วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2019, 16:44  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2010, 01:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2010, 02:43
โพสต์: 4467

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หลวงพ่อเทียนผู้ที่ผมไม่เคยพบ แต่ได้รู้จัก
โดย ศ.น.พ.คงศักดิ์ ตันไพจิตร



พวกเราคงได้เล่าเรียนพุทธศาสนากันมาตั้งแต่เล็ก ในระดับการศึกษาขั้นประถมและมัธยมว่า หัวใจของพุทธศาสนาอยู่ทึ่ 1 ละเว้นจากการทำชั่ว 2 พึงทำแต่ความดี 3 ทำใจให้ผ่องแผ้ว ดังปรากฏในโอวาทปาฏิโมกข์ ผมสันนิษฐานมาแต่เล็กว่า คำสอนข้อที่ 3 นี้ สำคัญที่สุด ซึ่งทำให้พุทธศาสนาต่างไปจากศาสนาอื่นและโดดเด่นสามารถช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าความหมายที่แท้จริงของการทำใจให้ผ่องแผ้วนี้คืออะไร หลายปีผ่านไป ผมจึงได้เรียนรู้ว่า นั่นคือการปฏิบัติวิปัสสนาให้เกิดญาณปัญญา ให้เห็นความจริงตามที่เป็นจริง ก้าวล่วงพ้นจากความทุกข์และความขัดแย้งภายในจิตใจ มีจิตที่เป็นอิสระและสุขสงบโดยสมบูรณ์

ครั้นอายุได้ 21 ปี ผมจึงได้รู้จักคำว่ากรรมฐาน เมื่อผู้สูงวัย 2 ท่านปรารภแก่กันว่า “ถ้าฉันไม่ได้ ‘พุทโธ’ ฉันคงขึ้นมาไม่ถึงยอดภูกระดึงแน่” ทำให้ผมสงสัยมากว่า ที่ว่า ‘พุทโธ’ นี้คืออะไร ในเดือนถัดมาผมก็ได้คำตอบเมื่อเข้าอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศน์วิหาร โดยมี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้มีโอกาสฝึกอานาปานสติกรรมฐานที่วัดบวรนิเวศน์วิหาร และ ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ภายใต้การสอนของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน (หลวงตาบัว) โดยการกำหนดลมหายใจว่า ‘พุท-โธ’ เป็นหลัก เกิดความมั่นใจว่า วิปัสสนากรรมฐานนี้แหละเป็นหัวใจและเป็นทางเดียวที่จะนำให้ล่วงพ้นทุกข์ได้ และจะเป็นทางให้พิสูจน์ความจริงได้ด้วยตนเอง

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ความจริงแล้วก็คือการอบรมจิตให้เห็นจิตหรือตัวมันเองอย่างแจ่มแจ้งตามความเป็นจริง ให้เห็นสภาพที่แท้จริงของมัน ให้มีสติแจ่มแจ้งเห็นการเกิด-ดับของรูป-นาม (ได้แก่ ร่างกาย-จิตใจ หรือ กาย-จิต) โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางใจ คือ นามรูป หรือความคิดที่เกิด-ดับ สืบเนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏขึ้นผ่านทางอายตนะทั้ง 6 คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป-นาม เป็นต้นตอรากฐานกำเนิดของสมมติบัญญัติที่ชักนำให้เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นให้เกิดทุกข์ คนทุกคนล้วนประกอบด้วยกายและจิต แต่เต็มไปด้วยอัตตาหรือโมหะครอบงำอยู่ บดบังไม่ให้จิตเห็นสภาวะจิต สภาวธรรมที่แท้จริงตามความเป็นจริง ดังนั้น การกระทำ การพูด การคิด จึงเป็นไปในลักษณะเข้าข้างตอบสนองความต้องการหรือความไม่ต้องการของตนเองอยู่ตลอดเวลา มุ่งแต่ไขว่คว้า กอบโกยแสวงหาในสิ่งที่เป็นสมมติบัญญัติซึ่งสบอารมณ์ของตน หรือ ผลักไส ขับไล่ เข่นฆ่า ต่อสิ่งที่ไม่สบอารมณ์แห่งอัตตาของตนอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา สร้างปัญหาความเดือดร้อนและความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ตนโดยไม่รู้จักจบสิ้น ดังนั้น ท่านจึงสอนให้กำหนดลงที่กายและจิตของตนเอง ให้เห็นต้นตอของความคิดที่เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา อันเป็นเชื้อและรากเง่าให้ถูกครอบงำด้วยโลภ โกรธ หลง เป็นทุกข์อยู่ร่ำไป จุดประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นไปเพื่อให้จับความคิด เห็นความคิดขณะที่เกิดขึ้นให้ได้ตลอดเวลาไม่ปล่อยให้ลุ่มหลงโง่เง่าไปกับอารมณ์ของจิตอีกต่อไป ให้เห็นสภาวะจิตที่แท้จริงโดยปรมัตถสัจจะ ว่ามันมีความบริสุทธิ์ ผ่องใส ปภัสสร มีสภาพแห่งพุทธะอยู่แล้วตลอดเวลา หากแต่ถูกครอบงำบดบังด้วยโลภ โกรธ หลง พุทธะอยู่ที่จิต จิตคือพุทธะ จิตคือหลักธรรม สัจธรรม และหลักธรรม สัจธรรม ก็คือจิต อยู่ที่จิตนี้เอง

ท่านอาจารย์พุทธทาส ได้อธิบายถึงอานาปานสติโดยสมบูรณ์แบบ (แยกเป็นรายละเอียด 16 ขั้นตอน) ว่าได้รวมมหาสติปัฏฐาน 4 ไว้ในตัว กล่าวคือ มีการผูกสติ สังเกตดูตนเองที่ กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง 4 หมวด ซึ่งเป็นหัวใจของวิปัสสนากรรมฐานอยู่อย่างพร้อมบริบูรณ์ โดยมีหลักว่าให้กำหนดที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก และในมหาสติปัฏฐานสูตรนี้เองสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังได้ตรัสว่า บุคคลใดสามารถดำรงสติให้ต่อเนื่องดั่งลูกโซ่ อย่างนาน 7 ปี อย่างกลาง 7 เดือน และอย่างเร็ว 7 วัน จะมีอานิสงส์ให้ผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ หรืออย่างน้อยที่สุด เป็นพระอนาคามีได้ในปัจจุบัน

ผมเกิดความมั่นใจว่า ได้พบอุปกรณ์เครื่องมือในการปฏิบัติที่ถูกทางแล้ว แม้พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานาปานสตินี้เอง จึงเป็นกำลังใจให้ผมปฏิบัติในแนวนี้ต่อเนื่องมาโดยลำดับ และได้ประสพผลก้าวหน้ามากตามสมควร แต่เนื่องด้วยวิชาชีพและภารกิจรัดตัว การปฏิบัติธรรมของผมมักจะเป็นตอนดึกหรือเช้าตรู่ ตามแต่เวลาจะอำนวย จิตสามารถรวมตัวเป็นสมาธิได้อย่างดีและรวดเร็ว มีสติสัมปชัญญะในช่วงขณะของการปฏิบัติเป็นอย่างดี ส่วนในชีวิตการงานประจำวัน แม้จะสามารถผูกสติ กับลมหายใจระหว่างปฏิบัติหน้าที่การงานได้ แต่ด้วยลักษณะของลมหายใจนั้นละเอียดอ่อนมาก การผูกสติกับลมหายใจนอกเหนือจากเวลานั่งกรรมฐานแล้ว มักจะผูกสติได้ไม่แนบสนิท หรือดีเท่าที่ควร และมักขาดช่วงไม่ต่อเนื่อง เมื่อถูกรุมล้อมด้วยภารกิจประจำวัน

อาจารย์ผู้สอนอานาปานสติท่านหนึ่ง ได้ให้ข้อคิดว่า เรื่องอานาปานสติโดยสมบูรณ์แบบ 16 ขั้นนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องมีเวลาในการปฏิบัติ เหมาะสำหรับพระสงฆ์ซึ่งมีเวลาในการบำเพ็ญเพียรทางจิตได้มาก ผมเองอดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ว่า คงจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม เพราะชีวิตการครองเรือนอย่างฆราวาส เต็มไปด้วยภารกิจทั้งที่ทำงานและทางบ้าน แม้จะได้รับผลก้าวหน้าในการปฏิบัติอานาปานสติเป็นอย่างมากแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับตามคำวิจารณ์นั้นว่า ผมไม่มีเวลาให้เพียงพอสำหรับการนั่งปฏิบัติต่อเนื่องในอานาปานสติ โดยสมบูรณ์แบบทั้ง 16 ขั้นนั้นได้เสมอไป กระนั้นก็ตาม ผมก็พยายามปฏิบัติโดยอาศัยเคล็ดจากท่านอาจารย์พุทธทาสว่า หากไม่มีเวลาเพียงพอ แต่ชำนาญในการปฏิบัติแล้ว ก็สามารถข้ามขึ้นสู่จิตตานุปัสสนากรรมฐานได้เลย คือดูจิตเลยทุกครั้งที่มีการหายใจออกเข้า ซึ่งตรงกับแนวการสอนการปฏิบัติของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (พระราชวุฒาจารย์) ที่สอนให้เอาจิตดูจิต (คือใช้สติดูจิต) ให้เห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ส่งจิตออกนอกไปกับความคิด

สิ่งที่เป็นปริศนาธรรมสำหรับผมอย่างมากนั้น คือ ในสมัยพุทธกาล กล่าวกันว่าใน เมืองสาวัตถีที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่นานถึง 25 พรรษา มีพลเมือง 2 โกฏิ (เข้าใจว่า 2 แสนคน) เป็นชาวพุทธ 80 % และในกลุ่มชาวบ้านที่เป็นชาวพุทธนั้น เป็นพระอริยเจ้า 60 % คือ เป็นพระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี และชาวพุทธทุกท่านรู้จักการเจริญมหาสติปัฏฐาน 4 โดยทั่วกัน แม้แต่นกแขกเต้าก็รู้จักวิธีเจริญมหาสติปัฏฐาน ซึ่งทำให้ผมสะท้อนใจมากว่า หัวใจของมหาสติปัฏฐาน 4 โดยแท้จริงนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ง่ายมาก แต่เคล็ดลับนี้ได้ ถูกลืมไป มิฉะนั้นท่านคงไม่ทิ้งปริศนาธรรมไว้ว่าแม้แต่นกก็ยังทำได้ ผมสันนิษฐานว่า คงเปรียบเทียบได้กับการที่ทุกคนในปัจจุบันรู้จักวิธีขับรถ หากได้รับการฝึกหัดสอนเทคนิคให้รู้เคล็ดลับนั้น

เมื่อปี พ.ศ.2533 ผมบังเอิญได้อ่านคอลัมน์ในวารสารธรรมะฉบับหนึ่งกล่าวถึงอาจารย์วิปัสสนาที่เด่นของเมืองไทยนั้นว่า มีท่านอาจารย์พุทธทาส และหลวงพ่อเทียน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อของหลวงพ่อเทียน และแปลกใจที่ว่าทำไมไม่เคยได้ทราบนามของท่านมาก่อน ทั้งที่ผมก็อยู่ในวงการพุทธศาสนาและวงการปฏิบัติ ธรรมมานานพอสมควร จึงเพียงแต่คิดว่าสักวันคงจะต้องพยายามหาคำสอนของท่านมาศึกษาดูให้ได้

ในปีนั้นนั่นเอง ผมกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย อันเป็นช่วงเวลาสำหรับกว้านซื้อหนังสือธรรมะของผมด้วย บังเอิญไปเจอหนังสือ ‘ปกติ’ ของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ วางขายอยู่ที่ร้านแพร่พิทยา เลยซื้อมาลองอ่านจึงได้ทราบแน่ชัดว่า นี้คือหลวงพ่อเทียนที่ผมตามหาและต้องการรู้จัก แต่ได้ทราบว่าท่านมรณภาพไปแล้ว เพราะหนังสือเล่มนี้พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานประชุมเพลิงศพของท่าน กระนั้นก็ดี ธรรมะของท่านมิได้ตายตามท่านไปด้วย วิธีการปฏิบัติของท่านก็แปลกประหลาด แต่มีเหตุผลน่าจูงใจให้ลองปฏิบัติดู พิจารณาดูแล้วเป็นการปลุกสติให้ตื่นผ่านการเคลื่อนไหวทางกาย และไม่ขัดกับหลักมหาสติปัฏฐาน 4 มิหนำซ้ำยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย อาทิ เช่นเวลาขับรถบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องมีสติสมาธิพร้อมเผชิญภัยอยู่ตลอดเวลา ผมจึงกว้านซื้อหนังสือของหลวงพ่อเทียนบางเล่มที่มีวางตลาดอยู่ขณะนั้น เพื่อนำไปฝากสหธรรมิกที่เมืองเซ็นต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา

นับว่าผมได้รับความเมตตากรุณา จากเหล่าสานุศิษย์ของหลวงพ่อเทียนเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่คุณวิรุจ รอดโพธิ์ทอง ผู้พิมพ์หนังสือ ‘ปกติ’ ซึ่งต่อมาได้ส่งวีดีโอเทป และเทปธรรมะของหลวงพ่อมาให้ ช่วยให้การปฏิบัติของผมเป็นไปได้อย่างถูกต้อง และ จะเรียกว่าโชคดีเป็นอย่างมากที่ในปีถัดมา (พ.ศ.2534) ท่านอาจารย์โกวิท เขมานันทะ ได้รับเชิญจากเมืองไทยโดยพระอาจารย์ ดร.สุนทร พลามินทร์ ให้ไปสอนกรรมฐาน ณ วัดพุทธธรรม เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เป็นโอกาสให้วัดพระศรีรัตนารามซึ่งเป็นวัดไทยในเซ็นต์หลุยส์ ได้ร่วมเชิญท่านอาจารย์โกวิทมาสอนด้วย ผมจึงได้รู้จักหลวงพ่อเทียนอย่างใกล้ชิดโดยผ่านความเมตตาของท่านอาจารย์โกวิทนี้เอง ในปีต่อๆ มา วัดพระศรีรัตนาราม ได้มีโอกาสนิมนต์ ท่านอธิการทอง อาภากโร เจ้าอาวาสวัดสนามใน นนทบุรี ท่านอธิการดา สมฺมาคโต เจ้าอาวาสวัดธาตุโข่ง อุดรธานี และ ท่านอธิการคำเขียน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดภูเขาทอง ชัยภูมิ และได้เชิญอาจารย์ ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ มาสอนกรรมฐานในแนวของหลวงพ่อเทียน ที่วัดเซ็นต์หลุยส์ นับเป็นโอกาสทองให้ได้รับการถ่ายทอดธรรมะของหลวงพ่อเทียนผ่านเหล่าสานุศิษย์ และได้รู้จักหลวงพ่อมากขึ้นด้วย

ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ทุกท่านไม่ว่าพระหรือฆราวาสหากปฏิบัติอย่างจริงใจในแนวสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียนแล้ว สามารถรู้ สามารถเห็น สามารถสัมผัสซึ่งความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในธรรมได้ด้วยตนเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะพระผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค 2 รูป คือ ท่านอาจารย์พระมหาไหล โฆสโก (ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนาราม เมืองเซ็นต์หลุยส์ มิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา และ ท่านเจ้าคุณพระศรีธีรวงศ์ (พระมหาพรหมา สปฺปญฺโญ - ป.ธ.9) พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และรองเจ้าอาวาส วัดธัมมาราม เมืองชิคาโก อิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านทั้งสององค์นี้ แม้จะรู้จักคุ้นเคยกันเองอย่างดีมาก่อน แต่ต่างฝ่ายก็ไม่ทราบกันมาก่อนว่า ต่างได้ปฏิบัติในแนวหลวงพ่อเทียนมานานแล้วพอควร และต่างก็ได้ประสพผลเจริญก้าวหน้าในธรรมอย่างมาก เกินกว่าที่จะอ้างเอ่ยจากตำราที่ร่ำเรียนจนจบเปรียญธรรมสูงสุดได้

ซึ่งรวมถึงพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง คือ ท่านอาจารย์พระมหาสมชัย เบ้ามั่น (ป.ธ.6, M.A.) วัดพุทธานุสรณ์ เมืองฟรีม้อนต์ คาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นผู้มีน้ำใจกว้างขวางและชอบศึกษาค้นคว้า ท่านเกิดสนใจในวิธีปฏิบัติของหลวงพ่อเทียนทันทีที่ท่านประสพพบเห็น จึงได้นำไปทดลองปฏิบัติจนเกิดผลประจักษ์ต่อตัวท่านเองในเวลาอันสั้น ซึ่งกลับเป็นชนวนให้เพื่อนภิกษุรูปอื่นเกิดความสนใจ ถึงกับลงมือทดลองปฏิบัติแนวนี้ดูบ้างจนสิ้นสงสัย แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือ ท่านทั้งสามรูปต่างไม่เคยเจอหลวงพ่อเทียนมาก่อนเลยก็ปฏิบัติได้ผลดีเยี่ยม และ ยอมรับหลวงพ่อเทียนเป็นอาจารย์ของท่านอย่างเต็มพากพูม แม้หลวงพ่อเทียนจะอ่านหนังสือไทยไม่ออกด้วยซ้ำไป ชี้ให้เห็นว่า การรู้ธรรมเห็นธรรมที่แท้จริงไม่ขึ้นกับว่า จะรู้หนังสือหรือจบปริญญาวิชาชีพใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันเป็นภาษาใจ รู้ได้ด้วยใจ ไม่ขึ้นกับอรรถบัญญัติ สมมติบัญญัติทางภาษาแต่อย่างใด

สำหรับนักวิชาการแล้ว หากจะเปรียบเทียบการเจริญสติโดยการสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียนกับมหาสติปัฏฐานสูตรแล้ว วิธีสร้างจังหวะของหลวงพ่อนั้นจัดอยู่ใน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในลักษณะของ อิริยาปถบรรพ คือมีสติในอิริยาบทใหญ่ ในการยืน เดิน นั่ง นอน และ สัมปชัญญบรรพ คือมีสติในอิริยาบทย่อย เช่น คู้ขา เหยียดแขน กลืนน้ำลาย กระพริบตา รวมไปถึงกลวิธีของการเคลื่อนไหวมือสร้างจังหวะ (หรือจงกรมด้วยมือนั่นเอง) นอกจากนี้ ยังตกเข้าในลักษณะของ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในแง่ที่ว่า เมื่อเกิดความรู้สึกตัวขึ้นในการเคลื่อนไหว นั่นคือรู้ในความรู้สึกที่เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เป็นการรู้ซึ่งความปกติตามธรรมชาติที่แท้ของจิต เป็นความรู้สึกด้วยสภาพจิตที่แท้จริงจิตที่เป็นกลางซึ่งเป็นต้นตอของชีวิตจิตใจ เมื่อสร้างความรู้สึกตัวให้มีมากขึ้น สติจะทำหน้าที่ของมันเอง คือคอยจับการเคลื่อนไหวของจิต หรือคือความคิดนั่นเอง เข้าลักษณะของ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้รู้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพระไตรลักษณ์และประจักษ์แจ้งในโพธิปักขิยธรรม สัมผัสซึ่งประสพการณ์การเปลี่ยนแปลงทางกาย และประสพการณ์การเปลี่ยนแปลงทางจิต เข้าสู่ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นที่สุด หลวงพ่อเทียนท่านเน้นให้เห็นความคิด ซึ่งก็คือจิตและการเคลื่อนไหวของจิตนั่นเอง สุขทุกข์ล้วนเกิดจากจิต แต่จิตนั้นปราศจากรูปร่างหน้าตา กระนั้นก็ตามจิตก็ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้ทวนกระแสไปถึงตัวจิตได้ โดยผ่านทางความรู้สึก (เวทนา) และความหมายรู้จำได้ (สัญญา) และความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) นั่นคืออาการของจิต (เจตสิก) ซึ่งเปรียบเสมือนแขนขาของจิต ในด้านวิทยายุทธและการสงคราม ท่านกล่าวว่า อาวุธที่จะสู้ระเบิดปรมาณูได้ดีที่สุด คือระเบิดปรมาณูด้วยกัน ความคิดก็เช่นกัน จิตท่องเที่ยวไปไกลได้อย่างเร็วกว่าสายฟ้า สิ่งที่จะประชิดได้เท่าทัน ก็คือ อาการของจิตอีกตัว นั่นคือสติซึ่งเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง คือหมายรู้ระลึกได้ซึ่งความรู้สึกตัวที่ปรากฏอยู่ภายในตนเอง (แต่ถูกลืมไป หรือมองข้ามไป)

เนื่องจากวิธีการสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียน ปฏิบัติโดยการลืมตาประกอบกับการเคลื่อนไหว ดังนั้น จิตจะมีความตื่นตัวอยู่อย่างมาก และจะไม่ปรากฏภาพนิมิตหลอกหลอนจิตต่างๆ ให้หลงทาง หากจะเกิดนิมิตเครื่องหมายก็จะเป็นในลักษณะของการรู้สึกตัว ซึ่งเป็นลักษณะของความเป็นปกติของจิตใจ ทรงอยู่ในอุเบกขาจิตซึ่งเป็นต้นตอของชีวิตจิตใจ ปลุกประสาทวิญญาณในกายให้ตื่นตัวขึ้น ไม่ถูกบดบังด้วยสิ่งหลอกล่อจากภายนอกให้จิตกวัดแกว่งไปตามอำนาจโลภ โกรธ หลง การลืมตาปฏิบัตินั้นก็สอดคล้องกับความเป็นไปในชีวิตประจำวัน จากตื่นจนหลับ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา นับแต่ การหายใจ การกิน เคี้ยว ดื่ม พูด ทำ ล้วนสามารถผูกสติความรู้สึกตัวได้ในทุกอิริยาบทใหญ่น้อย และ เลย ลึกลงไปถึงความคิด ดังนั้น เมื่อสร้างความรู้สึกตัวได้มากขึ้น ผู้ปฏิบัติสามารถผูกสติเจริญสติปัฏฐาน 4 ตลอดวันเวลาได้โดยปกติตามธรรมชาติ สามารถเชื่อมโยงผูกสติให้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ได้โดยอัตโนมัติ

สิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นประโยชน์มากที่สุด คือวิธีสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียน มีความคล่องตัวสูงมากสำหรับชีวิตฆราวาส สามารถนำไปประยุกต์ใช้ผูกสติไปกับชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีภารกิจมากน้อยเพียงไร ไม่ว่าจะกระพริบตา หายใจ เคลื่อนไหวร่างกายส่วนหนึ่งใด สติสัมปชัญญะก็สามารถจับได้ทัน ผูกสติลงได้อย่างง่ายดายตามธรรมชาติ มีจิตที่ตื่นตลอดเวลา เวลาทำงานก็ไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะไม่เครียดด้วยจิต ทรงอยู่ในความเป็นปกติในวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติธรรมอบรมจิตอยู่ได้ตลอดเวลา สตินทรีย์ (ลูกแมว) เมื่อได้รับอาหาร (ด้วยการฝึกฝนสร้างจังหวะ) จะเกิดความรู้สึกตัวมากขึ้น เติบโตเป็น สติพละ (แมวใหญ่) สามารถตะปบจับความคิด (หนู) ให้หยุดขาดสบั้นซึ่ง ชวนะจิต วิถีจิต (หนูช๊อคตาย) โลภ โกรธ หลง ไม่อาจแทรกเข้ามากับความคิดได้อีก ทุกข์หรือความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเองจะหมดไปหรือน้อยลง รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมได้โดยไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป ความสงสัยว่าจะต้องทำอย่างไรสติจึงจะต่อเนื่องประดุจลูกโซ่ จะหมดไป เพราะเมื่อมีสติอยู่กับการเคลื่อนไหว ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งในตัวเรา ประสาทวิญญาณจะตื่นจะรู้สึกตัว ตื่นตัว และด้วยสติตัวเดียวกันนี้จะรู้สึกใจ ตื่นใจ รู้เห็นซึ่งความคิดปรุงแต่ง (สังขาร-ต้นสายแห่งปฏิจจสมุปบาท อันสืบต่อเนื่องจาก อวิชชา) ขณะที่กระแสจิตหรือความคิดกำลังเกิดขึ้น (หนูกำลัง ออกจากรู) จับความคิดที่เต็มไปด้วยอุปาทาน ความหลง (ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความโกรธ และความโลภ) ได้ทัน มีแต่สติปัญญาล้วนๆในการดำรงชีวิตประจำวัน แม้จะเผชิญปัญหา ก็รู้จักกัน รู้จักแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ กล่าวโดยย่อคือ เมื่อมีความรู้สึกตัว (สติ) ความไม่รู้สึกตัว (ความประมาท) จะหายไป เพราะโดยลักษณะคุณสมบัติของจิตจะทรงอารมณ์อยู่ได้ในอารมณ์เดียวในชั่วขณะใดขณะหนึ่ง และ เมื่อมีความรู้สึกตัวมากขึ้นๆ จะมีแต่ความรู้ล้วนๆ (ญาณปัญญา) ทรงตัวอยู่อย่างเดียว ความไม่รู้ (อวิชชา) จะหายไป ดังนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า เมื่อถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมี และ บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยปัญญา ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้

หลวงพ่อเทียนนับได้ว่าเป็นปรมาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุค ที่สามารถนำเคล็ดลับแห่งชีวิต หรือความลับของธรรมชาติมาตีแผ่ให้เราได้เข้าใจในพุทธธรรม ท่านชี้แนะแนวทางและทำของซึ่งเราเห็นว่ายากให้เป็นของง่าย ท่านได้วางรากฐานแนวปฏิบัติโดยการสร้างจังหวะไว้เป็นสูตรสำเร็จ ซึ่งเป็นวิธีตรงและลัดสั้นให้ทุกคนเข้าถึงธรรมะได้ในเวลาอันสั้น ท่านชี้ให้เห็นว่า นิพพานสามารถและต้องบรรลุในปัจจุบัน ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่นิพพานในชาติหน้า ภพหน้า เมื่อตายไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์ของพระพุทธองค์ที่ทรงพร่ำสอนให้ทุกคนรู้ธรรมะในปัจจุบันนี้ และหลายต่อหลายท่านในครั้งพุทธกาลได้บรรลุธรรมต่อหน้าพระพักตร์เมื่อได้ฟังธรรมจากพระองค์ หรือ ด้วยการปฏิบัติในแนวมหาสติปัฏฐาน 4 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเรื่องเหลวไหลเหลือเชื่อไป หลวงพ่อเทียนกล้ายืนยันและกล้าท้าทายให้ทุกคนไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชั้น วรรณะ ภาษา รู้-ไม่รู้หนังสือ อาชีพ ทรัพย์สมบัติ หรือ ความเชื่อในศาสนาต่างๆ ให้ทดลองปฏิบัติพิสูจน์ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ยังเป็นไปได้ และ ยังสอนวิธีประยุกต์ที่ลัดสั้นไว้ให้อย่างถี่ถ้วนครบครันด้วยวิธีสร้างจังหวะ ซึ่งหลายๆ ท่านที่ได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังกล้ายืนยันผลที่ได้รับว่าเป็นความจริงและเป็นเรื่องง่ายจนเหลือเชื่อ ตรงกับที่หลวงพ่อกล่าวสอนไว้ว่า พระพุทธองค์ไม่ได้สอนเรื่องยาก แต่เราทำให้มันยากไปเอง

หลวงพ่อเทียนมีความเมตตากรุณาสูงมาก ต้องการช่วยเพื่อนมนุษย์ให้เห็นซึ่งสัจธรรมความจริงในชีวิต ให้ล่วงพ้นความทุกข์แต่ในปัจจุบัน แม้ในช่วงท้ายของชีวิตของท่าน เหล่าสานุศิษย์ต่างยืนยันว่า หลวงพ่อไม่หวั่นไหวต่อสุขภาพที่ทรุดโทรมเจ็บป่วยอย่างหนัก ท่านจะรีบลุกขึ้นมาแนะนำสั่งสอนเมื่อศิษย์มีปัญหาธรรมะติดขัดขึ้น โดยไม่ห่วงถึงความเจ็บป่วยของท่าน พร้อมทั้งสาธิตการปฏิบัติธรรมสร้างจังหวะเจริญสติอย่างพร้อมบริบูรณ์ให้ปรากฏแก่สานุศิษย์โดยทั่วกัน

แม้ผมจะไม่ได้มีโอกาสได้พบหลวงพ่อเทียน แต่ก็เสมือนรู้จักท่านเป็นอย่างดี และซาบซึ้งในพระคุณของท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาหงายของที่คว่ำให้ปรากฏ ผมขอกราบนมัสการสักการบูชาหลวงพ่อด้วยจิตด้วยใจไว้ ณ ที่นี้

รูปภาพ

* ศ.น.พ.คงศักดิ์ ตันไพจิตร
- เป็นรองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่
- เป็นแพทย์ผู้ชำนาญทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ทางโรคข้อ และทางอายุรศาสตร์
- เป็น Diplomate, American Board of Allergy & Immunology,
American Board of Rheumatology, และ American Board of Internal Medicine
- เป็นประธานสมัชชากลุ่มชาวพุทธแห่งมหานครเซ็นต์หลุยส์
(Chairman, Buddhist Coucil of Greater St. Louis)
- เป็นเลขานุการวัดพระศรีรัตนาราม เมืองเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา
- เป็นนายกสมาคมไทยแห่งมหานครเซ็นต์หลุยส์
- เป็นเหรัญญิกมูลนิธิแพทย์ไทย-อเมริกัน (Thai-American Physicians Foundation)
- สมรสกับ ดร. สิริรัตน์ ตันไพจิตร และมีบุตรชาย ๑ คน และบุตรสาว ๑ คน
- ได้รับเลือกลงหนังสือรายชื่อบุคคลดีเด่น
Marquis Who’s Who in America และ Marquis Who’s Who in the World.
- E-mail address : kongsakt@sbcglobal.net


http://lpteean.blogspot.com/2010/11/blog-post.html

.....................................................
แบ่งปันกันกิน,รักษาศีล คือ กาย วาจา
เจริญสมาธิภาวนา, กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
ยอมตนรับใช้, แบ่งให้ความดี
มีใจอนุโมทนา, ใฝ่หาฟังธรรม
นำแสดงออกไม่ได้เว้น, ทำความเห็นให้ถูกต้อง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2010, 06:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อนุโมทนาสาธุด้วยครับท่านธรรมบุตร


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2011, 04:47 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆ ขอบพระคุณค่ะ :b8: :b8: :b8:
เสียดายที่ไปฝึกเรียนกับอาจารย์พรหมาแค่๓วัน และไม่ได้ปฎิบัติต่อ มัวแต่ทํางาน s002

ทาน ศีล ภาวนา ภาวนา ภาวนา


แก้ไขล่าสุดโดย Supatorn เมื่อ 07 ส.ค. 2011, 08:31, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 19:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาด้วยครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร