วันเวลาปัจจุบัน 17 ส.ค. 2019, 20:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ต.ค. 2009, 17:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ในการเข้าถึงธรรมะนั้น เราจะเข้าถึงกันอย่างไร?
ในการเข้าถึงธรรมนั้นมี ๒ วิธี คือ เข้าถึงอย่างช้าๆ
แล้วก็เข้าถึงอย่างลัดๆ ก็มีเหมือนกัน
การเข้าถึงธรรมะอย่างช้าๆ
ก็หมายความว่า ก้าวเดินไปตามเส้นทางที่เขาวางไว้ให้เราเดิน
ชึ้ไว้ให้เราเดินนั้น มันมีอะไรบ้าง?
คือว่า มีเส้นทางที่ให้เดินอยู่ ๓ ทาง เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา


ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางเดิน เป็นมรรคที่พระผู้พระภาคเจ้าชี้ไว้ให้เราเดิน
เราก็เดินไปตามทาง ๓ ประการนี้ โดยลำดับขั้นไป
คือ เริ่มต้นก็เดินในขั้นศีลเสียก่อน เรียกว่า ปฏิบัติในส่วนศีล
แต่ว่าการปฏิบัติในส่วนศีลนั้นต้องมีปัญญาเป็นพื้นฐาน
ถ้าไม่มีปัญญาเป็นพื้นฐานศีลก็จะง่อนแง่นคลอนแคลนไป
ปัญญาที่ใช้เป็นพื้นฐานในการปฏิบัตินั้นเรียกว่าปัญญาตัวเหตุ
ครั้นถึงที่สุดก็เกิดปัญญาตัวผล ซึ่งเรา เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา



ปัญญาตัวหลังนั้นเป็นปัญญาตัวผล เกิดขึ้นจากปัญญาตัวเหตุก่อน
ปัญญาตัวเหตุนั้น ก็คือปัญญาตัวที่ใช้ในการพิจารณาศีล
ให้รู้ว่าศีลคืออะไร เราจะปฏิบัติอย่างไร

ปฏิบัติแล้วจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตจิตใจของเรา
การใช้ปัญญาอย่างนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องกระทำก่อน
ถ้าไม่กระทำอย่างนี้ก็เป็นคนงมงาย ถือศีลไม่รู้จักศีล
ถือศีลก็ไม่รู้ประโยชน์ของศีล ถือศีลโดยไม่รู้ว่าถือกันไปทำไม
ก็ถือกันไปตามเรื่อง เวลารับศีลก็รับกันไป
เวลารับแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ไม่รู้จะรักษามันอย่างไร
แล้วศีลมันจะอยู่กับเราอย่างไร
ผลที่สุดศีลก็หนีเราไปหาพระผู้ให้เสีย เราก็อยู่อย่างคนไม่มีศีลต่อไป


การรับศีลนั้นก็คือ การรับเอาข้อปฏิบัติไป
เพราะการรับศีลก็คือการกล่าวสัญญาแก่ผู้ให้ศีล ว่าเราจะเป็นผู้ถือศีล

อย่างนี้จึงจะชื่อว่าการรับ รับแล้วก็ต้องถือไว้เหมือนกับเราไปรับสิ่งของจากใคร
เขาให้เราก็รับ รับแล้วต้องถือไว้
การถือศีลนั้นถือไว้ที่ไหน? ก็ถือไว้ที่ใจของเรานั่นเอง
ศีลมันอยู่ที่ใจ ใจอย่างใดเป็นตัวศีล?
ใจที่มีความตั้งใจว่าจะงดเว้นนั่นแหละเป็นตัวศีล เขาเรียกว่า “เจตนา”



พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ วทามิ”
แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นตัวศีล”



เจตนาก็คือการตั้งใจที่จะงดเว้น การงดเว้นก็เรียกว่าวิรัติเจตนา
งดเว้นจากอะไร? เช่นรับศีล ๕ ข้อ
เราก็มีความตั้งใจที่จะงดเว้นไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนใคร
ตั้งใจงดเว้นไม่ถือเอาสิ่งของของใครๆ
ตั้งใจงดเว้นไม่ประพฤติล่วงเกินกับของรักของชอบของใครๆ
ตั้งใจงดเว้นว่าจะไม่พูดโกหกกับใครๆ
ตั้งใจงดเว้นว่าจะไม่ดื่มกินของมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ไม่ว่าในรูปใดๆ จะเป็นการกินการดื่มการเสพการสูบ งดเว้นทั้งนั้น
เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งเสพติดให้โทษ ไม่ได้ประโยชน์แก่ชีวิตจิตใจ
ดื่มเข้าไปแล้วมี แต่ความวุ่นวาย
สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนด้วยประการต่างๆ



การตั้งใจงดนั้นแหละเรียกว่าเป็นตัวศีล งดไว้ที่ใจเว้นไว้ที่ใจ ใจก็เป็นศีล
ศีลก็เข้าในใจเรา ใจเราถึงศีล ศีลถึงใจ ต่างฝ่ายต่างถึงกัน
เข้ามาหากันแล้วก็อยู่ด้วยกัน
ตราบใดที่เรายังมีความตั้งใจที่จะงดเว้นเราก็ยังมีศีลอยู่ ยังชื่อว่ายังรักษาศีลอยู่
แต่เมื่อใดที่เราเลิกความตั้งใจ อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่มีศีลในใจ
จิตใจขาดศีลไปเสียแล้ว จะอยู่ด้วยความสุขได้อย่างไร



ทำไมเราจึงได้ถือศีล? ก็เพื่อทำใจของเราให้ดีขึ้น ให้งดงามขึ้น ให้ประณีตขึ้น
จิตใจคนที่ไม่มีศีลมันหยาบกระด้าง มีแต่ความโหดเหี้ยมดุร้าย
ถึงบทจะฆ่าก็ฆ่า ถึงบทจะลักก็ลัก ถึงบทจะล่วงเกินอะไรก็ล่วงเกิน
ถึงบทจะพูดคำหยาบพูดโกหกก็พูดออกไป ไม่มีอะไรเป็นหลักเกณฑ์
ถึงบทจะดื่มของมึนก็ดื่มเข้าไป อย่างนี้แหละเรียกว่าผู้ไม่มีหลักเกณฑ์
ทำอะไรก็ทำไปตามความอยากความปรารถนา
ไม่มีความสำนึกว่า การทำนั้นจะเป็นการเสียหายแก่ตนเอง แก่ท่าน
ไม่มีธรรมประจำจิตใจเป็นพื้นฐานชั้นต้น เรียกว่าเป็นคนไม่มีศีล



คนไม่มีศีลก็อยู่ด้วยความทุกข์ความเดือดร้อน
แต่ถ้าว่าเป็นคนมีศีลก็อยู่สบาย
เพราะฉะนั้นเวลาพระท่านให้ศีลแล้ว
ท่านจึงกล่าวตบท้ายว่า “สีเลน สุคติํ ยนฺติ-จะได้ความสุขก็เพราะศีล
สีเลน โภคสมฺป-ทา-จะได้โภคก็เพราะศีล
สีเลน นิพพุติํ ยนฺติ-จะบรรลุ นิพพานก็เพราะศีล
ตสฺมา สีลํ วิโสธเย-เพราะฉะนั้นจงรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไว้เถิด”


ในโลกนี้อยู่ได้ด้วยศีล ศีลให้ความสุขแก่เราตราบเท่าชรา
ศีลทำให้เกิดยศชื่อเสียงขึ้นในชีวิตในสังคม
มนุษย์เราที่อยู่ด้วยกันด้วยความสงบก็เพราะมีศีลแท้ๆ
แต่ถ้าหากว่าทิ้งศีลเมื่อใด ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นในสังคมเมื่อนั้น
อันนี้เป็นหลักสำคัญที่เราควรระลึกไว้ในใจตลอดไป
อย่าอยู่โดยปราศจากศีล ควรอยู่โดยมีศีลเป็นหลักไว้เถิด
ท่านจะเกิดความสุขได้สมปรารถนา


เมื่อมีศีลเราก็ต้องมีธรรมะคู่กันกับศีลด้วย เพื่อจะได้อยู่ร่วมกัน
ศีลกับธรรมะไม่เหมือนกัน ศีลเป็นเรื่องละ ธรรมะเป็นเรื่องเจริญ
เมื่อละแล้วก็เจริญ เหมือนเราขุดดินแล้วต้องปลูกพืชปลูกผักลงไป
ถ้าขุดดินแล้วไม่ปลูกพืชปลูกผัก มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร
เราต้องปลูกพืชปลูกผักลงไป จะได้เกิดประโยชน์เกิด ความสุขแก่เราต่อไป


ผู้มีศีลแล้วก็ต้องมีธรรมคู่กัน
เช่นถือศีลข้อ 1 งดเว้นจากการฆ่า
ก็ต้องมีเมตตาธรรมประจำใจ ปรารถนาความสุขความเจริญแก่เพื่อนทั้งหลาย
รวมทั้งสัตว์เดรัจฉานด้วย งดเว้นจากการถือเอาของผู้อื่นแล้ว
เราต้องเป็นผู้มีสัมมาชีพ คือมีอาชีพชอบธรรม ทำมาหากิน ไม่ใช่อยู่เฉยๆ
ถือศีลข้อ ๓ ก็งดเว้นจากการประพฤติล่วงเกินของรักดังดวงใจของเขาแล้ว
ก็ต้องพอใจในคู่ครองของตน เมื่องดเว้นจากการพูดโกหกแล้ว
เราก็ต้องพูดคำจริง พูดคำอ่อนหวาน พูดคำสมานสามัคคี
พูดคำที่ดีมีประโยชน์เสียบ้าง เมื่อเรางดเว้นจากการดื่มกินของมึนเมา
ที่ทำลายสติปัญญาให้หมดไป ก็หัดทำตนให้มีสติสมบูรณ์
มีปัญญาสมบูรณ์ อย่าทำอะไรด้วยความเผลอ อย่าทำอะไรด้วยความเขลา
ทำจิตใจให้มีสติปัญญาสมบูรณ์ไว้
ก็จะเอาตัวรอดปลอดภัยจากอันตรายด้วยประการทั้งปวง


การคิดนึกในทางที่ถูกที่ชอบในรูปอย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นคนมีศีลธรรมประจำจิตใจ
เมี่อมีศีลธรรมประจำจิตใจแล้ว ก็เรียกว่ายืนอยู่บนฐานอันมั่นคง บนบันไดขั้นแรก
อย่าหยุดเพียงเท่านั้น ต้องก้าวหน้าต่อไป ก้าวหน้าไปสู่รากฐานที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น



เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรม วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐)
จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 106 กันยายน 2552
โดยพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประธานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี
ที่มา...ASTVผู้จัดการออนไลน์


:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2009, 12:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2009, 12:24
โพสต์: 42

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: อนุโมทนาสาธุค่า :b44:
คุณลูกโป่งมีเรื่องดีๆ น่าสนใจ มาฝากเป็นประจำเลยนะคะ :b19:
พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อปัญญา ดิฉันฟังมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ อยู่เลย
ท่านเทศน์ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดเรียน ดิฉันก็เปิดฟังประจำ
ไม่เคยขาด ความรู้สึกเหมือนท่านเป็นปู่ของเรา (ท่านคล้ายปู่ของดิฉันน่ะค่ะ :b9: )
ฟังทีไร อบอุ่น สว่าง สงบ ทุกวันนี้ ได้ฟัง หรือได้อ่าน ธรรมะของท่าน
ก็ซาบซึ้งใจทุกครั้งค่ะ
:b55: จะรออ่านของคุณลูกโป่งต่อไปนะคะ :b12: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2009, 13:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2009, 15:37
โพสต์: 112

ชื่อเล่น: ดอกพุทธ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: สาธุ ขออนุโมทนาด้วยคนนะคะ กำลังเริ่มถือศีลอย่างจริงจังค่ะ แต่ก่อนนั้นลุ่มๆ ดอนๆ
ชีวิตก็เลยลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนกัน ไม่ค่อยได้จริงจังเท่าไหร่ ตอนนี้ตั้งใจในธรรมมากขึ้นค่ะ
อยากให้ชีวิตดีขึ้น จะขอสร้างและสะสมผลบุญต่อไปค่ะ

.....................................................
หลอมจิตบรรจง สู่แสงแห่งธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2009, 13:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


กราบอนุโมทนาธรรมทานของคุณลูกโป่งครับ :b8: :b8: :b8:

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


แก้ไขล่าสุดโดย -dd- เมื่อ 02 ต.ค. 2009, 14:54, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 16:32 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2009, 20:45
โพสต์: 1095

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
[รอยยิ้ม...ก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาว และลมเย็นในฤดูร้อน..]


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร