วันเวลาปัจจุบัน 21 พ.ย. 2019, 21:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2012, 19:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน
(สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตฺมหาเถร)


..........พระภิกษุ ฝ่ายที่มุ่งศึกษาธรรม โดยการกระทำ หรือลงมือปฏิบัติ
และพำนักอยู่ ตามป่าเขา ที่สงบ สงัด สะดวกต่อการปฏิบัติ
จึงเรียกว่า พระฝ่ายอรัญวาสี พระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่า

..........พระภิกษุ ที่ได้รับการยกย่องนับถือว่า เป็นพระบุพพาจารย์ใหญ่
แห่งกองทัพธรรมพระกรรมฐานในประเทศไทย ได้แก่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ผู้ได้บำเพ็ญความเพียร ในขั้นเอกอุ จนบรรลุถึงธรรมชั้นสูงสุด

..........พระป่า หรือพระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
มีต้นเค้าดั้งเดิม ประมาณว่า เริ่มแต่ พระอาจารย์สีทา ชัยเสโน
อดีตเจ้าอาวาสวัดบูรพา อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

..........สำหรับพระเถระผู้มีบทบาท
ในการสร้างหลักปักธงชัยพระกรรมฐานในแผ่นดินที่ราบสูงแดนอีสาน ได้แก่
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดเลียบ อุบลราชธานี
และหลวงปู่มั่น ภูริทัตตฺมหาเถร


ซึ่งกาลต่อมา ได้ให้การอบรม สั่งสมบารมีธรรม แก่พระภิกษุสามเณร
จนมีศิษย์ เป็นพระธุดงคกรรมฐาน ผู้ทรงคุณธรรม สัมมาปฏิบัติ ออกจาริกธุดงค
เผยแผ่ธรรมนำศรัทธาสาธุชน ได้ผลดี เป็นอันมากต่อกิจการงานพระศาสนา
สร้างสำนักป่า วัดวา ศาสนสถานในพระพุทธศาสนา ตามแบบที่เรียกว่า "วัดป่า"
ที่เน้นธรรมชาติ ความเรียบง่าย สะอาด สงบ สว่างด้วยแสงธรรม

..........พระสายนี้ ชาวบ้านศรัทธาเรียกว่า พระธุดงคกรรมฐาน
หรือพระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งดำเนินปฏิปทาตามแนวพ่อแม่ครูอาจารย์

..........พระป่าพระธุดงคกรรมฐาน จะปฏิบัติต่อครูอาจารย์
ที่เรียกท่านด้วยความเคารพอย่างสูงว่า "พ่อแม่ครูอาจารย์"
ด้วยความเคารพนับถือ ดุจบิดรมารดาแลครูอาจารย์

..........ผู้เป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ ก็จะปกครอง อบรมดูแล ลูกศิษย์
ด้วยความเมตตาดุจพ่อแม่ แลครูอาจารย์ เช่นกัน
..........ประมาณปี พ.ศ.2459 เป็นต้นมา พระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
เริ่มทยอย เพิ่มจำนวนมากขึ้น ขยายงานการเผยแผ่ ในภาคอีสาน
โดยเฉพาะ ทางจังหวัดอุดรธานี หนองคาย นครพนม สกลนคร
อุบลราชธานี นครราชสีมา ขอนแก่น
และตามภูมิภาคต่าง ๆ ที่รังสีธรรม แห่งกองทัพธรรมพระกรรมฐาน
สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้แผ่ไปถึง

..........พระป่าทุกองค์ จะต้องรักษาศีล อย่างบริสุทธิ์
ในกระบวนไตรสิกขา ศีลสมาธิปัญญานั้น ศีล เป็นข้อที่ง่ายที่สุด
และเท่ากับเป็นเครื่องทดสอบสมณะเพศ เพราะการรักษาศีล
ต้องการศรัทธา ความตั้งใจ ถ้าผู้ใดรักษาศีล ให้บริสุทธิ์ไม่ได้
ก็อย่าหวังเลยที่จะก้าวหน้า ในทางธรรมชั้นสูง

..........ศีล เป็นฐานที่ตั้งแห่งสมาธิ ทำให้บังเกิดสมาธิ และตั้งมั่น
ศีลจะต้องดีก่อน สมาธิจึงจะดีได้

นอกจากนั้นในการจาริกธุดงค แสวงหา ที่สัปปายะ สำหรับอบรมจิต
ต้องฟันฝ่าอุปสรรค นานาประการ
พระป่าจึงเชื่อว่าศีลที่บริสุทธิ์ จะเป็นเกราะป้องกัน ที่ดีที่สุด

..........พระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
แต่ละรูปตามประวัติได้เคยบุกป่าฝ่าดงไปตามป่าเขา

เผชิญกับสิงสาราสัตว์ที่ดุร้าย ผจญกับภัยธรรมชาติ และมนุษย์ที่ตั้งตนเป็นศัตรู
แต่ด้วยศีลที่บริสุทธิ์ของท่าน ได้เป็นเกราะแก้ว คุ้มกันพิทักษ์ รักษาพระคุณเจ้า
ประสพสวัสดิภาพ ด้วยดีด้วยศีล ด้วยบุญกุศล

..........พระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นสุปฏิปันโน
ที่มีปฏิปทา คือข้อวัตรข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่น่าเลื่อมใสศรัทธา
เป็นปฏิปทา ที่ทำได้ไม่ง่าย เพราะเป็นปฏิปทาที่ทวนกระแสโลก ทั้งทางกาย วาจา และใจ
ซึ่งหลักปฏิปทานี้ คือ ธุดงควัตร 13 ขันธวัตร 14 เป็นเครื่องบำเพ็ญทางกาย
และมี กรรมฐาน 40 เป็นเครื่องบำเพ็ญทางใจ

สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันไป ในอริยาบทต่าง ๆ ของความเพียร
ทั้งนี้เพราะธุดงควัตร 13 และวัตรต่าง ๆ ตลอดจนกรรมฐานทั้งมวล
ล้วนเป็นธรรมเครื่องอบรมบ่มนิสัย
ที่ติดกายมาตั้งแต่ครั้งเป็นฆราวาส
และเป็นธรรม ที่จะทำลายล้างข้าศึกภายในใจ คือกิเลสตัณหา ให้หมดสิ้นไป

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2012, 19:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

..........การถือธุดงค์ของพระป่า พระธุดงคกรรมฐาน
เป็นเจตนา ที่แสดงออก เพื่อประหารกิเลสของตน
เกี่ยวเรื่อง เครื่องนุ่งห่ม อาหารการขบฉัน ที่อยู่อาศัย และความเพียร
ด้วยข้อปฏิบัติ "ธุดงควัตร"


..........ธุดงควัตร 13 ประกอบด้วย
1. ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
2. ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร
3. ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร
4. ถือการบิณฑบาตไปโดยลำดับแถวเป็นวัตร
5. ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร
6. ถือการฉันในภาชนะเดียวคือฉันในบาตรเป็นวัตร
7. ถือการห้ามภัตตาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร
8. ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
9. ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร
10. ถือการอยู่อัพโภกาสที่แจ้งเป็นวัตร
11. ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
12. ถือการอยู่ในเสนาสนะตามมีตามได้เป็นวัตร
13. ถือเนสัชชิกังคธุดงค์ คือการไม่นอนเป็นวัตร


..........การถือธุดงคบำเพ็ญได้ด้วยการสมาทานคือด้วยอธิษฐานใจ
หรือแม้นด้วยการเปล่งวาจา


..........คุณประโยชน์ของธุดงควัตร
คือ การยังชีพโดยบริสุทธิ์ มีผลเป็นสุข เป็นของไม่มีโทษ
บำบัดความทุกข์ของผู้อื่นเสีย เป็นของไม่มีภัย
เป็นของไม่เบียดเบียน มีแต่เจริญฝ่ายเดียว ไม่เป็นเหตุให้เสื่อม
ไม่มีมารยาหลอกลวงไม่ขุ่นมัว เป็นเครื่องป้องกัน
เป็นเหตุให้สำเร็จสิ่งที่ปรารถนา กำจัดเสียซึ่งศัสตราทั้งปวง
มีประโยชน์ในทางสำรวมเป็นเครื่องสมควรแก่สมณะ

ทำให้สงบยิ่ง เป็นเหตุให้หลุดพ้น เป็นเหตุให้สิ้นราคะ
เป็นการระงับเสียซึ่งโทสะทำโมหะให้พินาศไป
เป็นการกำจัดเสียซึ่งมานะ เป็นการตัดเสีย ซึ่งวิตกชั่ว
ทำให้ข้ามความสงสัยได้ กำจัดเสียซึ่งความเกียจคร้าน
กำจัดเสีย ซึ่งความไม่ยินดีในธรรม เป็นเหตุให้มีความอดทน
เป็นของชั่งไม่ได้เป็นของหาประมาณมิได้ และทำให้สิ้นทุกข์ทั้งปวง


..........อานิสงส์การปฏิบัติธุดงควัตร
ทำให้พระป่าที่จาริกไป ตามป่าเขา พำนักตามโคนไม้ เพิงผา
และ ตามถ้ำเป็นอยู่อย่างสมถะ เสียสละ ลดละอุปโภคบริโภค
ทำให้จิตของท่าน เป็นอิสระพ้นจาก พันธนาการเครื่องร้อยรัดขัดขวาง
สู่ความเบาสบาย สงบเอื้อต่อการเจริญสมาธิภาวนา บำเพ็ญความเพียร
การท่องไป ในป่าที่ดารดาษ ไปด้วยสิงสาราสัตว์ภัยอันตราย
เป็นการฝึกจิต หลอมใจ ให้เข้มแข็ง มีสติระลึกรู้
มีบทบริกรรม "พุทโธ" อยู่กับสายลมหายใจ


..........การเจริญสติ ก่อให้เกิดสมาธิ และจิตตานุภาพ
พระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตจะผ่านการประหารกิเลสด้วยธุดงควัตร
จิตของพระคุณเจ้า จึงมั่นคง เข้มแข็งด้วย ศีลสมาธิปัญญาศรัทธาความเพียร

..........พระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ผู้มอบกายถวายชีวิตในพระพุทธศาสนา
ดำเนิน เดินตามทางรอยธรรม พ่อแม่ครูอาจารย์ ธุดงคจาริกไป ตามวนาป่าเขา
เพื่อผลานิสงส์ ในการเพิ่มพูน บารมีธรรมแห่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อมรรคผล นิพพาน เพื่อสงเคราะห์โลก แลสรรพสัตว์
เป็นเนื้อนาบุญของพระพุทธศาสนา เป็นขุนพลกล้าแห่งกองทัพธรรมพระกรรมฐาน
ที่มีคุณูปการ อเนกอนันต์ ตราบนิรันดร์สมัย


สรุปพระภิกษุฝ่ายอรัญวาส
ในพระพุทธศาสนา พระภิกษุ แบ่งออกได้เป็นสองฝ่าย คือ

.......... • ฝ่ายปริยัติ ได้แก่ พระภิกษุ ที่มุ่งศึกษาศาสนธรรม
จากตำราจากคัมภีร์ ส่วนมาก พำนักอยู่ที่วัด ในเมือง หรือชุมชน
จึงเรียกว่า พระฝ่ายคามวาสี หรือพระบ้าน


.......... • ฝ่ายอรัญวาส พระภิกษุอีกฝ่ายหนึ่งมุ่งศึกษาโดยการกระทำ
หรือลงมือปฏิบัติ และพำนักอยู่ ตามป่าตามเขา ที่สงบ สงัด สะดวกต่อการปฏิบัติ
จึงเรียกว่า พระฝ่ายอรัญวาสี หรือพระป่า หรือพระธุดงคกรรมฐาน


..........พระภิกษุได้รับการยกย่องนับถือว่า เป็นพระบุพพาจารย์ใหญ่
แห่ง กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน ในประเทศไทย ได้แก่ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตตตมหาเถร
ผู้ได้บำเพ็ญความเพียรในขั้นเอกอุจนบรรลุ ถึงธรรมชั้นสูงสุด
ดังมีหลักฐานปรากฎ คืออัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ
ดังที่มีบรรยาไว้ว่าเป็นลักษณะของพระอรหันตสาวก
ซึ่ง ปัจจุบันได้นำมาประดิษฐาน ณ วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานที่มีลูกศิษย์จำนวนมาก
อาทิ

.......... • หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี
.......... • หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
.......... • หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร
.......... • หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่
.......... • หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย
.......... • หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่
.......... • หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
.......... • หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม จ. จันทบุรี
.......... • หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล กรุงเทพฯ เป็นต้น


..........พระคุณเจ้าทั้งหลายนี้ได้สืบต่อการปฏิบัติ ข้อวัตร
ตามแนวทางของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ในกาลต่อมา เมื่อศิษย์ในสาย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลายองค์ถึงแก่มรณภาพ
อัฐิของท่านก็ได้แปรสภาพไปในทำนองเดียวกับของพระอาจารย์มั่น
อาทิ อัฐิธาตุของหลวงปู่ขาว อนาลโย ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
ประกอบกับ ความเคร่งครัด ในวินัย และศีลาจารวัติ
ได้เสริมสร้างศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติกรรมฐานเพิ่มมากขึ้น
และเป็นเหตุแห่งการฟื้นฟูวัดป่า และชักจูงให้มีผู้บวชเป็นพระป่า
หรือพระสายปฏิบัติกรรมฐาน เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2012, 20:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

การเริ่มต้นชีวิต แบบพระป่า อาจทำได้ สองวิธี
..........• วิธีที่หนึ่ง ก็คือ บวชเป็น พระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดใดวัดหนึ่งให้เรียบร้อยเสียก่อน
จากนั้น จึงไปขอพำนัก ในวัดป่า ถ้าประธานสงฆ์ อาจารย์ใหญ่ หรือสมภารอนุญาต
ก็จะได้เข้าพำนัก โดยจะต้อง ปฏิบัติตามระเบียบ แบบแผน ของวัดป่านั้น ๆ
แต่โดยมาก มักไปขออนุญาตก่อนล่วงหน้าว่าเมื่อบวชแล้วจะมาขอพำนักด้วย

..........• วิธีที่สอง ที่เริ่มเข้ามาเป็นพระป่า คือ เข้าไปปาวารณาตัวเป็นอุบาสก
ถือศีลแปดและอาศัยอยู่ในวัด คือเป็น "ผ้าขาว" หรือ "ปะขาว" ก่อน
เพื่อทำหน้าที่ เป็นลูกศิษย์พระ และฝึกการปฏิบัติ ไปด้วย
โดยต้องทำหน้าที่ ให้เรียบร้อยเป็นที่พอใจของสมภารหรืออาจารย์ที่เป็นผู้ปกครอง
จึงจะได้ รับอนุญาต ให้บวช วิธีนี้ เป็นการฝึกหัด ความอดทน
ในการใช้ชีวิตแบบพระป่า ก่อนที่จะบวชเป็น พระป่า

..........สำหรับผู้ที่เคยเข้าไปสัมผัสวัดป่าเป็นครั้งแรก
ความรู้สึกที่กระทบจิตใจ เมื่อย่างเข้า ถึงเขต วัดป่าคือ "ความร่มรื่น"
ซึ่งเกิดจาก ต้นไม้น้อย ใหญ่ ภายในวัด
สิ่งกระทบใจ ประการที่สอง คือ ความสะอาด และ มีระเบียบ
"ความสงบเงียบ" ไม่อึกทึก พลุกพล่าน ต้นไม้ ธรรมชาติ
จะได้รับ การรักษา ให้ยืนยง คงอยู่

..........กุฏิเสนาสนะ ที่พำนัก ของพระป่า จะปลูกสร้าง อย่างเรียบง่าย สมถะ
ด้วยวัสดุพื้น ๆ เว้นแต่บางแห่งที่มีคณะศรัทธาญาติโยมสร้างถวาย
ก็อาจใช้วัสดุหรือการก่อสร้าง ที่พิถีพิถัน
แต่บางแห่งท่านก็ไม่ยอมให้สร้างใหญ่โต หรือพิถีพิถันเกินไป
เพราะแกรงว่า จะทำให้ พระ คุ้นกับความสบาย จน "ติดสุข"
ไม่อยากออกไป เผชิญความลำบากในการออกเดินธุดงค์ ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญของพระป่า

..........โดยทั่วไป ภายในกุฏิ ของพระป่า จะมีเพียงกลด
พร้อมด้วยมุ้งกลด เสื่อ ปูนอน เครื่องอัฐบริขาร ผ้าห่มนอน จีวร
ตะเกียง หรือเทียนไข และหนังสือ


ที่หัวนอน อาจมีหิ้งพระ รูปพระอาจารย์ต่าง ๆ
ส่วนของมีค่า อุปกรณ์ อำนวยความสะดวกสบายนั้นท่านไม่สะสม
กุฏิแต่ละหลัง ผู้พำนักอาศัย ต้องรักษา ให้สะอาด ทั้งในกุฏิ และบริเวณ

..........พวกชาวเมืองที่ได้ไปเยือนวัดป่าครั้งแรก มักจะแปลกใจว่า
นี่ท่านทำอย่างไร วัดจึงสะอาดฉะนี้ ทั้ง ๆ ที่ มีต้นไม้เต็มไปหมด
ทุกแห่ง ทางเดินของท่านก็โล่งเตียน ห้องน้ำ ก็สะอาด ศาลา ก็สะอาด
คำตอบคือ พระป่า ท่านปฏิบัติตามพระวินัย
ท่านต้องรักษาเสนาสนะ ที่อยู่อาศัย และบริเวณให้สะอาด
ทุก ๆ วัน เวลาประมาณ บ่ายสามโมง เป็นเวลาปัดกวาดลานวัด
ซึ่งปกติท่าน สมภาร หรือ ประธานสงฆ์ ก็จะลงมือกวาดด้วย
ยกเว้น ก็แต่ ผู้อาพาธ เท่านั้น

งานปัดกวาดนี้ ใช้แรงมาก เพราะ ไม้กวาดหนัก และด้ามยาว
กว่าจะแล้วเสร็จ ก็เหงื่อท่วมตัว ซึ่งเท่ากับเป็นการออกกำลังกายไปในตัว
พระป่าท่านเดินจงกรม เดินบิณฑบาต ทุกวัน ถูศาลา ทุกวัน
และกวาดวัด ทุกวัน ท่านจึงแข็งแรง และสุขภาพดี

..........พระพุทธศาสนา เป็นตัวอย่าง ของประชาธิปไตย
ตั้งแต่เริ่มเข้ามาบวช เป็นสมาชิกของวัด ก็ต้องผ่านการลงมติของคณะสงฆ์เสียก่อน
ข้าวของต่าง ๆ ที่มีผู้ถวายแก่วัด ย่อมเป็นของกลาง
ใครจะ นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้
ทุกคน มีส่วนที่จะได้รับประโยชน์จากของสงฆ์
ถ้ามีการพิพาทกัน ก็ต้อง ตั้งกรรมการ พิจารณาเหล่านี้ เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตย
แต่เป็นแบบพุทธ คือ เป็นการสมัครใจ ไม่บังคับ ถ้าไม่พอใจ ก็ไปที่อื่นเสีย
แล้วก็ยังมีคาราวะ มีอาวุโส มีบารมี มีกรรม มีวิบาก ไม่ใช่ทุกคนเท่ากันหมด
อาหารที่บิณฑบาตมาได้ จะนำมารวมกันก่อน แล้วจึงแจกไปให้ทั่วถึง

..........พระป่าท่านมีคติอีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่ว่าวันไหนจะบิณฑบาต
ได้ภัตตาหารมากน้อย เท่าใด ต้อง ฉันแต่น้อย แต่พอดี

แม้จะมีอาหาร ล้นเหลือ ก็จะไม่ฉัน จนอิ่มตื้อ
เพราะ ถ้าทำเช่นนั้น จะง่วง ภาวนาไม่ได้
นอกจาก ระวังไม่ฉันมากแล้ว พระป่าท่านยังระวังไม่ให้ติดรสอาหารด้วย
โดยการหลีกเลี่ยง อาหารที่อร่อย ทั้งนี้ เพราะเกรงว่าจะ "ติดสุข" นั่นเอง

ในเวลาฉัน ต้องพิจารณา ตามแบบ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
พูดง่าย ๆ คือว่า กินเพื่ออยู่ เพื่อประทังชีวิต ประทังความหิว
ท่านจึงเงียบสงบ ระหว่างฉัน ไม่สนทนาพาที อะไรกัน
เพราะท่านต้องพิจารณาอาหารไปด้วย

..........กิจวัตรของพระป่า คือ ตื่นนอนตั้งแต่ตีสาม หรือตีสี่
เพื่อปฏิบัติภาวนา สวดมนต์ ทำวัตรเช้า ทำกิจส่วนตัว
แล้วเตรียมตัว ออกบิณฑบาต
ครั้นรุ่งอรุณ พระป่า จากอรัญญวาสี จะออกบิณฑบาต เป็นแถว เป็นแนว เป็นระเบียบ

..........บรรยากาศยามรุ่งอรุณ กลิ่นไอธรรมชาติ ความบริสุทธิ์ของชนบท
ดวงหน้าที่เอิบอิ่มในบุญกุศลของชาวบ้าน
เป็นภาพชีวิตอันประทับใจผู้ได้สัมผัส
พระป่าจะต้องออกบิณฑบาตทุกวัน นอกจากอาพาธหรือเดินไม่ได้
ตามปกติ วัดป่าต้องอยู่ห่างหมู่บ้าน เพื่อให้พ้นจากการรบกวน คน สัตว์ และเสียงอึกทึก
แต่ต้องไม่ไกลเกินไปจนเดินไปบิณฑบาตไม่ไหว
โดยมากเว้นระยะห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2-3 กิโลเมตร
ซึ่งพอจะเดินไปกลับได้ภายในหนึ่งชั่วโมง

..........การอบรมพระป่าตามวัดต่าง ๆ ในสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
จะอาศัยหลักอย่างเดียวกัน แต่การปฏิบัติแตกต่างกันไป
ตามความเห็น และความถนัดของท่านอาจารย์
ทุกวัดมีการเน้นเรื่องศีล พระป่าทุกองค์จะต้องรักษาศีลอย่างบริสุทธิ์

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2012, 20:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

..........ในการะบวนไตรสิกขา ศีลเป็นข้อที่ง่ายที่สุด
และเท่ากับเป็นเครื่องทดสอบพระภิกษุ
เพราะ การรักษาศีลต้องการเพียงความตั้งใจเท่านั้น
ถ้าผู้ใดรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ได้ ผู้นั้นก็ไม่มีหวังที่จะก้าวหน้าไปถึงธรรมชั้นสูง
ศีลเป็นเครื่องรองรับ หรือเป็นฐานของสมาธิ
ทำให้สมาธิ เกิดง่าย และตั้งอยู่ โดยมั่นคง ศีลต้องดีก่อน สมาธิ จึงจะดีได้

..........นอกจากนั้น ในการออกธุดงค์แสวงหาที่สัปปายะสำหรับอบรมจิต
จะต้องฝ่าอันตรายต่าง ๆ นานา
พระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่า ท่านมีความเชื่อมั่นว่า
ศีลที่บริสุทธิ์ จะเป็นเกราะกำบัง ที่ดีที่สุด

พระอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่แต่ละองค์มีประวัติบุกป่าฝ่าดง ไปในแดนสัตว์ร้าย
เช่น เสือ ช้าง และงู ทนแดด ทนฝน ทนลมหนาว ต้องผจญกับ มนุษย์ ที่ถูกอวิชชาครอบงำ
แต่เพราะท่าน รักษาศีลบริสุทธิ์ สัตว์ร้าย หรือคนร้าย
ตลอดจนสภาวอากาศที่แปรปรวน ก็ไม่อาจทำอันตรายท่านได้
เพราะฉะนั้นพระป่าที่จะออกธุดงค์ จะต้องแน่ใจว่า ศีลของท่านบริสุทธิ์จริง ๆ
เพื่อให้มั่นใจ ในข้อนี้ และแน่ใจว่า จะไม่พลั้งเผลอ ท่านจึงรักษาศีล ให้บริสุทธิ์อยู่ เสมอ

..........ในวัดป่า จะมีการไหว้พระ สวดมนต์ร่วมกัน
การสวดมนต์ มีผลให้ใจสงบลง เป็นการเตรียมสำหรับการภาวนาต่อไป

ตามปกติ เมื่อฉันเสร็จ จัดการชำระล้าง ทำความสะอาดบาตรเรียบร้อยแล้ว
พระป่าท่านจะกลับกุฏิมาลงมือภาวนา

ส่วนมากมักจะเริ่มด้วยการเดินจงกรม เพื่อแก้อาการง่วงซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังฉันอาหาร
ใกล้ ๆ กับกุฏิทุกหลังจะมีลานเดินจงกรมกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 10-15 เมตร
ระหว่างเดิน อาจบริกรรมภาวนา หรือพิจารณาเกี่ยวกับสังขาร ร่างกาย
จุดประสงค์ เพื่อให้เกิดความสงบ เกิดสมาธิ หรือปัญญา
เมื่อหยุดเดิน ก็เข้าที่นั่งภาวนา พอเมื่อยหรือง่วงก็ออกมาเดินอีก สลับกันไป

ในการภาวนา พระป่า สายท่าน พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล
และ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต จะใช้บริกรรม
"พุทโธ"
รวมกับอานาปานสติ เช่น หายใจเข้านึก พุท หายใจออกนึก โธ
หายใจเข้านึก พุท หายใจออกนึก โธ ซึ่งวิธีเหล่านี้ ใช้กันโดยทั่ว ๆ ไป

..........ครูบาอาจารย์ จะคอยติดตาม การดำเนินของการปฏิบัติอยู่เสมอ
โดยการซักถาม ปรากฏการณ์ทางจิตของศิษย์
จึงสามารถ ดัดแปลงแก้ไข การปฏิบัติ ให้เหมาะสมกับภาวะของแต่ละคน
ช่วยให้ได้ ผลดีขึ้น ไปเรื่อย ๆ ถ้าหากมีอะไรแทรกแซงขึ้นมา
เช่น นิมิตเห็น ภูตผีปีศาจ หรือยักษ์ เห็นมาร
อาจารย์ก็จะชี้แจง ให้ทราบความหมาย ของนิมิตนั้น ๆ และบอกวิธีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นต่อไป
หลักสำคัญ ประการหนึ่ง ซึ่งท่านอาจารย์ ในสายของท่านพระอาจารย์มั่น เน้นอยู่เสมอ
คือ "ธรรมะทั้งหลาย อยู่ภายในกาย ของเราเอง"


..........ในการพิจารณา ให้ส่งจิต เข้าภายในกาย
ไม่ให้ส่งออก ไปภายนอก เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์แล้ว
ยังจะเกิดการล่องลอยของจิตอีกด้วย

การแสดงธรรมของ พระป่า ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนัก
แต่จะเน้นที่เนื้อหาสาระ ใช้ภาษาสำนวนที่ฟังง่าย เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา

..........การอบรมจิต แนะนำ การเจริญภาวนา วิปัสสนากรรมฐาน
เป็นภาระกิจ ที่ครูอาจารย์จะต้องให้การอบรม แนะนำแก่ศิษย์

ทั้งที่เป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และชาวบ้านทั่วไป

..........ปฏิปทาศีลาจารวัตรของครูบาอาจารย์ใหญ่ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และสานุศิษย์ของท่านอีกหลายองค์
เป็นประทีปนำทางให้พระป่า มีความวิริยะ อุตสาหะ ในการบำเพ็ญความเพียร
เพราะเห็นแสงสว่าง ข้างหน้า ขอเพียงให้เดินโดยถูกทางถูกวิธี
ไม่ย้อท้อ ต่อความยากแค้น และอุปสรรคทั้งมวล

..........พระป่า พระธุดงค์กรรมฐาน เป็นผู้ชูธงชัยแห่งกองทัพธรรมของพระพุทธองค์
เป็นผู้วีรอาจหาญ เป็นนักรบ ที่จะสู้ กับกิเลสตันหา
ความดิ้นรน ทะยานอยาก เพื่อมุ่งสู่จุดหมาย คือ มรรคผล นิพพาน
ตามรอยพระยุคลบาทพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้รู้. ผู้ตื่น. ผู้เบิกบาน.


:b41: :b42: :b42: :b41:


กระทู้บอร์ดเก่าโพสโดยคุณ วีรยุทธ
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13449

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร