วันเวลาปัจจุบัน 20 ต.ค. 2019, 09:15  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2010, 14:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ


สุดท้ายที่จะมาเทศน์ผ่านไทยรัฐออนไลน์ คือ ท่าน ว.วชิรเมธี
พระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการเทศน์ในทุกหัวข้อ จนได้ฉายาว่าพระผู้รอบรู้
เพราะแทบไม่มีเรื่องอะไรเลยที่ ท่าน ว.ตอบให้กับสังคมไม่ได้
ที่สำคัญทุกๆ คำตอบของท่านตอบด้วยธรรมะที่คติธรรมโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด...!!!



ศิลปะการทำงานให้มีความสุข


หัวข้อทำงานอย่างไรให้มีความสุขเป็นหัวข้อของอาตมา
ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

:b39: 1)ทำงานทีี่ใจรัก
เพราะถ้าเราทำงานที่ใจรักทุกๆวันจะเป็นวันแห่งความสุข
เราไม่ต้องรอว่าความสุขจะมาถึงเราวันเสาร์-อาทิตย์
แต่ทุกวันที่เราทำงานจะเป็นวันแห่งความสุขของเราเพราะว่าเราทำด้วยความรัก


:b39: 2)ทำงานทุกชิ้น ให้เต็มที่ให้ดี
เพราะเมื่อเราสร้างงาน งานจะย้อนกลับมาสร้างคน
งานคือเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพในการทำงานของเรา
ทุกครั้งที่เราทำงานให้เต็มที่และทำอย่างดีที่สุด
คนก็จะเห็นคุณค่าของเราว่ามีมากน้อยเพียงไร
ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างงาน งาน 1 ชิ้นก็จะย้อนกลับมาสร้างคน


:b39: 3) ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส
เพราะเมื่อเราทำงานด้วยความสุจริต
ก็ไม่ต้องมานั่งระแวงภัยที่จะตามมาในอนาคตซึ่งเกิดจากการตามจับผิด
โดยหน่วยงานของทางการต่างๆ
ถ้าเราทำวันนี้ให้ถูกต้องก็ไม่ต้องนั่งกังวลว่าวันวานมันจะผิด


:b39: 4) เป็นนักประสานสิบทิศ
อย่ามัวแต่ทำงานจนหลงลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน
ไม่มีใครเก่งอยู่ได้คนเดียว
แท้ที่จริงเราจะต้องอาศัยผู้ร่วมงานจากทุกฝ่ายอยู่เสมอ
ดังนั้นอย่ามัวแต่ทำงานแต่จงทำคนด้วย เพื่อก่อให้เกิดสภาวะงานก็สำเร็จ
ชีวิตก็รื่นรมย์ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ
ใครทำงานได้อย่างนี้คนๆนั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
จนกล่าวได้ว่า งานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์


:b48: ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารักจะมีความสุขหรือเปล่า

:b42: ตอบ ได้อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารัก
วิธีคิดที่ดีคือการมองเชิงบวก เวลาเจองานหนักก็ให้บอกตัวเองว่านี้คือการฝึกตัวเอง
เวลาเจอปัญหาซับซ้อนก็บอกตัวเองว่ายิ่งปัญหาซับซ้อนเราก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น
เวลาเจอเจ้านายที่ละเมียดละไมเหลือเกินก็ให้บอกตัวเองว่า
นายที่รอบคอบแบบนี้จะฝึกเราให้สมบูรณ์แบบ

ฉะนั้นถ้าเรามองเชิงบวก
ให้เป็นถึงแม้เราจะไม่ได้ทำงานที่เรารักแต่เราก็จะมีความสุขเสมอ
ในเมื่อไม่มีส่ิงที่เราชอบ เราก็ควรชอบส่ิงที่เรามี
เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรอย่างใจหวัง
และจะไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป
ทุกส่ิงทุกอย่างที่เราจะทำมีแง่ดีแง่งามอยู่เสมอขอให้เรามองให้เห็น
ถ้ามองเห็นเราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า



:b41: วิธีการมองเห็นทำอย่างไรถึงจะมองเห็นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

คุณสมบัติที่จะเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขนั้น มี 2 อย่าง

:b39: 1)สังเกต สังเกตหาแง่ดีแง่งามของสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่่ให้เจอ
เช่น งานของพระอาจารย์เป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อยมากไปเทศน์ไปสอนตลอด
หลายคนก็บอกว่าเหนื่อยมากๆ
ถ้ามาถามพระอาจารย์จะบอกว่ามันเหนื่อยก็จริงแต่มีความสุขมาก
เพราะได้เดินทางไปทั่วโลก ได้เจอผู้คน
ได้พบภูมิประเทศใหม่ๆได้สานสัมพันธ์ใหม่ๆตลอดเวลา


ฉะนั้นในความ เหนื่อยเราก็ได้เดินทางท่องไปทั่วทั้งโลก นี่คือแง่ดีแง่งาม
แต่ส่วนใหญ่คนมักจะมองอยู่จุดเดียวมองแค่ว่าเรากำลังเหนื่อยหนักจริงๆ
เหนื่อยก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ดีเมื่อพิจารณาจริงๆแล้วมันมีมากกว่า
ให้เราสังเกตอย่างนี้ รู้จักสังเกต รู้จักพินิจ พิจารณา
เราจะเห็นความแตกต่างเสมอ


:b39: 2. สังเกตแล้วต้องสังกาให้ตั้งคำถาม
ว่าเราจะสร้างสรรค์งานที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร

ถ้าเราถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม...
ก็จะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาทุกครั้งไป กาลิเลโอก็ดี นิวตั้นก็ดี
ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะว่า
เขาชอบตั้งคำถามว่าทำไม นั่นแหละเคล็ดลับในการทำงาน


:b48: ทำงานที่ชอบแต่เงินเดือนน้อยมองอย่างไรให้เป็นสุข

ถ้าเงินเดือนน้อยก็ต้องลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของเราทิ้งไป
แทนที่จะไปเรียกร้องเงินเดือนให้สูงขึ้นกว่าจะได้ก็ช้ามาก
ก็ใช้วิธีปรับวิธีในการบริโภคของเราลง ที่จะบริโภคต่างความอยาก
ซึ่งเติมอย่างไรก็ไม่เต็มมาบริโภคตามความจำเป็น
ดีกว่ามุ่งประโยชน์ใช้สอยอย่างมุ่งประโยชน์ใช้สวย


ถ้าเราจับจ่าย ใช้สอยในการถือหลักประโยชน์ใช้สวยมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
แต่ถ้าเราถือหลักจับจ่ายใช้สอย คือจำเป็นแค่ไหนก็จับจ่ายใช้สอยแค่นั้น
พอกินพอใช้ ถึงแม้ไม่รวยแต่ก็ไม่ถึงขั้นตกตำ่ยำ่แย่
แทนที่เราจะเรียกร้องเงินเยอะๆ
ทำไมเราไม่ลดหรือเปลี่ยนวิธีในการบริโภคของเราแทน
บริโภคต่างตัณหาทำให้เรามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้
แต่บริโภคตามปัญญาถึงเงินไม่มากมายอะไรแต่เราก็มีความสุขตามสมควร...


:b41: วิธีการแก้ปัญหาในที่ทำงาน
ทั้งโดนนินทา โดนกลั่นแกล้ง...?


ให้ถือซะว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด
เวลาที่เราทำงานต้องมีอยู่แล้้วคนแกล้งคนไม่พอใจคนอิจฉาตาร้อน
ให้เราถือหลักว่า
1)มารไม่มีบารมีไม่เกิด

2) สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งน้ันกำไรเสมอ
3) อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวคำนินทา

4) ถูกชมก็เข้าท่าถูกด่าก็ไม่เลว

เหล่านี้เป็นคติที่พระอาจารย์ใช้ทำงานอยู่เสมอ
จึงสามารถรับมือได้ทุกกระบวนท่า



:b41: กว่าจะผ่านปัญหาไปได้ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างไร

จะต้องทำตัวให้หนักแน่นดังแผ่นภูผา ลมมาพัดก็ไม่ปลิวไปตามลม
ฝนสาดก็ไม่เปื่อยสลาย แดดส่องก็ไม่ละลายไปกับแสงแดด
ฉะนั้นทำตัวให้หนักแน่นดั่งแผ่นภูผาเราก็จะอยู่ในทุกสภาวะของชีวิต



:b41: กรณีสำหรับคนที่ตกงานมีวิธีคิดอย่างไรไม่ให้เครียด

1.ต้องหางานทำ

2.หาแล้วไม่ได้ต้องสร้างงานขึ้นมา ตกงานได้แต่อย่างให้ใจตก

เพราะถ้าใจตกชีวิตจะตกตำ่ทันที ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ
คนที่รวยที่สุดในโลกตอนนี้ สตีฟ จอบส์ ก็เคยตกงาน
แต่ว่าเขาตกงานแล้วไม่ตกใจจึงลุกขึ้นมา
สร้างบริษัทใหม่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้

ฉะนั้นเราตกงานได้แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้ความสามารถของเราตกไปด้วย
มันยังอยู่กับตัวเรา ก็เอาความรู้ความสามารถที่อยู่ในเนื้อในตัวเรา
ลุกขึ้นมาสร้างงานใหม่ ทำอย่างนี้แล้วเราจะประสบความสำเร็จได้
โอกาสยังคงมีเสมอสำหรับผู้ที่ไม่ปิดกั้นตัวเอง
ต้องหาความรู้เพิ่มเติมให้ถือหลักพึ่งตนเองอย่ารอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในบรรยากาศที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติการพึ่งตนเองสำคัญที่สุดเลย


:b41: ถ้ายังไม่ได้งานแล้วหันไปพึ่งส่ิงศักดิ์สิทธิ์ ผิดหรือเปล่า
เอาวันเวลาที่ไปบนบานสานกล่าวส่ิงศักดิ์สิทธิ์นั้น
มาพินิจพิจารณาหาช่องทางทำกิน
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราได้ในทางจิตวิทยา
คือ ทำให้เราเคลิ้มๆแต่ไม่ได้ช่วย แก้ปัญหาที่แท้จริง พูดอีกอย่าง

"หนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นยาทา การใช้ปัญญาเป็นยากิน"
การรักษาโลกต้องใช้ยากิน การใช้ยาทาก็เป็นการรักษาแต่ภายนอก
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงประเทศไทยจะมีคนจนไหม ไม่มี...
ประเทศที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดในโลกคืออินเดีย
ปรากฎว่ามีประชากรกว่าร้อยล้านคนตกงาน
นี้คือบทเรียนของการรอพึ่งส่ิงศักดิ์สิทธิ์
ฉะนั้นให้หันมาพึ่ง ลำแข้ง ลำขา สติปัญญาของตัวเองจึงจะดีที่สุด



:b41: น้อยใจทำงานมานานแล้วไม่มีโบนัส มีวิธีคิดอย่างไร...?

ถ้าโบนัสไม่มาเอาเท่าที่มีก่อนก็ได้ มีคนอีกมากที่ตกงานแต่เรายังมีงานทำ
มองเป็นก็จะเห็นธรรม แต่ถ้ามองไม่เป็นก็จะมาน้อยใจ
เวลาที่เรารู้สึกแย่มองคนที่แย่กว่าเรา แล้วเราจะรู้สึกว่าเรายังได้เปรียบอยู่


:b41: ถ้าเป็นพวกที่บ้างานหนักจะทำอย่างไร...?

ต้องแสวงหาทางสายกลาง พวกที่เป็นโรค Workaholic ทั้งหลาย
จะต้องแสวงหาทางสายกลางในการทำงาน
การทำงานต้องประสานกับคุณภาพของชีิวิต
คือ ผลสัมฤิทธิ์ของมือทำงานระดับอาชีพ
การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิต
คือ ผลสัมฤทธ์ิของคนทำงานมืออาชีพ
ฉะนั้นอย่างเป็นคนบ้างานจนหลงลืมคุณภาพของชีวิต
จะต้องรักษาสมดุลของงานสมดุลชีวิตให้ลงตัวพอเหมาะพอดี




:b41: สัดส่วนสมดุลย์ในการทำงานแบบที่พระอาจารย์ว่า
สามารถคำนวนอย่างไร...?


ใช้ทางสายกลางในการทำงานและการดำรงชีวิต 50-50
คืองานกับชีวิตจะต้องสมดุลกันในลักษณะ 50-50
บ้างานมากเกินไปส่ิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเครียดและสุขภาพไม่ดี
บ้าใช้ชีวิตมากเกินไปส่ิงที่ได้กลับมา
ก็คือจะอดตายเอา ไม่มีเงินกิน ไม่มีเงินใช้
ฉะนั้นต้องให้ทั้งสองส่วนมาสมดุลย์กัน 50-50
นี่คือทางสายกลางสำหรับคนทำงาน


:b41: ประสบการณ์ของพระอาจารย์มีคนบ้างาน
จนถึงขั้นเสียชีวิตบ้างหรือเปล่า...?


มีลูกศิษย์ที่ทำงานหนัก เงินเดือนแค่ 50,000
แต่ทำงานเหมือนตัวเองได้เงินเดือน 3 แสน
ผลคือเป็นโรคมะเร็งและรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล
หมอบอกว่าไม่พบสาเหตุจากพันธุกรรม
พบอยู่สาเหตุเดียว คือ แบกความเครียดนานเกินไป
เงินที่หามาทั้งชีวิตต้องนำมารักษาโรคมะเร็งทั้งหมด

ฉะนั้นสาเหตุหลักของมะเร็งในตอนนี้คือความเครียด
นี่คือตัวอย่างของโรค Workaholic โรคบ้างาน
ทำงานมากเกินไปสุดท้ายต้องไปใช้เงินในโรงพยาบาล
ไม่ได้ใช้เงินอย่างมีความสุข



:b41: อยากให้พระอาจารย์แนะนำวิธีผ่อนคลาย
ในการทำงานของพวกมนุษย์เงินเดือน...?


ถ้าเราทำงานแล้วคุณภาพชีวิตไม่ดีแสดงว่า
เรากำลังเดินผิดทางมันกำลังสุดโต่ง
ฉะนั้นเวลาทำงาน อย่ามัวแต่ทำงานให้สังเกตคุณภาพชีวิตของตัวเองด้วย


เมื่อเราทำงาน มีเวลากินข้าวกับครอบครัวไหม
เรามีเวลาพักผ่อนวันเสาร์วันอาทิตย์ไหม
เรามีเวลาอยู่กับลูกและภรรยาไหม
เรามีเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้างหรือเปล่า
ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้หายไปในชีวิตแสดงว่า
คุณได้เสียสมดุลย์ชีวิตไปแล้ว
ถ้าไม่ปรับมาสู่ทางสายกลางแสดงว่าอนาคตอันใกล้คุณกำลังป่วย
เอาเงินที่หามาทั้งชีวิตมาใช้ในโรงพยาบาล


นี่เป็น "โรคอารยธรรม" ที่กำลังเกิดขึ้นกับมนุษย์ในยุคทุนนิยมทั่วโลก

ที่อเมริกา ที่ญี่ปุ่นป่วยด้วยโรค Workaholic เป็นอันดับต้นๆของโลก
ประเทศไทยอันดับต้นๆของเอเชีย เพราะเราเครียดจากการเมือง
เครียดจากเศรษฐกิจ เครียดจากแข่งขันในระบบทุนนิยมด้วย
ดังนั้นใครที่เป็นโรคบ้างานจะต้องระมัดระวังถามตัวเองด้วยว่า
เรามีภาวะสมดุลย์งานสมดุลย์ชีวิตแล้วหรือยัง
อย่าทำงานจนป่วยตาย
อย่าหลงเสน่ห์อบายมุข อย่ามีความสุขจนลืมศีลธรรม


:b41: ถ้ามีคนถามพระอาจารย์ว่า
งานจำเป็นต่อชีวิตหรือไม่...?


งานจำเป็นต่อชีวิตเพราะทุกคนต้องกินต้องใช้แต่ต้องไม่ลืมว่า
ถ้าไม่มีชีวิตมีงานก็ศูนย์เปล่า



:b41: ความหมายของ"งาน"ในแบบของพระอาจารย์คืออะไร...?

งานของเราก็คือการทำให้เขามีความสุข
ทุกวันอาตมามีความสุขมากเพราะเป็นงานที่ไม่ได้ทำร้ายใครเลย
อาตมาไปเทศน์ไปสอนไปบรรยาย
ก็เหมือนเป็นการเอาความสุขไปโปรยให้กับคนทั่วทั้งสากลโลก
ฉะนั้นทุกๆวันที่เดินทางออกจากวัดอาตมามีความสุขมาก
ทำงานเหมือนแสงเดือนแสงตะวันที่ชโลมผืนโลก
ทำไปไม่หวังผลประโยชน์ หวังแค่ประโยชน์สุขที่เกิดขึ้นกับมนุษย์

อาตมามีความสุขที่เห็นคนอื่นมีความสุข
เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการทำให้คนอื่นมีความสุข
เรียกว่าให้สุขแก่ท่านสุขนั้นถึงตัว
ฉะนั้นชีวิตการทำงานของอาตมาก็ถือว่ามีความสุข
เพราะได้ทำงานที่ตัวเองรัก และปรัชญาในการทำงานของอาตมาก็คือ
งานของเราคือการทำให้เขามีความสุข



:b41: แล้วงานที่ดีที่สุดคืออะไร...?

งานที่จะทำให้เราอยู่ได้ในทางเศรษฐกิจและมีชีวิตที่มีความรื่มเย็นในจิตใจ
คืองานในอุดมคติที่มนุษย์ทุกคนพึ่งสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นมาให้ได้

ย้ำอีกครั้งหนึ่งคือ สามารถอยู่ได้ในทางเศรษฐกิจ
มีชีวิตที่ร่มเย็นในจิตใจ เรียกว่าในทางกายภาพก็อยู่ได้ในทางใจก็เป็นสุข



:b41: สุดท้ายให้ศีลให้พรในวันปีใหม่เกี่ยวกับการทำงาน...?

ในโอกาสปีใหม่ก็ขอมอบพร 4 ประการให้กับคนไทย
พลังทั้ง 4 เพื่อความสวัสดีของชีวิตคนไทย


1.พลังปัญญาของให้คนไทยลดความรู้สึกลงกลับมาใช้เหตุผลให้มากขึ้น

2. พลังความเพียรขอให้คนไทยพึ่งตนเองลดการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

3. พลังความสุจริตขอให้คนไทยร่วมกันต่อต้านคอรัปชั่นทุกรูปแบบ
แล้วหันมาเชื่อมั่นในความสุจริตโปร่งใส

4 .พลังความสามัคคี ขอให้คนไทยเลิกเห็นแก่ตัวจนไม่เห็นหัวคนอื่น
มาถือหลักธรรมใหม่ๆว่า ส่วนไหนๆก็ไม่ย่ิงใหญ่เท่าส่วนรวม
ลด ละ เลิก การแบ่งแยก ไทยเหลือง ไทยแดง ไทยน้ำเงิน
ให้เหลือเป็นไทยแลนด์ที่เป็นหนึ่งเดียว เท่านี้ชีวิตก็จะมีความสุข
คนไทยทั้งประเทศก็จะมีความสุข
เพื่อความสวัสดีของคนไทยให้เป็นพรปีใหม่ของเราชาวไทยทุกๆคน...



ที่มา...ไทยรัฐ
สมาคมผู้บริโภคสื่อสีขาว


:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2010, 17:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2010, 02:43
โพสต์: 4467

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

:b8: อนุโมทนา..สาธุ..จร้า..น้องลูกโป่ง :b8:

.....................................................
แบ่งปันกันกิน,รักษาศีล คือ กาย วาจา
เจริญสมาธิภาวนา, กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
ยอมตนรับใช้, แบ่งให้ความดี
มีใจอนุโมทนา, ใฝ่หาฟังธรรม
นำแสดงออกไม่ได้เว้น, ทำความเห็นให้ถูกต้อง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2010, 18:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b8: ขออนุโมทนาสาธุการด้วยจ้า ลูกโป่ง :b8:

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร