วันเวลาปัจจุบัน 17 มิ.ย. 2019, 04:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2010, 15:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ชีวิตที่สมบูรณ์
ต้องมีธรรมะเป็นหลักประคับประคองใจตลอดเวลา


หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


ชีวิตที่สมบูรณ์ก็ต้องมีธรรมะเป็นหลักประคับประคองใจตลอดเวลา
ทิ้งธรรมะเสียเมื่อใดชีวิตวุ่นวายเมื่อนั้น
อันนี้เราจะเห็นได้ง่ายๆว่า เวลาเรามีความวุ่นวายใจ
มีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจนั้น
ก็เพราะขาดธรรมะเป็นหลักคุ้มครองใจ
เมื่อไม่มีธรรมะคุ้มครองใจ จิตใจวุ่นวาย
มีความเดือดเนื้อร้อนใจความเดือดเนื้อร้อนใจที่เกิดขึ้นนั้น
ก็เพราะว่าไม่เข้าถึงธรรมะ
เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าถึงธรรมะความทุกข์หายไป
ความเดือดร้อนทั้งหลายก็คลายจางไป ชีวิตมันสมบูรณ์ขึ้น
เพราะฉะนั้นชีวิตกับธรรมะจึงสิ่งคู่กันแยกออกจากกันไม่ได้


เราทั้งหลายที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ จึงได้แสวงหาธรรมะเป็นหลักครองใจ
และก็ได้เห็นผลของธรรมะว่า
ให้ความคุ้มครองให้ความสุขแก่ชีวิตของเราอย่างไรบ้าง
ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันหลายประการ
ในแง่ต่างๆเราแก้มันได้ด้วยอะไร
ถ้าที่ประพฤติธรรมก็แก้มันด้วยความรู้ความเข้าใจในธรรมะ
เอาธรรมะมาแก้ปัญหา ชีวิตก็ผ่อนคลายไป
พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน อันนั้นคือผลที่ปรากฎอยู่



ความไม่สบายใจนั้นก็เป็นโรคอย่างหนึ่ง เหมือนๆ กับโรคทางร่างกาย
คนเราที่เป็นโรคทางกายต้องกินยาเพื่อรักษาโรคทางกาย ฉันใด
เมื่อมีโรคทางจิตใจขึ้นมา ก็ต้องใช้ยาแก้โรคทางใจ
ยาแก้โรคทางกายนั้นเป็นเรื่องทางวัตถุ เพราะว่าร่างกายนี้เป็นวัตถุ
เกิดขึ้นด้วยธาตุมีประการต่างๆการมีโรคทางกาย
ก็เนื่องจากว่า อะไรบางอย่างขาดไป ความต้านทานก็น้อยไป
จึงเป็นเหตุให้เกิดโรคทางกายขึ้นมา
แต่ถ้าหากว่าเราไม่รู้เท่ารู้ทัน โรคนั้นก็จะกำเริบเสิบสาน
ทำให้เราต้องพ่ายแพ้แก่โรค ร่างกายถึงแก่ความแตกดับลงไปได้ ฉันใด
ในเรื่องทางจิตใจนี่ก็เหมือนกันมันมีโรคทางใจเกิดขึ้นบ่อยๆ


โรคทางใจนั้นไม่เหมือนกับโรคทางกาย
คือโรคทางกายมันมีตัวเป็นเชื่อโรคประเภทต่างๆ
ที่เข้ามายึดเอาร่างกายเป็นเรือนของมัน
เป็นที่เกิดเป็นที่อาศัย แล้วก็ทำให้เราต้องพ่ายแพ้
คนใดที่ยังมีกายปกติ ก็หมายความว่า ความต้านทานทางร่างกายนั้นยังดีอยู่
เมื่อความต้านทางร่างกายยังสมบูรณ์พร้อม เราก็เอาชนะโรคได้
แต่ก็ไม่แน่นักว่าความต้านทานทางกายนี้จะดีหรือสมบูรณ์อยู่ตลอดไป
มันอาจจะเกิดความเพลี่ยงพล้ำขึ้นมาเมื่อใดก็ได้
เพราะฉะนั้นคนบางคนที่เรามองเห็นว่า
มีร่างกายเป็นปกติเป็นน้ำเป็นนวล
ร่างกายแข็งแรง แต่ก็เกิดการเจ็บไข้ลงได้ทันที
แล้วบางอันนี้ แสดงว่ามันมีเชื้อโรคอย่างแรง เกิดขึ้นในร่างกาย
ทำให้ความต้านทานของร่างกายนั้นสู้ไม่ได้ ก็เลยต้องยอมแพ้มัน
กลายเป็นโรคประจำกายประจำตัวไป
และอาจจะถึงความแตกดับลงไปเมื่อใดก็ได้
เรื่องการเรียนรู้ในเรื่องโรคทางกาย
ก็เพื่อจะได้มีการป้องกันแก้ไข ในเมื่อโรคนั้นเกิดขึ้น
เราก็จะได้มีชีวิตเป็นปกติ ไม่วุ่นว่ายมากเกินไป ฉันใด



เรื่องของจิตใจเรานี้ก็เหมือนกัน เมื่อมีโรคทางใจเกิดขึ้น
ก็เพราะว่าเราพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ยั่วยุ
คืออารมณ์ประเภทต่างๆ ที่เข้ามากระทบประสาททั้งห้า
คือตา หู จมูก ลิ้น กาย หกรวมทั้งใจด้วย
อันนี้เป็นประตูแห่งโรคทางใจ
เพราะว่ามีสิ่งภายนอกมากระทบ เมื่อมีสิ่งภายนอกมากระทบเข้าแล้ว
เราไม่สามารถจะต่อสู้มันได้เราก็พ่ายแพ้แก่สิ่งนั้น
การพ่ายแพ้ก็หมายความว่า ตกเป็นทาสของสิ่งนั้น
เช่นเราตกเป็นทาสของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
อันเป็นเรื่องของวัตถุเหมือนกัน ที่เขาเรียกว่า มัวเมาในวัตถุ
หลงใหลอยู่ในสิ่งนั้น ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น
จิตใจก็วุ่นวายมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยๆ อาจถึงกับเสียผู้เสียคนไปก็ได้



การสูญเสียทางร่างกายนั้น ไม่เป็นการสูญเสียเท่าใด
แต่การสูญเสียทางด้านจิตใจนั่นแหละ
เป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา
เพราะคนเราถ้าใจมันมันเสียเสียแล้ว อะไรๆก็จะพลอยเสียไปหมด
แม้ร่างกายจะเป็นปกติ แต่ว่าจิตใจมันเสียกำลังไป
คนจะเป็นคนที่สมบูรณ์อยู่ได้อย่างไร
กำลังใจจะสูญเสียก็เพราะว่า ปล่อยตัวปล่อยใจมากเกินไป
ในสิ่งต่างๆที่เป็นวัตถุอันเกิดขึ้นกระทบทางจิตใจ
เราไม่สามารถจะเอาสิ่งนั้นได้
ที่ไม่สามารถจะเอาชนะได้นั้น ก็เพราะว่าไม่มีสติไม่มีปัญญา
ตัวสติก็คือตัวธรรมะ ปัญญาก็คือตัวธรรมะ
เราไม่มีธรรมะคุ้มครองจิตใจ เราจึงได้พ่ายแพ้แก่สิ่งเหล่านั้น
แต่ถ้าเรามีสติรู้ทัน มีปัญญารู้เท่าต่อสิ่งนั้น เราไม่พ่ายแพ้แก่อารมณ์
สิ่งใดมากระทบ เราก็ปัดมันไป ปัดทิ้งไปปัดทิ้งไป ไม่ยอมรับสิ่งนั้นไว้
ไม่ยอมรับโดยความไม่รู้ไม่เข้าใจ
แต่ว่าเราจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ด้วยความรู้ความเข้าใจ
เรียกว่าด้วยความรู้เท่าทัน ถ้าเรารู้เท่าทันต่ออารมณ์
อารมณ์ที่มากระทบก็เหมือนกับคลื่นที่มากระทบฝั่ง มันหายไป



คลื่นที่หายไปนั้นไม่ได้ทำฝั่งให้เสียหาย
เช่นเราไปยืนอยู่ที่ชายทะเล เราก็จะพบว่ามีคลื่นมากระทบฝั่งอยู่ตลอดเวลา
คลื่นที่กระทบฝั่งนั้นมันไม่ได้ทำฝั่งให้เสียหายอะไร
กระทบแล้วมันก็หายไปๆ เราจึงพูดว่าหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง
ที่มันหายไปแบบคลื่นกระทบฝั่งนั้น ไม่มีความเสียหายมากนัก
อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากระทบจิตใจเรานี้ก็เหมือนกัน
ถ้าหากว่าเราไม่รู้เท่าทัน มันก็ทำให้เราเสียหาย
คือทำให้เกิดความรู้สึกรุนแรงในเรื่องนั้นๆ
ความรู้สึกรุนแรงมันเป็นไปทางรักก็ได้ทางชังก็ได้
ทางหลงก็ได้หรือทางใดทางหนึ่งก็ได้
ถ้ารุนแรงแล้วมันก็วุ่นวายเดือดร้อน
แต่ถ้าเป็นไปแต่พอดีๆ ก็จะไม่เกิดความเสียหายมากเกินไป
อันนี้เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นแก่ใครเมื่อใดก็ได้
ถ้าหากว่าบุคคลนั้นขาดธรรมะ
เป็นเครื่องประคับประคองใจก็จะเกิดปัญหาวุ่นวายกันด้วยประการต่างๆ



ทีนี้อีกประการหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นในใจของเรานั้น
มันไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้นดังที่กล่าว
แต่ว่ามันก่อให้สิ่งอะไรๆ ขึ้นต่อไปในใจของเรา ที่เรียกว่าเป็น นิสัย
นิสัยก็คือ สิ่งที่เราสร้างมันขึ้นวันละเล็กละน้อยสร้างมันขึ้นเรื่อยๆ
เพิ่มมันขึ้นเรื่อยๆ ในจิตใจของเรา
สิ่งที่เราสร้างขึ้นเรื่อยๆ นั้น
ถ้าสร้างด้วยความหลง ความเข้าใจผิด
มันก็งอกงามมาเป็นความหลงความเข้าใจผิด
ถ้าเราสร้างมันขึ้นด้วยปัญญา มันก็งอกงามขึ้นเป็นปัญญา
ทำให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของเรา
แต่ว่าส่วนมากมักจะสร้างมันขึ้นด้วยความหลง ความเข้าใจผิด
แล้วก็ไปยึดติดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น จนกลายเป็นนิสัย
เพราะฉะนั้นคนเราจึงมีนิสัยไม่เหมือนกัน



ที่ไม่เหมือนกันนั้นก็เพราะว่า ไม่มีธรรมะอยู่ในใจ
ถ้าจิตใจที่มีธรรมะแล้วมันเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างกัน
เพราะธรรมะเข้าไปปรุงแต่ง พอธรรมะเข้าไปปรุงแต่งใจของใคร
ใจนั้นก็มีสภาพปกติ จิตที่ปกตินั้นคือจิตที่ไม่กระทบด้วยอะไรๆ
มันเป็นจิตที่สะอาดอยู่เพราะไม่มีสิ่งเศร้าหมองเข้ามารบกวน
เป็นจิตทีสว่างเพราะรู้แจ้งในสิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริง
แล้วก็เป็นจิตที่สงบเพราะอะไรๆ มารบกวนไม่ได้
มันไม่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง
ไม่มีการเปลี่ยนเป็นนั้นเป็นนี้ไปตามรูปต่างๆ สภาพจิตใจก็เป็นตัวเอง
เรียกว่าสะอาดสว่างสงบ ความสะอาดสว่างสงบนั่นแหละ
เป็นหน้าตาดั้งเดิมของตัวเราของจิตใจของเรา



คัดลอกบางส่วนจาก...เรื่อง ฤกษ์ยามที่ดี
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


:b48: :b8: :b48:


แก้ไขล่าสุดโดย ลูกโป่ง เมื่อ 10 พ.ค. 2010, 16:02, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2010, 17:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อนุโมทนาสาธุด้วยครับ คุณลูกโป่ง

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2010, 17:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2010, 02:43
โพสต์: 4467

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

.....................................................
แบ่งปันกันกิน,รักษาศีล คือ กาย วาจา
เจริญสมาธิภาวนา, กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
ยอมตนรับใช้, แบ่งให้ความดี
มีใจอนุโมทนา, ใฝ่หาฟังธรรม
นำแสดงออกไม่ได้เว้น, ทำความเห็นให้ถูกต้อง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร