกต่อราคะ ข้อที่หก ให้เจริญอนิจจสัญญา คือจำหมายในเรื่องไม่เที่ยงทั่วไป ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีตและอนาคต ไม่ว่าหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ตลอดจนธรรมะซึ่งเป็นข้าศึกต่ออัสมิมานะ เจริญอนิจจสัญญาให้เห็นความไม่เที่ยง ไม่คงที่เป็นเด็กแล้วก็ต้องเป็นผู้ใหญ่ เป็นต้น อัสมิมานะนี้สำคัญ เป็นสัญโยชน์เบื้องบนพระองค์ทรงอบรม พระราหุลให้มีปัญญาความฉลาด ศรัทธา ความเชื่อ วิริยะความเพียรให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
ต่อไปจึงทรงแสดงอานาปานสติ (คือทรงเริ่มสอนเรื่องธาตุ ๔ เป็นต้นก่อน เพราะพระราหุล ท่านมีอุปนิสัยชอบใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เช่นนี้มาก่อน เพื่อว่าการเจริญอานาปานสติ ตอนหลังจึงจะได้ผลมาก)
พระราหุล เมื่อได้ฟังพระพุทธโอวาทดังนี้แล้ว ก็มีจิตโสมนัสปิติยินดี ภายหลังเมื่อได้อุปสมบทเป็นภิกษุ ยังไม่ครบพรรษา มีญาณแก่กล้าแล้วเช้าวันหนึ่งพระพุทธองค์ทรงให้พระราหุลถือผ้ารองนั่งตามพระ องค์ไปในป่าอัมพวัน เทวดาทราบว่า พระพุทธองค์จะอนุเคราะห์พระราหุล จึงตามไปด้วยทรงสอนให้วิปัสสนากรรมฐานว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทุกข์ ย่อมเบื่อหน่าย เป็นต้น พระราหุลส่งจิตพิจารณาไปตามกระแสพระธรรมเทศนาก็ได้สำเร็จอรหัตตผลในขณะนั้น
พระอนุรุทธะ
เป็นโอรสของอมิโตทนศากยะ อนุชาพระเจ้าสุทโธทนะ ได้ออกบรรพชาพร้อมกับเจ้านายศากยวงศ์หกองค์โดยไปเฝ้าพระศาสดาที่อนุปิยนิคม เพื่อขอบรรพชา
เมื่ออุปสมบทแล้ว เรียนกรรมฐานในสำนักพระสารีบุตร แล้วออกไปสู่ป่าที่วิเวก รำพึงถึงธรรมว่า อารมณ์นี้เป็นของผู้มักน้อย เป็นของผู้สันโดษของผู้สงัด ของผุ้ปรารภความเพียรของผู้มีสติมั่น ของผู้มีจิตมั่น ของผู้มีปัญญาดี พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงสอนให้นึกถึงข้อที่แปดด้วย คือ ธรรมะนี้เป็นของผู้ยินดีในธรรมที่ไม่ให้เนิ่นช้า เมื่อตรึกอย่างนี้แล้ว คุณพิเศษจะปรากฏให้เห็นชัด พระอนุรุทธะบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ไม่นานก็ได้สำเร็จมรรคผลหลังจากฉันภัตตาหาร แล้ว ตลอดเวลาท่านจะพิจารณาดูหมู่สัตว์ด้วยทิพยจักษุสามารถเห็นได้แม้ในที่ไกลโดย เร็วพลัน ด้วยอานุภาพอานิสงส์ที่ท่านได้ตามประทีปสักการะบูชาพระมหาเจดีย์ในภพก่อนๆ คือ ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแรงกล้า ขอให้มีตาทิพย์ด้วย ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางทิพยจักษุกว่าภิกษุทั้งหลาย ในครั้งพุทธกาล เมื่อวันพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานท่านพระอนุรุทธะได้เข้าฌานตามดู วาระจิตที่พระพุทธองค์ ทรงเข้ารูปฌานอรูปฌานกลับไปกลับมาเป็นอนุโลมและปฏิโลม และทรงออกจากฌานแล้วจึงปรินิพพาน
พระอานนท์
เป็นโอรสพระเจ้าสุกโกทนะและพระนางกีสาโคตมี คือ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระพุทธองค์ และเป็นสหชาติประสูติวันเดียวกัน ได้ออกบรรพชาพร้อมกับท่านภัททิยะ อนุรุทธิ์ เป็นต้น อุปสมบทแล้วไม่นาน ก็สดับธรรมกถาในสำนักพระปุณณมันตานิบุตร (ซึ่งเป็นหลานของท่าน อัญญา โกณฑัญญะ)ก็ได้บรรลุโสดาบัน
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้มาได้ยี่สิบปี มีภิกษุเปลี่ยนเวรกันอุปัฏฐากมิได้มีประจำ ภิกษุสงฆ์จึงเลือกพระอานนท์ให้รับหน้าที่ ท่านเป็นผู้มีสติรอบคอบทูลขอพร ๘ ประการ ก่อนรับหน้าที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาต
ท่านมีคุณสมบัติพิเศษหลายสถาน คือ
๑) เป็นพหูสูตร – ฟังธรรมที่พระศาสดาแสดงกับผู้อื่นมากมาย
๒) เป็นผู้มีสติ – ทรงจำที่ศึกษาแล้วได้แม่นยำ
๓) เป็นผู้มีคติ – เฉลียวฉลาดในเชิงแสดงธรรมให้ผู้ฟังรู้ง่าย
๔) เป็นผู้มีฐิติ – เพียรศึกษาสาธยายทรงจำ และเพียรบำรุงพระศาสดาเป็นพุทธอุปัฏฐากที่ดีไม่มีภิกษุอื่นใดเทียบได้
เมื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว พระมหากัสสปได้ให้ประชุมสงฆ์ ปรารภเพื่อทำสังคายนาพระธรรมวินัย นัดหมายให้ทรงจำกันไว้ว่าธรรมอันใดวินัยอันใด พระผู้มีพระภาคทรงสั่งสอนไว้ว่าอย่างไร ทั้งนี้ โดยมาคำนึกถึงคำกล่าวใส่ร้ายพระธรรมวินัย และในองค์พระศาสดาของภิกษุแก่องค์หนึ่งชื่อ สุภัททะ ซึ่งกล่าวกับภิกษุอื่นๆ ว่า อย่าเสียใจ เศร้าโศกไปเลย พระสมณโคดมนิพพานเสียก็ดีแล้ว พวกเราจะได้เป็นอิสระ เวลาท่านมีชีวิตอยู่ คอยแต่จะจู้จี้ว่าสิ่งนี้ควรทำสิ่งนั้นไม่ควรทำ คอยแต่ข่มขู่ขนาบดุว่าพวกเราด้วยระเบียบวินัยมากหลาย แทบว่าจะเหยียดมือ เหยียดเท้าไม่ออกทีเดียว บัดนี้ท่านนิพพานไปแล้ว เป็นลาภของพวกเรา ต่อไปนี้ใครต้องการทำอะไรก็จะทำได้ตามใจ ไม่ต้องการทำอะไร ก็ไม่ต้องทำ
พระมหากัสสปได้กล่าวต่อไปว่า พระศาสดานิพพานเพียง ๗ วันเท่านั้น ยังมีโมฆะบุรุษกล้ากล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัยและพระศาสดาถึงเพียงนี้ ต่อไปภายหน้าภิกษุผู้ลามกมีจิตทรามคิดว่าศาสนาปราศจากพระศาสดาแล้ว จึงพึงเหยียบย่ำพระธรรมวินัยสักปานใด เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายจงประชุมกันเพื่อสังคายนาพระธรรมวินัยตามที่พระศาสดา เคยทรงสอนและบัญญัติไว้
ในที่สุดได้มีการตกลงกันว่า ควรจะทำสังคายนาที่กรุงราชคฤห์ เหลือเวลาอีกเดือนครึ่ง จะเข้าพรรษา ที่ประชุมตกลงกันว่า จะทำสังคายนาในพรรษาตลอดเวลาสามเดือน พระมหากัสสปพาภิกษุหมู่หนึ่ง และพระอนุรุทธะพาภิกษุอีกหมู่หนึ่ง มุ่งไปสุ่กรุงราชคฤห์
ส่วนพระอานนท์ พุทธอนุชา ได้ออกเดินทางไปสู่นครสาวัตถี ทุกแห่งที่ท่านผ่านไป มีแต่เสียงคร่ำครวญประดุจวันที่พระพุทธองค์ปรินิพพานทุกคนมีใบหน้าชุ่มด้วย น้ำตา เมื่อเห็นพระอานนท์เข้า ต่างพูดสั้นๆ ว่า พระคุณเจ้า นำเอาพระศาสดาไปทิ้งเสีย ณ ที่ใดเล่า คำพูดเพียงสั้นๆ แต่กินความลึกนี้ทำให้จิตใจของพระอานนท์หวั่นไหว ตื้นตัน ความเศร้าของท่าน ซึ่งสงบระงับลงบ้างแล้ว กลับลุกกระพือขึ้นอีก ถึงกระนั้น ท่านก็พยายามระงับความเศร้าสลดด้วยการน้อมเอาพุทธโอวาทขึ้นมาประคับประคองใจ จากธรรมะที่กล่าวถึงไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ท่านเดินทางมาโดยลำดับจนกระทั่งถึงนครสาวัตถี เข้าไปสู่เชตวนาราม มีพุทธบริษัทมาแวดล้อม แสดงอาการเศร้าโศกถึงพระศาสดาอีก
พระอานนท์เข้าไปสู่พระคันธกุฎีที่พระผู้มีพระภาค เคยประทับหมอบกราบลงที่พุทธอาสน์ เก็บกวาดเสนาสนะให้เรียบร้อย ตั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ไว้เหมือนอย่างที่เคยทำเมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ประชาชนชาวสาวัตถีได้เห็นอาการดังนี้แล้ว ต่างหวนคิดถึงความหลังครั้งเมื่อพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์อยู่ สุดที่จะหักห้ามความตื้นตันใจได้ ต้องหลั่งน้ำตาอีกครั้งหนึ่ง
จวบจนจะเข้าพรรษาพระอานนท์จึงจาริกสู่เมืองราชคฤห์ (บางแห่งก็เรียกว่า เบญจคีรีนคร เพราะตัวเมืองมีภูเขาห้าลูกล้อมอยู่) เพื่อทำสังคายนาพระเจ้าอาชาตศัตรูได้ทรงรับภาระอุปถัมภ์ทั้งเรื่องอาหารและ ที่พักที่ประชุมอย่างเต็มที่
เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวจะถึงวันประชุมสังคายนา แต่พระอานนท์ก็ยังมิได้สำเร็จอรหัตตผล คงเป็นเพียงโสดาบัน ภิกษุบางองค์ได้เตือนให้ท่านเร่งทำความเพียรเพราะมีระเบียบว่า ผู้เข้าประชุมทั้งหมดจะต้องเป็นพระขีณาสพตั้งแต่เดินทางมาถึงราชคฤห์ พระอานนท์ได้ทำความเพียรอย่างติดต่อกันเพื่อให้ได้บรรลุพระอรหันต์ แต่ก็หาสำเร็จตามประสงค์ไม่
ในคืนสุดท้ายนั่นเอง ท่านได้เริ่มทำความเพียรตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน ตั้งใจว่าจะให้ได้พระอรหันต์ในคืนนั้น
ปฐมยามล่วงแล้วก็ยังไม่ได้ผล มัชฌิมยามก็เช่นกัน ทำให้ท่านหวนรำลึกถึงพระดำรัสของพระศาสดาที่ประทานไว้ก่อนปรินิพพานว่า “อานนท์เธอเป็นผู้มีบุญที่ได้บำเพ็ญสั่งสมมาแล้วมาก เธอจะได้บรรลุอรหัตตผลในไม่ช้า หลังจากตถาคต ปรินิพพานแล้ว”
พระพุทธดำรัสนี้ดังก้องในหู กระตุ้นเร้าใจให้ท่านทำความเพียรต่อไปอย่าง ไม่หยุดยั้ง จวนจะถึงครึ่งราตรีนั่นเอง ท่านคิดว่าพักผ่อนเสียหน่อยหนึ่ง แล้วจะลุกขึ้นทำความเพียรต่อไปตลอดคืน ท่านจึงทอดกายลง ขณะล้มตัวลง ศรีษะยังไม่ทันถึงหมอน จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งมวล สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในขณะนั้น พร้อมปฏิสัมภิทา และอภิญญาสมาบัติ ท่านรู้สึกปิติปราโมทย์อย่างใหญ่หลวง ความรู้สึกเกิดขึ้นในใจว่า ความเกิดหมดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำไม่มีอีกแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป ตัณหาความดิ้นรนร่านใจได้หมดสิ้นไปแล้ว ดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว คืนนั้นท่านเสวยวิมุติสุขอยู่ตลอดราตรี
ในที่สุด วันมหาสังคายนาก็มาถึง เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา ภิกษุล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ประกอบด้วยอภิญญาและสมาบัติ ๕๐๐ รูป ประชุมเป็นมหาสันนิบาต ณ ถ้ำสัตตบรรณ เชิงภูเขาเวภาระในนครราชคฤห์ พระมหากัสสปเป็นผู้ซักถาม พระอุบาลีวิสัชนาพระวินัย และพระอานนท์ วิสัชนาพระธรรมโดยตลอด สังคายนาครั้งนี้ทำอยู่สามเดือนจึงเสร็จเรียบร้อย


ที่มาhttp://thai.mindcyber.com/buddha/why2/1119.php


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร