วันเวลาปัจจุบัน 12 พ.ย. 2019, 07:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ธ.ค. 2009, 13:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ทีนี้ในเรื่องการฟังธรรม ก็ให้ทำความเข้าใจว่าต้องไม่ปฏิเสธรับฟัง
ไม่เชื่อก็พิจารณาดู ไม่เชื่อก็ไม่ว่า เชื่อก็ไม่ว่า วางไว้ก่อน
เราจะรู้โดยให้เกิดปัญญา
อะไรทุกอย่างถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอในใจของเราเอง ก็ยังไม่ปล่อยวาง
คือว่า มีสองข้าง นี่ข้างหนึ่ง นี่ก็ข้างหนึ่ง
คนเรานั้นจะแอบเดินมาข้างนี้ หรือแอบเดินไปข้างนั้น
ที่เดินไปกลางๆไม่ค่อยเดินหรอก มันเป็นทางเปลี่ยว
เดี๋ยวรักก็ไปทางรัก พอชังก็ไปทางชัง
จะปล่อยการรักการชังนี้ไป มันเป็นทางเปลี่ยว มันไม่ยอมไป
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมะ ทรงเทศน์เป็นปฐมเทศนาเลย
ตรงนี้ ทางหนึ่งมันเป็นทางสุขของกาม
ทางหนึ่งมันเป็นทางทุกข์ทรมานตน
สองอย่างนี้ไม่ใช่ทางที่สงบ
ท่านพูดว่าไม่ใช่ทางของสมณะ
สมณะนี้คือ ความสงบ สงบจากสุขทุกข์
ไม่ใช่มีความสุขแล้วมันสงบ ไม่ใช่มีความทุกข์แล้วมันสงบ
ต้องปราศจากสุขหรือทุกข์ มันจึงเป็นเรื่องสงบ
ถ้าเราทำอย่างนั้นแล้วมีความสุขใจเหลือเกิน
อันนี้ก็ไม่ใช่ธรรมะที่ดีนะ แต่เราต้องวางสุขหรือทุกข์ไว้สองข้าง
ความรู้สึกต้องไปกลางๆ เดินผ่านมันไปกลาง เราก็มองดู
สุขก็เห็นทุกข์ก็เห็น แต่เราไม่ปารถนาอะไร เดินมันเรื่อยไป
เราไม่ต้องการสุข เราไม่ต้องการทุกข์ เราต้องการความสงบ
จิตใจของเราไม่ต้องแวะไปหาความสุข
ไม่ต้องแวะไปหาความทุกข์
ก็เดินมันไปเรื่อยเป็นสัมมาปฏิปทา เป็นมรรคมีองค์แปด
มีสัมมาทิฐิ ความเห็นชอบเกิดขึ้นแล้ว
สัมมาสัมกัปปะ คือความดำริวิตกวิจาร มันก็ชอบทั้งนั้น
อันนี้เป็นสัมมามรรค เป็นมรรคปฏิปทา
ถ้าจะทำอย่างนี้ให้เกิดอย่างนั้น

ทีนี้เราได้ฟังเราก็ไปคิดดู ธรรมะทั้งหมดนี้ท่านต้องการให้ปล่อยวาง
ปล่อยวางจะเกิดขึ้นมานั้นต้องรู้ความเป็นจริง มันถึงจะปล่อยวางได้
ถ้าความรู้ไม่เกิดก็ต้องมีการอดทน มีการพยายาม มีการปฏิบัติธรรมอยู่
มันต้องใช้ทุนอยู่เสมอทีเดียว เรียกว่า ต้องปฏิบัติธรรม
แต่เมื่อรู้เห็นหมดแล้ว ธรรมะก็ไม่ได้แบกเอาไปด้วย
อย่างเลื่อยคันนี้เขาจะเอาไปตัดไม้
เมื่อเขาตัดไม่หมดแล้ว อะไรก็หมดแล้วเลื่อยก็เอาวางไว้เลย
ไม่ต้องไปใช้อีก เลื่อยคือ ธรรมะ
ธรรมะต้องเอาไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผล
ถ้าหากว่ามันเสร็จแล้ว ธรรมที่มีอยู่ก็วางไว้ เหมือนเลื่อยที่เขาตัดไม้
ท่อนนี้ก็ตัด ท่อนนี้ก็ตัด ตัดเสร็จแล้วก็วางไว้ที่นี่อย่างนั้น
เลื่อยก็ต้องเป็นเลื่อย ไม้ก็ต้องเป็นไม้ นี่เรียกว่าถึงหยุดแล้ว
ถึงจุดของมันที่สำคัญแล้ว
สิ้นการตัดไม้ ไม่ต้องตัดไม้ ตัดพอแล้ว เอาเลื่อยวางไว้
การประพฤติปฏิบัติต้องอาศัยธรรมะ
ถ้าหากว่าพอแล้ว ไม่ต้องเพิ่มมัน ไม่ต้องถอนมัน
ไม่ต้องทำอะไร มันปล่อยวางอยู่อย่างนั้น
เป็นไปตามธรรมชาติอันนั้น
ถ้าไปยึดมั่นหมายมั่น สงสัยอันนี้เป็นอย่างนั้น มันอยู่ไกลเหลือเกิน
อยู่ไกลมากทีเดียว ยังเป็นเด็กๆอยู่ ยังเป็นเด็กอมมืออยู่นั่นแหละ
ทำอะไรไม่ถูกอยู่นั่น ไม่เอาแล้วอย่างนั้นมันเป็นทุกข์
ต้องดู ต้องดูออกจากจิตใจของเรา ดูมัน ปล่อยมัน
ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็รู้ว่าอันนี้ไม่แน่
อันนี้เกิดไม่จริง อันนี้มันปลอม
ความจริงมันก็อยู่อย่างนั้น ที่เราอยากให้อันนั้นเป็นอันนี้
อันนี้เป็นอันนั้น นั่นไม่ใช่ทาง มันเป็นอยู่อย่างนั้น
ก็วางมันเสีย ความสงบเกิดขึ้นได้
เราข้ามไปข้ามมา มันไม่รู้เรื่อง ก็เป็นทุกข์ตลอดเวลา
หายสงสัยเสีย อย่าไปสงสัยมัน
เลิกมันเถอะ อย่าไปเป็นทุกข์หลาย
พอแล้ว ปล่อยวางมันเสีย (หัวเราะ)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron